Inside Family โดยสมาคมแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป/เวชศ

ขอยกย่องเชิดชูเกียรติแก่แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวผู้ประพฤติตนเป็นแบบอย่างแก่วิชาชีพแพทย์ ผศ.(พิเศษ)พญ.สิรินรัตน์ แสงศิริรัก...
21/08/2026

ขอยกย่องเชิดชูเกียรติแก่แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวผู้ประพฤติตนเป็นแบบอย่างแก่วิชาชีพแพทย์

ผศ.(พิเศษ)พญ.สิรินรัตน์ แสงศิริรักษ์

นายแพทย์เชี่ยวชาญ (ด้านเวชกรรม สาขาเวชศาสตร์ครอบครัว)

รองผู้อำนวยการกลุ่มภารกิจด้านบริการปฐมภูมิ รพ.สุรินทร์

ในการช่วยชีวิตประชาชนผู้ประสบอุบัติเหตุทางท้องถนน ในวันที่ 20 สิงหาคม 2569

กรรมการบริหารสมาคมแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป/เวชศาสตร์ครอบครัวแห่งประเทศไทย

🎯 ความก้าวหน้าของการสร้างความชัดเจนของบทบาทของแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวในระบบบริการสุขภาพนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตร...
21/08/2026

🎯 ความก้าวหน้าของการสร้างความชัดเจนของบทบาทของแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวในระบบบริการสุขภาพ

นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรีย้ำ "รัฐบาลให้ความสำคัญกับแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว เพื่อให้เป็นแกนหลักในการพัฒนาระบบริการสุขภาพปฐมภูมิโดยมีเป้าหมายลดความแออัดของผู้ป่วยในโรงพยาบาล และเพิ่มคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน"

ในวันที่ 20 สิงหาคม 2569 สมาคมแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป/เวชศาสตร์ครอบครัวแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยราชวิทยาลัยแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวแห่งประเทศไทย และศูนย์วิชาการเวชศาสตร์ครอบครัว ได้ เข้าพบรองนายกรัฐมนตรี โดยนายทรงศักดิ์ ยังได้แลกเปลี่ยนแนวทางการทำงานของแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวกับนายกสมาคมแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป/แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวแห่งประเทศไทย พร้อมทีมอุปนายกและประธานราชวิทยาลัยแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวแห่งประเทศไทยในการที่จะพัฒนาหน่วยบริการปฐมภูมิ ที่มีแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวปฏิบัติงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล(รพ. สต) โดยยืนยันว่ารัฐบาลสนับสนุนแนวทางดังกล่าวอย่างเต็มที่

พญ. สายรัตน์ นกน้อย นายกสมาคมแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป/แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวแห่งประเทศไทย ได้นำเสนอแนวทางที่แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวสามารถทำให้ระบบบริการปฐมภูมิ มีคุณภาพ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งต้องมีการแก้ไขกฏหมายและระเบียบที่เป็นอุปสรรค โดยรัฐบาลจะต้องพัฒนาระบบที่จะสนับสนุนการทำงานของแพทย์ที่จัดบริการสุขภาพปฐมภูมิ และเพิ่มการสนับสนุนขวัญกำลังให้กับแพทย์และทีมสุขภาพที่ทำงานในระดับพื้นที่ โดยที่ทีมแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวพร้อมในการร่วมพัฒนานโยบายเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบสุขภาพ เน้นการสร้างนำซ่อม

ผศ.นพ.กฤษณะ สุวรรณภูมิ ประธานราชวิทยาลัยแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวแห่งประเทศไทย ยืนยันว่าระบบการฝึกอบรมแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวของประเทศไทยได้รับการยอมรับในวงกว้างและมีมาตรฐานในระดับสากล และมีแนวทางในการเพิ่มศักยภาพของแพทย์ที่ทำงานบริการสุขภาพปฐมภูมิเพื่อเข้าสู่กระบวนการพัฒนาเป็นแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการมีแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวตาม พรบ. ระบบสุขภาพปฐมภูมิ 2562

