Mature Your Child

Mature Your Child MATURE YOUR CHILD : ครูพิม นักจิตวิทยาพัฒนาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาศักยภาพสมองและพฤติกรรมเด็กวัย 0-15 ปี
ด้วยประสบการณ์กว่า 10 ปี
4289

Mature Your Child เป็นเพจที่ก่อตั้งขึ้นโดย “ครูพิม” นักจิตวิทยาเด็ก ซึ่งเป็นทั้งครูผู้นำกิจกรรมและพัฒนาหลักสูตรสำหรับเด็กเล็ก นักเขียนและวิทยากรอิสระ โดยมีจุดประสงค์เพื่อที่จะถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ให้กับบรรดาคุณพ่อคุณแม่ ผู้ปกครอง คุณครูและคนรักเด็กทุกท่าน ให้ได้มีความรู้ความเข้าใจในพัฒนาการของเด็กวัยแรกเกิด – 9 ปีแบบถึงแก่นและแม่นยำ รวมไปถึงการถ่ายทอดกลเม็ดเคล็ดลับจากการที่ได้สั่งสมมาตลอดระยะเวลาที่ทำงานร่วมกับเด็กๆ หลายพันคน ไม่ว่าจะเป็นเทคนิคการเรียนให้สนุก เล่นให้ฉลาด การเจรจาภาษาเด็กให้เข้าใจและไม่เกิดปัญหา เทคนิคการจัดการกับสถานการณ์ชวนปวดหัวรูปแบบต่างๆ รวมไปถึงการอัพเดทบทความและงานวิจัยเกี่ยวกับเด็กจากทั้งในไทยและต่างประเทศ เรียกได้ว่า อะไรก็ตามที่เกี่ยวกับเด็กและครูพิมเห็นว่าเป็นประโยชน์หรือน่าสนใจ ก็จะเอามาเล่าสู่กันฟังอย่างแน่นอนค่ะ

ครูพิมเกิดและโตมาในครอบครัวที่ทำธุรกิจโรงเรียนเอกชน จึงมีประสบการณ์กับเด็กๆ ตั้งแต่ตัวเองก็ยังเป็นเด็กไม่ต่างกัน และด้วยความที่แผนกอนุบาลตั้งตระหง่านอยู่หน้าบ้าน รวมไปถึงความชอบที่จะเลี้ยงลูกเลี้ยงหลานของคนอื่นๆ ในละแวกนั้นอยู่เสมอๆ จึงทำให้ครูพิมมีความสนใจที่จะศึกษาเกี่ยวกับเด็กเป็นพิเศษ จนในที่สุดก็ได้ทำความชอบให้เป็นรูปธรรมด้วยการเข้าศึกษาที่คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยเน้นเลือกเรียนวิชาในสาขาจิตวิทยาพัฒนาการควบคู่กับสาขาจิตวิทยาสังคม เพราะเห็นว่าสองสาขาที่แตกต่างกันนี้ น่าจะทำให้เข้าใจคน โดยเฉพาะเด็กๆ ได้มากขึ้น หลังจบการศึกษาครูพิมก็เข้าทำงานที่สโมสรเด็กทันที พร้อมทั้งศึกษาต่อในระดับปริญญาโท สาขาจิตวิทยาพัฒนาการ ไปในขณะเดียวกัน และไม่รู้ว่าเด็กๆ ติด หรือว่าเราติดเด็กเองกันแน่ จึงยังทำงานคลุกคลีอยู่กับเด็กๆ มาจนถึงทุกวันนี้

ประวัติครูพิม

ชื่อจริง : ณัฏฐณี สุขปรีดี (พิม)

การศึกษา

ปริญญาโท คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาขาจิตวิทยาพัฒนาการ (เป็นนิสิตผู้ได้รับทุนการศึกษา 72 พรรษาฯ แบบเต็มจำนวน)
ปริญญาตรี คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (เกียรตินิยมอันดับ 1)
ปริญญาตรี คณะมนุษยศาสตร์ สาขาสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยรามคำแหง

ความสนใจพิเศษ

พัฒนาการเด็กวัย 0-8 ปี
การเล่นเพื่อพัฒนาศักยภาพเด็กเล็ก
การจัดกิจกรรมสร้างสรรค์เพื่อส่งเสริมพัฒนาการและทักษะการเรียนรู้รอบด้าน
การเลี้ยงดูลูกด้วยความเข้าในพื้นฐานที่แตกต่างกันของเด็ก
การส่งเสริมและกระตุ้นทักษะทางภาษาในเด็ก
การเป็นผู้ปกครองเชิงบวก (Positive Parenting)


