Center for Lifestyle Prevention.

Center for Lifestyle Prevention. Personalized Healing : Experience Tailored
www.cohandasia.com

มาแชร์เคส ปวดคอร่วมกับเวียนศีรษะ 1 เดือนกว่า จนรบกวนการออกกำลังกายที่ไม่ได้คอเสื่อมชัดเจน หาสาเหตุไม่ได้สักที ผู้ชาย อาย...
28/06/2026

มาแชร์เคส ปวดคอร่วมกับเวียนศีรษะ 1 เดือนกว่า จนรบกวนการออกกำลังกาย
ที่ไม่ได้คอเสื่อมชัดเจน หาสาเหตุไม่ได้สักที
ผู้ชาย อายุ 37 ปี เป็น Ux/UI designer

อยู่กับจอคอมค่อนข้างนานวันละ 6-7 ชั่วโมง
เข้ามาพบกายภาพบำบัดด้วยอาการ
-ปวดคอแบบตื้อ ๆ
-เวียนศีรษะเป็น ๆ หาย ๆ
-เวลามีอาการจะเวียนต่อเนื่องนานเป็นชั่วโมง
-ยิ่งปวดคอ อาการเวียนยิ่งมากขึ้น
-เงยคอ หันคอ หรือออกกำลังกาย จะกระตุ้นอาการได้ชัดเจน
-บางช่วงมึนมากจนรู้สึกภาพเบลอ
-มีอาการตึงบริเวณรอบดวงตาและกระบอกตา
อาการทั้งหมดเป็นต่อเนื่องมาประมาณ 1 เดือนกว่า


สิ่งสำคัญของเคสนี้คือ
ผู้ป่วยไม่ได้มาด้วยอาการ ปวดคอ เพียงอย่างเดียวแต่มีอาการ เวียนศีรษะร่วมด้วย
ซึ่งอาการเวียนศีรษะสามารถเกิดได้จากหลายระบบ ไม่ว่าจะเป็น
- ระบบหูชั้นใน
- ระบบประสาทส่วนกลาง
- ระบบหลอดเลือด
- ไมเกรน
- ระบบกระดูกและกล้ามเนื้อบริเวณคอ
ดังนั้นขั้นตอนแรกจึงไม่ใช่การรักษา
แต่เป็นการคัดกรองสาเหตุที่อาจเป็นอันตรายก่อน
Clinical Reasoning: เริ่มจากตัดโรคที่ต้องระวังออกก่อน

1. คัดกรองภาวะหลอดเลือดไปเลี้ยงสมองส่วนหลังไม่เพียงพอ (Vertebrobasilar Insufficiency : VBI)
มีการซักประวัติกลุ่มอาการที่เรียกว่า
5D + 3N ประกอบด้วย
-Dizziness (เวียนศีรษะ)
-Diplopia (เห็นภาพซ้อน)
-Dysarthria (พูดไม่ชัด)
-Dysphagia (กลืนลำบาก)
-Drop Attack (อยู่ดี ๆ ขาอ่อนแรงล้มลง)
-Nausea (คลื่นไส้)
-Numbness (ชาหรือสูญเสียความรู้สึก)
-Nystagmus (ตากระตุกผิดปกติ)
จากการซักประวัติ
ไม่พบอาการผิดปกติในกลุ่มดังกล่าว พบแค่เวียนศีรษะ
จึงมีโอกาสน้อยที่จะเกี่ยวข้องกับระบบหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองส่วนหลัง

2. คัดกรอง BPPV (โรคตะกอนหินปูนในหูชั้นในเคลื่อน)
ผู้ป่วยไม่มีอาการ
- เวลาลุกจากเตียง
- เวลาลงนอน
- เวลาพลิกตัวบนเตียง
- แล้วเขามึนเป็นชั่วโมง
ซึ่งเป็นอาการที่พบได้บ่อยใน BPPV
จึงทำให้โอกาสของโรคนี้ลดลง

3. คัดกรอง Vestibular Migraine
จากการซักประวัติ
- ไม่มีประวัติไมเกรน
- ไม่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นไมเกรน
- ไม่มีสิ่งกระตุ้นชัดเจน เช่น แสง เสียง หรือกลิ่น
จึงยังไม่สนับสนุนการวินิจฉัย Vestibular Migraine ในเคสนี้
ตรวจร่างกายกันครับ

1. Vertebral Artery Test : Negative
คือจากการตรวจเบื้องต้น ยังไม่พบสัญญาณที่บ่งบอกว่าอาการเวียนศีรษะเกิดจากปัญหาหลอดเลือดบริเวณคอ

2. Cervical Instability Test : Negative ไม่พบภาวะความมั่นคงของกระดูกคอผิดปกติ ไม่พบว่ากระดูกคอมีความหลวม
หลังผ่านการคัดกรองเบื้องต้น ความเป็นไปได้เริ่มโน้มไปทาง Cervicogenic Dizziness
หรืออาการเวียนศีรษะที่สัมพันธ์กับความผิดปกติของคอ
เนื่องจาก
- อาการเวียนสัมพันธ์กับอาการปวดคอ
- เงยคอหรือหันคอแล้วอาการเพิ่มขึ้น
- ไม่เข้าได้กับ BPPV
- ไม่เข้าได้กับ Vestibular Migraine
- ไม่พบสัญญาณเตือนของ VBI
การรักษา

1. เราเริ่มทำ
SNAG Technique บริเวณ C2
เริ่มทำ Sustained Natural Apophyseal Glide (SNAG)
บริเวณกระดูกคอระดับ C2
ขณะให้ผู้ป่วยเงยคอ
ปรากฏว่าอาการเกิดขึ้นทันที
ทั้งปวดคอและ มึนศีรษะ
จึงคงแรงไว้ในตำแหน่งดังกล่าว และค่อย ๆ ทำ glide อย่างต่อเนื่อง

2. SNAG with Cervical Rotation
เมื่อให้ผู้ป่วยหันคอพบว่า การหันซ้ายกระตุ้นอาการได้มากกว่าด้านขวา
จึงทำการปรับเทคนิคเพิ่มเติมบริเวณ transverse process ของ C1
เพื่อช่วยลดแรงกดและปรับการเคลื่อนไหวของข้อต่อส่วนบนของคอ

3.Facet Joint Mobilization
ต่อเนื่องด้วยการ mobilization แบบนเบาบริเวณ facet joint ของ C2
เพื่อช่วยลดความตึงและเพิ่มคุณภาพการเคลื่อนไหวของกระดูก
หลังจบการรักษาพบว่า
- รู้สึกตาสว่างขึ้น
- อาการมึนศีรษะลดลงชัดเจน
- ความรู้สึกโคลงเคลงลดลง
แต่อาการปวดคอยังคงเหลืออยู่บางส่วนซึ่งสอดคล้องกับลักษณะของ

Cervicogenic Dizziness ที่มักมีต้นเหตุจากระบบคอร่วมด้วย
จากข้อมูลทั้งหมด
เคสนี้มีแนวโน้มสอดคล้องกับ

Cervicogenic Dizziness
อาการเวียนศีรษะที่มีความสัมพันธ์กับระบบกระดูก ข้อต่อ กล้ามเนื้อ และระบบรับรู้ตำแหน่งของคอ
จริงเริ่มวางแผน การฝึกฟื้นฟู
Rehabilitation Plan

Phase 1 : ลดภาระที่ส่งมาถึงกระดูกคอ
หลายครั้งปัญหาไม่ได้เกิดจากคอเพียงอย่างเดียว
แต่เกิดจากการจัดวางร่างกายทั้งระบบ
ดังนั้นเราจะประเมินและแก้ไขปัจจัยที่อาจเพิ่มภาระให้คอ เช่น
-แนวกระดูกสันหลัง
-การทำงานของสะบัก
-ความยาวขาที่ไม่สมดุล
-การลงน้ำหนักเท้า
-การเคลื่อนไหวของสะโพกและขา
เมื่อร่างกายรับน้ำหนักได้สมดุลขึ้น
คอก็ไม่จำเป็นต้องทำงานหนักเกินไปตลอดเวลา

