ร้านแว่นตามูลไดมอนด์

ร้านแว่นตามูลไดมอนด์ แว่นตามูลไดมอนด์-พัทลุง
ตรวจวัดสาย?

27/04/2014

"วันที่ 9 พ.ค2557ทางร้านแว่นตามูลไดมอนด์(ตระกูลเพชรจันทร์)จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการ"
พบกับโปรโมชั่นสุดพิเศษที่มีที่นี่ที่เดียว!!!!!!!
!!!!!!!กรอบแว่นราคา1฿ !!!!!!
!!!!!และกรอบอื่นลด60%!!!!
พร้อมตรวจวัดสายตาฟรี!!!!
จำหน่ายคอนแทคเลนส์ สายตา สี แฟชั่นในราคาถูก!!!!
ร้านตั้งอยู่ในตลาดป่าพะยอม จ.พัทลุง
เดินทางสะดวกติดถนนเพชรเกษม พัทลุง -กรุงเทพ
ใกล้มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง
ใกล้โรงพยาบาลป่าพะยอม
อยู่หลังธนาคารกรุงศรี ตึกสีน้ำเงิน
เรียนเชิญทุกท่านที่ต้องการตรวจสายตาและตัดแว่น
ทางร้านแว่นตามูลไดมอนด์ยินดีต้อนรับและให้บริการทุกท่าน
"คุณมีเงินก็สามารถชื้อแว่นเเพงๆๆได้"
" แต่ไม่สามารถชื้อตาที่ดีกลับมาได้"
" มาดูแลสุขภาพตาให้ถูกวิธิกับมูลไดมอนด์"

22/12/2012
08/12/2012
08/12/2012
มีให้เลือกหลากรุ่นหลายสีสนใจมาดูที่ร้านออฟโตเมทรี ออฟติคหรือสั่งชื้อได้ฟรีค่าส่ง
20/11/2012

มีให้เลือกหลากรุ่นหลายสีสนใจมาดูที่ร้านออฟโตเมทรี ออฟติคหรือสั่งชื้อได้ฟรีค่าส่ง

โปรโมชั่นสุดพิเศษของเดือนนี้           "กรอบแว่นLevI'sลด50%"
20/11/2012

โปรโมชั่นสุดพิเศษของเดือนนี้
"กรอบแว่นLevI'sลด50%"

กรอบแว่น LevI's

02/11/2012

คุณสายตาเอียงหรือป่าวมาดูอาการกัน
อาการจากสายตาเอียงที่พบบ่อย คือ
1.ถ้าสายตาเอียงมาก มักจะมาพบแพทย์ด้วยอาการตามัว ไม่ค่อยมีอาการปวดศีรษะ หรือปวดตา หรือ ปวดเมื่อยตา การที่ผู้ป่วยสายตาเอียง ไม่ค่อยมีอาการปวดตา เนื่องจาก การเพ่งไม่สามารถแก้ไขการเห็นภาพได้ ผู้ป่วยจึงมักไม่เพ่ง คงปล่อยให้ตาพร่ามัวไป

2.เด็กที่สายตาเอียงมาก อาจมาพบแพทย์ด้วยมีท่าทางที่ผิดปกติ เช่น เอียงศีรษะ เอียงคอ เพื่อช่วยการเห็นภาพให้ชัดขึ้น

3.บางรายที่มีสายตาเอียงมาก อาจมาด้วยมีพฤติกรรมชอบหันหน้าไปทางใดทางหนึ่ง เพื่อจะได้หันไปหาแนวที่ไม่เอียง หรือเอียงน้อยกว่า เพื่อเห็นภาพได้ชัดขึ้น

4.ชอบหรี่ตา หรือ ทำตาหยี ซึ่งจะทำให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น แต่ต่างจากสายตาสั้นตรงที่ แม้มองวัตถุระยะใกล้ ก็ยังคงหยีตาอยู่ดี

5.ในผู้ป่วยสายตาเอียงมาก มักจะชอบอ่านหนังสือระยะใกล้ ทั้งนี้เพื่อให้ภาพที่เกิดบนจอตามีขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งจะทำให้เห็นภาพชัดขึ้น ต่างกับคนสายตาสั้นมองใกล้ เพราะระยะวัตถุที่ใกล้จะโฟกัส บนจอประสาทตาพอดี

