ER Vajira ER Vajira Consultation

[Geriatric Emergency Medicine 101] ภาคประชาชน🧪 GLP-1 Receptor Agonists ดาบสองคมในผู้สูงอายุ และ "อันตรายที่ซ่อนอยู่" เมื...
03/09/2026

[Geriatric Emergency Medicine 101] ภาคประชาชน
🧪 GLP-1 Receptor Agonists ดาบสองคมในผู้สูงอายุ และ "อันตรายที่ซ่อนอยู่" เมื่อต้องหยุดยากะทันหัน 🩺
ในยุคนี้คงไม่มีใครปฏิเสธความร้อนแรงของยาลดน้ำหนักและควบคุมเบาหวานกลุ่ม GLP-1 Receptor Agonists (GLP-1RAs) เช่น Semaglutide และยาประเภท Dual agonist อย่าง Tirzepatide ยากลุ่มนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพสูงมากในการคุมระดับน้ำตาล (โดยมีความเสี่ยงต่อภาวะน้ำตาลต่ำมากเนื่องจากกลไกขึ้นกับระดับน้ำตาล) ช่วยลดน้ำหนักตัวโดยออกฤทธิ์ลดความอยากอาหารและ "เสียงรบกวนเรื่องอาหารในหัว" (Food noise) ตลอดจนมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อระบบหัวใจ หลอดเลือด และไต
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจริงจากการศึกษาขนาดใหญ่ (Real-World Data) ในช่วงสองปีที่ผ่านมาที่ตีพิมพ์ใน Nature Reviews Endocrinology (2026) ชี้ให้เห็นถึงความจริงอีกด้านหนึ่งว่า มีผู้ป่วยถึง 36% ถึง 65% ที่ต้องหยุดยากลุ่มนี้ภายในปีแรกของการรักษา โดยเฉพาะในผู้ป่วยสูงอายุและกลุ่มที่ไม่ได้เป็นเบาหวานแต่ใช้ยาลดน้ำหนัก
เรามาเจาะลึก "สาเหตุการหยุดยา" และ "อันตรายทางสรีรวิทยาจากการหยุดยากะทันหัน" ที่อาจส่งผลกระทบต่อหัวใจและสมองกันครับ 👇

📌 ทำไมคนไข้ถึง "หยุดยา" กลางคัน? (Causes of Discontinuation)
1. ผลข้างเคียงต่อระบบทางเดินอาหาร (Gastrointestinal Intolerance)นี่คือสาเหตุอันดับหนึ่งครับ ผู้ป่วยรายงานอาการคลื่นไส้ อาเจียน และท้องเสีย สูงถึง 55% - 64.4% ในชีวิตจริง ซึ่งทำให้ผู้สูงอายุอ่อนเพลียและขาดน้ำได้ง่ายมาก
2. ความเสี่ยงต่อภาวะ "มวลกล้ามเนื้อน้อยเฉียบพลัน" (Loss of Lean Mass & Sarcopenia):วลาคนไข้น้ำหนักลดจากยากลุ่มนี้ ประมาณ 25% ของน้ำหนักที่ลดลงคือน้ำหนักของมวลกล้ามเนื้อ (Lean mass) ในผู้สูงอายุที่มีทุนสำรองทางร่างกายน้อยอยู่แล้ว การสูญเสียกล้ามเนื้อลายนี้อาจนำไปสู่ภาวะ Sarcopenia และสูญเสียความสามารถในการใช้ชีวิต (Functional impairment) ซึ่งส่งผลให้แพทย์หรือตัวคนไข้เองตัดสินใจหยุดยา
3. ความกังวลและอาการทางคลินิกที่ต้องเฝ้าระวังทางความปลอดภัย (Safety Concerns):
○ ตับอ่อนและถุงน้ำดี ความกังวลเรื่องตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน (Pancreatitis) และโรคของถุงน้ำดี หากผู้ป่วยมีอาการปวดท้องเฉียบพลัน หรือตรวจพบค่าเอนไซม์ amylase/lipase สูงขึ้น แพทย์มักตัดสินใจหยุดยาเพื่อความปลอดภัย
○ มะเร็งต่อมไทรอยด์ ยากลุ่มนี้มี Black-box warning ห้ามใช้ในผู้ที่มีประวัติส่วนตัวหรือครอบครัวเป็นมะเร็งไทรอยด์ชนิด Medullary Thyroid Carcinoma (MTC) หรือกลุ่มอาการ MEN 2
○ ภาวะแทรกซ้อนทางสายตา การลดลงของน้ำตาลในเลือดอย่างรวดเร็ว (ไม่ว่าจะจากวิธีใด) อาจไปกระตุ้นให้โรคจอประสาทตาเสื่อมจากเบาหวาน (Diabetic Retinopathy) แย่ลงเฉียบพลันในระยะแรก รวมถึงมีรายงานความสัมพันธ์กับการเกิดโรค neovascular age-related macular degeneration และโรคเส้นประสาทตาขาดเลือด (NAION)
4. ปัญหาด้านเศรษฐศาสตร์และระบบการกระจายยา (Financial & Supply Issues)ค่าใช้จ่ายที่สูงมากและการเข้าถึงยา (เช่น ประกันไม่ครอบคลุมสำหรับการลดน้ำหนัก) ส่งผลให้ผู้ป่วยถึง 50% ต้องหยุดยาเพราะสู้ราคาไม่ไหว ประกอบกับปัญหา ยาขาดแคลนทั่วโลก (Global shortages) ในช่วงปีที่ผ่านมา ทำให้การรักษาต้องหยุดชะงักลง

