ความรู้เรื่องมะเร็งเต้านมและไทรอยด์ โดยศ ดร นพ พรชัย โอเจริญรัตน์

ความรู้เรื่องมะเร็งเต้านมและไทรอยด์ โดยศ ดร นพ พรชัย โอเจริญรัตน์ เพจนี้ให้ความรู้ที่ทันสมัยเกี่ยวกับโรคเต้านมและไทรอยด์ เพื่อประโยชน์ต่อผู้ป่วยและบุคคลทั่วไป

ภาพประกอบบางส่วน ได้รับจาก FreePik:

เจาะก้อนที่เต้านมแล้ว... มะเร็งจะกระจาย จริงหรือ? 🤔🤔🤔🤔🤔🤔🤔🤔🤔🤔🤔🤔🤔🤔🤔หลายคนเคยได้ยินคำเตือนว่า“ถ้าก้อนที่เต้านมเป็นมะเร็ง อย...
19/09/2026

เจาะก้อนที่เต้านมแล้ว... มะเร็งจะกระจาย จริงหรือ?

🤔🤔🤔🤔🤔🤔🤔🤔🤔🤔🤔🤔🤔🤔🤔

หลายคนเคยได้ยินคำเตือนว่า
“ถ้าก้อนที่เต้านมเป็นมะเร็ง อย่าไปเจาะ เดี๋ยวมะเร็งกระจาย”

ความเชื่อนี้มีที่มาทางการแพทย์ครับ

แต่ต้องแยกให้ออกระหว่าง 2 เรื่องนี้

“เซลล์เคลื่อนออกจากก้อน” ≠ “มะเร็งแพร่กระจายจนทำให้เสียชีวิต”

🧑‍⚕️ ความเชื่อนี้มาจากไหน?

ในปี 1996 ศัลยแพทย์มะเร็งเต้านมชาวอังกฤษ Professor Michael Baum ได้ตั้งคำถามเชิงสมมติฐานในวารสาร Lancet ว่า

“Does surgery disseminate or accelerate cancer?”

แปลเป็นไทยว่า

"การผ่าตัดทำให้มะเร็งแพร่หรือโตเร็วขึ้นหรือไม่?"

เขาเสนอเป็น "ทฤษฎี" ว่า ในผู้ป่วยบางคนอาจมีเซลล์มะเร็งเล็กๆ ที่กระจายไปแล้วแต่ยังสงบนิ่งอยู่ การผ่าตัด/การบาดเจ็บของเนื้อเยื่ออาจไปกระตุ้นสภาพแวดล้อมในร่างกายให้เชื้อมะเร็งลุกลาม

ซึ่งนี่คือสมมติฐานทางชีววิทยา โดยการตั้งข้อสังเกตุจากตัวอย่างผู้ป่วย แต่ไม่ได้เป็นงานวิจัยศึกษาเปรียบเทียบอย่างเป็นขั้นตอน

จึงไม่ใช่ข้อพิสูจน์ว่า ห้ามเจาะก้อนมะเร็ง

🧑‍⚕️ คำถามสำคัญคือ เจาะด้วยเข็มแล้วเซลล์มะเร็งเคลื่อนที่จริงไหม?

เกิดขึ้นได้จริงครับ

เราเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า tumor-cell displacement คือ มีเซลล์บางส่วนติดไปตามแนวเข็มได้

เป็นการเคลื่อนที่แบบปนเปื้อนไปตามรอยเจาะ ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นรอบๆก้อนมะเร็ง

แต่ที่สำคัญที่สุดคือ

การพบเซลล์เคลื่อนตามเข็ม ≠ เซลล์นั้นจะแพร่กระจายออกไปในทางเดินน้ำเหลืองหรือไปทางกระแสเลือดและเกิดเป็นมะเร็งในอวัยวะอื่นๆใหม่ได้

งานวิจัยทบทวนวรรณกรรมจำนวนมากพบตรงกันว่า

✅ แม้จะพบเซลล์เคลื่อนได้ แต่ ไม่พบหลักฐาน ว่าการเจาะด้วยเข็มขนาดใหญ่ (Core Needle Biopsy) ทำให้มะเร็งกลับเป็นซ้ำที่เต้านมมากขึ้น

✅ ไม่พบหลักฐานว่าการเจาะด้วย Core needle ทำให้เซลล์มะเร็งแพร่กระจายไปในร่างกาย

✅ และไม่มีหลักฐานว่าทำให้ผู้ป่วยอายุสั้นลง

(อ้างอิงจาก https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/19167175/)

พูดง่ายๆ คือ

“เข็มอาจทำให้เซลล์เคลื่อนที่ไปตามรอยเจาะได้”

ไม่ได้แปลว่า

“เข็มทำให้มะเร็งแพร่กระจาย”

🧑‍⚕️ แล้วผู้ป่วยควรกลัวการเจาะไหม?

คำตอบคือ ไม่ควรกลัวจนปฏิเสธการเจาะที่แพทย์แนะนำครับ

🧑‍⚕️ การเจาะเก็บชิ้นเนื้อด้วยเข็มขนาดใหญ่ หรือ Core Needle Biopsy คือ มาตรฐานสากลในปัจจุบัน เพราะช่วยให้เราตอบคำถามที่สำคัญที่สุดได้ว่า

1. ก้อนนี้คืออะไรกันแน่ เป็นมะเร็งหรือเนื้องอกธรรมดา?