6.ในผู้สายตาเอียงไม่มาก สายตาอาจจะยังดีอยู่ แต่อาจมาพบแพทย์ด้วยตาเมื่อยล้า หากทำอะไรจ้องอยู่กับที่นานๆ เช่น อ่านหนังสือ พิมพ์ดีด หรือ ใช้งานคอมพิวเตอร์

7.ผู้ซึ่งสายตาเอียงไม่มาก อาจมาพบแพทย์ด้วยมองใกล้ไม่ชัดเป็นบางครั้ง แต่เมื่อหลับตา หรือขยี้ตา จะกลับมาเห็นชัดอีก หรือบางคนอาจไม่ตระหนักถึงการมองไม่ชัดของตัวเอง เนื่องจากเขาจะเลือกโฟกัสกลับไปมาระหว่าง 2 แนว จึงทำให้มีโอกาสตาเมื่อยล้าได้ง่าย

8.มีบางรายที่สายตาเอียงไม่มาก อาจมาด้วยอาการปวดบริเวณหน้าผากได้ จากมีการเพ่งสายตามากกว่าปกติ

9.โดยทั่วไปผู้มีสายตาเอียงเล็กน้อย จะไม่มีอาการอะไร ถ้าไม่ได้ทำงานที่ต้องใช้สายตา
คุณมีอาการนี้หรือป่าว

30/10/2012

!!! ระวัง!!! คนที่เล่นFacebook ทำงานหน้าคอมพิวเตอร์นานๆ
!!ระวัง!!! โรคตาแห้ง **ป้องกันก่อนสายดีกว่า**

โรคตาแห้ง (Dry Eyes)
ตาแห้งคืออะไร

ตาแห้ง คือ การที่ปริมาณน้ำตาที่มาหล่อเลี้ยง ให้ความชุ่มชื่นกับดวงตา เคลือบกระจกตาดำไม่พอ พบในผู้ป่วยทุกเพศและทุกวัย แต่ที่พบบ่อยมากในผู้หญิงวัยหลังหมดประจำเดือน โดยปกติน้ำตาถูกสร้างจากต่อมน้ำตา 2 กลุ่ม ได้แก่


ต่อมน้ำตาที่เป็นเซลล์เล็กๆ ซึ่งฝังตัวอยู่บริเวณเยื่อเมือกที่คลุมตาขาวและด้านในของเปลือกตา มีหน้าที่ผลิตน้ำตาออกมาหล่อลื่นตาตลอดทั้งวันในภาวะปกติเรียกว่า Basic Tear Secretion

ต่อมน้ำตาใหญ่ อยู่ใต้โพรงกระดูกเบ้าตาบริเวณหางคิ้ว มีหน้าที่ผลิตน้ำตาออกมาเฉพาะเวลาที่มีอารมณ์ต่างๆ เช่น อาการเจ็บปวด ระคายเคืองตา ดีใจหรือเสียใจ เรียกว่า Reflex Tearing

สาเหตุของโรคตาแห้ง

ส่วนใหญ่ไม่พบสาเหตุ แต่มักพบในผู้หญิงที่มีอายุมากขึ้น ซึ่งการสร้างน้ำตาจะค่อยๆ ลดลงเอง โดยเฉพาะในวัยหลังหมดประจำเดือน เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมนในร่างกาย และจะพบในผู้ป่วยที่เป็นโรค Sjogren's Syndrome ซึ่งมีอาการตาแห้งร่วมกับข้ออักเสบและปากแห้ง

ยาบางชนิดอาจจะทำให้กระบวนการสร้างน้ำตาลดลง เช่น ยากลุ่มแอนตี้ฮิสตามีน ใช้รักษาหวัดและภูมิแพ้ ยากล่อมประสาท ยาทางจิตเวช ยาลดความดันโลหิตสูงในกลุ่มที่ออกฤทธิ์โดยการขับปัสสาวะ เป็นต้น หากมีความจำเป็นต้องใช้ยาเหล่านี้ก็สามารถใช้ยาต่อไปได้ แต่ต้องรักษาอาการตาแห้งร่วมไปด้วย