🚨 อันตรายทางเมตาบอลิกและหัวใจเมื่อ "หยุดยากะทันหัน" (Consequences of Discontinuation)
เมื่อผู้ป่วยหยุดยา GLP-1RA หรือ Tirzepatide สิ่งที่ตามมาไม่ใช่แค่ "น้ำหนักกลับมาเท่าเดิม" แต่มันคือปฏิกิริยาลูกโซ่ที่อันตรายต่อระบบหลอดเลือดหัวใจ (Cardiorenal system) ครับ:
1️⃣ การดีดกลับของน้ำหนักอย่างรวดเร็ว (The "Yo-Yo" Effect)
เมื่อหยุดยา ความรู้สึกอยากอาหารและ "Food noise" จะกลับมาทันที การศึกษา STEP 1 extension พบว่า ผู้ป่วยจะกลับมาอ้วนใหม่โดยโยโย่น้ำหนักคืนมาถึง 2 ใน 3 ของน้ำหนักที่เคยลดไปได้ภายใน 1 ปีหลังหยุดยา ซึ่งการขึ้น ๆ ลง ๆ ของน้ำหนักตัว (Weight cycling) นี้ มีผลเสียระดับโมเลกุลเนื่องจากเนื้อเยื่อไขมันมี "ความจำทางอีพีเจเนติกส์ (Epigenetic memory)" ของความอ้วนเดิมอยู่ ทำให้ร่างกายดึงน้ำหนักกลับมาอย่างรวดเร็วและกระตุ้นการอักเสบในร่างกาย
2️⃣ เบาหวานกำเริบรุนแรง (HbA1c Rebound)
ระดับน้ำตาลและค่าเฉลี่ยสะสม HbA1c จะพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเฉลี่ย 0.3% - 0.65% ภายใน 12 เดือน หลังหยุดยา นอกจากนี้การศึกษา SURMOUNT-1 ชี้ว่า ในกลุ่มผู้ป่วยที่มีภาวะก่อนเบาหวาน (Prediabetes) ที่คุมน้ำตาลได้ดีช่วงใช้ยา เกือบ 90% จะสูญเสียเกราะป้องกันโรคเบาหวานนี้ไปทันทีหลังหยุดยา และกลับไปดำเนินโรคเป็นเบาหวานเต็มนิยามอย่างรวดเร็ว
3️⃣ การเสื่อมถอยของปัจจัยเสี่ยงระบบหัวใจและหลอดเลือด (Cardiometabolic Deterioration)
ค่าสัญญาณชีพและผลเลือดต่าง ๆ ที่เคยดีขึ้นจะแย่ลงกลับไปใกล้เคียงกับก่อนเริ่มใช้ยาภายใน 1 ปี ไม่ว่าจะเป็น ความดันโลหิต, ระดับไขมันคอเลสเตอรอล (HDL, LDL, Triglycerides) รวมถึงค่าบ่งชี้การอักเสบอย่าง high-sensitivity CRP
4️⃣ สูญเสียฤทธิ์ "การปกป้องและปกป้องหลอดเลือดหัวใจโดยตรง" (Loss of Plaque Stabilization)
ปกติแล้วยา GLP-1RA
ขณะได้รับยากลุ่ม GLP-1RA ยับยั้งโมเลกุลเกาะติดผิวขัดขัดขวางไม่ได้ monocytes เกาะบริเวณหลอดเลือดชั้นใน ส่งผลให้ ยับยั้งการเปลี่ยนสภาพไปเป็น macrophages และเซลล์สะสัมไขมัน
เมื่อผู้ป่วยหยุดยากะทันหัน กลไกการปกป้องเหล่านี้จะหายไปทันที ทำให้คราบไขมันที่เคยเสถียร (Stable plaque) กลับมาอักเสบรุนแรงและเสี่ยงต่อการปริแตก (Plaque rupture) นำไปสู่การเกิด Acute Myocardial Infarction (MI) หรือ Stroke เฉียบพลันได้ง่ายขึ้น ซึ่งมีข้อมูลยืนยันว่ากลุ่มที่ใช้ยาต่อเนื่องมีความเสี่ยงต่อ Stroke และ MI ต่ำกว่ากลุ่มที่หยุดยาอย่างมีนัยสำคัญ
/Admin VJR GEM



References:
Ceriello A, Prattichizzo F, et al. Causes and consequences of discontinuation of GLP1RAs or tirzepatide. Nature Reviews Endocrinology. 2026;22(9):530–542. doi:10.1038/s41574-026-01258-5.

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการฉลองราชวิทยาลัยแพทย์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย ในงานประชุมวิชาการประจำปี 2569Admin VajiraGEM ER Vajira  ...
03/09/2026

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการฉลองราชวิทยาลัยแพทย์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย ในงานประชุมวิชาการประจำปี 2569
Admin VajiraGEM ER Vajira Thai Geriatric Emergency Medicine Group

It's the great compliment.. from the previous ER rotation medical students
02/09/2026

It's the great compliment.. from the previous ER rotation medical students

[Geriatric Emergency Medicine 101]ESC Heart failure 2026 พลิกโฉมการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะ Heart Failure ในห้องฉุกเฉิน 🏥...
29/08/2026

[Geriatric Emergency Medicine 101]
ESC Heart failure 2026 พลิกโฉมการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะ Heart Failure ในห้องฉุกเฉิน 🏥

สัปดาห์นี้แอดมินขอหยิบยก 2026 ESC Guidelines for the management of heart failure ที่เพิ่งออกมาใหม่ล่าสุดมาคุยกันครับ guideline ฉบับนี้มีการปรับปรุงข้อมูลในหลายมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราต้องดูแลผู้ป่วยสูงอายุที่มีความเปราะบางและมีสรีรวิทยาที่ซับซ้อนกว่าคนทั่วไป

🩺 Case Discussion ความท้าทายของหญิงวัย 78 ปีที่ห้องฉุกเฉิน
ผู้ป่วยหญิงอายุ 78 ปี มีโรคประจำตัวเป็น HT, Type 2 DM และ CKD stage 3 ถูกนำส่งโรงพยาบาลด้วยอาการ "ซึมสับสนเฉียบพลัน (Delirium) ร่วมกับไอและเหนื่อยหอบจนนอนราบไม่ได้มา 2 วัน"
แรกรับที่ห้องฉุกเฉิน ผู้ป่วยดูเหนื่อยกระสับกระส่าย (Respiratory distress) สัญญาณชีพ BP 162/88 mmHg, HR 102 bpm (irregularly irregular - AF), RR 26 bpm, SpO2 89% room air ตรวจร่างกายพบเสียง crackles ที่ปอดทั้งสองข้าง และมีขาบวมกดบุ๋ม (peripheral edema) ชัดเจน
ทีมแพทย์ฉุกเฉินประเมินและตรวจเบื้องต้นทันที
- ส่งตรวจ NT-proBNP ได้ผลสูงถึง 3,200 pg/mL ซึ่งสำหรับผู้ป่วยที่อายุมากกว่า 74 ปีนั้น ค่านี้สูงเกินเกณฑ์ Rule-in ที่กำหนดไว้ที่ >1,800 pg/mL บ่งชี้ภาวะ Decompensated Heart Failure (DHF) อย่างรุนแรง
- ทำ Echocardiography ข้างเตียง เพื่อช่วยประเมินการทำงานของหัวใจ พบภาวะหัวใจซีกขวาล้มเหลวร่วมด้วย มีหลอดเลือดดำ IVC ขยายตัวกว้าง และวัดค่า Left Ventricular Ejection Fraction (LVEF) ได้ 44%