2. ถ้าเป็นมะเร็ง เป็นชนิดไหน? มีตัวรับฮอร์โมน ER/PR, HER2 เป็นอย่างไร? ซึ่งจำเป็นมากต่อการวางแผนรักษา

แนวทางของ American Society of Breast Surgeons ก็ระบุว่า Core Needle Biopsy เป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุดในการวินิจฉัยก้อนเต้านม

และให้ข้อมูลมากกว่าเข็มเล็กดูดเซลล์ (FNAC)

(อ้างอิงจาก https://www.breastsurgeons.org/docs/statements/asbrs-image-guided-biopsy.pdf?utm_source=chatgpt.com)

🧑‍⚕️ ทำไมศัลยแพทย์บางท่านยังห้ามหรือหลีกเลี่ยง Core Biopsy?

บางท่านที่อ่านงานตีพิมพ์ในวารสาร Lancet และรีบสรุปทั้งที่เป็นเพียงสมมติฐานที่ตั้งขึ้นมา

ทำให้เกิดความกังวลเรื่องการเคลื่อนของเซลล์ตามสมมติฐานของ Professor Baum

จึงเลือกใช้ เข็มขนาดเล็กดูดเฉพาะเซลล์ (Fine needle aspiration cyyology - FNAC) หรือเลือกผ่าตัดเอาก้อนออกไปเลย

โดย "ไม่ได้ติดตามหรือไม่เชื่อ" งานวิจัยอีกมากมายที่ทำเป็นระบบ และพิสูจน์แล้วว่า สมมติฐานนี้ไม่เกิดขึ้นจริง และไม่มีผลเสียใดๆ

จึงเป็น "อัตตา" เฉพาะบุคคล ที่อาจก่อผลเสียต่อผู้ป่วยได้

🧑‍⚕️ FNAC vs Core Biopsy ต่างกันอย่างไร?

• FNAC (Fine needle aspiration cyyology): เข็มเล็กมากขนาด No. 25-27 เจาะดูดที่ก้อน จึงเป็นการพยายามเอาแค่ “เซลล์” มาตรวจ

ปัญหาสำคัญคือ มักได้จำนวนเซลล์ไม่เพียงพอในการแปลผล หรือสรุปการวินิจฉัยไม่ได้

ประกอบกับตัวแพทย์เชื่อในสมมติฐานของ Professor Baum

จึงใช้วิธีการแนะนำผู้ป่วยให้ติดตามไปก่อน ซึ่งถ้าก้อนเป็นมะเร็ง = ปล่อยให้มะเร็งลุกลาม

หรือแนะนำให้ผ่าตัดคว้านก้อนออกหมดแบบตัดกว้างๆ ซึ่งมีผลเสียตามที่จะกล่าวต่อไป

• Core Needle Biopsy: ใช้เข็นขนาดใหญ่ No. 14-16 เจาะ ทำให้เข็มเก็บเป็น “ชิ้นเนื้อ” ออกมาเพียงพอในการตรวจวินิจฉัย ได้เห็นโครงสร้างของก้อน และสามารถตรวจชนิดของมะเร็งได้ครบ

ด้วยเหตุนี้ ปัจจุบันทั่วโลกจึงแนะนำให้ทำ Core Biopsy มากกว่า FNAC ในการประเมินก้อนที่สงสัยมะเร็ง

🧑‍⚕️ ผ่าตัดเอาก้อนออกไปเลย ดีกว่าไหม?

ไม่จำเป็นเสมอไป เพราะก้อนเต้านมส่วนใหญ่ ไม่ใช่มะเร็ง

ถ้าผ่าตัดทุกก้อนเพื่อให้รู้ผล ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยจะต้องเจ็บตัวโดยไม่จำเป็น

แถมมีความเสี่ยงของการผ่าตัดเอง เช่น
เจ็บ
แผลติดเชื้อ
เลือดคั่ง
เป็นแผลเป็น
เต้านมบุ๋ม
เต้านมเสียรูป
หรือเสียเนื้อเต้านมดีๆ ไป

และที่สำคัญคือ

ถ้าผลออกมาเป็นมะเร็ง การผ่าตัดครั้งนั้นก็อาจยังไม่ใช่การรักษาที่ครบถ้วนอยู่ดี ต้องผ่าตัดเพิ่ม
อีกรอบ

❤️ ข้อสรุปสำหรับผู้ป่วยทุกท่าน

ถ้าตรวจเจอก้อนผิดปรกติที่เต้านม และแพทย์แนะนำให้ทำ Core Needle Biopsy

อย่ากลัวว่า "การเจาะจะทำให้มะเร็งกระจาย"

หลักฐานทางการแพทย์ในปัจจุบัน ไม่ได้แสดงว่าการเจาะทำให้มะเร็งเต้านมแพร่กระจายมากขึ้น หรือทำให้โอกาสหายจากโรคมะเร็งลดลง

ในทางกลับกัน

การเจาะคือการ “หาคำตอบให้ชัด ก่อนเลือกทางรักษาที่ถูกต้องที่สุด” สำหรับผู้ป่วย

อย่าให้ความกลัวเรื่อง “เจาะแล้วกระจาย” ทำให้พลาดการตรวจที่จำเป็น

การตัดสินใจที่ดี ควรอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลทางวิชาการ ไม่ใช่เพราะ"ความกลัว"เพียงอย่างเดียวครับ 🙏

เข้าร่วมติดตามข้อมูลที่ถูกต้องทันสมัยเกี่ยวกับโรคเต้านมและไทรอยด์ที่นี่
https://www.facebook.com/share/1F8PhoKmfL/