ผู้ป่วยที่มีเยื่อบุตาอักเสบรุนแรงจากการติดเชื้อ หรือจากการแพ้ยาที่เรียกว่า Stevens-Johnson Syndrome การอักเสบที่รุนแรงและเรื้อรัง อาจไปทำลายต่อมสร้างน้ำตาเล็ฏๆ ที่เยื่อบุตาขาว ทำให้ผู้ป่วยเกิดตาแห้งชนิดรุนแรงได้

จักษุแพทย์จะวินิจฉัย "โรคตาแห้ง" โดยการซักประวัติ และบางครั้งอาจใช้วิธีทดสอบ โดยการวัดปริมาณน้ำตาที่เรียกว่า Schrimer's Test โดยการให้ผู้ป่วยหลับตา แล้วใช้แถบกระดาษกรองมาตรฐานสอดไว้ที่ซอกเปลือกตาด้านล่างค่อนไปทางหางตา ใช้เวลา 5 นาที แล้วเริ่มวัดระยะความเปียกของกระดาษจากขอบตาออกมาบันทึกไว้ ซึ่งหากปริมาณน้ำตาปกติจะวัดแถบน้ำตาที่เปียกได้ 10 มิลลิเมตรขึ้นไป



อาการของโรคตาแห้ง

ตาจะรู้สึกฝืด เคืองระคายคล้ายมีเศษผงเข้าตา แสบร้อน บางรายมีขี้ตาเป็นเมือกเหนียวยืดเป็ฯเส้น เพราะน้ำตามีส่วนประกอบของน้ำเมือกและน้ำมัน เมื่อโดนแดดและลม น้ำจะถูกระเหยไป เมือกข้นมากขึ้น ผู้ป่วยจึงมีขี้ตาซึ่งมีลักษณะเป็นเมือกสีขาว หรือสีเหลืองนวลมากกว่าปกติ ผู้ป่วยที่ใส่คอนแทคเลนส์อยู่ ถ้ามีอาการตาแห้ง จะทำให้ระคายเคืองเพิ่มมากขึ้น

บางครั้งผู้ป่วยจะมีอาการน้ำตาไหล สาเหตุเนื่องจากนน้ำตาปกติลดน้อยลง มีอาการระคายเคือง ทำให้ต่อมน้ำตาใหญ่ (Reflex Tear) บีบน้ำตาออกมามากจนล้นไหล จนถึงน้ำตาแห้งวนกลับมาอีก ถึงระดับที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง น้ำตาก็จะไหลออกมามาก อาการจะสลับกันเช่นนี้เป็นระยะๆ ไป



โปรดติดตามอ่าน "วิธีการรักษาโรคตาแห้ง" ในตอนต่อไป



(ที่มา: เอกสารเผยแพร่ ศูนย์เลสิคและรักษาสายตารัตนิน - กิมเบล (โรงพยาบาลจักษุ รัตนิน) http://www.rutningimbel.com)

http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/840/6840/images/fig4-2.gif    โรคตาเขหรือตาขี้เกียจ  (ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับควา...
29/10/2012

http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/840/6840/images/fig4-2.gif

โรคตาเขหรือตาขี้เกียจ (ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับความขยันของเด็กนะครับ) เป็นโรคที่ทำให้ตาของเด็กมัวลง ซึ่งถ้าไม่ได้รับการวินิจฉัย และการรักษาที่ถูกต้อง และทันท่วงที อาจทำให้ตามัวแบบถาวร และไม่สามารถแก้ไขได้เมื่อโตแล้ว
ก่อนจะเข้าถึงเรื่องโรค ขอเกริ่นนิดหน่อยครับ จะได้เข้าใจง่ายขึ้น
ตามปกติแล้ว ระบบการมองเห็นของคนเราจะไม่สมบูรณ์ มาตั้งแต่เกิด แต่จะมีพัฒนาการขึ้นเรื่อยๆทั้งใน ด้านตัวลูกตา ส่วนประกอบของลูกตา และระบบประสาท ที่ ถ่ายทอดไปแปลผลที่สมองว่าตามองเห็น การพัฒนานี้จะมีตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ - แรกเกิด จนกระทั่งอายุประมาณ 6 ขวบ จึงจะเจริญสมบูรณ์ ซึ่งภายหลังจากการเกิดแล้ว การเจริญเติบโตของ ระบบการมองเห็นนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับ การกระตุ้นด้วยการมองเห็นในตาทั้ง 2 ข้าง
รูปแสดงตาที่ปกติ