ประวัติการทำงาน

ผู้เขียนหนังสือ “เลี้ยงลูกถูกสไตล์ ฉลาดได้ น่ารักด้วย”
ผู้เขียนร่วมในหนังสือ “ใช้ชีวิต เรียนรู้ เปลี่ยนแปลง เติบโต” (หนังสือในโครงการคืนความรู้สู่สังคม โดยคณะจิตวิท จุฬาฯ)
ผู้เขียนบทความประจำเว็บไซต์ Trueplookpanya หมวด Parenting
ออกแบบและพัฒนาหลักสูตร Creative Playgroup สำหรับเด็กวัย 1 ปีขึ้นไป ตั้งแต่ปี 2554 – ปัจจุบัน
ออกแบบและนำกิจกรรม English Camp สำหรับเด็กปฐมวัย-ประถมศึกษา
มีประสบการณ์ทำกิจกรรมกับเด็กๆกว่าพันครอบครัว และให้คำแนะนำในการส่งเสริมพัฒนาการเด็กกับผู้ปกครองมาแล้วหลายพันครอบครัว
ร่วมออกแบบกิจกรรมและเป็นคณะกรรมการในการแข่งขันประกวดพัฒนาการเด็กเล็กร่วม กับหน่วยงานต่างๆเช่น หนังสือบันทึกคุณแม่, ผลิตภัณฑ์เด็ก Absorba, โรงเรียนเอกชนต่างๆ
ประสบการณ์ทำงานอื่นๆ : นักประชาสัมพันธ์อิสระ / ครูสอนภาษาจีน

03/09/2026

5 เหตุผลทางจิตวิทยาของเด็กนอนยาก ลูกบ้านไหนกำลังมีปัญหาเรื่องนี้ ฟังด่วนเลยค่ะ #พัฒนาการเด็ก #ปรับพฤติกรรมเด็ก #จิตวิทยาเด็ก #สอนเด็ก #แม่และเด็ก #เลี้ยงลูก #พ่อแม่มือใหม่ #นักจิตวิทยา #สอนลูก #เด็กนอนยาก

31/08/2026

5 คำพูดที่ควรสอนลูกเพื่อป้องกันการถูกบูลลี่
#พัฒนาการเด็ก #ปรับพฤติกรรมเด็ก #จิตวิทยาเด็ก #สอนเด็ก #แม่และเด็ก #เลี้ยงลูก #พ่อแม่มือใหม่ #นักจิตวิทยา #สอนลูก #ครูพิม #บูลลี่

 #บริการประเมินพัฒนาการและให้คำปรึกษาโดยนักจิตวิทยาตัวจริง  #รู้ก่อนแก้ไขได้ก่อน  #เพราะทุกพัฒนาการเด็กไม่ควรรอช้าสถาบัน...
28/08/2026

#บริการประเมินพัฒนาการและให้คำปรึกษาโดยนักจิตวิทยาตัวจริง
#รู้ก่อนแก้ไขได้ก่อน #เพราะทุกพัฒนาการเด็กไม่ควรรอช้า

สถาบัน KidiCuB พหลโยธิน (bts สะพานควาย) เปิดทำการประเมินพัฒนาการรอบด้าน เชาวน์ปัญญา ทักษะสมอง EF ทักษะการคิด สมาธิ พัฒนาการทางอารมณ์ และทักษะการสื่อสาร สำหรับเด็กและวัยรุ่น ด้วยกระบวนการและแบบทดสอบทางจิตวิทยา (แบบทดสอบสากล) เพื่อให้พ่อแม่และผู้ปกครองได้ทราบถึงสภาวะด้านพัฒนาการและทักษะ ณ ปัจจุบันของบุตรหลานว่ามีด้านใดสมวัย ล่าช้าหรือเกินกว่าวัย รวมถึงมีปัญหาซ่อนเร้นใดที่ต้องการการช่วยเหลือ หรือทักษะที่โดดเด่นเป็นพิเศษ เพื่อส่งเสริมและช่วยเหลือเด็กให้พัฒนาต่อไปอย่างถูกทาง และเพื่อความเข้าใจในตัวบุตรหลาน และทำให้การวางแผนการเลี้ยงดูและแผนการศึกษา เป็นไปอย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับตัวเด็กมากขึ้น

#การประเมินพัฒนาการครอบคลุมพัฒนาการด้านใดบ้าง

✅ตรวจเช็คพัฒนาการรอบด้านโดยละเอียด (สมาธิ อารมณ์ สังคม กล้ามเนื้อมัดใหญ่เล็ก เชาว์ปัญญาและการสื่อสาร)
✅ทำความเข้าใจในพฤติกรรมตามช่วงวัยของลูก
✅คัดกรองภาวะสมาธิสั้น/ออทิสติก/ภาวะอื่นๆ ในเบื้องต้น
✅อารมณ์รุนแรง / หงุดหงิดง่าย
✅ขาดวินัย
✅มีปัญหาด้านการปรับตัว
✅พฤติกรรมเปลี่ยนโดยไม่ทราบสาเหตุ
✅อยากส่งเสริมพัฒนาการให้เหมาะสมกับความต้องการของลูก
✅ปัญหาอื่นๆ ภายในครอบครัว
#บริการประเมินพัฒนาการและให้คำปรึกษาคืออะไร

บริการให้คำปรึกษาและแนะนำเกี่ยวกับพัฒนาการเด็ก ปัญหาพฤติกรรม และแนวทางการเลี้ยงดูที่เหมาะสม รวมถึงปัญหาอื่นๆ ภายในครอบครัวที่เกี่ยวข้องกับเด็กและการเป็นผู้ปกครอง
โดยครูพิมจะเน้นที่การทำความเข้าใจพัฒนาการเด็ก การค้นหาสาเหตุของปัญหา และให้คำแนะนำตามแนวทางจิตวิทยาพัฒนาการ และแนวทางการเลี้ยงลูกเชิงบวก ที่ผู้ปกครองสามารถนำไปปรับใช้ได้ด้วยตนเอง
กรณีที่ยังไม่เคยประเมินพัฒนาการมาก่อน ครูพิมแนะนำให้นัดหมายมาล่วงหน้าประมาณ 1 สัปดาห์นะคะ เพื่อที่จะได้มีเวลาเตรียมข้อมูลมาให้ครูพิมอย่างครบถ้วน ซึ่งจะทำให้ครูพิมให้คำแนะนำ/ปรึกษากับผู้ปกครองให้ได้ประโยชน์สูงสุดค่ะ