========================================
🫀 New Definition & LVEF Classification สลัดความซับซ้อน สู่เวชปฏิบัติที่เรียบง่าย
คำจำกัดความใหม่ของภาวะ HF ยังคงระบุว่านี่คือ "กลุ่มอาการทางคลินิก (Clinical syndrome)" ที่เกิดจากความผิดปกติทางโครงสร้างหรือการทำงานของหัวใจ ส่งผลให้เกิดแรงดันในห้องหัวใจสูงขึ้น (Elevated intracardiac pressures) และ/หรือ มีปริมาณเลือดที่ออกจากหัวใจไม่เพียงพอ (Inadequate cardiac output) ทั้งในขณะพักหรือขณะออกกำลังกาย การวินิจฉัยต้องอาศัยทั้งอาการ อาการแสดงร่วมกับหลักฐานเชิงประจักษ์ของการมีภาวะน้ำเกิน (Congestion) และการตรวจสืบค้นอื่น ๆ สนับสนุน
แต่ไฮไลต์สำคัญที่สุดที่เปลี่ยนโฉมจากปี 2021 คือ การเปลี่ยนเกณฑ์การจัดกลุ่มตาม LVEF ใหม่ เพื่อลดความสับสนและช่วยให้แพทย์เริ่มยาได้ง่ายขึ้น โดยปรับเหลือเพียง 2 กลุ่มหลัก เท่านั้นครับ
🌟HFrEF (LVEF < 50%) ตัดกลุ่มก้ำกึ่งอย่าง HFmrEF (LVEF 41–49%) ออกไป โดยนำมา ยุบรวม เข้ากับกลุ่ม HFrEF เป็นหนึ่งเดียว!
🌟HFpEF (LVEF < 50%) กลุ่มที่หัวใจบีบตัวปกติหรือค่อนไปทางดี แต่มีปัญหาในระยะคลายตัว โดยมี SGLT2-Is และ MRAs เป็น Foundational Therapy หลัก

========================================
"3️⃣ General Phases" เส้นทางการดูแลผู้ป่วยในโรงพยาบาล (In-Hospital Trajectories)
ระยะการดูแลผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน (DHF) ที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลออกเป็น 3 ระยะหลัก เพื่อให้ทีมแพทย์สามารถกำหนดเป้าหมายการรักษาได้อย่างชัดเจนในแต่ละช่วงเวลาครับ
🌟Phase 1 Initial Management (ระยะแรกรับและการจัดการเฉียบพลัน) ระยะนี้มักเริ่มต้นตั้งแต่ก่อนถึงโรงพยาบาล (Pre-hospital settings) ไปจนถึงช่วงชั่วโมงแรก ๆ ที่ห้องฉุกเฉิน เป้าหมายหลักคือ
🚑การช่วยชีวิตและประเมินภาวะวิกฤตคุกคามชีวิต (life-threatening conditions)
🚑หาและรักษาปัจจัยที่เป็นตัวกระตุ้นภาวะเฉียบพลัน (Treat specific aetiology or precipitating factors)
🚑ปรับสัญญาณชีพและระบบไหลเวียนโลหิตให้คงที่เบื้องต้น (Haemodynamic stabilization)
🚑เริ่มกระบวนการขับปัสสาวะเพื่อลดภาวะน้ำเกิน (Initiate decongestion) ผู้ป่วยทุกรายควรได้รับการคัดแยกประเภท (Triage) ตามอาการทางคลินิกและระดับความรุนแรงของระบบไหลเวียนโลหิตอย่างรอบคอบ
🌟Phase 2 Stabilization (ระยะปรับสภาวะและดูแลต่อเนื่อง) เมื่อสภาวะวิกฤตเริ่มคลี่คลาย เป้าหมายของระยะนี้คือ การรักษาและเสริมสร้าง haemodynamic status ให้คงที่อย่างยั่งยืน ทำการขับน้ำออกจากร่างกายอย่างสมบูรณ์ (Complete decongestion) และเปลี่ยนผ่านมาใช้ยาขับปัสสาวะชนิดกิน ที่สำคัญคือเริ่มและปรับยา FMT (Foundational Medical Therapy) การเริ่มยาขับปัสสาวะกลุ่ม MRAs, SGLT2-Is หรือการเปลี่ยนมาใช้ ARNIs มีความปลอดภัยและสามารถทำได้พร้อม ๆ กัน (Simultaneous implementation) อย่างไรก็ตาม ในกลุ่มผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงสูง เช่น มีปัญหาโรคไตเรื้อรัง (Low eGFR) ความดันโลหิตค่อนต่ำ หรือมีประวัติโพแทสเซียมในเลือดสูง (Hyperkalaemia) ควรใช้แนวทางแบบระมัดระวัง (Conservative approach) และปรับยาทีละขั้นอย่างใกล้ชิด
🌟Phase 3 Pre-discharge and early post-discharge (ระยะเตรียมตัวจำหน่ายและฟื้นฟูระยะแรก) เป็นช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านตั้งแต่วันสุดท้ายของการนอนโรงพยาบาลไปจนถึงสัปดาห์แรก ๆ หลังกลับบ้าน เป้าหมายสำคัญคือ การตรวจเช็คให้มั่นใจว่าไม่หลงเหลือภาวะน้ำเกินแฝงอยู่ (Exclude persistent congestion) วางแผนและปรับยากลุ่ม FMT และ AMT (Additional Medical Therapy) ให้เข้าสู่ขนาดเป้าหมายสูงสุดที่ผู้ป่วยสามารถทนได้