เด็กต้องใช้ตาทั้งสองข้างมองภาพในอัตราที่เท่าๆหรือใกล้เคียงกัน ตาทั้งสองข้างจึงจะเจริญได้อย่างเป็นปกติครับ ถ้ามีเหตุอะไรก็ตาม ทำให้ตาทั้งสองข้าง ไม่ได้ใช้มอง หรือใช้ตาข้างใดข้างหนึ่งมองน้อยกว่าอีกข้างในช่วงตั้งแต่แรกเกิดถึง 6 ขวบ ก็จะทำให้ตาข้างที่ใช้น้อยกว่านั้นเจริญไม่เต็มที่ และมัวกว่าตาอีกข้างไปตลอดชีวิตได้ ซึ่งไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการผ่าตัด กินยา หยอดยา เลเซอร์ หรือวิธีการใดใดครับอุบัติการณ์
- เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดของการบกพร่องของการมองเห็นแบบถาวรของเด็ก
- พบได้ประมาณ 2% ของประชากร






สาเหตุ

http://cs4940207547.site90.com/cs4940207204/pictures/da3.jpg


สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคตาขี้เกียจนี้ จะแบ่งเป็น 2 กลุ่มครับ
1. กลุ่มที่เกิดจากความบกพร่องของอวัยวะรับภาพ และแปลผลภาพ (Organic causes)
– กลุ่มนี้แย่หน่อยครับ อาจจะได้แค่วินิจฉัย แต่รักษาได้น้อยมาก หรือไม่ได้เลย ตัวอย่างของโรคในกลุ่มนี้ เช่น โรคเส้นประสาทตาฝ่อ(Optic atrophy), รอยแผลเป็นที่จุดรับภาพในจอประสาทตา(macular scar), การเสียหายของสมองส่วนที่แปลภาพจากการขาดออกซิเจน (Anoxic occipital brain damage) เป็นต้น อย่างไรก็ดี กลุ่มนี้พบได้น้อยครับ
2. กลุ่มที่เกิดจากการบดบังภาพที่เข้าสู่จอประสาทตา
– กลุ่มนี้พอรักษากันได้ไหวครับ และเป็นกลุ่มที่พบได้บ่อยกว่ากลุ่มแรกมาก ตัวอย่างเช่น โรคตาเข หรือตาเหล่ (Strabismus) : เมื่อเด็กมีตาเข หากมีปริมาณน้อย เด็กอาจจะสามารถใช้กำลังกล้ามเนื้อในการปรับตาให้ตรง และใช้ตาสองข้างในการมองเท่าๆกันได้ โรคตาขี้เกียจก็ไม่เกิดแทรกซ้อน แต่ถ้าตาเขมากๆจนเกินกำลังในการปรับ เด็กอาจใช้ตาข้างใดข้างหนึ่ง ในการมองมากกว่าตาอีกข้าง ทำให้ตาข้างที่ไม่ค่อยได้ใช้ไม่เจริญเต็มที่ และมัวในที่สุด

โรคสายตาสั้น – ยาว –เอียง แบบไม่สมมาตร (Anisometropia) : ในเด็กบางคน อาจมีสายตาสองข้างไม่เท่ากัน เช่น ข้างขวาสั้น 100 แต่ข้างซ้ายสั้น 600 เป็นต้น ถ้าสายตาทั้งสองข้างแตกต่างกันมากพอ เด็กจะใช้ตาข้างเดียวที่ชัดกว่ามองภาพเป็นหลัก ในขณะที่ตาอีกข้างได้ใช้มองน้อย หรือไม่ได้ใช้เลย