Phase 2 : ฟื้นฟูระบบประสาทและกล้ามเนื้อควบคุมคอ
งานวิจัยหลายฉบับพบว่า ผู้ที่มีอาการปวดคอเรื้อรัง หรือมีภาวะคอเสื่อม
มักมีความผิดปกติของระบบควบคุมการเคลื่อนไหวคอ
รวมถึงการรับรู้ตำแหน่งของคอ (Cervical Proprioception)
โปรแกรมฝึกจึงประกอบด้วย
-Chin Tuck Training
-กระตุ้นกล้ามเนื้อคอชั้นลึก (Deep Neck Flexors)
-BlazePod Training
ฝึกการตอบสนองและการควบคุมการเคลื่อนไหวร่วมระหว่างตา ศีรษะ และร่างกาย
-Iron Neck Training
-เสริมความแข็งแรงและความทนทานของกล้ามเนื้อคอ
-Cervical Proprioception Training
-ฝึกการรับรู้ตำแหน่งคอ เช่นหลับตา
หันคอไปด้านต่าง ๆ และกลับมาหาตำแหน่งเดิมให้แม่นยำ
เพื่อให้สมองรับข้อมูลจากคอได้ถูกต้องมากขึ้น

สรุป
อาการเวียนศีรษะไม่ได้เกิดจากหูชั้นในเสมอไป
ในบางคน คอ อาจเป็นแหล่งกำเนิดของอาการได้เช่นกัน
โดยเฉพาะเมื่อมีอาการร่วมกันระหว่าง
✅ ปวดคอ
✅ มึนศีรษะ
✅ อาการเพิ่มขึ้นตามการเคลื่อนไหวของคอ
การตรวจแยกสาเหตุอย่างเป็นระบบ จึงเป็นหัวใจสำคัญก่อนเริ่มรักษา เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลที่ตรงกับสาเหตุของอาการมากที่สุดครับ


✨ 1% ของการปรับแก้ = 99% ของการเปลี่ยนแปลง ✨
#รักษาที่ต้นเหตุ
#สุขภาพไม่มีคำว่าแพง

📞 Contact:
📱 Phone: 064 229 7991
💬 Inbox: m.me/337742299412608
📲 Line: https://lin.ee/pwqTVTJ
🏥 Co-hand Physical Therapy Clinic
#รักษาที่ต้นเหตุ
#กระดูกสันหลังคด #สุขภาพดีด้วยตัวคุณเอง

🩻 MRI เจอหมอนรองกระดูก L4-L5 ปวดร้าวลงขา ไม่หายสักที… จำเป็นต้องผ่าตัดไหม?เคสนี้เข้ามาด้วยอาการปวดหลังร่วมกับเจ็บร้าวลงข...
10/06/2026

🩻 MRI เจอหมอนรองกระดูก L4-L5 ปวดร้าวลงขา ไม่หายสักที… จำเป็นต้องผ่าตัดไหม?
เคสนี้เข้ามาด้วยอาการปวดหลังร่วมกับเจ็บร้าวลงขาซ้ายมานานกว่า 10 ปี อาการเป็นๆ หายๆ มาโดยตลอด แม้จะเคยดีขึ้นในบางช่วง แต่สุดท้ายก็กลับมาเป็นซ้ำอีก
⚠️ ช่วงแรกอาการจะชัดเจนเวลานั่งนาน ไอ หรือจาม ปวดมากจนขยับตัวลำบาก แต่ปัจจุบันอาการเปลี่ยนไป กลายเป็นว่าเดินได้ไม่ถึง 20 นาที ก็เริ่มมีอาการปวดจนต้องนั่งพัก
📋 ประวัติผู้ป่วย
⁃ เคสชายอายุ 40+
⁃ อาชีพ: เจ้าของธุรกิจ
⁃ BMI: ปกติ
⁃ ลักษณะการทำงาน: นั่งนาน ลุกเดินบ้างเล็กน้อย
⁃ MRI finding: พบ Herniated Disc ระดับ L4-L5
😰 หลังทราบผล MRI ผู้ป่วยมีความกังวลว่าตัวเองอาจจำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัด
แต่สิ่งแรกที่เราทำ ไม่ใช่การรักษาทันที
💡 เพราะภาพ MRI เป็นเพียงส่วนหนึ่งของข้อมูลเท่านั้น
หลายคนสามารถพบ Herniated Disc จาก MRI ได้โดยที่ไม่มีอาการใดๆ เลย ในขณะที่บางคนมีอาการปวดมาก แต่ความรุนแรงของภาพ MRI ไม่ได้มากอย่างที่คิด
ดังนั้น สิ่งสำคัญคือการหาความสัมพันธ์ระหว่าง “ภาพที่เห็น” กับ “อาการที่เกิดขึ้นจริง”
🔍 เราจึงเริ่มจากการซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด เพื่อหาว่าต้นตอของอาการปวดร้าวลงขาในเคสนี้มาจากอะไร
📍 Physical Examination
1. Postural Assessment
⁃ Forward Head Posture
⁃ Rounded Shoulder
⁃ Decreased Lumbar Lordosis
⁃ Knock Knee
⁃ Right Hip Internal Rotation
2. Movement Loss
⁃ Full ROM
3. Repetitive Movement Testing
⁃ No sign of Discogenic Pain
⁃ ไม่สามารถกระตุ้นอาการปวดร้าวหรือชาร้าวได้
4. Provocation Test of Piriformis
⁃ Negative
5. Provocation Test of SI Joint
⁃ Negative
6. PAIVM
⁃ Hypomobility at L4-L5 and L5-S1
⏳📝 จากการตรวจร่างกาย ไม่พบ Red Flags หรือข้อบ่งชี้ที่ต้องส่งต่อเพื่อการผ่าตัดอย่างเร่งด่วน
รวมถึงไม่พบข้อมูลที่สนับสนุนว่าอาการปวดร้าวลงขาในปัจจุบันเกิดจากการกดทับของหมอนรองกระดูกโดยตรง
ดังนั้นคำถามต่อมาคือ…
“ถ้าไม่ใช่หมอนรองกระดูก แล้วอาการที่เกิดขึ้นมาจากอะไร?”
🏃‍♂️ เราเลยประเมินคุณภาพการเคลื่อนไหวเพิ่มเติมด้วย Functional Movement Screening (FMS)
Deep Squat: Grade 1
⁃ จำกัดการเคลื่อนไหวของข้อเท้า
⁃ Knee Valgus
⁃ ไม่สามารถ Squat ได้สุดช่วงการเคลื่อนไหว
Inline Lunge: Grade 2
⁃ Poor Dynamic Stability
Rotary Stability: Grade 2
⁃ Poor Core Stability
📊 ผลการตรวจสะท้อนให้เห็นว่า แม้ MRI จะพบ Herniated Disc แต่ปัญหาที่พบในปัจจุบันกลับเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหว การควบคุมแกนกลางลำตัว และการทำงานร่วมกันของร่างกายมากกว่า
🎯 แนวทางการรักษาของ CO-HAND
เราเลือกเริ่มต้นด้วยการรักษาที่เน้นการแก้ไขการทำงานของร่างกาย ใช้เครื่องมือเท่าที่จำเป็น ไม่ได้รักษาเฉพาะจุดที่ปวดเพียงอย่างเดียว
📝 Mobilization with Movement
ฟื้นฟูการเคลื่อนไหวของ Segment ที่มีภาวะ Hypomobility บริเวณ L4-L5 และ L5-S1
📝 Myofascial Release
ลดความตึงของกล้ามเนื้อและ Fascial Sling ที่มีผลต่อรูปแบบการเคลื่อนไหว
📝🏋🏻‍♀️ Corrective Exercise
ออกแบบการออกกำลังกายเฉพาะบุคคลจากผลการตรวจร่างกาย เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถใช้กล้ามเนื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
📝🏋🏻‍♀️Progressive Strength Training
เพิ่มความแข็งแรงและความทนทานของร่างกายโดยรวม เพื่อให้กลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจ
📅 Rehab Timeline
🔺Week 1-3
⁃ ลดอาการปวดและความตึง
⁃ เรียนรู้รูปแบบการเคลื่อนไหวของตนเอง
🔺Week 4-6
⁃ เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ
⁃ ฝึก Motor Control
⁃ ปรับพฤติกรรมที่เป็นปัจจัยเสี่ยง
🔺Week 7-12
Progressive Strengthening
เพิ่ม Functional Capacity
กลับไปใช้ชีวิตและทำกิจกรรมได้ตามเป้าหมาย
🧠 Case Reflection
“สิ่งที่น่าสนใจในเคสนี้คือ MRI พบ Herniated Disc จริง”
แต่เมื่อเปรียบเทียบกับประวัติ อาการ และผลการตรวจร่างกาย กลับไม่พบหลักฐานเพียงพอที่จะสรุปว่าอาการทั้งหมดเกิดจากหมอนรองกระดูกเพียงอย่างเดียว
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการรักษาไม่ควรอ้างอิงจาก MRI เพียงอย่างเดียว
แต่ต้องอาศัยการซักประวัติ การตรวจร่างกาย และการวิเคราะห์การเคลื่อนไหวร่วมกันเสมอ
💭 การพบหมอนรองกระดูกปลิ้นใน MRI ไม่ได้หมายความว่าจะต้องผ่าตัดทุกคน
และในขณะเดียวกัน ก็ไม่ได้หมายความว่าการผ่าตัดเป็นเรื่องไม่ดี
การผ่าตัดยังคงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมในผู้ป่วยบางราย โดยเฉพาะเมื่อมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ที่ชัดเจน หรือมีเป้าหมายในการรักษาที่แตกต่างกัน
🤎 สุดท้ายแล้ว
“เราไม่ได้รักษาภาพ MRI แต่เรากำลังรักษาคนที่อยู่หลังภาพนั้น”
เพราะการตัดสินใจรักษาที่ดี ควรอ้างอิงจากอาการจริง การตรวจร่างกายจริง และเป้าหมายการใช้ชีวิตของผู้ป่วยแต่ละคน มากกว่าการดูภาพถ่ายเพียงอย่างเดียว
✨ “เราไม่ได้รักษาหมอนรองกระดูกในภาพ MRI เรากำลังรักษาคนที่อยากกลับไปใช้ชีวิตได้ตามที่ต้องการ”
#รักษาที่ต้นเหตุ
#1เปอร์เซ็นต์ที่จะทำให้99เปอร์เซ็นต์เปลี่ยนไป
🔺The 1% that matters🔺