========================================
💉 Diuretics | Vasodilators | Inotropes | Vasopressor
🌟Loop diuretics
เมื่อผู้ป่วยมาด้วยภาวะ DHF และมีภาวะน้ำเกิน (Fluid overload) ยาขับปัสสาวะชนิดฉีดเข้าหลอดเลือดดำ (IV Loop diuretics) คือการรักษามาตรฐานอันดับแรก (Class I, Level A)
📌Step A กำหนดขนาดเริ่มต้น (Initial IV Dose)
- กลุ่มที่ไม่เคยใช้ยาขับปัสสาวะมาก่อน (Diuretic-naïve) เริ่มต้นด้วย IV Furosemide 40 mg (หรือเทียบเท่า)
- กลุ่มที่ใช้ยาขับปัสสาวะเดิมอยู่แล้ว (Chronic users) เริ่มต้นด้วยขนาด 2 เท่าของขนาดยาเม็ดกินเดิมต่อวัน โดยให้เป็น IV bolus
📌Step B ประเมินการตอบสนองที่เวลา 2 และ 6 ชั่วโมง (The 2/6-Hour Evaluation Rule)
หลังจากฉีดยาเข็มแรกไปแล้ว ให้ประเมินความพึงพอใจในการตอบสนอง (Satisfactory response) ทันทีโดยใช้เกณฑ์ใดเกณฑ์หนึ่งดังนี้
- แนะนำให้ตรวจวัดระดับ โซเดียมในปัสสาวะ (Urinary Na+) เพื่อประเมินการขับเกลือและน้ำ (Natriuresis) ของไต หากระดับ Urinary Na+ ต่ำกว่าเกณฑ์ แสดงว่าคนไข้เริ่มมีภาวะดื้อยา (Diuretic resistance) ซึ่งจะช่วยให้เราปรับเพิ่มโดสหรือเพิ่มยาขับปัสสาวะกลุ่มอื่นได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ไม่ต้องนั่งเดาปริมาณปัสสาวะอีกต่อไป
- ปริมาณปัสสาวะออก (Urine output) > 100 mL/hour ภายใน 6 ชั่วโมงแรก
🌟Intravenous Vasodilators
- เมื่อไหร่ควรใช้ (Indications) พิจารณาเริ่มให้ในผู้ป่วย DHF ที่มี Systolic BP > 110 mmHg เพื่อช่วยขยายหลอดเลือด ลดความดัน ลด preload และ afterload ส่งผลให้อาการหอบเหนื่อยและภาวะน้ำท่วมปอดดีขึ้นอย่างรวดเร็ว (Class IIb C) โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีภาวะ Acute Pulmonary Oedema (APO) ที่ความดันโลหิตพุ่งสูงรุนแรงจากการบีบตัวของหลอดเลือดส่วนปลาย (Vasoconstriction) และการกระจายตัวของสารน้ำใหม่ (Volume redistribution) โดยไม่มีการสะสมของน้ำส่วนเกินในร่างกายมากนัก ยานี้ยังมีผลดีในผู้ป่วยที่มีลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบรุนแรง (AS) ร่วมกับหัวใจห้องล่างซ้ายบีบตัวบกพร่อง หากใช้อย่างระมัดระวังและมีการติดตาม haemodynamics อย่างใกล้ชิด
- ข้อควรระวัง (Precautions) ต้องระวังการเกิดภาวะความดันโลหิตต่ำ (Hypotension) จากการลดลงของ preload และ afterload ที่มากเกินไป ควรหลีกเลี่ยงหรือใช้ด้วย ความระมัดระวังเป็นพิเศษ (Extreme caution) ในผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจหนาตัวรุนแรง (LVH) หรือมีลิ้นหัวใจ AS ชนิดรุนแรง (Severe AS) ต้องมอนิเตอร์ความดันโลหิตอย่างใกล้ชิดระหว่างการให้ยาขับปัสสาวะและยาขยายหลอดเลือด
- Initial doses
💡Nitroglycerine ขยายหลอดเลือดดำส่วนปลายและหลอดเลือดแดงใหญ่เป็นหลัก เริ่มต้นหยดที่ 10–20 μg/min (max 200μg/min) ในรายที่เป็น APO รุนแรงร่วมกับมีความดันโลหิตสูงวิกฤตเฉียบพลัน อาจพิจารณาให้เป็น 1–2 mg bolus ทางหลอดเลือดดำ เพื่อลดความดันและบรรเทาอาการน้ำท่วมปอดในนาทีวิกฤตได้ทันที
💡Sodium Nitroprusside ออกฤทธิ์ขยายทั้งหลอดเลือดแดงและดำอย่างสมดุล (Balanced dilator) เริ่มต้นที่ 0.3 μg/kg/min (max 5 μg/kg/min) ต้องระวังผลข้างเคียงเรื่องความดันโลหิตต่ำรุนแรงและพิษจากสารไซยาไนด์สะสม (Isocyanate toxicity) โดยตัวยานี้มีความไวต่อแสง (Light sensitivity) ต้องบรรจุในขวดหรือสายทึบแสง
🌟Inotropic Agents
- เมื่อไหร่ควรใช้ (Indications) พิจารณาใช้เฉพาะในผู้ป่วยที่มี Systolic BP < 90 mmHg ร่วมกับมีหลักฐานแสดงภาวะเนื้อเยื่อพร่องออกซิเจนอย่างชัดเจน (Evidence of hypoperfusion) เช่น ปลายมือปลายเท้าเย็นเฉียบ ซึมสับสน หรือค่าแลคติกในเลือดสูงขึ้น และผู้ป่วยไม่ตอบสนองต่อการรักษาเบื้องต้น รวมถึงการทดสอบให้สารน้ำอย่างระมัดระวัง (Fluid challenge) แล้วเท่านั้นเพื่อกระตุ้น perfusion กลับมา (Class IIb C)
- ข้อควรระวัง (Precautions) เนื่องจากเพิ่มอัตราการเกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดรุนแรง (Arrhythmias) และกระตุ้นภาวะหัวใจขาดเลือด (Myocardial ischaemia) จากความต้องการออกซิเจนของกล้ามเนื้อหัวใจที่สูงขึ้น
🌟Vasopressors
- Norepinephrine ยาบีบหลอดเลือดที่กระตุ้นตัวรับ alpha-1 เป็นหลัก (ร่วมกับ beta-1 ขนาดเบา) ออกฤทธิ์เพิ่มความดันโดยรวมจากการเพิ่มแรงต้านทานของหลอดเลือดแดงส่วนปลาย (SVR) และเพิ่ม cardiac output เล็กน้อย อัตราการหยดเฉลี่ยอยู่ที่ 0.2–1.0 μg/kg/min เป็นยากระตุ้นความดันตัวแรกที่ไกด์ไลน์แนะนำให้เลือกใช้ในภาวะช็อกจากหัวใจ (Preferred vasopressor in Cardiogenic Shock) เพื่อรักษาระดับความดันโลหิตและการส่งเลือดไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญเฉียบพลัน (Class IIb C)1822
- Epinephrine กระตุ้นตัวรับ alpha-1, beta-1, beta-2 อย่างรุนแรง อัตราการหยดอยู่ที่ 0.05–0.5 μg/kg/min เนื่องจากยากลุ่มนี้มีความเสี่ยงสูงมากต่อการกระตุ้นหัวใจเต้นผิดจังหวะ (High arrhythmogenic potential) จึงควรพิจารณาเลี่ยงไปใช้ Norepinephrine เป็นหลัก และเก็บ Epinephrine ไว้ใช้เฉพาะในกรณีช่วยฟื้นคืนชีพ (Rescue/Cardiac arrest) เท่านั้นครับ
- Dopamine ออกฤทธิ์ตามขนาด Dose response ปัจจุบันไม่แนะนำให้ใช้ทั่วไปในภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน เนื่องจากคุมทิศทางสัญญาณชีพได้ยากและมีความเสี่ยงกระตุ้นหัวใจเต้นเร็วผิดจังหวะรุนแรง (Tachyarrhythmias) สูงมากครับ