โรคที่ทำให้แสงผ่านเข้าในตาไม่ดี
เช่น โรคติดเชื้อในครรภ์มารดาบางชนิดทำให้กระจกตาดำขุ่น (มักขุ่นสองข้าง แต่อาจขุ่นไม่เท่ากันได้), โรคต้อกระจกแต่แรกเกิด, โรคเลือดออกในน้ำวุ้นลูกตา, หนังตาตก ซึ่งอาจเกิดกับตาข้างเดียว หรือเกิดกับทั้งสองข้าง แต่ปริมาณไม่เท่ากัน ก็ทำให้เกิดโรคตาขี้เกียจแทรกซ้อนตามมาได้ครับ






http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/840/6840/images/et1.jpg

การรักษา


การรักษาโรคตาขี้เกียจ
1. ถ้าพบว่ามีสาเหตุ ก็แก้ที่สาเหตุ เช่น ถ้าตาขี้เกียจเกิดจากต้อกระจกในตาข้างใดข้างหนึ่ง (เราอาจมองเห็นว่าตรงกลางตาดำของเด็กดูขาวๆกว่าปกติ) ก็อาจพิจารณาผ่าตัดลอกต้อกระจกนั้นออกได้ เพื่อให้เด็กได้ใช้ตาข้างนั้นมอง, ถ้าเด็กมีปัญหาสายตาสั้นยาวไม่เท่ากันมากๆ ก็อาจแก้ไขด้วยการใช้แว่น เพื่อให้ทั้งสองตาเห็นชัดเท่าๆหรือใกล้เคียงกัน เด็กจะได้ใช้ตาทั้งสองข้าง เป็นต้น
2. กระตุ้นให้เด็กใช้ตาข้างที่เป็นโรคตาขี้เกียจมองมากขึ้น มีหลายวิธีครับ
- ที่นิยมที่สุดเป็นวิธีที่อาจจะฟังแล้วทะแม่งๆนิดหน่อย คือ การปิดตาข้างที่เห็นดีกว่าเสียเลย จะได้ให้เด็กใช้ตาข้างที่ขี้เกียจมาทำงานบ้าง ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือของคุณพ่อคุณแม่มากหน่อย
- หยอดยาให้ตาข้างที่เห็นชัดมัวลง (มัวแบบชั่วคราวตามระยะเวลาที่ยาออกฤทธิ์ ไม่ใช่มัวแบบถาวรแทนอีกข้างนะครับ)
โรคนี้ ถ้าวินิจฉัยถูก และให้การรักษาได้ทันท่วงที ก็มีโอกาสที่เด็กจะมองเห็นได้เป็นปกติครับ ซึ่งก็มักต้องอาศัยความร่วมมือจากคุณพ่อคุณแม่ของน้องเค้ามากๆหน่อย แต่ถ้ารักษาช้า หรือพ่อแม่ให้ความร่วมมือน้อย เช่น ขอให้ปิดตาข้างที่ดีกว่า ก็ปิดบ้างไม่ปิดบ้าง ก็อาจได้ผลน้อยหรือไม่ได้ผลเลยครับ หรือในบางกรณี ถ้าโรคที่เป็นมีความรุนแรงมาก การรักษาที่สาเหตุได้ผลน้อย เช่น ต้อกระจกแต่กำเนิด หรือโรคติดเชื้อในครรภ์ ก็อาจได้ผลไม่เต็มร้อย แม้จะรักษาเร็วและถูกต้องก็ตามครับ
เอาเป็นว่า
- ถ้ามีอะไรผิดปกติ หรือสงสัยว่าจะมีปัญหาเรื่องนี้ ให้ลองปรึกษาหมอเด็ก หรือไม่ก็พาไปหาหมอตาเลยนะครับ อย่ารอ บางครั้งกว่าจะรอให้โตเสียหน่อยแล้วค่อยพาไปก็สายเกินแก้ครับผม
- ถ้ามีอะไรแปลกๆ เช่น น้องเห็นแต่ของเล่นที่ใกล้มากๆ, ดูตาเหล่ๆตลอดเวลา หรือดูเหล่ๆเป็นบางครั้ง, จำหน้าพ่อแม่ไม่ได้, ชนโน่นชนนี่บ่อยเกินไป, เห็นตาดำดูผิดปกติ ตาดูโตไม่เท่ากัน, หนังตาข้างใด