🤍Contact
🤙🏻 Phone : 064 229 7991
📩 Inbox : m.me/337742299412608
✅ Line : https://lin.ee/pwqTVTJ
📍 Location : https://maps.app.goo.gl/VSrRstKMPef9vFAP7
🤎โคแฮนด์ คลินิกกายภาพบำบัด
Co-hand Physical Therapy Clinic
#ปวดหลัง #ปวดสะโพก #หมอนรองปลิ้น

MRI บอกว่า หมอนรองกระดูกคอกดทับเส้นประสาท อย่าเพิ่งตกใจ อาจไม่ต้องผ่าตัดก็ได้ ตรวจคัดแยกก่อนถ้า MRI เขียนว่า“Disc bulge ...
06/06/2026

MRI บอกว่า หมอนรองกระดูกคอกดทับเส้นประสาท อย่าเพิ่งตกใจ อาจไม่ต้องผ่าตัดก็ได้ ตรวจคัดแยกก่อน

ถ้า MRI เขียนว่า

“Disc bulge causing central canal narrowing without nerve root compromise”

หรือหมอบอกว่า

“คุณมีหมอนรองกระดูกคอกดทับเส้นประสาท”

สิ่งแรกที่หลายคนรู้สึกคือ ความกลัว

-กลัวต้องผ่าตัด
-กลัวเส้นประสาทเสีย
-กลัวแขนอ่อนแรง
-กลัวว่าถ้ารักษาช้า จะกลับมาไม่เหมือนเดิม

แต่ในมุมของ CO-HAND อยากให้เข้าใจก่อนว่า

MRI เป็นข้อมูลสำคัญ แต่ MRI ไม่ใช่คำตัดสินสุดท้าย

เพราะการวินิจฉัยภาวะรากประสาทคอถูกกดทับ (Cervical Radiculopathy) ไม่ได้อาศัยภาพ MRI เพียงอย่างเดียว

ต้องดูร่วมกันทั้ง

-ประวัติอาการ
-รูปแบบการปวดร้าว
-การตรวจแรงกล้ามเนื้อ
-การตรวจความรู้สึก
-การตรวจรีเฟล็กซ์
📚 มีงานวิจัยสนับสนุนเรื่องนี้โดยตรง

Clinical evaluation versus magnetic resonance imaging findings in patients with radicular arm pain—A pragmatic study

Health Science Reports. 2022;5(3):e589.

งานวิจัยพบว่า
ผล MRI และอาการจริงของผู้ป่วยไม่ได้ตรงกันเสมอไป

ดังนั้นการตรวจทางคลินิกจึงยังมีความสำคัญมากในการตัดสินใจรักษา

เคสตัวอย่างจาก CO-HAND

หญิงวัยทำงาน อายุ41 มีอาการปวดคอร่วมกับชาร้าวลงแขนซ้ายประมาณ 1 เดือน

ทำ MRI แล้วพบว่า มีหมอนรองกระดูกคอกดทับเส้นประสาท และมีการวางแผนนัดผ่าตัด

แต่ผู้ป่วยต้องการหาทางเลือกอื่นก่อน เนื่องจากไม่อยากรับความเสี่ยงจากการผ่าตัดและกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย

เมื่อตรวจคัดแยกเพิ่มเติม พบว่า
-ยังนั่งทำงานได้
-อาการหลักเป็นปวดรำคาญ
-ไอหรือจามไม่ได้ทำให้อาการแย่ลงมาก
-ไม่มีอ่อนแรง
-ไม่มีปัญหาการกลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระ

จึงยังไม่พบสัญญาณอันตรายที่ต้องส่งต่อเร่งด่วน

แนวทางรักษาเคสนี้เราใช้ McKenzie Extension Principle ร่วมกับการทำ Overpressure

ผลที่พบคือ

✅ เกิด Centralization

อาการชาลดระยะลง

จากเดิมชาลงไปถึงนิ้วมือ
หลังการรักษาเหลือเพียงบริเวณหัวไหล่
ซึ่งถือเป็นสัญญาณทางคลินิกที่ดี
เพราะอาการเริ่มถอยกลับเข้าหาศูนย์กลางมากขึ้น

ทำไมต้องตรวจคัดแยกก่อน?

ที่ CO-HAND เราจะประเมินอย่างน้อย 5 เรื่องสำคัญ

1. อาการร้าวลงแขน “ตรงแนวเส้นประสาท” จริงหรือไม่

ภาวะ Cervical Radiculopathy มักมีอาการ

-ปวดจากคอร้าวไปไหล่
-ร้าวลงแขน
-ร้าวไปมือหรือนิ้วมือ
-มักเกิดเพียงข้างเดียว

สิ่งที่ต้องดูเพิ่มเติม

- ร้าวไปนิ้วไหน
- ท่าไหนกระตุ้นอาการ
- เงยคอแล้วร้าวไหม
- หันคอแล้วร้าวไหม
- ยกแขนแล้วเปลี่ยนแปลงอย่างไร

เพราะหากอาการไม่ตรงแนวเส้นประสาทอาจต้องคิดถึงสาเหตุอื่น เช่น
ปัญหาข้อไหล่ กล้ามเนื้อ เส้นประสาทส่วนปลาย และการเคลื่อนไหวของสะบัก

2. มีอาการชาหรือความรู้สึกผิดปกติจริงหรือไม่

อาการที่พบได้ เช่น ชา เสียวแปล๊บ
ไฟช็อต ความรู้สึกเปลี่ยนไป

แต่ต้องดูรายละเอียดเพิ่มเติมว่า

-ชาเป็นแนวหรือไม่
-ชาเฉพาะนิ้วไหน
-ชาตลอดเวลาหรือเป็นบางท่า
-อาการเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างไร

เพราะคำว่า “ชา”

ไม่ได้แปลว่ามาจากคอเสมอไป

3. มีอ่อนแรงจริงหรือไม่

นี่เป็นจุดที่ CO-HAND ให้ความสำคัญมาก

เพราะอาการปวดอาจรุนแรงได้
แต่สิ่งที่น่ากังวลกว่าคือ แรงกล้ามเนื้อที่ลดลงและแย่ลงเรื่อย ๆ