💡 การเปลี่ยนเกณฑ์ LVEF ใหม่ของ ESC 2026 ช่วยปลดล็อกข้อจำกัดทางคลินิก ทำให้เราวินิจฉัยและเริ่มต้นยารักษาหลัก (FMT) ให้คนไข้กลุ่ม LVEF < 50% ได้เร็วขึ้น ส่วนการจัดการภาวะ DHF ในผู้สูงอายุที่มีโรคร่วมซับซ้อน (เช่น AF และ CKD ในเคสตัวอย่าง) การใช้แนวทางตรวจปัสสาวะวัดระดับโซเดียม (Urinary Na+-guided) และการผสมผสานยาอย่างระมัดระวัง คือกุญแจสำคัญที่จะช่วย Decongest คนไข้ได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุดครับ
/Admin VJR GEM



References
- Walsh MN, et al. 2026 ESC Guidelines for the management of heart failure. Eur Heart J. 2026. doi:10.1093/eurheartj/ehag100

(Geriatric Emergency Medicine 101)วันนี้จะพามา Case report ที่อาจพบได้ในผู้สูงอายุฉุกเฉิน ที่ลงใน Cereus ตื่นเช้ามาขาไม่...
26/08/2026

(Geriatric Emergency Medicine 101)
วันนี้จะพามา Case report ที่อาจพบได้ในผู้สูงอายุฉุกเฉิน ที่ลงใน Cereus

ตื่นเช้ามาขาไม่มีแรงทั้งสองข้าง — แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ไขสันหลัง

หญิง 58 ปี เบาหวานคุมไม่ได้ ตื่นนอนมาพบว่าขาทั้งสองข้างไม่มีแรงเลย มาถึงห้องฉุกเฉินราว 14 ชั่วโมงหลังเริ่มมีอาการ ก่อนเข้านอนมีเพียงปวดขาเล็กน้อย 3/10 ไม่เคยอ่อนแรงมาก่อน ไม่มีประวัติอุบัติเหตุ ไม่มีไข้

ตรวจร่างกาย
— Flaccid paraplegia motor power 0/5 ทั้งสองข้าง
— Patellar และ ankle reflex หายทั้งสองข้าง Babinski negative
— Sensory loss ต่ำกว่าระดับ L1 ทุก modality
— ไม่มี sacral sparing (S4–S5 sensation, a**l tone และ voluntary contraction หายหมด)
— Bladder distension และ urinary retention
— และจุดที่เปลี่ยนทุกอย่าง: ขาเย็นทั้งสองข้าง คลำ femoral pulse และ distal pulse ไม่ได้เลย

Investigation
CBC, LFT, Cr ปกติ / K 4.29 mmol/L (ปกติ — ตัด hypokalemic periodic paralysis ออกไป) / DTX 369 mg/dL / D-dimer 22.76 mg/L (ค่าปกติ

[Emergency Toxicology]แนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วยได้รับพิษจาก "Sodium hypochlorite" และ "Hydrogen Peroxide"1. Sodium Hypoc...
26/08/2026

[Emergency Toxicology]
แนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วยได้รับพิษจาก "Sodium hypochlorite" และ "Hydrogen Peroxide"

1. Sodium Hypochlorite (NaOCl)
•Oxidizing agent ที่ใช้เป็นสารฟอกขาว น้ำยาฆ่าเชื้อ และสารทำความสะอาดเครื่องมือแพทย์บางชนิด
•กลไกความเป็นพิษและอาการทางคลินิก:
- ฤทธิ์กัดกร่อนเฉพาะที่: เมื่อทำปฏิกิริยากับน้ำจะปล่อยกรดไฮโปคลอรัส (HClO) ซึ่งเป็นสารออกซิไดซ์อย่างแรง
o ผิวหนังและดวงตา: เกิดการระคายเคือง เกิด Chemical burns หากสารเข้มข้นสูง และอาจเกิดอาการแพ้
o อาการทางระบบหายใจ: การสูดดมไอระเหยของ NaOCl โดยตรงพบความเป็นพิษได้น้อย
* NaOCl เมื่อผสมกับกรดจะทำให้เกิดแก๊สคลอรีน ซึ่งมีฤทธิ์ระคายเคืองรุนแรง
* อาจมี Latent period นาน 5 นาทีถึง 15 ชั่วโมง จึงมีอาการหายใจลำบาก Bronchospasm และอาจเกิด Reactive Airways Dysfunction Syndrome (RADS) ตามมา
o อาการทาง Systemic (ingestion route): อาเจียน ปวดท้อง บาดเจ็บต่อเยื่อบุทางเดินอาหาร และอาจพบภาวะ Hypernatremia, Hyperchloremia, Hypotension, Metabolic acidosis, และ Methemoglobinemia ได้ (พบน้อย)
• การวินิจฉัยและการตรวจทางปฏิบัติการ:
- Clinical diagnosis
- Electrolyte, Blood gas +/- Methemoglobin (หากผู้ป่วย Cyanosis)
• การดูแลรักษา
- Supportive care
- Decontamination: ชะล้างผิวหนังด้วยน้ำปริมาณมาก และถอดเสื้อผ้าที่ปนเปื้อนออก หากเข้าตาให้ล้างตาด้วย NSS หรือน้ำสะอาดอย่างน้อย 15–20 นาทีและถอดคอนแทคเลนส์ออก
- Ingestion: ห้ามทำให้อาเจียน
- Endoscopy: พิจารณาทำในผู้ป่วยที่มีอาการ หรือผู้ที่กินสารฟอกขาวชนิดเข้มข้นสูง/ระดับอุตสาหกรรม