แมมโมแกรมปกติ…แต่พบมะเร็งจากอัลตราซาวนด์ผู้ป่วยหญิงอายุ 65 ปี มาตรวจสุขภาพเต้านมประจำปี โดยตรวจทั้งแมมโมแกรมและอัลตราซาว...
18/09/2026

แมมโมแกรมปกติ…แต่พบมะเร็งจากอัลตราซาวนด์

ผู้ป่วยหญิงอายุ 65 ปี มาตรวจสุขภาพเต้านมประจำปี โดยตรวจทั้งแมมโมแกรมและอัลตราซาวนด์เต้านม

ผลแมมโมแกรม ปกติ

แต่เมื่อดูผลอัลตราซาวนด์ พบว่า…

มีก้อนเนื้อเกิดขึ้นใหม่ ขนาดเพียง 4 มิลลิเมตร และมีลักษณะผิวขรุขระเล็กน้อย
(ภาพประกอบ)

ก้อนมีขนาดเล็กมาก จึงคลำจากภายนอกไม่พบ

ผมจึงแนะนำให้ผู้ป่วยผ่าตัดคว้านก้อนออก โดยใช้วิธีปักเข็มชี้นำตำแหน่งก้อน เพื่อให้สามารถผ่าตัดก้อนที่มีขนาดเล็กมากนี้ออกได้อย่างแม่นยำ

และผลจากการผ่าตัดพบว่า…

เป็นมะเร็งเต้านมชนิด Ductal carcinoma in situ (DCIS), low grade ขนาด 4 มิลลิเมตร

ข่าวดีคือ
ก้อนมะเร็งถูกผ่าตัดออกได้หมด และมีขอบเขตการผ่าตัดที่กว้างเพียงพอ

เนื่องจากเป็นมะเร็งเต้านมระยะไม่ลุกลาม และมีลักษณะความเสี่ยงต่ำ ผู้ป่วยรายนี้จึงไม่จำเป็นต้องได้รับเคมีบำบัดหรือการฉายรังสี 😊

เคสนี้จึงเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงประโยชน์ของการตรวจเต้านมอย่างสม่ำเสมอ

เพราะแมมโมแกรมและอัลตราซาวนด์มีจุดเด่นที่แตกต่างกัน

🔹 แมมโมแกรม มีประโยชน์ในการตรวจหาความผิดปกติ เช่น จุดหินปูนที่มีลักษณะน่าสงสัย

🔹 อัลตราซาวนด์ มีประโยชน์ในการตรวจหาก้อนเนื้อ โดยเฉพาะก้อนที่อาจมองเห็นได้จากอัลตราซาวนด์ แม้แมมโมแกรมจะไม่พบความผิดปกติ

แพทย์จึงนำผลตรวจทั้งสองอย่างมาประกอบกัน เพื่อประเมินความผิดปกติและวางแนวทางดูแลที่เหมาะสม

สิ่งที่น่าสนใจคือ

อัลตราซาวนด์เต้านมที่ทำโดยแพทย์ผู้มีประสบการณ์ อาจช่วยตรวจพบมะเร็งเต้านมระยะเริ่มต้นเพิ่มเติมได้ประมาณ 3–5 ราย ต่อผู้หญิง 1,000 รายที่มีผลแมมโมแกรมปกติ

ดังนั้น การตรวจเต้านมไม่ได้มีคำตอบจากการตรวจเพียงวิธีเดียวเสมอไป

แมมโมแกรม + อัลตราซาวนด์ + การประเมินโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์

จึงเป็นข้อมูลสำคัญที่นำมาประกอบกันในการดูแลผู้ป่วยแต่ละราย

สำหรับผู้หญิงไทย แนวทางการตรวจคัดกรองควรพิจารณาตามอายุ ระดับความเสี่ยง และคำแนะนำของแพทย์เป็นรายบุคคล

มะเร็งเต้านมระยะเริ่มต้น อาจไม่มีอาการและคลำไม่พบก้อน การตรวจคัดกรองอย่างเหมาะสมจึงมีความสำคัญครับ 🙏

เข้าร่วมติดตามข้อมูลที่ถูกต้องทันสมัยเกี่ยวกับโรคเต้านมและไทรอยด์ที่นี่
https://www.facebook.com/share/1F8PhoKmfL/

"ถ้ามีคนแนะนำว่าคนป่วยเป็นมะเร็งเต้านม ไม่ต้องสนใจรู้ว่าเป็นระยะไหน หรือชนิดไหนปล่อยให้เป็นหน้าที่ของแพทย์รักษาไป ผู้ป่ว...
18/09/2026

"ถ้ามีคนแนะนำว่า

คนป่วยเป็นมะเร็งเต้านม

ไม่ต้องสนใจรู้ว่าเป็นระยะไหน หรือชนิดไหน

ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของแพทย์รักษาไป

ผู้ป่วยควรโฟกัสแค่การปรับพฤติกรรม

ทำใจให้สบายดีกว่า จะได้ไม่เครียด"

❤️❤️❤️❤️❤️❤️❤️❤️❤️❤️❤️❤️❤️❤️❤️

ท่านคิดว่าอย่างไรครับ? 🤔

หากท่านอายุ 43 ปี แต่งงาน มีลูกเล็ก 1 คน เป็นมะเร็งเต้านมระยะ 1 ถ้าการรับยาเคมีบำบัดเพิ่มโอกาสรอดชีวิตขึ้นอีก 1% ท่านจะร...
18/09/2026

หากท่านอายุ 43 ปี แต่งงาน มีลูกเล็ก 1 คน
เป็นมะเร็งเต้านมระยะ 1
ถ้าการรับยาเคมีบำบัดเพิ่มโอกาสรอดชีวิตขึ้นอีก 1%

ท่านจะรับหรือไม่?