#รูปแบบการประเมินและให้คำปรึกษา

- ประเมินโดยนักจิตวิทยา ด้วยแบบทดสอบ อุปกรณ์ประกอบการทดสอบ การพูดคุยและทำกิจกรรมกับเด็ก การสอบถามข้อมูลจากผู้ปกครอง โดยเป็นการประเมินแบบส่วนตัว 1 ครอบครัว / 1 ครั้ง
- ใช้เวลาครั้งละ 1-1.5 ชั่วโมง/คน รวมเวลาประเมิน ฟังผลการประเมินและบริการให้คำปรึกษาโดยละเอียด
- สำหรับบางกรณี อาจมีให้ผู้ปกครองบันทึกข้อมูลด้านพัฒนาการหรือพฤติกรรมของน้องมาก่อนล่วงหน้า เพื่อผลการประเมินที่แม่นยำ และการให้คำแนะนำที่เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเด็กและผู้ปกครอง

#ประวัติผู้ให้คำปรึกษา
ให้คำปรึกษา/แนะนำ โดยครูพิม นักจิตวิทยาพัฒนาการ เจ้าของเพจ Mature Your Child
- ปริญญาโท คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาขาจิตวิทยาพัฒนาการ (เป็นนิสิตผู้ได้รับทุนการศึกษา 72 พรรษาฯ แบบเต็มจำนวน)
- ปริญญาตรี คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (เกียรตินิยมอันดับ 1)
- มีงานวิจัยตีพิมพ์ในวารสารวิชาการชั้นนำของประเทศไทย
- ประสบการณ์ทำงานและให้คำปรึกษาด้านพัฒนาการเด็กมามากกว่า 15 ปี
- ทำกิจกรรมส่งเสริมพัฒนาการเด็กมาแล้วมากกว่าหนึ่งหมื่นคน
- ให้คำปรึกษาแก่ผู้ปกครอง / ครู มาแล้วหลายพันครอบครัว
- ผู้เขียนหนังสือ "เลี้ยงลูกถูกสไตล์ ฉลาดได้ น่ารักด้วย"
- ผู้แต่งนิทานเสริมสร้างลักษณะนิสัยดี ชุด "เป็ดน้อยบัดดี้" และ "เกาลัดรอบรู้ระวังภัย" (ติดอันดับนิทานขายดี/ได้รับรางวัลนิทานภาพสำหรับเด็กยอดเยี่ยม)
- ผู้ก่อตั้งสมาคมนิสิตเก่าจิตวิทยา จุฬาฯ
- ร่วมงานกับหน่วยงานรัฐและเอกชนชั้นนำอย่างต่อเนื่องมากว่า 10 ปี
#การนัดหมายและค่าใช้จ่ายในการรับบริการ

(1) รับบริการเฉพาะแบบนัดหมายล่วงหน้าเท่านั้น (นัดหมายล่วงหน้าอย่างน้อย 2 วัน)
(2) การประเมินฯ มีค่าใช้จ่าย ดังนี้
- รายครั้ง 2,900 บาท แบบพบตัว / 2,500 บาท แบบออนไลน์
- ระยะเวลาประเมินและปรึกษา ครั้งละ 1-1.5 ชั่วโมง เกินเวลา มีค่าบริการเพิ่มเติม 500 บาท/30 นาที
- บริการนอกสถานที มีค่าบริการเพิ่ม 700-1,000 บาท ขึ้นอยู่กับระยะทาง (มีบริการเฉพาะเขตพื้นที่กรุงเทพชั้นใน)
---------
สถานที่ประเมิน : Kidicub พหลโยธิน (ติด bts สะพานควาย) https://maps.app.goo.gl/xHggMa8szZgrS4uz9
#นัดหมาย/ จองคิวปรึกษา /สอบถามหลักสูตร
💙Inbox มาได้เลยค่ะ
☎️Tel. : 093-446-6692

#ครูพิม #สถาบันเสริมทักษะเด็กและครอบครัวด้วยกระบวนการทางจิตวิทยาย่านอารีย์
#เหนือกว่าทักษะวิชาการคือทักษะด้านการใช้ชีวิต

้ถ้าเข้าใจพัฒนาการเด็ก
#คอร์สเด็กเล็ก #พัฒนาการเด็ก #ปรับพฤติกรรมเด็ก #สมาธิสั้น #ติดจอ #พูดช้า #พัฒนาการเด็กเล็ก #พ่อแม่มือใหม่ #เด็กดื้อ #เลี้ยงลูก #สอนลูก #ออทิสติก

24/08/2026

พี่-น้อง แย่งของเล่นกัน แก้ได้ด้วยวิธีนี้ค่ะ #พัฒนาการเด็ก #ปรับพฤติกรรมเด็ก #จิตวิทยาเด็ก #สอนเด็ก #แม่และเด็ก #เลี้ยงลูก #พ่อแม่มือใหม่ #นักจิตวิทยา #สอนลูก #พี่น้อง