2. Hydrogen Peroxide (H2O2)
• น้ำยาล้างแผลและสารอุตสาหกรรม
• กลไกความเป็นพิษและอาการทางคลินิก:
- ความเป็นพิษเกิดจากสองปัจจัย ได้แก่ 1. Local tissue injury และ 2. Gas formation เมื่อ H₂O₂ สัมผัสกับเอนไซม์ Catalase ในเลือดและเนื้อเยื่อ
- Massive Gas Expansion: ที่อุณหภูมิห้อง H₂O₂ 3% ปริมาณ 1 ml จะปล่อยแก๊ส O₂ ออกมา 10 ml (10 V) แต่หากเป็นความเข้มข้น 35% ปริมาณเพียง 1 ml จะปล่อยแก๊ส O₂ ออกมามากกว่า 100 ml (100 V) [Volume strength (V) คือปริมาตรของแก๊ส O₂ ที่สามารถแตกตัวออกมาจากสารละลาย 1 ส่วน (ที่อุณหภูมิและความดันมาตรฐาน)]
- Gas embolism: แก๊ส O₂ ที่เกิดขึ้นอาจหลุดเข้าสู่กระแสเลือด นำไปสู่ Systemic/Portal oxygen embolism ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต โดยผู้ป่วยอาจมีอาการทางระบบประสาทเฉียบพลัน (ชัก, ซึม, อัมพาตครึ่งซีก) หรือเกิด Myocardial ischemia ได้
- Ingestion route: คลื่นไส้ อาเจียน เกิดแผลหรือระคายเคืองทางเดินอาหาร อาจเกิดทางเดินอาหารทะลุ รวมถึง Systemic oxygen embolism
• การวินิจฉัยและการตรวจทางปฏิบัติการ:
- Clinical diagnosis
- Imaging เพื่อดู Gas formation: CXR, Plain Abdomen, CT/MRI สมองและไขสันหลัง (ในกรณีที่มีอาการทางระบบประสาท)
- Endoscopy: พิจารณาในผู้ป่วยที่มีอาการ หรือในกรณีที่กินสารที่มีความเข้มข้นสูง
• การดูแลรักษา
- Gastric Suctioning: พิจารณาใส่สาย NG/OG เพื่อลดแรงดันในผู้ป่วยที่มี significant gastric distension และมาโรงพยาบาลทันทีหลังการกิน
- Trendelenburg Position: ให้ทำในกรณีที่พบหรือสงสัยว่ามี Oxygen embolism ในหัวใจ เพื่อป้องกัน RV outflow tract obstruction
- HBOT: ทำในกรณีที่ Gas embolism เป็นอันตรายถึงชีวิต.
- ห้ามทำให้อาเจียน และไม่ให้ Activated charcoal

R2 ลักษิกา/อ.พญ.สุพิชฌาย์
หน่วยพิษวิทยา ภาควิชาเวชศาสตร์ฉุกเฉิน คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช

#สารฟอกขาว #น้ำยาล้างแผล
---------------------------------------------------------
Reference
Haynes A, Wax PM. Antiseptics, Disinfectants, and Sterilants. In: Nelson LS, Howland MA, Lewin NA, Smith SW, Goldfrank LR, Hoffman RS, editors. Goldfrank's Toxicologic Emergencies. 11th ed. New York: McGraw-Hill Education; 2019. p. 1368-1372.

🎉 ปิดรับสมัครแล้ว  🙏ขอบพระคุณทุกท่านที่ให้ความสนใจหลักสูตร Elective📚 Geriatric EM & Ultrasound-Guided Regional Anesthesi...
24/08/2026

🎉 ปิดรับสมัครแล้ว 🙏

ขอบพระคุณทุกท่านที่ให้ความสนใจหลักสูตร Elective
📚 Geriatric EM & Ultrasound-Guided Regional Anesthesia in ED Older Adults ขณะนี้เต็มทั้ง 2 รอบเรียบร้อยแล้วค่ะ

📌 ท่านที่พลาดรอบนี้ โปรดติดตามเพจไว้นะคะ ❤️

🏥 ภาควิชาเวชศาสตร์ฉุกเฉิน คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล

#วชิรพยาบาล🎉 REGISTRATION CLOSED — FULLY BOOKED! 🙏

Thank you to everyone who applied for our elective
📚 Geriatric EM & Ultrasound-Guided Regional Anesthesia in ED Older Adults. Both rounds are now full.

📌 Missed out? Follow our page ❤️

🏥 Department of Emergency Medicine, Faculty of Medicine Vajira Hospital

📣 Applications are now OPEN! Elective in Geriatric Emergency Medicine 👴🏻👵🏻🩺 Geriatric Emergency Medicine & Ultrasound-Gu...
23/08/2026

📣 Applications are now OPEN! Elective in Geriatric Emergency Medicine 👴🏻👵🏻

🩺 Geriatric Emergency Medicine & Ultrasound-Guided Regional Anesthesia in ED Older Adults
Master the essentials of caring for older adults in the ED — with hands-on US-guided regional a**lgesia in a real cadaveric workshop!

🗓️ Two rounds available (2 weeks each, Mon–Fri)

Round 1: 7–20 February 2027
Round 2: 1–14 August 2027

✨ What you'll learn

ED Comprehensive Geriatric Assessment (CGA), frailty, delirium & atypical presentation
Fall evaluation, palliative care, eye ultrasound
🎯 Cadaveric workshop — US-guided nerve blocks:
– Rib fracture: SAPB, Erector Spinae, PECS I & II
– Hip fracture: FICB, SIFICB, Femoral, PENG, Sciatic
– Forearm fracture: Interscalene, Median, Ulnar, Radial + hematoma block

👩‍⚕️ Who should apply: Emergency physicians (EP) and residents (Year 1–3)

📍 Department of Emergency Medicine, Faculty of Medicine Vajira Hospital, Navamindradhiraj University

📝 Apply now! Scan the QR on the poster, or fill in the form:
https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSd5xaP9Q5ZAxAOQ2_2SccW3bMWVDxX2t9LIP9K6X15_NYzfjg/viewform

📞 Enquiries: Ms. Thitiwan Paksophit, Tel. 0 2244 3189
✉️ [email protected]

Limited seats — first come, first served! 🙌

📣 เปิดรับสมัครอีกครั้ง ! Elective เวชศาสตร์ฉุกเฉินผู้สูงอายุ 👴🏻👵🏻 ปี 2570🩺 Geriatric Emergency Medicine & Ultrasound-Gui...
23/08/2026

📣 เปิดรับสมัครอีกครั้ง ! Elective เวชศาสตร์ฉุกเฉินผู้สูงอายุ 👴🏻👵🏻
ปี 2570

🩺 Geriatric Emergency Medicine & Ultrasound-Guided Regional Anesthesia in ED Older Adults
เรียนรู้การดูแลผู้ป่วยสูงอายุในห้องฉุกเฉินแบบครบวงจร พร้อมฝึกหัตถการระงับปวดด้วยอัลตราซาวด์กับ Cadaveric Workshop จริง!

🗓️ เปิด 2 รอบ (รอบละ 2 สัปดาห์ จ.–ศ.)

