09/05/2026
เป็นประเด็นสำคัญในวงการสาธารณสุข
ส่วนหนึ่งเป็นไปตามเนื้อหาของบทความ
แต่ดูจะมุ่งเป้าไปที่แพทยสภามากหน่อย
จริงๆแล้วกลไกที่จะแก้ไขระบบโครงสร้าง
อีกส่วนสำคัญมากคือนโยบายของรัฐบาล
ในขณะที่สังคมไทยเต็มไปด้วย
“จมูกโด่งใหม่”
จากฝีมือ GP ทั่วประเทศ
ประเทศนี้กลับกำลังเดินเข้าสู่ยุคที่
“คนไส้ติ่งแตก”
อาจหาหมอศัลยกรรมผ่าตัดไม่ได้
นี่คือความวิปริตของระบบ
ที่แพทยสภานิ่งเฉยมานานเกินไป
มาตรา 4 ของ พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม
ถูกปล่อยให้อยู่ในสภาพที่
“จบแพทย์ทั่วไป ก็แทบทำทุกอย่างได้”
โดยไม่มีการแยก competency และ privilege อย่างจริงจัง
ผลคืออะไร?
ระบบเศรษฐศาสตร์ของวิชาชีพ
กำลังดูด “กำลังคนศัลยกรรมช่วยชีวิต”
ออกจากระบบสาธารณสุขไทย
ไม่มีใครไปTrain บอร์ดศัลยกรรม
เด็กจบแพทย์ใหม่มองเห็นเต็มตาว่า
ถ้าเขามีทักษะ ชอบด้านใช้มีด
ใช้เครื่องมือผ่าตัด หัตถการ
จะไปอยู่เวรผ่าตัดลำไส้แตกตีสามทำไม?
จะไปเสี่ยงเปิดท้อง trauma ทำไม?
จะไปอดนอน 5 ปีใน residency ทำไม?
ในเมื่อเข้าคอร์สระยะสั้น 3 เดือน
หรือแบบครูพักลักจำ 3 เคส
ทำหัตถการเสริมความงาม
เปิดคลินิก หรือรับจ้างที่คลินิก
ก็มีรายได้ เป็นหลายแสนเป็นล้าน
ชีวิตดีกว่า
เสี่ยงน้อยกว่า
แล้วระบบจะเหลือใครไปผ่าตัดช่วยชีวิตประชาชน?
วันนี้ “ยอดภูเขาน้ำแข็ง” โผล่ขึ้นมาแล้ว
กรณีโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
ที่ต้องงดรับส่งต่อผู้ป่วยศัลยกรรมทั่วไป
เพราะขาดแคลนศัลยแพทย์
นี่ไม่ใช่ข่าวเล็ก
นี่คือ “สัญญาณเตือนระดับประเทศ”
เพราะเมื่อโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยยังเริ่มรับไม่ไหว
ต่อไปจะเกิดอะไรขึ้นกับจังหวัดอื่น?
คนไข้ไส้ติ่งแตก
รีเฟอร์ไปไหนก็ไม่ได้
คนไข้ลำไส้ทะลุ
รอคิวผ่าตัด
คนไข้เลือดออกในช่องท้อง
ถูกส่งต่อวนเป็นทอด ๆ
สุดท้าย “เวลาที่หายไป”
จะถูกเปลี่ยนเป็น
การติดเชื้อในกระแสเลือด
ภาวะช็อก
และศพ
ทั้งหมดนี้
ไม่ใช่ภัยธรรมชาติ
แต่มันคือผลจาก “ความนิ่งเฉยเชิงโครงสร้าง”
>>>>>>ประชาคมแพทย์จึงมีข้อเสนอที่ตรงไปตรงมา และยอมรับว่าอาจสร้างแรงสะเทือนที่สุดต่อวงการเสริมความงามไทย