18/08/2026

3 วิธีสร้าง EF ให้ลูก ทั้งง่าย ทั้งสนุก ทำได้ทุกที่ #พัฒนาการเด็ก #อนุบาล #จิตวิทยาเด็ก #สอนเด็ก #แม่และเด็ก #เลี้ยงลูก #พ่อแม่มือใหม่ #นักจิตวิทยา #สอนลูก #พัฒนาสมองเด็ก

 #ประชาสัมพันธ์งานวิจัยที่น่าสนใจค่ะ 📣📚 ขอประชาสัมพันธ์เชิญชวนคุณแม่และลูกน้อยเข้าร่วมโครงการวิจัย ในหัวข้อ“ความสัมพันธ์...
14/08/2026

#ประชาสัมพันธ์งานวิจัยที่น่าสนใจค่ะ
📣📚 ขอประชาสัมพันธ์เชิญชวนคุณแม่และลูกน้อยเข้าร่วมโครงการวิจัย ในหัวข้อ
“ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมของแม่ในการอ่านหนังสือร่วมกัน สภาพแวดล้อมการรู้หนังสือที่บ้าน และคุณภาพปฏิสัมพันธ์ระหว่างแม่และเด็ก กับพัฒนาการทางภาษาของเด็ก"

🙋🏻‍♀️🧒🏻 ผู้เข้าร่วมวิจัยเป็นคุณแม่และลูกอายุ 12-18 เดือน (1 ขวบ - 1 ขวบ 6 เดือน)

➡️ โดยให้คุณแม่ตอบแบบสอบถาม เล่นของเล่นและอ่านหนังสือนิทานร่วมกันกับลูก

🕗 ใช้เวลาประมาณ 60 นาที

📍สถานที่: ศูนย์จิตวิทยาพัฒนาการและความสัมพันธ์ระหว่างวัย (Life Di) ชั้น 5 คณะจิตวิทยา จุฬาฯ

สิ่งที่คุณแม่จะได้รับเมื่อเข้าร่วมวิจัย
✅ ประเมินพัฒนาการเด็กเบื้องต้น
✅ ค่าเดินทาง 300 บาท

📌 อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมและกรอกใบสมัครได้ที่ https://forms.gle/YaXgVEwpuHubeVog7

หากท่านใดสนใจสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่
ผู้วิจัย: ปุญญิศา พิพัฒนบัญชา (ปุญ)
อีเมล: [email protected]
โทร. 093-3076505
อาจารย์ที่ปรึกษา: รศ. ดร.พรรณระพี สุทธิวรรณ
อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม: ผศ. ดร.พิมพ์จุฑา นิมมาภิรัตน์

*โครงการวิจัยนี้ผ่านการรับรองจากคณะกรรมการพิจารณาจริยธรรมการวิจัยในคน (IRB) กลุ่มสหสถาบัน ชุดที่ 1 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

11/08/2026

3 เคล็ดลับปลุกพลังสมองลูก ทำได้ทันที ไม่ต้องเสียสตางค์
#พัฒนาการเด็ก #จิตวิทยาเด็ก #สอนเด็ก #แม่และเด็ก #เลี้ยงลูก #พ่อแม่มือใหม่ #นักจิตวิทยา #สอนลูก #ครูพิม

 #เด็กสมัยนี้แย่ลงหรือแท้จริงเป็นเพราะสังคมกำลังล้มเหลวบิดเบี้ยว? ครูพิมชวนคิดเรื่องนี้ในมุมมองทางจิตวิทยากันค่ะ (บทความ...
08/08/2026