❤️❤️❤️❤️❤️❤️❤️❤️❤️❤️❤️❤️❤️❤️❤️

การตัดสินใจนี้จำเป็นต้องชั่งน้ำหนัก ระหว่างผลรวมของความสุขทางจิตใจและคุณภาพชีวิตในอนาคต

กับ ความทุกข์ทรมานและผลกระทบในระยะสั้น ทั้งต่อตนเองและคนรอบข้าง โดยเฉพาะลูกเล็กและคู่สมรส

​หากประเมินตัวเลขเชิงปริมาณและผลกระทบโดยรวม อิงตามข้อมูลเหล่านี้

มะเร็งเต้านมระยะที่ 1 มีโอกาสรักษาหายสูงมากเกินกว่า 90%

​ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากเคมีบำบัด = เพิ่มโอกาสหายที่เพิ่มขึ้นอีก 1%

แม้ 1% จะดูน้อยในเชิงสถิติ แต่ประโยชน์ที่ได้มา คือ "การมีชีวิตอยู่" เพื่อดูแลลูกให้เติบโตจนบรรลุนิติภาวะและการที่ท่านได้อยู่เคียงข้างครอบครัว

การมีชีวิตต่ออีก 20-30 ปีสร้างคุณค่าและความผาสุขอย่างมากต่อชีวิตครอบครัว

หากคูณผลลัพธ์เชิงบวกมหาศาลนั้นด้วยความน่าจะเป็น 1% คุณค่าที่คาดหวังจะมีความสำคัญเพิ่มสูงทวีคูณ

สิ่งที่ต้องแลกมาจากการรับยาเคมีบำบัด ได้แก่

1) ​ต้นทุนและความทุกข์ทรมานจากผลข้างเคียง ในช่วงเวลา 3-6 เดือน:

ยาเคมีบำบัดก่อให้เกิดความเจ็บป่วย ความเหนื่อยล้า ภาระทางการเงิน และการสูญเสียความสามารถในการดูแลลูกชั่วคราว

แต่ความทุกข์นี้จำกัดอยู่ในกรอบเวลาที่แน่นอนและสามารถฟื้นตัวได้เป็นปรกติ

2) ​ความเสี่ยงและผลข้างเคียงในระยะยาว:

ผลข้างเคียงระยะยาวที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาวที่สำคัญคือ ผลต่อกล้ามเนื้อหัวใจ และผลทำให้เกิดมะเร็งเม็ดเลือดขาว ซึ่งทั้ง 2 อย่างนี้มีอัตราการเกิดต่ำมาก

ในกรณีรับยาสูตรน้ำแดง (Doxorubicin) โอกาสที่จะมีผลกระทบต่อหัวใจขั้นรุนแรง (Severe cardiomyopathy) น้อยกว่า 2 ใน 1000 ราย (

17/09/2026

ทำไมแพทย์บางคนเชื่อว่า “ถ้าก้อนที่เต้านมเป็นมะเร็ง อย่าเจาะ เพราะยิ่งเจาะ มะเร็งยิ่งกระจาย” & ความเชื่อนี้เกิดผลเสียอะไรต่อคนไข้?

บางครั้ง…การขอความเห็นที่ 2 อาจเปลี่ยนเส้นทางการรักษามีคนไข้หลายคนที่เดินเข้ามาหาด้วยคำถามสั้น ๆ ว่า“คุณหมอคะ การรักษาที...
17/09/2026

บางครั้ง…การขอความเห็นที่ 2 อาจเปลี่ยนเส้นทางการรักษา

มีคนไข้หลายคนที่เดินเข้ามาหาด้วยคำถามสั้น ๆ ว่า

“คุณหมอคะ การรักษาที่กำลังจะทำอยู่ จำเป็นจริง ๆ ไหม?”

หน้าที่ของ Second Opinion จึงไม่ใช่การบอกว่าใครถูกหรือใครผิด

แต่คือการหยิบข้อมูลทั้งหมดกลับมาดูใหม่อีกครั้งครับ

🩷 เคสแรก

คนไข้ตรวจ Check-up พบซีสต์/ก้อน BI-RADS 2–3 และได้รับคำแนะนำให้เจาะตรวจหรือผ่าตัด

เมื่อมาตรวจประเมินใหม่ ดูทั้งภาพอัลตราซาวนด์และข้อมูลประกอบอย่างละเอียด พบว่ายังไม่มีข้อบ่งชี้ที่จำเป็นต้องรีบผ่าตัด

สิ่งที่คนไข้ต้องการในตอนนั้น อาจไม่ใช่การผ่าตัด

แต่คือ “ความมั่นใจว่าเฝ้าดูต่อได้อย่างปลอดภัย”

จึงแนะนำติดตามเป็นระยะ 6–12 เดือนตามความเหมาะสม

🩷 เคสที่สอง

คนไข้สงสัยว่า คลำได้ก้อนที่เต้านม
การตรวจครั้งแรกพบเพียงซีสต์ BI-RADS 2

แต่เมื่อมาตรวจประเมินใหม่ ลักษณะก้อนกลับมีความน่าสงสัยมากขึ้น จัดอยู่ในกลุ่ม BI-RADS 4C