สิ่งที่ต้องตรวจ เช่น

- ยกแขนได้เท่ากันหรือไม่
- งอศอกได้ดีหรือไม่
- เหยียดศอกได้ดีหรือไม่
- กระดกข้อมือได้หรือไม่
- กำมือได้แน่นหรือไม่
- นิ้วมือทำงานปกติหรือไม่
- จับของหล่นง่ายขึ้นหรือไม่

ในภาวะรากประสาทคอถูกกดทับ
อาจพบกล้ามเนื้ออ่อนแรงร่วมกับรีเฟล็กซ์ลดลงได้

4. รีเฟล็กซ์เปลี่ยนไปหรือไม่

รีเฟล็กซ์เปรียบเสมือน

🚦 สัญญาณไฟของระบบประสาท
หากรีเฟล็กซ์สองข้างไม่เท่ากัน หรือด้านที่มีอาการลดลง

อาจช่วยบอกได้ว่ารากประสาทระดับใดกำลังถูกรบกวน ตัวอย่างที่นิยมตรวจ

- Biceps Reflex
- Brachioradialis Reflex
- Triceps Reflex

การตรวจเหล่านี้ช่วยให้เราไม่ตัดสินจาก MRI เพียงอย่างเดียว แต่ดูว่าระบบประสาททำงานผิดปกติจริงหรือไม่

5. มีสัญญาณอันตรายที่ควรส่งต่อหรือไม่

นี่คือส่วนสำคัญที่สุดของการคัดแยก

หากพบอาการเหล่านี้ ควรได้รับการประเมินเพิ่มเติมโดยเร็ว

🚩 แขนอ่อนแรงมากขึ้น

🚩 มือเริ่มใช้งานไม่คล่อง

🚩 เดินเซ หรือทรงตัวแย่ลง

🚩 มีอาการทั้งสองข้าง

🚩 ปวดรุนแรงไม่ดีขึ้น

🚩 มีไข้ น้ำหนักลด หรือเหงื่อออกกลางคืน

🚩 มีปัญหาการกลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระ

งานทางคลินิกระบุว่า

หากเริ่มมีอาการที่สงสัยการกดทับไขสันหลัง (Cervical Myelopathy)

ควรได้รับการประเมินอย่างรวดเร็ว

สรุปแบบ CO-HAND

📸 MRI บอกว่าเกิดอะไรขึ้นในคอ

🧠 แต่การตรวจคัดแยกบอกว่าควรดูแลอย่างไร

ดังนั้นถ้า MRI พบการกดทับ

อย่าเพิ่งรีบสรุปว่าต้องผ่าตัดเสมอไป

และอย่าเพิ่งตัดสินว่าอาการทั้งหมดมาจากภาพ MRI เพียงอย่างเดียว

เพราะเป้าหมายของการรักษาที่ดี ไม่ใช่แค่ลดปวดชั่วคราว

แต่คือการรู้ว่า เคสนี้สามารถฟื้นฟูต่อได้หรือไม่หรือควรส่งต่อเพื่อความปลอดภัยเมื่อใด
✨ 1% ของการปรับแก้ = 99% ของการเปลี่ยนแปลง ✨
#รักษาที่ต้นเหตุ
#สุขภาพไม่มีคำว่าแพง

📞 Contact:
📱 Phone: 064 229 7991
💬 Inbox: m.me/337742299412608
📲 Line: https://lin.ee/pwqTVTJ
🏥 Co-hand Physical Therapy Clinic
#รักษาที่ต้นเหตุ
#กระดูกสันหลังคด #สุขภาพดีด้วยตัวคุณเอง

เคส: คอเสื่อม แต่แก้ที่คออย่างเดียวมันไม่จบ รับครบจบที่รักษาคอเสื่อมแบบยั่งยืน🔺ผู้ป่วยวัยทำงาน อายุ 33 ปีต้องทำงานหน้าคอ...
10/05/2026

เคส: คอเสื่อม แต่แก้ที่คออย่างเดียวมันไม่จบ รับครบจบที่รักษาคอเสื่อมแบบยั่งยืน

🔺ผู้ป่วยวัยทำงาน อายุ 33 ปี
ต้องทำงานหน้าคอม ใช้คอม มือถือเป็นหลัก🔺

เคสนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดมากของคนไข้ที่
รักษาคอมาแทบทุกวิธี แต่ยังมีอาการอยู่

วันนี้จะมาแชร์การรักษา คอเสื่อม โดยวิธีกายภาพบำบัดแบบไม่ใช้เครื่องมือกันครับ

ก่อนอื่นคอเสื่อม อาจไม่ใช่แค่แก้ปัญหาที่คอ แต่เป็น ปัญหาของร่างกาย ที่เปลี่ยนไปแล้วเมื่ออาการปวดคอเรื้อรังนานพอร่างกายจะเริ่ม ปรับตัวผิด โดยที่เราไม่รู้ตัว

-แนวกระดูกสันหลังเสียสมดุล
-ร่างกาย ลงน้ำหนัก ผิดตำแหน่ง
-ส่วนที่ไม่ควรทำงาน กลับต้องทำแทน
และที่สำคัญที่สุด คอไม่ได้แค่ตึงหรืออ่อนแรงแต่กำลัง ควบคุมตัวเองไม่ได้
เพราะระบบ สมองในการควบคุมเริ่มทำงานผิด

สมอง สั่งงานไม่แม่น
คอ ไม่รู้ตำแหน่งตัวเอง
การเคลื่อนไหวเลยยิ่งทำให้ปวดซ้ำ

นี่คือเหตุผลที่
นวดกี่ครั้งก็หายแค่ชั่วคราว
จัดกี่รอบก็กลับมาเหมือนเดิม
เพราะคุณกำลัง แก้ปลายเหตุ

ถ้าอยากหายจริง
ต้องเริ่มจาก 2 อย่างนี้
1. กระตุ้นการทำงานของสมอง
2. ฝึกการลงน้ำหนักของกระดูกสันหลังใหม่ทั้งเส้น

🔺วันนี้จึงขอมาแชร์ตัวอย่างเคสจริงที่เราทำนะครับ

ผู้ป่วยวัยทำงาน อายุ 33 ปี
ต้องทำงานหน้าคอม ใช้คอม มือถือเป็นหลัก

ไปตรวจทางโรงพยาบาล แพทย์วินิจฉัยว่า มีภาวะคอเสื่อม ส่งทำกายภาพบำบัดโดยมีอาการ

- ปวดคอเรื้อรัง ปวดร้าวลงบ่า สะบัก บางช่วงมีชาแขน
- นวด ทำกายภาพบำบัดแล้วดีขึ้นชั่วคราว แต่กลับมาเป็นซ้ำ
ทางเราตรวจแล้วพบว่า
- คอเคลื่อนไหวได้ แต่มีเสียงขณะเคลื่อนไหว คอหลวมนั่นเอง
- มีอาการแย่ลงเมื่ออยู่ท่าเดิมนาน คือจะมีอาการมากเมื่อนั่งนาน 30 นาทีขึ้นไป
- ดีขึ้นเมื่อมี เงยคอ

🔺ปัญหาจริง ไม่ได้อยู่แค่คอ แต่คือทั้งระบบ
- คอยื่น ตลอดวัน โหลดตกที่คอ
- กล้ามเนื้อคอ ไม่รู้ตำแหน่งตัวเอง ไม่รู้ตำแหน่งคอ (Proprioception เสีย) - สะโพกตึง แกนกลางลำตัวไม่ทำงาน
- หลังช่วงอกแข็ง

🔺การตรวจร่างกาย (Clinical Examination Findings)
1. Postural Assessment
-พบลักษณะ Forward Head Posture อย่างชัดเจน
-ศีรษะอยู่ anterior ต่อแนวลำตัว ทำให้เกิด increased load on cervical spine
-สังเกตการชดเชยของ thoracic spine และ shoulder girdle ร่วมด้วย