ซึ่งในการหารือครั้งนี้ได้รับทราบถึงความชัดเจนของระดับนโยบายผ่านท่านรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งนับเป็นสัณญานที่ดีต่อแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว และระบบบริการปฐมภูมิของประเทศ และภายหลังการหารือ ในช่วงบ่าย นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) ยังมีมติเห็นชอบแต่งตั้งคณะอนุกรรมการประสานการพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิแบบมีส่วนร่วม โดยให้มีองค์ประกอบผู้แทนจากแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวในคณะอนุกรรมการดังกล่าวอีกด้วย

ประกาศรายชื่อผู้ได้เข้าร่วมการอบรมDM Remission Program แล้วนะครับรอรับ email แจ้งข้อมูลเพิ่มเติมนะครับhttps://thaigpfm.o...
15/08/2026

ประกาศรายชื่อผู้ได้เข้าร่วมการอบรม
DM Remission Program แล้วนะครับ
รอรับ email แจ้งข้อมูลเพิ่มเติมนะครับ

https://thaigpfm.org/activity/dmremission2026/

📢 เปิดรับสมัครอบรมโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการเวชศาสตร์ครอบครัว เพื่อการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะสมองเสื่อม หกล้ม และเปราะบาง...
06/08/2026

📢 เปิดรับสมัครอบรมโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการเวชศาสตร์ครอบครัว เพื่อการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะสมองเสื่อม หกล้ม และเปราะบาง ปี 2569

ขอเชิญแพทย์และบุคลากรสาธารณสุขที่สนใจเข้าร่วม “โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการเวชศาสตร์ครอบครัว เพื่อการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะสมองเสื่อม หกล้ม และเปราะบาง ปี 2569”

📅 วันที่ 21–23 ธันวาคม 2569
📍 โรงแรมอมารี ดอนเมือง แอร์พอร์ต กรุงเทพฯ

✨ ไฮไลต์การอบรม
• การดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะสมองเสื่อมแบบองค์รวม
• ฝึกใช้เครื่องมือคัดกรองภาวะสมองเสื่อมและ MCI
• การดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะเปราะบางและเสี่ยงหกล้ม
• Workshop ฝึกใช้เครื่องมือประเมิน Frailty, Fall Risk และ Sarcopenia
• การออกแบบระบบบริการดูแลผู้สูงอายุในชุมชน
• การใช้ยาอย่างเหมาะสมในผู้สูงอายุ (Potential Inappropriate Medication)

มาร่วมพัฒนาทักษะและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการดูแลผู้สูงอายุอย่างครอบคลุม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุและครอบครัว

สมัครได้ตั้งเเต่วันนี้ - 30 พฤศจิกายน 2569
📌 รายละเอียดการสมัครและค่าลงทะเบียน อยู่ในลิงก์ลงทะเบียนตามเเนบ
https://docs.google.com/forms/d/16aHUW7L6BpZc4ay4QAMHTCQauDLpblnB76zs6KxTkJU/edit

#เวชศาสตร์ครอบครัว #ผู้สูงอายุ

🩺 **ยกกระดับ “แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว” สู่หัวใจระบบสุขภาพไทย! สรุปข้อเสนอ"สมาคมแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป/เวชศาสตร์ครอบครัว แห...
29/07/2026

🩺 **ยกกระดับ “แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว” สู่หัวใจระบบสุขภาพไทย!
สรุปข้อเสนอ"สมาคมแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป/เวชศาสตร์ครอบครัว แห่งประเทศไทย และราชวิทยาลัยแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว แห่งประเทศไทย" ถึงเวลาปฏิรูปปฐมภูมิ**