จึงแนะนำให้เจาะตรวจ

ผลออกมาเป็น มะเร็ง

จากสิ่งที่ดูเหมือนเป็นเพียงซีสต์ในครั้งแรก
กลายเป็นการค้นพบมะเร็งที่ทำให้คนไข้ได้เข้าสู่การรักษาอย่างเหมาะสม

🩷 อีกเคสหนึ่ง

คนไข้เป็นมะเร็งก้อนใหญ่ อยู่ในตำแหน่งชิดหัวนม

ได้รับการผ่าตัดคว้านเต้านมและเสริมสร้างเต้านมทันที

เมื่อมาประเมินซ้ำ จึงต้องกลับมาทบทวนหลายเรื่อง ทั้งตำแหน่งของก้อน ขอบเขตโรค และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงการกลับเป็นซ้ำ

ไม่ใช่เพื่อย้อนกลับไปตำหนิสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว
แต่เพื่อให้คำแนะนำว่า

“จากข้อมูลทั้งหมดที่เรามีในวันนี้ ยังมีอะไรที่สามารถทำเพิ่มเติมเพื่อลดความเสี่ยงได้บ้าง?”

🩷 บางเคสเป็นมะเร็งระยะที่ 1 ขนาดเพียง 1 มม. แต่กำลังได้รับเคมีบำบัด

การทำ Second Opinion จึงเป็นการกลับไปทบทวนตั้งแต่พยาธิวิทยา ชนิดของมะเร็ง ปัจจัยทางชีวภาพ ไปจนถึงประโยชน์และความเสี่ยงของการรักษา

เพราะมะเร็งไม่ได้มีคำตอบเดียวกันสำหรับทุกคน

🩷 และมีเคสที่คนไข้เข้าใจมาตลอดว่าเป็นมะเร็งระยะที่ 2
จึงได้รับยามุ่งเป้าในแนวทางหนึ่ง

แต่เมื่อทบทวนข้อมูลทั้งหมดอีกครั้ง พบว่าโรคอยู่ในระยะที่ 3

สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่แค่การรู้ว่า “ระยะอะไร”

แต่คือการนำข้อมูลนั้นกลับมาเชื่อมโยงกับ แผนการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยรายนั้น

นี่คือเหตุผลที่ผมมองว่า

Second Opinion ไม่ได้มีไว้เพื่อเปลี่ยนหมอ

แต่มีไว้เพื่อช่วยให้เราไม่พลาดทางเลือกในการรักษา

บางครั้งผลลัพธ์คือ ไม่ต้องทำอะไรเพิ่ม

บางครั้งคือ ต้องตรวจเพิ่ม

บางครั้งคือ ต้องปรับการรักษา

และบางครั้ง…อาจเป็นสิ่งที่ทำให้ค้นพบโรคที่ซ่อนอยู่ตั้งแต่แรก

เพราะในเรื่องของมะเร็ง
รายละเอียดเล็ก ๆ อาจเปลี่ยนแผนการรักษาได้ครับ 🙏

🩷 มีก้อนในเต้านมหลายก้อน ต้องกังวลแค่ไหน?“คุณหมอคะ หนูมีก้อนในเต้านมมากกว่า 10 ก้อน ทั้งซีสต์และ Fibroadenoma บางก้อนเคย...
17/09/2026

🩷 มีก้อนในเต้านมหลายก้อน ต้องกังวลแค่ไหน?

“คุณหมอคะ
หนูมีก้อนในเต้านมมากกว่า 10 ก้อน ทั้งซีสต์และ Fibroadenoma

บางก้อนเคยเจาะตรวจ บางก้อนเคยผ่าออก ผลไม่ใช่เนื้อร้าย แต่ก็ยังรู้สึกกังวลมาก เพราะเต้านมข้างที่มีก้อนเยอะรู้สึกแน่นกว่าอีกข้าง และบางครั้งมีอาการเจ็บจี๊ด ๆ

แบบนี้ควรรักษาอย่างไรดีคะ?”

🤷🤷🤷🤷🤷🤷🤷🤷🤷🤷🤷🤷🤷🤷🤷

คำถามลักษณะนี้พบได้ไม่น้อยครับ

แต่สิ่งสำคัญที่อยากให้ทุกคนทราบคือ การมีก้อนในเต้านมหลายก้อนไม่ได้หมายความว่าเป็นมะเร็งเสมอไป

🔹 Fibroadenoma (ไฟโบรอะดีโนมา) คืออะไร?

Fibroadenoma เป็นก้อนเนื้อชนิดไม่ร้ายที่พบได้บ่อยในเต้านม โดยเฉพาะในผู้หญิงอายุน้อย

ก้อนมักมีลักษณะค่อนข้างกลม ขอบเขตชัด และสามารถพบได้มากกว่าหนึ่งก้อน รวมถึงเกิดได้ทั้งสองข้างได้บ่อย

หากผลการตรวจประเมินแล้ว ก้อนที่พบมีลักษณะเข้าได้กับ Fibroadenoma และบางรายเจาะตรวจพยาธิ โดยผลชิ้นเนื้อยืนยันว่าไม่ใช่เนื้อร้าย เกือบทั้งหมดไม่จำเป็นต้องผ่าตัดออกทุกก้อน

คำแนะนำคือ ควรติดตามขนาดและลักษณะของก้อนด้วยการตรวจภาพถ่ายตามที่แพทย์แนะนำทุก 6-12 เดือน

🔹 แล้ว “Cyst (ซีสต์)” ล่ะ?