2. Cervical Sensorimotor Control / Proprioception
-ตรวจพบความบกพร่องของ cervical proprioception
-ประเมินด้วย Joint Position Sense พบความคลาดเคลื่อนในการรับรู้ตำแหน่งศีรษะ
-บ่งชี้ถึงความผิดปกติของ cervical sensorimotor integration และ neuromuscular control

3. Muscle Performance & Motor Control
-กล้ามเนื้อ deep cervical flexors ทำงานลดลง (inhibition)
-กล้ามเนื้อ superficial (เช่น SCM, upper trapezius) มีการทำงานชดเชย (overactivity)
-พบความบกพร่องของ motor control มากกว่าความแข็งแรงเพียงอย่างเดียว

4. Lumbopelvic and Core Stability Assessment
-ตรวจพบ core muscle activation impairment โดยเฉพาะ transversus abdominis และ multifidus
-มี delayed activation และ poor trunk control ระหว่าง movement
-ส่งผลให้การถ่ายแรง (load transfer) ผ่าน axial skeleton ไม่มีประสิทธิภาพ

5. Hip Mobility Assessment
-พบข้อจำกัดของ hip mobility โดยเฉพาะในทิศทาง extension และ internal rotation
-กล้ามเนื้อรอบสะโพกมีภาวะตึง (tightness) เช่น hip flexors
-ส่งผลต่อ kinetic chain และเพิ่ม compensatory load ไปยัง lumbar และ cervical spine

6. Thoracic Spine Mobility
-ตรวจพบ thoracic hypomobility โดยเฉพาะใน extension
-การเคลื่อนไหวของ thoracic spine ลดลง ส่งผลให้ cervical spine ต้องทำงานชดเชยมากขึ้น

สรุปง่าย ๆ:
กระดูกสันหลัง กระจายแรงได้ไม่ดี เลยส่งผลต่อ กระดูกสันหลังส่วนคอ

🔺ขั้นตอนการรักษา ของ CO-HAND โดยไม่ใช่เครื่องมือ

1.รักษา การเคลื่อนไหวของกระดูกคอ
ใช้แนวคิดของ McKenzie Method เลือก movement ที่ ทำแล้วดีขึ้น ในเคสนี้คือ Extension (เงย)พบว่า
อาการร้าวลดลง

2. Manual Therapy แบบมีเป้าหมาย
ใช้ Mulligan SNAG ปลดล็อกการเคลื่อนไหว ให้สมองเรียนรู้ว่า ขยับโดยไม่เจ็บได้

3.ฝึกกล้ามเนื้อ
ใช้ Muscle Energy Technique ลด tone กล้ามเนื้อที่ตึง กระตุ้นกล้ามเนื้อที่ไม่ทำงาน
4. Train สมอง
- Biofeedback ให้คนไข้ เห็นว่าคออยู่ผิดตำแหน่งยังไง
- Proprioception training ฝึกให้คอรู้ตำแหน่งตัวเอง
- Strength และ Control training
ใช้ Iron Neck เพิ่ม stability รอบคอแบบ functional

5 แก้ที่ ฐานเพื่อลดโหลดคอ
-เปิด mobility หลังช่วงอก กระตุ้นแกนกลางลำตัว และลดความตึงสะโพก
เพราะถ้าฐานไม่ดีคอจะต้องทำงานแทนตลอดชีวิต

🔺 Rehab Timeline
-Week 1–2: ลดปวด หา movement ที่ใช่
-Week 3–4: เริ่ม ฝึกควบคุมสมองให้คุยกับคอและการรับรู้ข้อต่อ
-Week 5: เสริมความแข็งแรง กลับไปใช้ชีวิตจริง

🔺สรุปให้เข้าใจง่าย
เคสคอเสื่อม ไม่ได้แปลว่า ต้องไป จัดคอ อย่างเดียว แต่ลลดภาระคอ ปรับฐาน ฝึกสมองให้รู้ ให้สมองคุยกับกล้ามเนื้อคอ

🧨🧨 นั่งตัวเอียงทั้งวัน ตึงทั้งขาเหมือนเส้นประสาทแต่ต้นเหตุคือกล้ามเนื้ออาการ : เคสนี้มีอาการตึงบริเวณสะโพก ต้นขาด้านหลัง...
01/05/2026

🧨🧨 นั่งตัวเอียงทั้งวัน ตึงทั้งขาเหมือนเส้นประสาทแต่ต้นเหตุคือกล้ามเนื้อ
อาการ : เคสนี้มีอาการตึงบริเวณสะโพก ต้นขาด้านหลังลามลงไปจนถึงปลายเท้า มีตึงบริเวณด้านข้าง ITB จนถึงหน้าแข้งด้วย
👨🏻‍⚕️อาชีพ: ทันตแพทย์
👨🏻‍⚕️อายุ: 30+
👉🏻 BMI: Normal
👉🏻 ลักษณะการทำงาน: นั่งนาน ตัวจะเอียงๆ บิดๆ ก้มคอเยอะมากๆ
👉🏻 การรักษา: เคยรับการรักษาโดยใช้เครื่องมือทางกายภาพบำบัด และยืดกล้ามเนื้อแล้วอาการดีขึ้นบ้าง
🎯🎯 จากอาการจะคล้ายกับมีการกดทับของเส้นประสาท Sciatic มากๆ (เส้นประสาทที่ยาวตั้งแต่ก้นถึงขา) แต่เราต้องมาตรวจแยกกันอีกที่ว่าสาเหตุมาจากการกดทับเส้นประสาท มาจากหมอนรองกระดูกปลิ้น หรือข้อต่อติดจนไปรบกวนเส้นประสาท
📌 Postural & Kinetic Chain Assessment
• Right shoulder elevation and scapular protraction
• Right lateral pelvic shift
• Anterior pelvic tilt
• Bilateral pes planus with asymmetrical weight bearing
📌 Special Tests (Differential Diagnosis)
• FAIR test: Negative
• FABER test: Negative
• SLR test: Negative
📌 Movement & Neuromuscular Findings
🔻 Underactive / Inhibited Muscles
• Gluteus maximus / medius
• Deep core stabilizers (TA, RA)
• Hip flexor (psoas major)
• Quadriceps
🔺 Overactive / Dominant Muscles
• Hamstrings
• Gastrocnemius
🎯🎯 จากการตรวจร่างกาย พบว่าอาการนี้ไม่ได้เกิดจากการกดทับเส้นประสาทโดยตรง แต่เกิดจากความตึงของกล้ามเนื้อและพังผืด (Myofascial Tension) โดยเฉพาะบริเวณขาและลำตัวด้านซ้ายที่ตึงมากกว่าด้านขวาอย่างชัดเจน
ความตึงนี้ส่งผลให้แนวของเส้นประสาท Sciatic ถูกดึงรั้ง จนเกิดอาการปวด ชา หรือรบกวนการเคลื่อนไหว
นอกจากนี้ ยังพบความไม่สมดุลของ Lateral Muscle Sling ซึ่งเป็นระบบการทำงานร่วมกันของกล้ามเนื้อด้านข้างลำตัวและสะโพก ทำให้การถ่ายน้ำหนักและการส่งแรงผิดปกติ จนเพิ่มแรงรบกวนต่อเส้นประสาทมากขึ้น
🎯🎯ในเคสนี้ เป้าหมายของการรักษา คือช่วยให้ร่างกายกลับมารับงานได้ดีขึ้น
เนื่องจากผู้ป่วยเป็นหมอฟัน ซึ่งลักษณะงานต้องใช้ท่าทางเฉพาะ มีการเอียงตัว ก้ม และค้างท่านาน การปรับ posture จึงทำได้ยากกว่างาน office ทั่วไป เพราะต้องปรับตามลักษณะเคสที่ทำในแต่ละวัน
🛠️ แผนการดูแลรักษา
⏳ สัปดาห์ที่ 1–2
• ฝึก Breathing และ Pelvic Awareness
• Myofascial Release ลดความตึงของกล้ามเนื้อ
• Dynamic Stretching เพื่อเพิ่ม Hip Mobility และ Thoracic Mobility
• Ergonomic Coaching ปรับท่าทางการทำงาน
⏳ สัปดาห์ที่ 2–4
• Activation กล้ามเนื้อ Gluteus และ Core Stability
• ฝึก Single Leg Control
• Functional Movement Training
⏳ สัปดาห์ที่ 4–6
• Integrated Movement Training เพื่อกลับไปใช้ร่างกายได้เต็มประสิทธิภาพ
⏳ เราจะค่อย ๆ ปรับ Load และ Duration ตามความสามารถของร่างกายในแต่ละคน
🎯🎯 เพราะแต่ละร่างกายรับแรงได้ไม่เท่ากัน ต้นเหตุของปัญหาก็ไม่เหมือนกัน การรักษาที่ดีจึงไม่ใช่แค่ลดอาการปวด แต่ต้องหาสาเหตุที่แท้จริง และออกแบบการรักษาให้เหมาะกับแต่ละคนที่สุด
#รักษาที่ต้นเหตุ
#1%ที่จะทำให้99%เปลี่ยนไป
🔺The 1% that matters🔺