26/10/2012

มารู้จักโรคตาขี้เกียจ(Abblyopia)พ่อแม่ทุกคนต้องรู้

โรคตาขี้เกียจ อาจไม่คุ้นหู แต่เชื่อไหมว่ามีเด็กหลายคนที่เป็นโรคนี้โดยพ่อแม่เองก็ไม่รู้ เพราะหากว่ามองเผินๆ เหมือนไม่มีอะไรผิดปกติ ดังนั้นเรามาทำความรู้จักและคอยสังเกตโรคตาขี้เกียจก่อนจะสายเกินแก้กันเถอะค่ะ
ตาขี้เกียจ (lazy eye) คือ ภาวะที่ตาของเด็กมัวลง หรือมีการมองเห็นที่ผิดปกติของตาเด็ก หากตรวจพบเนิ่นๆ จะสามารถรักษาหายได้ง่าย แต่ถ้าไม่ได้รับการตรวจวินิจฉัยที่ถูกต้อง หรือปล่อยทิ้งไว้ สายตาข้างที่มีความิดปกติ ก็อาจจะสูญเสียการมองเห็นไปแบบถาวร
ยังมีรายละเอียดเกี่ยวกับโรคตาขี้เกียจที่พ่อแม่ต้องให้ความสนใจ เพื่อสุขภาพตาที่ดีของลูก พญ.สิทธิกา โคกขุนทด จะนำข้อมูลดีๆ มาบอกเล่าให้ทราบค่ะ
ทำไมจึงเป็นตาขี้เกียจ
โดยปกติแล้วพัฒนาการของสายตาคนเราเริ่มตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ และพัฒนาจนสมบูรณ์เมื่ออายุ 6-7 ขวบ พัฒนาการของการมองเห็นนี้จำเป็นต้องได้รับการกระตุ้นให้สามารถมองเห็นโดยใช้ตาทั้ง 2 ข้างได้อย่างปกติ
แต่ถ้ามีความผิดปกติ หรือมีสาเหตุที่ทำให้ตาอีกข้างไม่ได้ใช้มอง หรือว่าอาจใช้มองน้อยกว่าอีกข้างในช่วงแรกเกิด จนถึงอายุ 7 ปี ก็จะทำให้ตาพัฒนาได้ไม่เต็มที่อาจทำให้ตาข้างนั้นมัวไปตลอดชีวิต

สาเหตุของตาขี้เกียจ
โรคตาขี้เกียจไม่ใช่อยู่ๆ ก็เป็นได้ ต้องเกิดร่วมกับความผิดปกติอื่นๆ ทางสายตาจนส่งผลให้เกิดโรคตาขี้เกียจขึ้น เช่น
1. ภาวะตาเข เป็นภาวะที่แนวการมองของตาทั้งสองข้างไม่ขนานกัน ทำให้เกิดการเห็นภาพซ้อน (การมองเห็นของหนึ่งชิ้นเป็นสองชิ้น) ซึ่งสมองของเด็กจะมีการปรับตัวเพื่อขจัดภาพซ้อน โดยการสร้างจุดบอดขึ้นมาบดบังภาพที่เกิดจากตาข้างที่เข เด็กจึงข้างที่มองเพียงข้างเดียว ทำให้ตาข้างที่เขไม่ทำงาน จึงเกิดเป็นตาขี้เกียจได้ในที่สุด

2. ภาวะสายตาผิดปกติ จะเป็นภาวะที่แสงไม่สามารถที่จะรวมภาพได้ชัดเจนที่จอประสาทตา เด็กจึงมองเห็นไม่ชัด แต่สมองจะจำไว้ว่า นี่แหละคือภาพที่ชัดที่สุดและจะจำเช่นนี้ตลอดไป ได้แก่ สายตาสั้น สายตายาว สายตาเอียง ถ้าไม่แก้ไขตั้งแต่ตอนอายุยังน้อยๆ ก็จะเกิดตาขี้เกียจ ซึ่งอาจจะเป็นข้างเดียวหรือทั้งสองข้างก็ได้ เช่น เด็กที่มีสายตาผิดปกติมากๆ สั้นมาก ยาวมาก หรือเอียงมากทั้ง 2 ข้างเมื่อโตแล้วมาตรวจสายตา อาจพบว่าตาข้างหนึ่งหรือทั้ง 2 ข้างไม่สามารถปรับระดับสายตาให้เป็นปกติได้ เนื่องจากเป็นตาขี้เกียจมาก่อนแล้ว