เพราะระบบสุขภาพที่เข้มแข็ง ต้องเริ่มจากฐานรากที่มั่นคง! ล่าสุด 2 องค์กรวิชาชีพแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวเดินหน้ายื่นข้อเสนอสำคัญเพื่อยกระดับระบบบริการปฐมภูมิของประเทศไทย:

เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 เลขาธิการ สปสช. พร้อมคณะเข้ารับฟัง
ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากองค์กรวิชาชีพแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว:

🏥 พญ.สายรัตน์ นกน้อย **นายกสมาคมแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป/เวชศาสตร์ครอบครัวแห่งประเทศไทย**

เสนอเน้น การให้คุณค่าการทำงานของแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว

- **เพิ่มงบปฐมภูมิ:** ปรับเพิ่มสัดส่วนจัดสรรงบประมาณลงสู่หน่วยบริการปฐมภูมิให้เพียงพอต่อการดูแลประชาชน

- **ดัน Family Medicine Fee Schedule:** ออกประกาศการจ่ายเงินแบบ Fee Schedule เฉพาะสำหรับแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว เช่น การดูแลประเมินครอบครัวแบบ องค์รวม (Comprehensive Family Assessment)

- **เพิ่มรหัสเบิกจ่ายงานองค์รวม:** กำหนดมูลค่าและรหัสเบิกจ่ายให้กิจกรรมหลัก เช่น การประเมินครอบครัว, การเยี่ยมบ้าน, การประชุมวางแผนดูแลผู้ป่วย และการให้คำปรึกษาปรับพฤติกรรมสุขภาพ

- **ปลดปล่อยศักยภาพการดูแลรักษา:** แก้ไขประกาศและระเบียบให้แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวในหน่วยปฐมภูมิสั่ง Lab ยา และเวชภัณฑ์ ทำหัตการ ได้เทียบเท่าโรงพยาบาล


🏛️ นพ.กฤษณะ สุวรรณภูมิ **ประธานราชวิทยาลัยแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวแห่งประเทศไทย**

ชูนโยบายปฏิรูปใหญ่ระดับโครงสร้างและกำลังคน

เสนอทิศทางเชิงยุทธศาสตร์เพื่อขับเคลื่อนระบบในภาพรวม:

- **ยกระดับโครงสร้าง:** ตั้ง **"กรมระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิ"** หรือสถาบันการแพทย์ปฐมภูมิแห่งชาติ เพื่อรวมการบริหารจัดการให้มีเอกภาพ

- **จ่ายตามผลลัพธ์ (Outcome-based):** เปลี่ยนระบบจ่ายเงินเน้นผลลัพธ์สุขภาพผู้ป่วย กระตุ้นการป้องกันโรคมากกว่าการตั้งรับรักษา

- **ปรับค่าตอบแทนสร้างแรงจูงใจ:** เพิ่มเงิน พ.ต.ส. เป็นกลุ่ม 3–4 (15,000–20,000 บาท) และจัดสรรค่าตอบแทนพิเศษเพื่อรักษาแพทย์ให้อยู่ในระบบ

- **ตั้งเป้าแพทย์ 50:50:** กำหนดสัดส่วนแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวต่อแพทย์เฉพาะทางด้านอื่นที่ 50:50 ตามมาตรฐานสากล


การปฏิรูปครั้งนี้จะช่วยให้แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวทำงานได้เต็มศักยภาพ และส่งผลให้คนไทยทุกคนได้รับการดูแลสุขภาพอย่างครอบคลุม ใกล้บ้าน และมีคุณภาพยิ่งขึ้น 💙✨

📣 ยังคงมีที่เหลือสำหรับผู้สนใจ ฟรี!  ค่าลงทะเบียน สำหรับแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวและทีมสหวิชาชีพสำหรับกิจกรรมที่ 3 (กิจกรรม...
21/07/2026

📣 ยังคงมีที่เหลือสำหรับผู้สนใจ
ฟรี! ค่าลงทะเบียน สำหรับแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวและทีมสหวิชาชีพ
สำหรับกิจกรรมที่ 3 (กิจกรรม “เรียนรู้ไปด้วยกัน”)