รอบที่ 1: 7–20 กุมภาพันธ์ 2570
รอบที่ 2: 1–14 สิงหาคม 2570

✨ สิ่งที่จะได้เรียนรู้

ED Comprehensive Geriatric Assessment (CGA), Frailty, Delirium, Atypical presentation
Fall evaluation, Palliative care, Eye ultrasound
🎯 Cadaveric Workshop ระงับปวดด้วย US-guided nerve block:
– Rib fracture: SAPB, Erector Spinae, PECS I & II
– Hip fracture: FICB, SIFICB, Femoral, PENG, Sciatic
– Forearm fracture: Interscalene, Median, Ulnar, Radial + Hematoma block

👩‍⚕️ เหมาะสำหรับ แพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน (EP) และแพทย์ประจำบ้าน (Resident ปี 1–3)

📍 ภาควิชาเวชศาสตร์ฉุกเฉิน คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช

📝 สมัครเลย! สแกน QR บนโปสเตอร์ หรือกรอกใบสมัครที่:
https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSd5xaP9Q5ZAxAOQ2_2SccW3bMWVDxX2t9LIP9K6X15_NYzfjg/viewform

📞 สอบถามเพิ่มเติม: คุณฐิติวรรณ ภักดิ์โสภิศ โทร. 0 2244 3189
✉️ [email protected]

รับจำนวนจำกัด — สมัครก่อนมีสิทธิ์ก่อน! 🙌

#เวชศาสตร์ฉุกเฉิน #ผู้สูงอายุ #วชิรพยาบาล
Geriatric Emergency 101
Admin VajiraGEM

[Geriatric Emergency Medicine 101 & Sport EM]🏃‍♂️ Sudden Cardiac Arrest ในสมรภูมิ HYROX และ Marathon 🫀เมื่อวันที่ต้นเดือ...
23/08/2026

[Geriatric Emergency Medicine 101 & Sport EM]
🏃‍♂️ Sudden Cardiac Arrest ในสมรภูมิ HYROX และ Marathon 🫀

เมื่อวันที่ต้นเดือนสิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา วงการฟิตเนสในบ้านเราต้องเผชิญกับความสูญเสียครั้งใหญ่และเกิดคำถามสำคัญขึ้น เมื่อ โค้ชฟิตเนสชื่อดังชาวแอฟริกาใต้ ผู้ก่อตั้ง Fight by Design และเป็นเสาหลักคนสำคัญของชุมชนคนรักสุขภาพในไทย เกิดอาการวูบหมดสติระหว่างลงแข่งขันในงาน HYROX แม้จะได้รับการเข้าช่วยเหลือทำ CPR และกู้ชีพโดยทีมแพทย์สนามทันทีเพื่อนำส่งโรงพยาบาล แต่เขาก็ได้เสียชีวิตลงในเวลาต่อมาอย่างน่าเสียดาย
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับผู้ที่มีความฟิตระดับ "โค้ชแถวหน้า" ย้ำเตือนพวกเราชาวฉุกเฉินอีกครั้งว่า "ความฟิตของร่างกายไม่ได้เท่ากับความปลอดภัยเสมอไป" ในฐานะแพทย์ฉุกเฉินและแพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉินผู้สูงอายุ

🧬 สรีรวิทยาของกีฬาประเภทผสมผสาน (Hybrid Sports Physiology)
🌟การแข่งขันกีฬาแบบผสมผสานความเข้มข้นสูง หรือ High-Intensity Functional Training (HIFT) ที่พบในกีฬาประเภทไฮบริด มีความท้าทายทางสรีรวิทยาที่ซับซ้อนกว่ากีฬาทั่วไปอย่างมาก การฝึกซ้อมและการแข่งขันในลักษณะนี้บังคับให้ร่างกายต้องเผชิญกับ "Interference Effect" ด้านพละกำลัง (Strength) และความทนทาน (Endurance) มาใช้อย่างหนักพร้อม ๆ กัน
🌟ตามทฤษฎีการปรับตัวของร่างกาย (Theory of Adaptation Pathways) สองระบบนี้มีกลไกทางสรีรวิทยาและการส่งสัญญาณระดับเซลล์ที่ขัดแย้งกันเองหากได้รับการกระตุ้น นอกจากนี้ ในระหว่างการแข่งขันที่ต้องสลับสถานีกิจกรรมกับการวิ่ง ร่างกายจะเกิดภาวะที่เรียกว่า Blood Redistribution หรือการจัดสรรการไหลเวียนเลือดใหม่อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการสูบฉีดเลือดกลับไปยังกล้ามเนื้อขาหลังจากการออกแรงอย่างหนักในกลุ่มกล้ามเนื้อส่วนบน ประกอบกับสภาวะที่กรดแลคติกคั่งในปริมาณสูง (High lactate accumulation) ส่งผลให้เทคนิคและระบบการประหยัดพลังงานขณะวิ่ง (Running economy) ถูกรบกวนอย่างรุนแรง

🏃‍♂️ HYROX VS MARATHON
🌟HYROX ซึ่งจัดเป็นวิ่งผสมผสานความเข้มข้นสูง (Running-focused HIFT) โครงสร้างเป็นการวิ่งระยะทาง 1 กิโลเมตร สลับกับสถานีออกกำลังกายฟังก์ชันนอลรวม 8 สถานีคงที่ เช่น ดัน แบก โยน ทำให้ระบบพลังงานที่ใช้เป็นแบบผสมผสานระดับสูง (High Concurrent Demand) ที่ต้องพึ่งพาระบบแอโรบิกขณะวิ่งและระบบอนาแอโรบิก (Anaerobic glycolysis) ในช่วงสั้น ๆ ของแต่ละสถานี ในทางตรงกันข้าม
🌟Marathon คือการวิ่งทางเรียบระยะยาวต่อเนื่อง 42.195 กิโลเมตร ซึ่งเน้นระบบพลังงานแอโรบิกเป็นหลัก (Aerobic dominant) โดยประสิทธิภาพขึ้นอยู่กับค่าการใช้ออกซิเจนสูงสุด (VO2max), Lactate threshold และความประหยัดในการวิ่ง
ความแตกต่างด้านโครงสร้างนี้ส่งผลโดยตรงต่อระดับความเข้มข้นและภาระการทำงานของหัวใจ (Cardiac load) ครับ
🌟ผลการศึกษาจำลองการแข่งขัน HYROX ชี้ว่า หัวใจของนักกีฬาต้องทำงานในโซนความเข้มข้นสูงมากเกือบตลอดการแข่งขัน โดยใช้เวลาเฉลี่ยถึง 50.5% ในโซนความเข้มข้นสูงสุด (Zone 5: 90-100% HRmax) และอีก 41.6% ความเข้มข้นที่สูงและต่อเนื่องนี้สะท้อนจากระดับแลคติกในเลือด (Blood lactate) เฉลี่ยหลังเข้าสถานีที่พุ่งสูงถึง 8.5 mmol/L โดยเฉพาะในสถานีสุดท้ายอย่าง Wall balls ที่อัตราการเต้นของหัวใจ ความเข้มข้น และความรู้สึกเหนื่อยสะสม (RPE) จะพุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุด ส่วนในการวิ่งมาราธอน แม้หัวใจจะทำงานหนักต่อเนื่องเป็นเวลานานกว่า แต่อัตราการเต้นของหัวใจมักจะคงที่อยู่ในระดับต่ำกว่าความเข้มข้นสูงสุด (Submaximal intensity) เมื่อเทียบกับช่วงกดดันหนักของกีฬาประเภทไฮบริด