#เด็กสมัยนี้แย่ลงหรือแท้จริงเป็นเพราะสังคมกำลังล้มเหลวบิดเบี้ยว? ครูพิมชวนคิดเรื่องนี้ในมุมมองทางจิตวิทยากันค่ะ (บทความนี้มีความยาวค่อนข้างมาก เพราะอยากนำเสนอให้ครบทุกด้านเท่าที่จะทำได้ค่ะ #ย้ำว่าคนมีลูกทุกคนควรอ่าน ไม่มีลูกก็ยิ่งต้องอ่าน!)
ก่อนอื่นต้องขอออกตัวก่อนเลยว่า เราควรพอได้แล้วกับการถอดบทเรียนเป็นเคสๆ ไป เพราะทุกครั้งที่วิเคราะห์เคสหนึ่งได้ ก็ยังเกิดเคสใหม่ๆ ได้ทุกครั้ง ดังนั้นเจตนาของบทความนี้ ถึงมิใช่การถอดบทเรียนของเคสใดเคสหนึ่งเป็นการเฉพาะเจาะจง แต่เป็นการวิเคราะห์สาเหตุตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ว่าการประกอบร่างของ "เด็กที่กลายเป็นปีศาจหรือฆาตรกร" นั้น มิได้เกิดขึ้นจากเหตุใดเหตุหนึ่งเพียงเหตุเดียว และมิใช่เรื่องที่จะแก้ได้ด้วยใครคนใดคนหนึ่ง แต่คือ "พวกเราทุกคน" ที่ต่างต้องมีส่วนรับผิดชอบร่วมกัน เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำแบบนี้ขึ้นอีก (จริงๆ ซักที)
" #ทำไมเด็กสมัยนี้ถึงน่ากลัวขึ้นเรื่อยๆ?" คำถามที่สังคมมักพาดหัวข่าวด้วยความตกใจทุกครั้งที่เกิดเหตุอาชญากรรมโดยเยาวชน คำตอบที่ง่ายที่สุดคือการประณามว่า "เพราะตัวเด็กเองที่แย่" ทว่าในมุมมองทางจิตวิทยาและอาชญาวิทยา การโยนความผิดให้เด็กเป็นเพียงการมองปรากฏการณ์ที่ปลายเหตุ จุดนี้มิใช่การฟอกขาวให้ผู้ก่อเหตุ และมิใช่การบอกว่า "เด็กไม่ผิด" เพียงแต่เราต้องยอมรับความจริงกันให้ได้ก่อนว่า เด็กผิด แต่...ไม่ได้ผิด..เพียงฝ่ายเดียว เพราะเมื่อใดก็ตามที่เราสรุปแบบง่ายๆ เลยว่า ก็เด็กมันแย่ ก็เด็กมันเลว นั่นแปลว่าเรากำลังปฏิเสธที่จะหาทางออกหรือหนทางแก้ไขร่วมกัน เพราะเมื่อเราสรุปแบบนั้น มันเหมือนกับการบอกว่า "เพราะอย่างนั้นเราจึงทำอะไรไม่ได้" ซึ่งมันไม่ถูกต้องโดยสิ้นเชิง เพราะลำพังแค่ความเกเรของเด็กเพียงอย่างเดียว ไม่อาจนำไปสู่อาชญากรรมที่รุนแรงได้ หากไม่มี "ปัจจัยเชิงโครงสร้าง" คอยโอบอุ้มและผลักดัน
ความจริงที่เราต้องยอมรับก่อนก็คือ เด็กยุคนี้ไม่ได้เติบโตขึ้นมาในโลกใบเดียวกับที่เราเคยโตมา แต่พวกเขากำลังเติบโตท่ามกลาง "ระบบสภาวะแวดล้อมที่บิดเบี้ยวและเปราะบาง"ที่ประกอบขึ้นจาก 6 ปัจจัยหลักทางจิตวิทยา (เท่าที่ครูพิมจะวิเคราะห์ออกมาได้ในขณะนี้) ดังนี้ค่ะ :
1. #บาดแผลจากครอบครัว และ #การถูกเพิกเฉยทางอารมณ์ (Emotional Neglect)
รากฐานแรกเกิดจากบาดแผลในบ้าน ทั้งการทารุณกรรม ความรุนแรงในครอบครัว การเติบโตกับผู้เลี้ยงดูที่ไม่ใช่พ่อแม่ หรือครอบครัวที่แตกแยก ไม่ใส่ใจ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการประกอบร่างของเยาวอาชญากรแทบทั้งสิ้น มากกว่า 70% ของเด็กที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม มาจากครอบครัวที่เปราะบาง ไม่อยู่ร่วมกับบิดามารดา หรือพ่อแม่แยกทางกัน