3. ภาวะที่สายตาทั้ง 2 ข้าง แตกต่างกันมาก คือ มีสายตาสั้นมากหรือยาวมากข้างเดียว เด็กจึงเลือกใช้เฉพาะข้างที่ดีมองทำให้ตาอีกข้างหนึ่งขี้เกียจ เช่น ถ้าสายตาข้างขวาสั้น 100 ข้างซ้ายสั้น 800 จะพบว่าตาข้างซ้ายมีภาวการณ์มองเห็นไม่ชัดเจนเท่าตาข้างขวา ถ้าไม่ได้รับการแก้ไข ก็จะเกิดตาขี้เกียจในภายหลัง
เด็กกลุ่มนี้พ่อแม้ไม่ทราบว่าลูกมีความผิดปกติทางสายตา เพราะว่าจะไม่มีลักษณะตาเขเป็นที่สังเกต และพฤติกรรมการมองเห็นจะเหมือนกับเด็กปกติทั่วๆ ไปเนื่องจากเด็กใช้ตาข้างที่ดีมอง แต่เมื่อไหร่ที่ลองปิดตาข้างที่ดีของลูก จึงจะพบว่ามีตาขี้เกียจข้างหนึ่ง

4. ภาวะบดบังทางเดินของแสง นั่นคือภาวะใดๆ ก็ตามที่มีภาวะบดบังทางเดินของแสงเข้าไปกระตุ้นถึงในจอประสาทตา เช่น กระจกตาดำขุ่นเป็นฝ้าขาว กระจกตาดำโค้งผิดรูป ต้อกระจก มีเลือดออกภายในลูกตา เป็นต้น หรือภาวะที่ดวงตาข้างใดข้างหนึ่งมีความผิดปกติมาตั้งแต่กำเนิด เช่น เปลือกตาลงมาปิดตาดำครึ่งหรือค่อนไปทางข้างใดข้างหนึ่งตลอดเวลา ทำให้ดวงตาข้างนั้นถูกปิดบังการมองเห็น
ถ้าภาวะเหล่านี้เกิดในเด็กที่อายุน้อยกว่า 6-7 ปี จะทำให้ตาข้างนั้นขี้เกียจได้ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีและอย่างต่อเนื่อง จะทำให้เกิดภาวะตาขี้เกียจตลอดไป ถึงแม้ว่าจะได้รับการรักษาอย่างเต็มที่ก็ไม่สามารถกลับมามองเห็นได้ปกติ เด็กๆ กลุ่มนี้จึงต้องรีบรักษาด้วยการให้แสงผ่านศูนย์กลางาการมองภาพชัดให้เร็วที่สุด ซึ่งโรคตาขี้เกียจจากสาเหตุในข้อนี้ จะรักษายากที่สุด

5. ภาวะตาขี้เกียจซ้อน เกิดจากการปิดตาเป็นเวลานานๆ เช่น ในกรณีเด็กมีตาเขข้างเดียว ร่วมกับตาขี้เกียจ หมอจะแนะนำให้ปิดตาข้างที่ดีเพื่อกระตุ้นให้ตาอีกข้างได้ใช้งาน ถ้าหากว่าปิดตานานเกินไป ไมได้มารับการตรวจการมองเห็นจากจักษุแพทย์ตาข้างที่ดีที่ปิดอยู่นั้นก็อาจจะเกิดตาขี้เกียจขึ้นมาได้เช่นกัน

สังเกตตาขี้เกียจจากพฤติกรรมลูก
เนื่องจากว่าโรคนี้จะไม่สามารถสังเกตความผิดปกติได้จากภายนอก จาก 5 ข้อที่กล่าวมาสแล้วในตอนต้นคุณพ่อคุณแม่อาจต้องสังเกตจากพฤติกรรมดังต่อไปนี้