🤍Contact
🤙🏻 Phone : 064 229 7991
📩 Inbox : m.me/337742299412608
✅ Line : https://lin.ee/pwqTVTJ
📍 Location : https://maps.app.goo.gl/VSrRstKMPef9vFAP7
🤎โคแฮนด์ คลินิกกายภาพบำบัด
Co-hand Physical Therapy Clinic
#ปวดหลัง #ปวดสะโพก #หมอนรองปลิ้น

17/04/2026

ปวดคอ ปวดท้ายทอย เวียนหัว และ บ้านหมุน
มีสาเหตุมาจากอะไร มาฟังคลิปนี้กัน

1%ที่จะทำให้99%เปลี่ยนไป
🔺The 1% that matters🔺

🤍Contact
🤙🏻 Phone : 064 229 7991
📩 Inbox : m.me/337742299412608
✅ Line : https://lin.ee/pwqTVTJ
📍 Location : https://maps.app.goo.gl/VSrRstKMPef9vFAP7
🤎โคแฮนด์ คลินิกกายภาพบำบัด
Co-hand Physical Therapy Clinic
#ไมเกรนเกิดจากอะไร #ยาแก้ไมเกรน
#ไมเกรนห้ามกินอะไร #ไมเกรนคืออะไร #วิธีรักษาไมเกรน #เวียนหัวคลื่นไส้พะอืดพะอมบ้านหมุนวิธีแก้ #ตื่นนอนแล้วเวียนหัววิธีแก้ #อาการบ้านหมุนหายเองได้ไหม #รักษาอาการเวียนหัว #รักษาอาการบ้านหมุน #นอนตกหมอนปวดคอ #นอนตกหมอนปวดคอกี่วันหาย #ปวดคอบ่าไหล่ข้างเดียว #ปวดคอนอนตกหมอน #รักษาอาการปวดคอ

🧨💥 ผ่าตัดหลังแต่ไม่จบ!! วันนี้จะขอมาแชร์เคสผู้ป่วยที่มีอาการตึงและกลัวการออกกำลังกายหลังผ่าตัดหลัง🔺 **Patient Overview**...
12/04/2026

🧨💥 ผ่าตัดหลังแต่ไม่จบ!!
วันนี้จะขอมาแชร์เคสผู้ป่วยที่มีอาการตึงและกลัวการออกกำลังกายหลังผ่าตัดหลัง🔺 **Patient Overview** 🔺
เคสหญิงสาวอายุ 33 ปี
อาชีพ: ผู้จัดการบริษัท
BMI: ปกติ
ลักษณะงาน: นั่งนานมากกว่า 1-2 ชั่วโมง 🤣
ออกกำลังกาย: 2-3 วันต่อสัปดาห์
🔺**Primary Complaints**🔺
เคสผู้ป่วยหญิงมีอาการชาร้าวลงขาทาง
ด้ายซ้ายมา 2 ปี
นอนหงายไม่ได้นอนตะแคงได้อย่างเดียวมาโดยตลอด
🔺**Postural & Muscle Imbalance**🔺
- Round shoulder
- Rt. Shoulder forward rotation
- Rt. Rib hump at thoracic
- Lt. lumbar prominent
- Asymmetrical weight bearing
🔺Scoliometer: > 7 degrees
🔺Leg length discrimination: Normal
🔺Sit and reach test: -9 (ความยืดหยุ่นน้อยมาก)
🔺ROM of lumbar: limit ROM of Lx. flexion
🔺FMS
- Squat: 1 คะแนน
- Inline lunge: 1 คะแนน
- Rotary: 1คะแนน
📝🎯 จากอาการที่เล่ามาหลังจากการรักษาทางกายภาพบำบัดแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น จึงส่งตรวจร่างกายเพิ่มเติม ผลจากการ MRI: พบว่ามีหมอนรองกระดูกปลิ้นระดับ L4-L5 และกระดูกสันหลังเคลื่อนระดับ L5-S1 แพทย์แนะนำให้ผ่าตัด เราจึงช่วยกันหาข้อมูลและขอความคิดเห็นจากแพทย์ เสียง 2/3 ลงความเห็นว่าควรผ่าตัดและใส่ plate and screw
หลังจากผ่าตัดต้องงดออกกำลังกายในช่วงแรก พอผ่านมาประมาณ 6 เดือน
📝🎯คนไข้เริ่มกลับมาออกกำลังกาย จากการตรวจร่างกายโดยใช้ Sit and reach test และ FMS พบว่าร่างกายขาดความยืดหยุ่นและขาดความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบๆสะโพก ขา และแกนกลาง ทำให้รู้สึกหลังติด ก้มตัวได้ไม่สุด เวลานอนตื่นมาจะรู้สึกหลังแข็งๆ ขยับตัวได้ลำบาก ในเคสนี้เราจึงวางแผนการออกกำลังกายเพื่อให้สามารถกลับใช้ชีวิตได้
🔺**Clinical Goals**🔺
* Short-term Goals: Improve mobility of spine and strengthening
* Long-term Goals: Return to sport and activities
🔺**Rehabilitation Program**🔺
🎯Early Activation
ช่วงเวลา: Week 2–6
เป้าหมาย
- Restore neuromuscular control
- Activate deep core muscles
- เริ่ม movement pattern ที่ปลอดภัย
กล้ามเนื้อสำคัญที่ต้อง activate: Transversus Abdominis/ Multifidus/ Diaphragm/ Pelvic floor
Exercise: Core activation/ abdominal bracing/ supine marching/ Bridge/ Hip mobility
🎯Movement Control
ช่วงเวลา: Week 6–12 ช่วงนี้สำคัญที่สุดใน Rehab
เป้าหมาย
- ปรับ movement pattern
- ลด compensation ของ lumbar
- เพิ่ม stability
Exercise: Side plank (modified)/ Hip hinge training/ Glute strengthening/ band walk/ Anti-rotation training
Neuromuscular training: control spine during movement/ coordination hip and core stabilizer m.
🎯Strength & Load Tolerance
เป้าหมาย
- เพิ่ม strength
- เพิ่ม load tolerance ของ spine
- เริ่ม functional movement
Exercise: Squat progression/ Split squat/ Step up/ Hip hinge with load/ Farmer carry
🎯Functional Training
เป้าหมาย
- กลับไปใช้ชีวิตปกติ
- เตรียมตัวสำหรับ activity จริง
Exercise: Lunge/ Single leg training/ Rotational control/ Dynamic core stability/ Functional lifting
แผนการออกกำลังกายจะขึ้นอยู่กับร่างกายและผลการตรวจร่างกายร่วมด้วย เพื่อจะได้ออกแบบโปรมแกรมให้เข้ากับร่างกายลดความเสี่ยงในการบาดเจ็บ การรักษามีหลายระดับ แต่เมื่อต้องผ่าตัดสิ่งสำคัญคือการเตรียมตัวให้พร้อมก่อนผ่าตัด และการมาฟื้นฟูหลังผ่าตัด เพื่อเสริมความแข็งแรงให้ร่างกาย
🎯**Monitoring & Reflection**
- Sit and reach: +9 (จากตอนแรก -9)
- FWS: Squat 2 คะแนน
หลังจากที่ออกกำลังกายด้วย Pilates ร่วมกับ Corrective exercise 1 เดือน พบว่าความยืดหยุ่นและกำลังกล้ามเนื้อดีขึ้น ตื่นนอนมาแล้วรู้สึกหลังไม่แข็ง
#รักษาที่ต้นเหตุ