ซีสต์เต้านมคือ ถุงที่มีของเหลวอยู่ภายใน และพบได้ค่อนข้างบ่อย บางคนสามารถมีหลายถุงหรือเป็นซ้ำๆได้

ซีสต์บางชนิดไม่จำเป็นต้องรักษา หากไม่มีอาการและมีลักษณะที่ไม่น่ากังวล

แต่หากซีสต์มีขนาดใหญ่ ตึง หรือทำให้เจ็บ แพทย์อาจพิจารณาเจาะดูดของเหลวออกเพื่อช่วยลดอาการได้

🔹 มีก้อนเยอะ เต้านมแน่น และเจ็บจี๊ด ๆ เกิดจากอะไร?

อาการเจ็บเต้านมไม่ได้แปลว่าเป็นมะเร็งเสมอไปครับ

ความรู้สึกว่าเต้านมแน่นตึง หรือมีอาการเจ็บเป็นพักๆ อาจสัมพันธ์กับก้อนหลายชนิด การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน หรือการเปลี่ยนแปลงของถุงน้ำในเต้านมได้

อย่างไรก็ตาม อาการและจำนวนก้อนเพียงอย่างเดียวไม่สามารถบอกได้ว่าก้อนนั้นเป็นอะไร

จำเป็นต้องประเมินร่วมกับการตรวจอื่นๆ เช่น Ultrasound, Mammogram ตามอายุและความเหมาะสม รวมถึงอาจเจาะตรวจชิ้นเนื้อในกรณีที่มีข้อบ่งชี้

🔹 จำเป็นต้องผ่าก้อนออกทุกก้อนหรือไม่?

โดยทั่วไป ไม่จำเป็นต้องผ่าทุกก้อน

การตัดสินใจว่าจะติดตาม เจาะตรวจ หรือผ่าตัด ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น

• ลักษณะของก้อนจาก Ultrasound/Mammogram
• ขนาดและการเปลี่ยนแปลงของก้อนเมื่อเวลาผ่านไป
• ผลการตรวจชิ้นเนื้อ
• มีอาการเจ็บหรือไม่
• ก้อนโตขึ้นเร็วหรือมีลักษณะที่น่าสงสัยหรือไม่ • ความกังวลและความต้องการของผู้ป่วย

ในผู้ที่มีก้อนจำนวนมาก การผ่าตัดออกทั้งหมดอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุด เพราะอาจทำให้เกิดแผลเป็นและเปลี่ยนแปลงรูปร่างของเต้านมได้

การติดตามอย่างเหมาะสมจึงมีความสำคัญครับ

🩺 แล้วเมื่อไหร่ควรกลับไปพบแพทย์ก่อนนัด?

หากพบว่า
- มีก้อนใหม่หรือก้อนเดิมโตขึ้นอย่างชัดเจน
- ก้อนมีลักษณะเปลี่ยนไป มีผิวหนังบุ๋มหรือผิดปกติ
- หัวนมมีสิ่งคัดหลั่งผิดปกติ โดยเฉพาะเลือด หรือมีความผิดปกติอื่น ๆ ที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ควรกลับไปพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อประเมินเพิ่มเติม

💗 โดยสรุป
การมี Fibroadenoma หรือซีสต์หลายก้อนสามารถพบได้ และ ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นมะเร็งหรือจำเป็นต้องผ่าตัดทุกก้อน

สิ่งสำคัญที่สุดคือการวางแผนติดตามร่วมกับแพทย์ โดยดูจากลักษณะของก้อน ผลการตรวจ และการเปลี่ยนแปลงเมื่อเวลาผ่านไป

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มีก้อนหลายก้อนและรู้สึกกังวล อย่าเพิ่งตกใจ

การตรวจพบก้อนเร็วและติดตามอย่างเหมาะสม คือสิ่งสำคัญที่สุดครับ 🙏

เข้าร่วมติดตามข้อมูลที่ถูกต้องทันสมัยเกี่ยวกับโรคเต้านมและไทรอยด์ที่นี่
https://www.facebook.com/share/1F8PhoKmfL/

"มะเร็งเต้านมระยะสุดท้ายหรือระยะที่สี่ เป็นคำที่ผู้ป่วยทุกท่านไม่อยากได้ยิน"การระบุว่าเป็นมะเร็งเต้านมที่สี่ คือ มะเร็งม...
16/09/2026

"มะเร็งเต้านมระยะสุดท้ายหรือระยะที่สี่ เป็นคำที่ผู้ป่วยทุกท่านไม่อยากได้ยิน"

การระบุว่าเป็นมะเร็งเต้านมที่สี่ คือ มะเร็งมีการแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นๆในร่างกาย เช่น ปอด ตับ กระดูก สมอง ช่องท้อง

แต่เดิม มะเร็งเต้านมระยะที่สี่ จัดเป็นมะเร็งที่ไม่มีโอกาสหาย แนวทางการรักษาจึงเป็นการรักษาแบบประคับประคอง เพื่อชะลอโรคและให้มีชีวิตบั้นปลายที่ไม่ทรมาน

อย่างไรก็ตาม วิวัฒนาการทางการแพทย์จนถึงปัจจุบัน สามารถทำให้ผู้ป่วยมะเร็งระยะที่สี่บางราย มีโอกาสปลอดจากโรคได้เป็นเวลานานหลายๆปี จนสามารถเรียกว่า "หายจากโรค" ได้

มะเร็งเต้านมระยะที่สี่แบ่งออกเป็นประเภทที่ตรวจพบการแพร่กระจายตั้งแต่ตอนวินิจฉัยครั้งแรก (de novo distant metastasis)