ลูกเล่นของเล่นที่ใกล้มากๆ
ดูตาเหล่ตลอดเวลา เหล่บางครั้ง
จำหน้าพ่อแม่ไม่ได้
ซนโน่นซนนี่บ่อยเกินไป
เห็นตาดำผิดปกติ ตาโตดูไม่เท่ากัน
วิธีทดสอบ

ลองนำของเล่นมาหลอกล่อแล้วใช้มือปิดบังตาข้างใดข้างหนึ่งไว้ หากตาลูกไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองต่อของเล่น แสดงว่าตาข้างนั้นของลูกอาจจะมองไม่เห็นสิ่งของที่อยู่ตรงหน้าได้ดี
การพาลูกไปตรวจตาด้วยเครื่องวัดสายตาอัตโนมัติระบบคอมพิวเตอร์ที่ใช้กันตามร้านแว่นนั้น ไม่สามารถบอกภาวะตาขี้เกียจได้ จึงควรพาลูกรับการตรวจอย่างละเอียดจากจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนที่เด็กจะเข้าสู่วัยเรียน คืออายุประมาณ 3 ปี

โรคนี้...รักษาได้
ตาขี้เกียจสามารถรักษาให้ดีขึ้นได้ แต่จะได้ผลดีขนาดไหนขึ้นอยู่กับอายุของเด็กยิ่งอายุน้อยโอกาสที่สายตาจะกลับสู่ปกติก็จะยิ่งมาก
วิธีรักษา แพทย์จะเป็นผู้วินิจฉัย โดยเลือกวิธีใดวิธีหนึ่ง หรือใช้หลายวิธีผสมกันดังนี้
1. การสวมแว่น วิธีนี้จะง่ายที่สุดค่ะใช้ในกรณีที่มีภาวะสายตาผิดปกติ เพื่อให้เด็กสามารถมองเห็นได้ชัดจึงจำเป็นต้องสวมแว่นตาไว้ตลอดเวลา
2. การปิดตาข้างที่ดี ใช้สำหรับรายที่มีภาวะตาขี้เกียจข้างเดียว และจะยังมีอาการตาขี้เกียจอยู่แม้จะสวมแว่นตา
3. การหยอดยาขยายม่านตา เพื่อให้ตาข้างที่หยอดซึ่งเป็นตาข้างที่ดี มองไม่ชัดเป็นการกระตุ้นให้ตาข้างที่ขี้เกียจมีการใช้มากขึ้น
4. การผ่าตัดกล้ามเนื้อตา วิธีการนี้ใช้สำหรับเด็กตาขี้เกียจที่มีภาวะของตาเขร่วมด้วยเท่านั้น ซึ่งต้องได้รับการรักษาโดยการปิดตาข้างที่ดีเอาไว้ และเด็กสวมแว่นสายตาได้เป็นที่น่าพอใจแล้ว
เด็กบางคนการปิดตาเพียงอย่างเดียวอาจจะไม่พอ จึงจำเป็นต้องมีการกระตุ้นประสาทตาร่วมด้วยโดยการใช้เครื่องช่วยฝึกกล้ามเนื้อตา (symoptophor) เข้าช่วยในระยะแรกๆ ร่วมกับการปิดตาข้างที่ดี
นอกจากนี้ ยังต้องอาศัยความร่วมมือของพ่อแม่ที่จะช่วยกระตุ้น ช่วยฝึกการใช้สายตาให้ลูก ซึ่งถ้าทำตามคำแนะนำของคุณหมออย่างเคร่งครัด ผลการรักษามักจะออกมาดี


[ ที่มา...นิตยสารรักลูก ปีที่ 25 ฉบับที่297 ตุลาคม 2550 ]

ที่อยู่

Bangkok
10510

เวลาทำการ

จันทร์ 08:00 - 19:00
อังคาร 08:00 - 19:00
พุธ 08:00 - 19:00
พฤหัสบดี 08:00 - 19:00
ศุกร์ 08:00 - 19:00
เสาร์ 08:00 - 19:00
อาทิตย์ 08:00 - 19:00

เบอร์โทรศัพท์

0860783738

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ร้านแว่นตามูลไดมอนด์ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์