งานวิจัยด้านระบบประสาทวิทยาและจิตวิทยาพัฒนาการยืนยันตรงกันว่า การถูกละเลยทางอารมณ์ (Emotional Neglect) แม้เด็กจะได้รับปัจจัยสี่อย่างสมบูรณ์แบบ ส่งโรงเรียนดีๆ ก็ตาม แต่การชี้นำทางอารมณ์ที่ขาดหายไป จะเข้าไปขัดขวางการเจริญเติบโตของสมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) ส่งผลให้เด็กขาดการฝึกฝน Executive Function (EF) หรือความสามารถในการกำกับตนเอง การยับยั้งชั่งใจ การรอคอย และการคิดแก้ปัญหาเชิงอารมณ์ เมื่อเจอมรสุมชีวิต เด็กจึง "ระเบิด" อารมณ์ออกมาได้ง่ายดายกว่าปกติ
2. #วงจรการเรียนรู้ที่ส่งต่อความรุนแรง
ทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคมชี้ให้เห็นว่ามนุษย์เรียนรู้พฤติกรรมผ่านการสังเกตและเลียนแบบ เด็กที่เติบโตในสภาพแวดล้อมที่มีการใช้ความรุนแรง มีแนวโน้มสูงที่จะซึมซับว่า "ความรุนแรงคือเครื่องมือในการแก้ปัญหาหรือสร้างอำนาจ" สถิติทางอาชญาวิทยาทั่วโลกยืนยันตรงกันว่า เด็กที่กระทำความผิดร้ายแรงส่วนใหญ่ มีประวัติเคยเป็น "เหยื่อ" หรือ "พยาน" ของความรุนแรงในบ้านมาก่อนทั้งสิ้น และมากกว่า 50% ของเด็กกลุ่มนี้ มีประวัติเคย “ถูกทำร้ายร่างกาย” หรือถูกลงโทษอย่างรุนแรงในครอบครัวมาก่อนตั้งแต่ยังเล็ก (ตบ ตี หรือเฆี่ยนด้วยวัตถุ)
ข้อมูลนี้สอดคล้องกับ สถิติความรุนแรงในครอบครัว จาก กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ที่พบว่า "เด็ก" ยังคงเป็นกลุ่มที่ประสบปัญหาความรุนแรงในบ้านมากที่สุด ซึ่งในทางจิตวิทยาเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Intergenerational Transmission of Violence หรือ การส่งต่อความรุนแรงข้ามรุ่น—เด็กที่ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในบ้าน จะเรียนรู้โดยไม่รู้ตัวว่าความรุนแรงคือเครื่องมือในการใช้อำนาจและแก้ปัญหา
3. #อิทธิพลของสื่อ และ #ปรากฏการณ์เลียนแบบ (Copycat Effect)
สมัยก่อนนี้ การที่เด็กคนหนึ่งจะได้เข้าถึงสื่อที่มีความรุนแรงนั้น เป็นไปได้ยากและมีความซับซ้อนมาก ไหนจะต้องรอให้ข่าวหรือเรื่องราวนั้นอยู่ในสื่อหลัก หรือถ้าอยู่ในสื่อรองหรือสื่อใต้ดิน ก็ต้องหาวิธีการที่แอบซ่อนกว่าจะได้เข้าถึง ไหนจะต้องรอเวลากว่าจะได้ดู ยังไม่รวมถึงความถี่ที่ไม่ได้มีให้เห็นกันบ่อยๆ แต่ ณ ปัจจุบันนี้ สื่อยุคดิจิทัลเข้าถึงเด็กง่ายดายเพียงปลายนิ้ว สื่อหลัก สื่อรอง และชาวบ้าน 1 2 3 ที่อยากเป็นสื่อ ก็ล้วนที่มุ่งเน้นการสร้าง Engagement หรือยอดไลก์ยอดแชร์ จึงมักนำเสนอข่าวความรุนแรงด้วยรายละเอียดที่ละเอียดเกินความจำเป็น (Sensationalism) เด็กและเยาวชนได้เห็นภาพความรุนแรงกันอย่างง่ายดายและซ้ำๆ แทบจะเป็นรายชั่วโมง รายนาที การเสพภาพหรือคลิปวิดีโอที่มีความรุนแรง การบูลลี่ หรือการละเมิดผู้อื่นจนกลายเป็นเรื่องธรรมดา (Normalize) ทำให้สมองส่วนรับรู้ความรู้สึก (Empathy) ของเด็กทำงานลดลง จนเกิดความชินชา และมองว่าพฤติกรรมเหล่านั้นเป็นเรื่อง “ปกติ” ยังไม่รวมถึงการที่เด็กขาดการสอนให้ "รู้เท่าทันสื่อ" (Media Literacy) จากผู้ปกครองและคนใกล้ชิด ส่งผลให้เกิด "Copycat Effect" หรือพฤติกรรมเลียนแบบได้อย่างง่ายๆ

สื่อรวมถึงผู้แชร์ข้อมูลเหล่านั้นไม่ได้ตระหนักเลยว่า ตนไม่ได้แค่เปิดเผยความรุนแรง แต่กำลังป้อน "คู่มือการก่อเหตุ" เข้าสู่จิตใต้สำนึกของเด็กทุกวันๆ เมื่อเด็กซึมซับสิ่งเหล่านี้โดยไม่ผ่านการสอนให้ใช้ความคิดในการยั้งคิดไตร่ตรอง เมื่อเกิดปัญหาหรือโอกาสที่เอื้ออำนวย จึงเลือกใช้ทางออกที่คุ้นเคยโดยขาดการยับยั้งชั่งใจ และไม่มองว่าสิ่งนั้นผิดปกติ เพราะสมองเกิดความเคยชินกับการรับรู้มาเป็นระยะเวลานาน จิตใต้สำนึกหรือสัญชาตญาณดิบ จึงเอาชนะสมองส่วนจิตรู้สำนึกหรือจริยธรรมไปได้อย่างง่ายดาย เพราะมันดึงเอามาใช้ได้ง่ายกว่านั่นเอง
4. #โรงเรียนที่ไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัย และ #ระบบซัพพอร์ตจิตใจที่บกพร่อง
เมื่อเด็กมีปัญหามาจากบ้าน โรงเรียนควรเป็น "ตาข่ายรองรับ" (Safety Net) แต่ในความเป็นจริง ระบบการศึกษาปัจจุบันกลับเน้นย้ำการแข่งขันทางวิชาการ ครูต้องแบกรับภาระงานเอกสารจนไม่มีเวลาทำหน้าที่ Home Room หรือสร้างความสัมพันธ์เชิงลึกเพื่อดูแลจิตใจเด็กได้ ยิ่งไปกว่านั้น สถานศึกษาจำนวนมากยังขาดแคลนนักจิตวิทยาโรงเรียน และมีข้อจำกัดทางกฎหมายหรือขั้นตอนระเบียบข้อบังคับ ทำให้ไม่สามารถส่งต่อเด็กที่มีปัญหากระบวนการทางจิตวิทยาให้ได้รับการช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที แม้แต่ครูเองก็รู้สึกไม่ปลอดภัยและรู้สึกว่าตนเองไม่มีกำลังหรือไม่มีเครื่องมือมากพอที่จะจัดการปัญหาหลายๆ อย่างได้ และปัญหาทั้งหลายก็มักถูกซุกไว้ใต้พรม เด็กไม่อาจพึ่งพาครู ครูไม่อาจพึ่งพาโรงเรียน โรงเรียนไม่อาจพึ่งพาสังกัด สังกัดไม่อาจพึ่งพารัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะทุกคนต่างก็ต้องการบอกว่า "พื้นที่ของฉันสะอาดปลอดภัย" ทำให้ไม่มีใครยอมรับความจริงและลงมือแก้ปัญหาด้านสุขภาพจิตกันอย่างเป็นรูปธรรม
5. #ระบบสังคมที่เน้น"ผลลัพธ์" มากกว่า "การเข้าใจตัวตน"
เด็กยุคนี้แบกรับความคาดหวังสูงมาก ทั้งเรื่องการเรียน ตัวตนในโลกจริง และตัวตนในโลกออนไลน์ การเปรียบเทียบหรือกดดัน ไม่ได้มาจากแค่คนข้างบ้านหรือในชุมชนเหมือนสมัยก่อน แต่ขยายวงกว้างไปจนถึงโลกไร้พรมแดน แต่กลับขาดการฝึกฝนทักษะทางอารมณ์และสังคม (Social-Emotional Skills) เมื่อระบบผลักดันให้เขาต้องสำเร็จ แต่ไม่ได้สอนวิธีรับมือกับความล้มเหลว เด็กจึงเลือกใช้กลไกการปกป้องตัวเองด้วยการต่อต้าน ก้าวร้าว หรือถดถอยออกจากสังคม และหาหนทางสำเร็จตามความคิดของตน โดยไม่สนความถูกต้องหรือวิธีการที่เหมาะสม
6. #การเข้าถึงอาวุธที่ง่ายดาย และ #กฎหมายที่ไร้สภาพบังคับ
การเข้าถึงอาวุธที่ง่ายดาย และกฎหมายที่ไร้สภาพบังคับ
ปัจจัยสุดท้ายที่ทำให้ "สภาวะจิตใจที่เปราะบาง" กลายเป็น "อาชญากรรม" คือการเข้าถึงอาวุธ หรือสิ่งเทียมอาวุธผ่านช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ได้อย่างไร้การควบคุม กฎหมายและการบังคับใช้ที่อ่อนแอ ทำให้ช่องว่างระหว่าง "ความคิดอยากทำลาย" กับ "การลงมือก่อเหตุจริง" แคบลงจนน่าตกใจ (ตอนแรกอาจแค่คิด แต่เมื่อการเข้าถึงอาวุธทำได้ง่าย การลงมือทำจึงง่ายดายขึ้น)