ซึ่งมีการพยากรณ์โรคที่ดีกว่าและอายุยืนยาวกว่าผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่รักษาครบแล้วมะเร็งกลับเป็นซ้ำ มีการแพร่กระจายไปอวัยวะอื่นในภายหลัง (late distant metastasis)

ปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการวางแผนการรักษามะเร็งเต้านมระยะที่สี่ คือ ชนิดของมะเร็งเต้านม โดยอาศัยนวัตกรรมการรักษาที่เรียกว่า แนวทางการรักษาแบบจำเพาะเจาะจง หรือ Personalised Treatment จะวางแผนการรักษาอิงตามผลการความผิดปรกติในระดับยีน (Actionable targets) ของผู้ป่วยแต่ละราย

ผมขออนุญาตยกตัวอย่างผู้ป่วยรายหนึ่ง

เป็นมะเร็งระยะที่สี่ตั้งแต่มาพบครั้งแรกเมื่อต้นปี 2563 โดยเป็นก้อนเต้านมขนาดใหญ่ 6 ซม. ลุกลามไปต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้หลายต่อม

ตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ของช่องอกพบมีก้อนมะเร็งหลายตำแหน่งในปอดทั้งสองข้าง
(ภาพประกอบที่ 1)

ผู้ป่วยได้รับยาเคมีบำบัดสูตรที่เหมาะสมควบคู่กับยามุ่งเป้าเฮอร์ทูแบบเสมือน Trastuzumab Biosimilar "HERZUMA" 6 ครั้ง

ก้อนที่เต้านมและต่อมน้ำเหลืองยุบลงจนคลำไม่ได้ และผลสแกนคอมพิวเตอร์ไม่พบจุดในปอด
(ภาพประกอบที่ 2)

ผู้ป่วยจึงได้รับการผ่าตัด ฉายรังสี และตามด้วยยามุ่งเป้าตัวเดิมอย่างเดียวต่ออีกเป็นเวลา 2 ปี

จากการติดตามล่าสุดหลังการรักษาครบ 6 ปีอาการปรกติสบายดี

ผลเลือดตรวจหา Circulating tumor DNA ไม่พบสารพันธุกรรมของเชื้อมะเร็ง

และผลสแกนไม่พบความผิดปรกติในร่างกาย

ผู้ป่วยรายนี้จึงเป็นหนึ่งในผู้ป่วยระยะที่สี่ที่หายขาดจากโรคโดยนวัตกรรมการรักษานี้ครับ 🙏🙏🙏

เข้าร่วมติดตามข้อมูลที่ถูกต้องทันสมัยเกี่ยวกับโรคเต้านมและไทรอยด์ ที่นี่ครับ
https://www.facebook.com/share/1F8PhoKmfL/

อ่านเพิ่มเติมที่
Can Women With HER2-Positive Metastatic Breast Cancer Be Cured? - ScienceDirect https://share.google/OLprEoaYUxDgEGWZj

15/09/2026

ข่าวดี 2 วันซ้อน
มะเร็งพันธุ์ดุระยะสี่ลามปอด ได้ยาครบ
ก้อนที่ปอดยุบหมด ผ่าตัดสงวนเต้า ผลไม่พบเชื้อหลงเหลือครับ 🙏

คำถามที่ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมพบอยู่เสมอคือ เมื่อได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเต้านมแล้ว จะเลือกวิธีการใดในการผ่าตัด? 🤔ในก...
15/09/2026

คำถามที่ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมพบอยู่เสมอคือ เมื่อได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเต้านมแล้ว จะเลือกวิธีการใดในการผ่าตัด? 🤔

ในกรณีที่เป็นมะเร็งระยะต้น ก้อนขนาดไม่ใหญ่ และไม่มีข้อห้ามในการผ่าตัดแบบสงวนเต้าหรือฉายรังสี

แนวทางการผ่าตัดจะมีได้ 3 วิธีการ ซึ่งทั้ง 3 วิธี ถ้าเลือกผู้ป่วยที่เหมาะสม สามารถให้ผลการรักษาให้หายขาดได้เท่าเทียมกัน โอกาสที่โรคกลับเป็นซ้ำเท่าเทียมกัน

ทั้ง 3 วิธีการผ่าตัด ได้แก่

1) การผ่าตัดเต้านมออกหมดทั้งเต้า (Total mastectomy)

เป็นการผ่าตัดเอาเนื้อเต้านมออกทั้งเต้า ร่วมกันผิวหนัง หัวนมและลานหัวนม

ข้อดีของวิธีการผ่าตัดนี้คือ ส่วนใหญ่ไม่ต้องมีการฉายรังสีหลังผ่าตัด

แต่ข้อเสียคือ ผู้ป่วยสูญเสียเต้านมไป หน้าอกแบนราบ ต้องใส่ชุดชั้นในเสริมทรง

จะมีอาการชาบริเวณหน้าอกและด้านข้างลำตัวไปถึงท้องแขน

รู้สึกสูญเสีย่ภาพลักษณ์และความสวยงาม การใส่เสื้อผ้าเปิดอก ชุดว่ายน้ำ ตลอดจนความมั่นใจในตนเองและในการออกสู่สังคม อาจลดลง

2) การผ่าตัดเต้านมแบบสงวนเต้า (Breast-conserving surgery)

เป็นการผ่าตัดคว้านก้อนมะเร็งออกร่วมกับเนื้อเยื่อที่อยู่โดยรอบเพื่อให้ได้ขอบเขตที่เพียงพอ