ลงทะเบียนได้ที่นี่
https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSeieSKU0Ds6S0MjyNG6YXY0TmkJHUwJz5PV57BN_YNwgMQO6Q/viewform?usp=header

โครงการอบรมพัฒนาศักยภาพอาจารย์แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว
สำหรับอาจารย์แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวและทีมสหวิชาชีพฝ่ายสนับสนุนผู้สนใจ รับจำนวนจำกัด 120 คนเท่านั้น

หลักสูตร
Advance TOT in Community-based, System-based Teaching and Learning and Workplace-based Assessment
โดย
ราชวิทยาลัยแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวแห่งประเทศไทย
ร่วมกับ สมาคมแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป/เวชศาสตร์ครอบครัวแห่งประเทศไทย และกองสนับสนุนระบบสุขภาพปฐมภูมิ (กสป.) กระทรวงสาธารณสุข

ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และพัฒนาศักยภาพด้านการเรียนการสอนเวชศาสตร์ครอบครัว ผ่านหัวข้อที่น่าสนใจจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ อาทิ
✨ การทำงานร่วมกันของทีมสหวิชาชีพ (IPE)
✨ เทคนิคการให้ข้อมูลสะท้อนกลับเชิงบวก (Constructive Feedback)
✨ การสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ (Community of Practice)
✨ การคิดเชิงระบบในการจัดการศึกษา
✨ ทักษะการโค้ชเพื่อการเรียนการสอนอย่างมีประสิทธิภาพ

📅 วันที่ 17–19 สิงหาคม 2569
มาร่วมเรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และสร้างเครือข่ายเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาและระบบบริการสุขภาพไปด้วยกั

03/07/2026

“ผมเข้าเรียนหมอที่ศิริราชเมื่อปี 2553 ขณะที่เพื่อนคนอื่นกำลังเนิร์ดวิชาการ ผมลองทำอะไรหลายอย่างที่ไม่เกี่ยวกับอาชีพหมอ เช่น เข้าชมรมดนตรี เรียนการแสดง เรียนการใช้เสียง พอได้ทำแล้วชอบมาก เห็นตัวเองว่าชอบเรื่องศิลปะและความเป็นมนุษย์ ย้อนไปตอนมัธยม ผมเป็นเด็กที่ชอบวาดรูปและชอบอ่านวรรณกรรม แต่เราเป็นเด็กหาดใหญ่ที่แทบไม่รู้จักอาชีพอื่น พอเป็นเด็กเรียนดี พ่อแม่เป็นหมออีก ผมเลยเลือกเรียนหมอโดยไม่ได้สนใจความชอบของตัวเอง

“คนไข้คนแรกที่ผมได้ดูแลตอนเรียนปี 4 เขามีอาชีพเป็นนักมายากล การเลี้ยงนกพิราบทำให้ร่างกายติดเชื้อ ตรงตามตำราเลย ดูแลไปสักพักแล้วอาการแย่ลง เราปั๊มหัวใจผลัดกับเพื่อน แต่สุดท้ายเขาไม่รอด ผมกับเพื่อนๆ กอดคอกันร้องไห้ เราเพิ่งคุยกับเขาเมื่ออาทิตย์ก่อน แฟนและลูกก็มาเยี่ยม แต่ตอนนี้เขาไม่อยู่แล้ว หลังจากนั้นผมได้เห็นความตายทุกเมื่อเชื่อวัน ผมเริ่มต้นสนใจการดูแลคนไข้ระยะท้าย อ่านหนังสือเพิ่ม เพื่อหาคำตอบว่าคนเป็นหมอจะดูแลความทุกข์จากการสูญเสียได้ยังไง