☠️ สาเหตุการเสียชีวิตเฉียบพลันที่ซ่อนอยู่ (Cause of Death)
🌟Master Athletes อายุ > 35 ปีขึ้นไป สาเหตุหลักของการเกิดโรคและเสียชีวิตเฉียบพลันคือ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ (Coronary Artery Disease - CAD) ตรงนี้มีประเด็นเรื่อง "The Exercise Paradox" ที่น่าสนใจมากครับ แม้การออกกำลังกายจะเป็นเกราะป้องกันโรคหัวใจที่ดีที่สุด แต่ข้อมูลจากการศึกษา Master@Heart และ MARC-2 กลับชี้ว่า กลุ่มนักกีฬาระยะไกลที่ซ้อมอย่างหนักต่อเนื่องยาวนานตลอดชีวิต อาจมีปริมาณคราบพลาคในหลอดเลือดหัวใจ (Plaque burden) โดยเฉพาะคราบพลาคชนิดไม่เสถียรบริเวณส่วนต้น (Proximal non-calcified plaques) มากกว่าคนทั่วไป นอกจากนี้ ความเข้มข้นของการออกกำลังกาย (Exercise intensity) ยังสัมพันธ์โดยตรงกับการดำเนินโรคของหินปูนเกาะหลอดเลือดหัวใจมากกว่าปริมาณรวมของการฝึกซ้อม เมื่อหัวใจต้องเผชิญกับปัจจัยกระตุ้นเฉียบพลันระหว่างแข่ง เช่น ภาวะขาดน้ำ (Dehydration), เกลือแร่แปรปรวน (Electrolyte disturbance), และระบบประสาทซิมพาเทติกที่ทำงานหนัก จึงเพิ่มความเสี่ยงที่คราบพลาคเหล่านี้จะปริแตก (Plaque rupture) จนเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันได้ครับ
🌟Younger Athletes อายุ < 35 ปี พยาธิสภาพส่วนใหญ่มักเกี่ยวข้องกับโรคกล้ามเนื้อหัวใจและระบบไฟฟ้าหัวใจที่ผิดปกติแต่กำเนิดหรือจากพันธุกรรม โรคที่สำคัญคือ Arrhythmogenic Cardiomyopathy (ACM) ซึ่งเป็นโรคทางพันธุกรรมที่มีพังผืดและไขมันเข้าไปแทนที่กล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างขวา ทำให้เกิดความไม่เสถียรของระบบไฟฟ้าหัวใจ การออกกำลังกายที่เข้มข้นสูงจะยิ่งไปเร่งกระบวนการดำเนินโรคและกระตุ้นให้เกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดรุนแรง (Ventricular fibrillation) ได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังมีสาเหตุจากความผิดปกติของหลอดเลือดหัวใจแต่กำเนิด (Congenital coronary anomalies) รวมถึงภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบเฉียบพลัน (Myocarditis) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในกลุ่มอายุน้อยเช่นกันครับ

⏰ ช่วงเวลาวิกฤตและระบบกู้ชีพสนาม (Temporal Pattern & EMS Rescue)
สถิติจากทะเบียนข้อมูลการวิ่งระยะไกลขนาดใหญ่ยืนยันตรงกันว่า "ช่วงเวลาที่อันตรายและเกิดเหตุหัวใจหยุดเต้นบ่อยที่สุดคือช่วง 1 ใน 3 สุดท้ายของการแข่งขัน (Final third) หรือทันทีหลังจากวิ่งเข้าเส้นชัย" นี่คือช่วงที่ร่างกายเผชิญความเหนื่อยล้าสะสมสูงสุด ประกอบกับภาวะขาดน้ำ และการหยุดออกกำลังกายกะทันหันที่อาจทำให้แรงดันเลือดตกจากการคั่งของเลือดในส่วนปลาย (Venous pooling)
ข้อมูลเชิงสถิติแสดงให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมว่า หากทีมกู้ชีพเริ่มทำ CPR ได้ทันทีภายใน 1 นาทีแรก และสามารถทำการช็อกไฟฟ้าด้วยเครื่อง AED ได้ภายใน 3 นาทีหลังหมดสติ อัตราการรอดชีวิตที่ผู้ป่วยมีระบบประสาทและสมองสมบูรณ์ (Neurologically intact survival) จะสูงถึง 95.5% ตัวเลขนี้สะท้อนชัดเจนว่า รถพยาบาลหรือหน่วยแพทย์สนามต้องไม่ใช่เพียงแค่ "ยานพาหนะนำส่ง" แต่คือสถานพยาบาลย่อยเคลื่อนที่เร็วที่เป็น "หน้าต่างแห่งโอกาส" ในการตรวจวินิจฉัยและกู้ชีพผู้ป่วยอย่างทันท่วงทีครับ

💡 การเตรียมตัวของแพทย์สนามหรือแพทย์ฉุกเฉินในการจัดงานกีฬาต่าง ๆ ต้องอาศัยระบบคัดกรองความเสี่ยงที่เข้มงวด การตระหนักถึงประวัติอาการวูบหรือเจ็บหน้าอกขณะออกแรง และการวางระบบ AED ที่สามารถเข้าถึงตัวผู้ป่วยได้ภายใน 3 นาทีแรก คือกุญแจสำคัญที่จะเปลี่ยนโอกาสรอดชีวิตจากสภาวะวิกฤตนี้ได้จริงครับ
/Admin VJR GEM



References:
- Brandt T, et al. Acute physiological responses and performance determinants in Hyrox©. Front Physiol. 2025;16:1519240.
- Villarroel López P, et al. High Intensity Functional Training in Hybrid Competitions: A Scoping Review. J Funct Morphol Kinesiol. 2025;10:365.
- Zhang X, et al. Marathon-associated sudden cardiac death: a mini review of risk perception, pathophysiological mechanisms, and prevention strategies. Front Cardiovasc Med. 2026;13:1847561.

ที่อยู่

681 รพ. วชิระ ภาควิชาเวชศาสตร์ฉุกเฉิน ชั้น M ถ. สามเสน เขตดุสิต แขวงวชิรพยาบาล
Bangkok
10300

เบอร์โทรศัพท์

+6622443189

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ER Vajiraผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์

ประเภท