ข้อดีของวิธีนี้คือ รูปร่างเต้านมภายหลังการผ่าตัดยังใกล้เคียงเดิม สามารถแต่งตัวใส่ชุดชั้นในตัวเดิมได้ มีความมั่นใจในรูปลักษณ์และความเป็นสตรี

แต่ข้อเสียคือ ส่วนใหญ่มักต้องตามด้วยการฉายรังสีที่บริเวณเต้านม ซึ่งมาตรฐานในปัจจุบันคือ ฉายรังสีทั้งหมด 15 ครั้ง สัปดาห์ละ 5 วัน เวัน 2 วัน เป็นเวลา 3-4 สัปดาห์ต่อเนื่องกัน

ทำให้ผู้ป่วยหลายรายไม่สะดวกในการเดินทางมาโรงพยาบาลเพื่อรับการฉายรังสีต่อเนื่อง รวมถึงค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นการรักษาด้วยการฉายรังสี

3) การผ่าตัดเนื้อเต้านมออกทั้งหมด เก็บผิวหนัง(และหัวนม) ร่วมกับการเสริมเต้านมขึ้นใหม่ในการผ่าตัดเดียวกัน (Skin/nipple-sparing mastectomy with immediate reconstruction)

ข้อดีของวิธีนี้คือ หลังการผ่าตัด จะได้รูปร่างเต้านมที่ใกล้เคียงเดิมและใกล้เคียงเต้านมข้างตรงข้าม บางครั้งอาจปรับขนาดของเต้านมเพื่อให้รูปร่างสวยงามขึ้นด้วย และมักไม่ต้องตามด้วยการฉายรังสี

ข้อเสียคือ ผู้ป่วยต้องรับการผ่าตัดที่ใช้เวลานานขึ้น การฟื้นตัวหลังผ่าตัดใช้ระยะนานกว่า

โดยทั่วไปประมาณ 4 สัปดาห์จึงจะกลับมาทำกิจวัตรปรกติได้ และผู้ป่วยจะรู้สึกมีอาการชาบริเวณผิวหนังและหัวนม ซึ่งอาการชานี้จะดีขึ้นบ้างตามระยะเวลา แต่จะไม่ได้ 100%

❤️❤️❤️❤️❤️❤️❤️❤️❤️❤️❤️❤️❤️❤️❤️

ผมได้ทำการศึกษารวบรวมผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับการผ่าตัดรักษาทั้ง 3 วิธีและลงตีพิมพ์ไว้

จากผู้ป่วย 265 รายที่แบ่งเป็นการผ่าตัด 3 วิธี และทำการประเมินแบบสอบถามในแง่คุณภาพชีวิตทุกๆด้าน

พบว่า ผู้ป่วยกลุ่มที่เลือกการผ่าตัดเนื้อเต้านมออกทั้งหมดร่วมกับการเสริมเต้านมไปพร้อมกัน มีแนวโน้มที่จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดเมื่อเทียบกับผู้ป่วยกลุ่มที่ผ่าตัดเต้านมออกหมด และกลุ่มที่ผ่าตัดเต้านมแบบสงวนเต้า

ทั้งนี้ความแตกต่างนี้ไม่สูงมาก เนื่องจากผู้ป่วยทุกรายมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเลือกวิธีการผ่าตัดเองแต่แรก

การรักษามะเร็งเต้านมระยะต้นให้หายขาดมีโอกาสสูงมาก ในประสพการณ์ข้อมูลคนไข้ที่ผมทำการรักษากว่า 30,000 รายในระยะเวลาที่ผ่านมา

พบว่า มะเร็งเต้านมระยะที่ 1 มีโอกาสหายขาดได้เกิน 96% ขณะที่มะเร็งเต้านมระยะที่ 2 มีโอกาสหายขาดได้เกิน 87%

ซึ่งแนวทางการรักษาที่ผมปฏิบัติในปัจจุบัน เพิ่มโอกาสหายสูงขึ้นเกิน 98% ในผู้ป่วยทุกระยะ

ดังนั้น แนวทางการผ่าตัดในผู้ป่วยมะเร็งเต้านม จึงต้องคำนึงถึงคุณภาพชีวิตหลังการรักษาครบถ้วนด้วย เพื่อให้ผู้ป่วยมีสุขภาพจิตใจที่ดี สามารถดำรงชีวิตในสังคมต่อไปได้อย่างมีคุณภาพ

หน้าที่ของศัลยแพทย์เต้านมคือ ต้องสามารถทำการผ่าตัดได้ทั้งสามวิธีได้เป็นอย่างดี และสามารถเลือกผู้ป่วยรายที่เหมาะสมกับวิธีการผ่าตัดต่างๆ

และทำหน้าที่ให้ข้อมูลแนวทางการผ่าตัดซึ่งอาจมีได้มากกว่า 1 วิธี เพื่อให้ผู้ป่วยเลือกวิธีการที่เหมาะสมตามบริบทของแต่ละท่านครับ 🙏

อ้างอิงจากhttps://www.thaiscience.info/Journals/Article/JMAT/10986284.pdf

เข้าร่วมกลุ่มเพื่อความรู้ทางวิชาการที่ถูกต้องเกี่ยวกับมะเร็งเต้านมและโรคไทรอยด์ ตามนี้ครับ https://www.facebook.com/groups/2611679525790519/

ที่อยู่

ศูนย์เต้านมและไทรอยด์ โรงพยาบาลเจ้าพระยา
Bangkok
10700

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ความรู้เรื่องมะเร็งเต้านมและไทรอยด์ โดยศ ดร นพ พรชัย โอเจริญรัตน์ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์