“ช่วงท้ายของการเรียนหมอ ผมรู้สึกว่าหนักมากเลย ทั้งดูแลคนไข้ ต้องอยู่เวร อ่านหนังสือสอบอีก มันแตกต่างกันเลยเมื่อเทียบกับกิจกรรมที่ทำ วันหนึ่งผมขึ้นรถกลับบ้านกับแม่แล้วพูดออกมาว่า ‘เนี่ย ลูกมาเรียนหมอเพราะพ่อแม่ ทำไมถึงไม่ให้ลูกเรียนอย่างอื่น’ เรารู้สึกว่าถูกบังคับ พอค้นพบว่าตัวเองชอบอะไร มันเลยสับสน แม่ตอบว่า ‘ตอนนั้นลูกเลือกเองไม่ใช่เหรอ พ่อแม่ทำได้แค่แนะนำ หมอคืออาชีพที่พวกเรารู้จัก ทำไมลูกถึงไม่ใช้สิ่งที่ตัวเองสนใจมาดูแลคนไข้ล่ะ ตอนนี้ก็ทำอยู่ไม่ใช่เหรอ’

“วันนั้นผมน้ำตาไหลออกมา พ่อแม่แค่แนะนำแหละ แต่เราเป็นเด็กว่านอนสอนง่าย ไม่กล้าเถียง เลยตัดสินใจเรียนหมอ เพราะกลัวว่าเรียนอย่างอื่นแล้วพวกเขาจะเสียใจ เป็นการทึกทักเอาเองว่าโดนบังคับ พอได้คุยกันเลยตั้งหลักได้ว่า อดทนเรียนให้จบก่อนค่อยว่ากัน ผมเป็นเด็กหัวดีที่ตั้งใจเรียน ไม่ได้มีปัญหาเรื่องเรียนเลย จบด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง พอเรียนจบ ผมเลือกใช้ทุนที่โรงพยาบาลหาดใหญ่ แล้วเลือกเรียนต่อเฉพาะทางสาขาอายุรกรรมที่นั่น

“พอเรียนใกล้จบ พ่อแม่บอกว่าต้องเรียนเฉพาะทางอีก แล้วแนะนำให้ไปทางหมอหัวใจ แต่ผมสนใจประคับประคอง อยากดูแลคนไข้ระยะท้ายให้ตายดี เคยไปดูงานแล้วมีความสุขมาก เป็นงานที่ได้ดูแลกายและใจอย่างครบด้าน เคยเข้าคอร์ส เผชิญความตายอย่างสงบ กับพระไพศาล วิสาโล ในใจตอนนั้นคิดว่า ตอนนี้เราโตพอแล้ว ผมเลยส่งใบสมัครไปที่ศูนย์การุณรักษ์ จังหวัดขอนแก่น จองหอ จองเครื่องบิน แล้วค่อยมาบอกพ่อแม่ (หัวเราะ) เป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกว่า ‘นี่คือชีวิตที่เลือกเอง’

“ผมมีความสุขกับการเรียนประคับประคองมาก ตื่นเต้น มีอะไรให้เรียนรู้ตลอด มันชัดเจนว่าเรามีหน้าที่อะไร เมื่อแพทย์ทั่วไปติดเรื่องการดูแลคนไข้ระยะท้าย ก็ส่งมาปรึกษา เพราะเราเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ พอเรียนจบ ผมกลับมาใช้ทุนเป็นอาจารย์แพทย์ที่โรงพยาบาลหาดใหญ่ แล้วไปเรียนต่อเฉพาะทางด้านผู้สูงอายุที่รามา ก่อนจะกลับมาทำงานอยู่โรงพยาบาลหาดใหญ่อีกครั้งจนถึงปัจจุบัน เป็นอายุรแพทย์ด้านผู้สูงอายุและการดูแลแบบประคับประคอง อยู่ที่นี่เข้าปีที่ 3 แล้ว