นอกจากนี้ ทฤษฎีการเลียนแบบทางสังคม ยังอธิบายเพิ่มเติมได้อีกว่า หากเด็กได้เห็น มีประสบการณ์ หรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคยกับความรุนแรง (เช่นเสพสื่อเหล่านี้มาก่อน / เคยเห็นคนใกล้ชิดถูกกระทำมาก่อน / เคยถูกใช้ความรุนแรงมาก่อน) เมื่อมีอาวุธหรือสิ่งที่เอื้อต่อการก่อเหตุ ก็สามารถที่จะใช้ความรุนแรงได้มากและซับซ้อนกว่าที่ตนได้ประสบมา (พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ พอมีอาวุธในมือ ความรุนแรงก็ยิ่งมากขึ้น วิธีการพิสดารมากขึ้น บางครั้งอาจจะมากกว่าที่ตัวผู้ก่อเหตุเคยเจอหรือคาดคิดไว้เสียอีก)

ทีนี้เมื่อเด็กสมัยนี้มีสิ่งเหล่านี้ในมือได้อย่างง่ายๆ การก่อเหตุร้ายจึงบานปลายแบบที่เราเห็นได้ในปัจจุบันนั่นเองค่ะ
#เราจะหยุดวงจรนี้ได้อย่างไร?
ทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญ เรามักวิเคราะห์ วิจัย และจบลงด้วยการโทษว่าเพราะสิ่งนั้นสิ่งนี้ แต่ปัญหาไม่เคยถูกแก้ในระดับนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม ความจริงคือ สังคมเราบิดเบี้ยวไปจนถึงจุดที่ไม่ควรจะเบี้ยวไปมากกว่านี้แล้ว และเราทุกคน อาจเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างผู้ร้ายคนต่อไป โดยไม่ได้ตั้งใจหรือไม่ทันระวัง
ทางออกที่แท้จริงไม่ใช่การตั้งคำถามว่า "ทำไมเด็กสมัยนี้ถึงแย่?" (เพราะหากอ่านมาถึงจุดนี้ก็เคงเข้าใจแล้วว่า มันไม่ได้มีที่มาเพียงแค่หนทางเดียว) แต่คือการที่ผู้ใหญ่ทุกคนในสังคมหันกลับมาสำรวจตัวเองผ่านการตอบคำถามเหล่านี้...
#ในฐานะสื่อมวลชนและสำนักข่าว: เรากำลังนำเสนอข่าวด้วยความรับผิดชอบ และตระหนักถึงอิทธิพลของข่าวต่อจิตใต้สำนึกของเยาวชนอยู่หรือไม่? เราพร้อมจะก้าวข้ามการใช้วิธีนำเสนอข่าวเชิงหวือหวา (Sensationalism) หรือการไล่ล่าจรรโลงยอด Engagement เพียงอย่างเดียว แล้วหันมาทำหน้าที่ "เกราะป้องกัน" สังคม ด้วยการคัดกรองเนื้อหา ไม่ระบุรายละเอียดของวิธีการก่อเหตุ ไม่สรรเสริญหรือสร้างจุดสนใจให้ผู้ก่อเหตุ และยึดมั่นในจริยธรรมสื่อเพื่อไม่ให้ข่าวของเรากลายเป็น "คู่มืออาชญากรรม" เลียนแบบให้เด็กคนต่อไปหรือเปล่า?