#1%ที่จะทำให้99%เปลี่ยนไป
🔺The 1% that matters🔺

🤍Contact
🤙🏻 Phone : 064 229 7991
📩 Inbox : m.me/337742299412608
✅ Line : https://lin.ee/pwqTVTJ
📍 Location : https://maps.app.goo.gl/VSrRstKMPef9vFAP7
🤎โคแฮนด์ คลินิกกายภาพบำบัด
Co-hand Physical Therapy Clinic

#ปวดหลัง #หมอนรองกระดูกปลิ้น

เวียนหัวแบบนี้ ไม่ใช่เรื่องเล็กหลายคนคิดว่า เดี๋ยวมันก็หาย แต่รู้ตัวอีกทีชีวิตเริ่ม โคลงเคลงแบบไม่รู้ตัว  ลองเช็กตัวเองด...
12/04/2026

เวียนหัวแบบนี้ ไม่ใช่เรื่องเล็ก
หลายคนคิดว่า เดี๋ยวมันก็หาย แต่รู้ตัวอีกทีชีวิตเริ่ม โคลงเคลงแบบไม่รู้ตัว
ลองเช็กตัวเองดูนะครับ
-ลุกเร็วแล้วมึน
-เดินแล้วไม่มั่นใจ เหมือนอยู่บนเรือ
-เล่นโทรศัพท์ ดูวิดีโอ ภาพเคลื่อนไหวแล้วเวียนหัว
วันนี้ผมเลยเอา เคสจริงจากคลินิก
มาเล่าให้ดูแบบละเอียดว่า
ต้นเหตุจริง ๆ คืออะไร?และเราฟื้นฟูให้กลับมาใช้ชีวิตปกติได้ยังไง
เพราะอาการเวียนหัวไม่ใช่แค่เรื่องหูหรือสมองอย่างเดียวแต่คือ ระบบการทรงตัวทั้งร่างกาย ที่กำลังเสียสมดุล
เคสนี้เป็นหญิงวัย 40 ปี
อาชีพ: Interior Designer
ลักษณะงาน: นั่งหน้าคอมเพ่งจอ > 5 ชม./วันเจอแสงกระพริบจาก LED นอกนั้นนั่งเลี้ยงลูก Primary Pain (อาการหลัก):
- เวียนหัวเมื่อลุกขึ้นเร็วๆและ ก้มเงย
- เดินในที่มืดหรือพื้นที่ขรุขระ แล้วรู้สึกโคลงเคลง
- มึนเมื่อดูวิดีโอในโทรศัพท์เคลื่อนไหวไวๆ
-ไม่มีคลื่นไส้, ไม่มีเสียงในหู .
Main Problem (วิเคราะห์อาการ):
-Visual-vestibular conflictสมองรับข้อมูลจาก ตา กับ หูชั้นใน ไม่สัมพันธ์กัน
- Peripheral Vestibular Hypofunction ระบบหูชั้นในทำงานน้อย และสมองยังไม่ปรับตัวมาช่วย
Muscle Imbalance ตรวจกล้ามเนื้อคอเพิ่มเติม
กล้ามเนื้ออ่อนแรง:
-Deep Neck Flexors
- Gluteus Medius
- Ankle stabilizers
กล้ามเนื้อทำงานชดเชยมากเกิน:
- Upper Trapezius
- Suboccipitals
- SCM (คอด้านหน้า)
. Postural Pattern:
-คอยื่น
- คอช่วงบนแอ่นเกิน
- หลังค่อม (Kyphosis)
Neurovascular Involvement:
- ไม่พบ VBI
- ไม่มีไมเกรนหรือชาที่ใบหน้า .
Assessment Overview:
- Head Thrust Test: positive ขวา
- Dix-Hallpike,Supine roll test : Negative
- Dynamic Visual Acuity: drop > 2 lines (4 lines)
- Romberg: โยกเมื่อปิดตา
- mCTSIB: โคลงเคลงบนโฟม หลับตา . ยืนได้แค่ 10 วินาที
Clinical Conclusion:
- Peripheral Vestibular Hypofunction (ขวา) หูชั้นในทำงานน้อย
- Visual Motion Sensitivity สมองใช้ตามากไปเกิน ส่งผลให้ภาพเคลื่อนไหวเร็ว โฟกัสภาพยาก .
เป้าหมายการรักษา:
- ลดอาการเวียนหัวจากการเคลื่อนไหว
- เสริมระบบการทรงตัว (กระตุ้น Vestibular , Visual , Somatosensory)
- เพิ่มการชดเชยจากสมองกลางและการรู้สึกตัวของร่างกาย (proprioception) .
🧩 VRT Intervention ขั้นตอนการรักษา:
1 VOR Training -VOR x1: หมุนหัวขณะมองเป้า
2. Visual-Vestibular Conflict Training
- Optokinetic training มองวิดีโอ ก้นหอย คลื่นน้ำ ร่วมกับ ยืนบนโฟม และ BOSU เพื่อฝึก Habituation
- ใช้ BlazePod กระพริบ ฝึก eye-head-body coordination .
3. Dynamic Balance Training
-เดินเท้าชิด หันหัว
- ยืนขาเดียวบน BOSU ฝึก Gaze Stabilization
- ยืนบนโฟม ฝึกBlazePodและ Eye Tracking .
4. Postural และ Strength Training
-ฝึก Deep neck flexors
- บริหาร Glute medius กล้ามเนื้อแกนกลาง ร่วมกับฝึกข้อเท้า ยืนบนพื้นไม่มั่นคง .
📅 Rehabilitation Timeline
🔹 Week 1-2: ลดอาการเวียนหัวเฉียบพลัน
🔹 Week 3-4: เพิ่มการทนต่อภาพเคลื่อนไหว
🔹 Week 5-6: ฝึก Dynamic balance
🔹 Week 7: กลับไปใช้ชีวิตปกติ สามารถมองวิดีโอ ภาพเคลื่อนไหวได้
📸 เราได้รับอนุญาตจากคนไข้ในการใช้ภาพแล้วครับ
📚 Ref: 1. DOI: 10.1007/s00405-017-4556-1
2. DOI: https://doi.org/10.1017/9781316882290.009 . 🔺

1%ที่จะทำให้99%เปลี่ยนไป
🔺The 1% that matters🔺

🤍Contact
🤙🏻 Phone : 064 229 7991
📩 Inbox : m.me/337742299412608
✅ Line : https://lin.ee/pwqTVTJ
📍 Location : https://maps.app.goo.gl/VSrRstKMPef9vFAP7
🤎โคแฮนด์ คลินิกกายภาพบำบัด
Co-hand Physical Therapy Clinic
#ไมเกรนเกิดจากอะไร #ยาแก้ไมเกรน
#ไมเกรนห้ามกินอะไร #ไมเกรนคืออะไร #วิธีรักษาไมเกรน #เวียนหัวคลื่นไส้พะอืดพะอมบ้านหมุนวิธีแก้ #ตื่นนอนแล้วเวียนหัววิธีแก้ #อาการบ้านหมุนหายเองได้ไหม #รักษาอาการเวียนหัว #รักษาอาการบ้านหมุน #นอนตกหมอนปวดคอ #นอนตกหมอนปวดคอกี่วันหาย #ปวดคอบ่าไหล่ข้างเดียว #ปวดคอนอนตกหมอน #รักษาอาการปวดคอ

👀☺️วันนี้ขอมาแชร์สำหรับใครที่ นั่งทำงานหน้าจอนาน ใช้สายตาหนัก โดยเฉพาะท่านที่ต้องทำงานกับคอมพิวเตอร์นาน ๆ ช่วงนี้ที่คลิน...
03/04/2026