#ในฐานะผู้บริโภคสื่อ: เรากำลังเป็นส่วนหนึ่งของการให้สปอตไลต์แก่ผู้กระทำความผิด ยอดกดไลก์ กดแชร์ ข่าวความรุนแรงที่ละเอียดเกินไปอยู่หรือเปล่า? เราพูดถึงข่าวเหล่านี้โดยที่ไม่มีข้อมูลที่ถูกต้องหรือไม่? เรากำลังส่งต่ออะไรไปให้ลูกหลานและคนรอบตัวของเรา

#ในฐานะผู้ปกครอง: เรากำลังเพิกเฉยทางอารมณ์ ละเลยการฝึก EF และยื่นหน้าจอให้ลูกเพื่อตัดความยุ่งยากอยู่หรือไม่? เราเคยสอนให้ลูกเข้าใจและรู้เท่าทันสื่ออย่างจริงจังหรือยัง? เราเป็นตัวอย่างที่ดีในการจัดการปัญหาและการควบคุมอารมณ์ไหม? เราคอยจัดสรรเวลาคุณภาพเพื่อใช้กับลูกอย่างจริงจังแล้วหรือยัง?

#ในฐานะบุคลากรทางการศึกษา: เรามองเห็น "ความเปราะบาง" ในตาของเด็ก ก่อนมองเห็น "คะแนนสอบ" ของพวกเขาแล้วใช่ไหม? เรามองพฤติกรรมของเด็กว่าเป็นเพราะนิสัย หรือกำลังมองไปถึงข้างในว่าเขาต้องการความช่วยเหลืออะไรจากเราแล้วหรือยัง? เราต้องการแค่เด็กที่ว่านอนสอนง่าย และกำลังทำร้ายเด็กที่ไม่ได้ดั่งใจหรือเปล่า?

#ในฐานะภาครัฐและผู้กำหนดนโยบาย: เมื่อไหร่ที่เราจะควบคุมการเข้าถึงอาวุธ ควบคุมการนำเสนอของสื่อ และจัดสรรนักจิตวิทยาเข้าไปในสถานศึกษาอย่างจริงจัง? เรากำลังปิดบังปัญหาที่แท้จริงอยู่หรือไม่? เราเคยผลักดันนโยบายด้านสุขภาพจิตอย่างจริงจังแล้วเหรอยัง? เรามุ่งเน้นโครงสร้างทางเศรษฐกิจแต่ละเลยโครงสร้างทางจิตใจอยู่ไหม?
เด็กที่แย่ไม่ใช่สาเหตุ แต่เป็น "ผลลัพธ์" ของระบบสังคมที่ล้มเหลวในการสร้างพวกเขา ถึงเวลาแล้วที่เราต้องหยุดโยนความผิดให้ใครคนใดคนหนึ่ง แล้วมาร่วมมือกันรื้อโครงสร้างปัญหา และแก้ไขมันไปทีละจุด เพราะการสร้างเด็กที่เข้มแข็ง ย่อมง่ายกว่าการซ่อมแซมผู้ใหญ่ที่แตกสลายในอนาคต (หรือบางครั้งก็แตกสลายตั้งแต่ยังไม่โตเสียด้วยซ้ำไป...)

ด้วยรักและห่วงใยเด็กและเยาวชนทุกๆ สมัย...จากใจจริง
ครูพิม
นักจิตวิทยาคนหนึ่งที่รู้สึกถึงการแตกสลายทุกครั้งที่ได้ยินข่าวร้ายๆ ของเด็กและเยาวชน
#จิตวิทยาเด็กและวัยรุ่น #เลี้ยงลูกด้วยความเข้าใจ #พัฒนาการเด็ก #พื้นที่ปลอดภัย #ยุวอาชญากร

04/08/2026

พ่อแม่แค่ทำ 5 ข้อนี้ ลูกสุขภาพจิตดีแน่นอน นักจิตวิทยาคอนเฟิร์ม! #จิตวิทยาเด็ก #สอนเด็ก #แม่และเด็ก #เลี้ยงลูก #พ่อแม่มือใหม่ #นักจิตวิทยา #สอนลูก #สุขภาพจิต

31/07/2026

เทคนิคช่วยลูกรักการอ่าน ชอบการเขียน ที่พ่อแม่ทำได้ด้วยตัวเองค่ะ
#พัฒนาการเด็ก #อนุบาล #ปรับพฤติกรรมเด็ก #จิตวิทยาเด็ก #สอนเด็ก #แม่และเด็ก #เลี้ยงลูก #นักจิตวิทยา #สอนลูก

ที่อยู่

KidiCuB 698/1 พหลโยธิน
Bangkok
10400

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Mature Your Childผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง Mature Your Child:

ทางลัด

แชร์