👀☺️วันนี้ขอมาแชร์สำหรับใครที่ นั่งทำงานหน้าจอนาน ใช้สายตาหนัก โดยเฉพาะท่านที่ต้องทำงานกับคอมพิวเตอร์นาน ๆ
ช่วงนี้ที่คลินิกของเราเจอเคสค่อนข้างบ่อย หนึ่งในนั้นคือเคสของโปรแกรมเมอร์อายุ 29 ปี ที่ต้องจ้องหน้าจอวันละ 7–8 ชั่วโมงขึ้นไป
หลายคนอาจไม่รู้ว่า เมื่อ กล้ามเนื้อตาอ่อนล้า หรือการกรอกตาทำงานได้ไม่ดี ร่างกายจะใช้ “คอ” ช่วยโฟกัสแทนโดยไม่รู้ตัว ผลลัพธ์คือ
🔺กล้ามเนื้อคอทำงานหนักเกินจำเป็น
🔺เกิดอาการตึง ชา ปวดคอ บ่า ไหล่
🔺รวมถึงอาจมีอาการเวียนศีรษะร่วมด้วยในบางคน
การฝึกกล้ามเนื้อลูกตา กล้ามเนื้อคอ พร้อมกับการทรงตัว
“ต่อสู้กับอาการโคลงเคลง มึนงง ไม่มั่นคงจากระบบทรงตัว”
หลายคนที่มีอาการ มึนงง โคลงเคลง หรือรู้สึกเหมือนพื้นไม่นิ่งตลอดเวลา
อาจไม่รู้ว่าปัญหานี้ไม่ได้อยู่ที่ “หูชั้นในอย่างเดียว” แต่เกิดจาก “การทำงานไม่สัมพันธ์กันของตา คอ และสมองส่วนควบคุมการทรงตัว”
เมื่อระบบเหล่านี้ไม่สื่อสารกันดี สมองจะรับข้อมูลตำแหน่งร่างกายผิดพลาด เปรียบง่ายๆนะครับ เหมือนเรามีวัตถุดิบพร้อมเลย ในการทำอาหาร แต่ไม่มีเชฟ เอาวัตถุดิบนี้ไปผัด ไปต้มยำทำแกงนั่นเอง
ส่งผลให้รู้สึก เวียน มึน ไม่มั่นคง แม้ยืนนิ่งหรือนั่งเฉย ๆ ซึ่งในเคสประมาณนี้ ทาง CO-HAND เราสามารถฝึกสมองให้ “เรียนรู้ใหม่” ได้!
ผ่านการฝึกแบบเฉพาะทางที่รวม
🔺การฝึกกล้ามเนื้อลูกตา
🔺 การฝึกกล้ามเนื้อคอ
🔺 และการฝึกการทรงตัว
1. 👀👀ฝึก “กล้ามเนื้อลูกตา” สื่อสารกับสมองให้แม่นยำ จุดเริ่มต้นของความมั่นคงมาจาก “สายตา”
เพราะดวงตาคือเครื่องมือหลักที่บอกสมองว่า เรากำลังอยู่ตรงไหน กำลังเคลื่อนไหวไหม การฝึกกล้ามเนื้อลูกตา ช่วยให้สมอง “จับภาพได้มั่นคง” แม้ศีรษะเคลื่อนไหว
- มองจุดบนผนัง แล้วขยับหัวช้า ๆ ซ้าย ขวา โดยให้สายตายังจับที่จุดเดิม
- มองตามวัตถุที่เคลื่อนช้า ๆ เพื่อฝึกกล้ามเนื้อตาควบคุมการเคลื่อนไหว
- มองไฟที่ขึ้นตามปุ่ม BlazePod
🦕2. ฝึก “กล้ามเนื้อคอ” จุดศูนย์กลางของการทรงตัว คอไม่ใช่แค่ข้อต่อของหัวและลำตัว แต่เป็น “ตัวส่งข้อมูลตำแหน่ง” สำคัญ
ภายในกล้ามเนื้อคอมี proprioceptor ที่บอกตำแหน่งหัวให้สมองรู้ตลอดเวลา ถ้ากล้ามเนื้อคออ่อนแรง หรือเกร็งจากการใช้ผิดท่า
สมองจะได้รับสัญญาณที่ “สับสน” ทำให้รู้สึกโคลงเคลงแม้ไม่ได้ขยับ
การฝึกกล้ามเนื้อคอ (Neck Stabilization Exercise)
จึงช่วยให้ระบบรับรู้ตำแหน่ง (cervico-ocular reflex, COR) กลับมาทำงานร่วมกับตาและหูในอย่างมีประสิทธิภาพ
- ฝึกกล้ามเนื้อลึกของคอ
- การมองจุดค้างไว้ขณะหมุนหัวช้า ๆ
- การฝึกในท่ายืนหรือบนแผ่นไม่มั่นคง เพื่อให้คอ ตา สมองทำงานพร้อมกัน
💪🏻💪🏻 3. ฝึก “การทรงตัว” ให้สมองปรับสมดุลใหม่ ระบบทรงตัว ต้องสื่อสารกับตาและคออย่างแม่นยำ
หากสมองสับสนระหว่างสิ่งที่ตาเห็นกับสิ่งที่หูในรับรู้ จะเกิด “อาการโคลงเคลง”
การฝึกการทรงตัวจึงช่วย “รีเซ็ต” สมองให้เรียนรู้การประสานงานใหม่
-ยืนบนพื้นนุ่ม แผ่นสมดุล
-เดินบนเส้นตรงโดยใช้สายตาควบคุม
-ทำกิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหวตาและศีรษะพร้อมกัน
🔹 งานวิจัยจาก SpringerLink (2023) พบว่า การผสม “การฝึก habituation balance training” ช่วยลดคะแนนเวียนหัว (DHI) และเพิ่มความมั่นคงในการยืนและเดินในผู้ป่วย PPPD ได้ภายใน 6–8 สัปดาห์ Ibrahim, N.M.K., Hazza, N.M.A., Yaseen, D.M. et al. Effect of vestibular rehabilitation games in patients with persistent postural perceptual dizziness and its relation to anxiety and depression: prospective study. Eur Arch Otorhinolaryngol 281, 2861–2869 (2024). https://doi.org/10.1007/s00405-023-08369-z
นอกจากนั้น เราใช้อุปกรณ์ช่วยฝึก “ให้สมองเรียนรู้เร็วขึ้น”
🔹 ฝึกในสภาพแวดล้อมจำลองความปลอดภัย และช่วยสร้างความมั่นใจไม่ให้คนไข้กลัว
🔺 โดยการฝึก Optokinetic light และ Visual motion video ถูกนำมาใช้เสริมการฝึกตา สมอง การทรงตัว เพื่อให้สมองเรียนรู้การ “จัดการกับความไม่มั่นคง” ได้เร็วและเป็นธรรมชาติขึ้น
🔺ผลที่คนไข้รู้สึกได้🔺
“ยืนได้นิ่งขึ้น เดินไม่เซ ไม่ต้องกลัวล้มอีกต่อไป” โดยเราใช้ตัวชี้วัดเป็น Fukuda step test และ การเดินต่อเท้า
💬 สรุป: ฟื้นฟูสมองให้กลับมาสมดุลอีกครั้ง
โปรแกรมฝึกแบบนี้ไม่ใช่การ “กายภาพธรรมดา”
แต่คือ “การฝึกสมองให้กลับมาควบคุมร่างกายได้อีกครั้ง” ผู้ที่ฝึกต่อเนื่อง 4–8 สัปดาห์ มักรายงานว่า
เวียนหัวลดลง เดินมั่นคงขึ้น กลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้โดยไม่กลัวอาการโคลงเคลง
#รักษาที่ต้นเหตุ
#1%ที่จะทำให้99%เปลี่ยนไป
🔺The 1% that matters🔺

🤍Contact
🤙🏻 Phone : 064 229 7991
📩 Inbox : m.me/337742299412608
✅ Line : https://lin.ee/pwqTVTJ
📍 Location : https://maps.app.goo.gl/VSrRstKMPef9vFAP7
🤎โคแฮนด์ คลินิกกายภาพบำบัด
Co-hand Physical Therapy Clinic

ที่อยู่

No. 10, Soi 7, Hua Mak Subdistrict, Bang Kapi
Bangkok
10240

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 20:00
อังคาร 09:00 - 20:00
พุธ 09:00 - 20:00
พฤหัสบดี 09:00 - 20:00
ศุกร์ 09:00 - 20:00
เสาร์ 09:00 - 20:00
อาทิตย์ 09:00 - 20:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Center for Lifestyle Prevention.ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์