“งานของหมอประคับประคองคือ การประเมินคนไข้แบบองค์รวม ดูแลคุณภาพชีวิตคนที่มีโรคคุกคามชีวิต ไล่ตั้งแต่ด้านร่างกาย ไม่ว่าโรคนั้นจะหายหรือไม่หาย เราสามารถดูแลให้สุขสบายได้เสมอ ปวด หอบเหนื่อย นอนไม่หลับ กินไม่ได้ ท้องผูก อาเจียน ถ้ามีสาเหตุ เราหาสาเหตุแล้วแก้ ถ้าจัดการสาเหตุไม่ได้ เราให้ยาควบคุมจัดการอาการ ส่วนเรื่องจิตใจ พอเขาอยู่กับโรคนี้ จิตใจเป็นยังไง ความสัมพันธ์กับคนรอบข้างล่ะ รวมไปถึงผู้ดูแลเป็นใคร เขาได้ดูแลตัวเองไหม

“หมอจะทำให้คนไข้เข้าใจตัวโรค เข้าใจสถานการณ์ปัจจุบัน พร้อมกับมองไปในอนาคตด้วยว่า ถ้าวันหนึ่งอาการแย่ลง เขาอาจสื่อสารไม่ได้ ถึงวันนั้นเขาอยากให้หมอ พยาบาล และคนรอบข้างช่วยเหลือดูแลยังไง สิ่งที่มักเกิดขึ้นกับหลายครอบครัวคือ พวกเขาไม่คุยเรื่องนี้มาก่อน พอถึงวันที่คนไข้อาการแย่ลง คนใกล้ตัวอาจทำทุกอย่างตามความต้องการตัวเอง โดยไม่รู้ว่าเป็นสิ่งที่คนไข้ต้องการหรือเปล่า ซึ่งมันอาจเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมานในช่วงท้ายก็ได้

“ตอนผมเป็นแพทย์ฝึกหัดเคยไปเยี่ยมบ้านคนไข้ เจอคุณแม่อายุสักหกสิบที่เป็นมะเร็งปอด ก้อนใหญ่เบียดทั้งปอดเลย เขาถูกส่งตัวมาดูแลแบบประคับประคองที่บ้าน ผมเห็นเขานั่งคุดคู้หน้าพัดลม ลูกเล่าว่านั่งแบบนี้มาเป็นอาทิตย์แล้ว เพราะนอนราบแล้วเหมือนหายใจไม่ออก ต้องเอาหน้าจ่อพัดลมเพื่อให้รู้สึกว่ามีอากาศ ผมพอรู้ว่ามอร์ฟีนช่วยให้หายเหนื่อยได้ เลยไปบอกรุ่นพี่ที่เป็นหมอประจำโรงพยาบาลให้ช่วยสั่งยา เพราะเรายังสั่งเองไม่ได้ ปรากฏว่าวันต่อมาแม่เสียชีวิต ตอนผมไปงานศพ ลูกสาวลงมากราบแล้วบอกว่า ‘หมอ ขอบคุณมากนะคะ คืนนั้นเป็นคืนแรกที่แม่นอนได้’ มันสะท้อนว่าการดูแลร่างกายก็สำคัญ

“อีกเคสตอนอยู่การุณรักษ์ พ่อเป็นทหารอายุเจ็ดสิบกว่า ไตวาย มีโรคประจำตัวเยอะ นอนไอซียูมาเกือบสามเดือน ยิ่งรักษายิ่งมีภาวะแทรกซ้อน หมอให้ยาไปเรื่อยๆ เริ่มมีแผลกดทับ เลือดออกในทางเดินอาหาร ทีมแพทย์ประเมินว่าไม่น่าจะไหว เพราะคนไข้อายุเยอะ ภาวะแทรกซ้อนเยอะ ตอนนั้นลูกชายมาถึงแล้วพูดอย่างเด็ดเดี่ยวเลยว่า ‘หมอต้องทำทุกอย่างให้พ่อรอด’ สักพักอาการพ่อทรุดลงอีก ผมเลยเรียกลูกชายมาคุยว่า ‘เล่าให้ฟังหน่อยได้ไหมว่า ตั้งแต่พ่อไม่สบาย คุณเป็นยังไงบ้าง’

“เขาเล่าว่า อีกสองเดือนจะเออร์รี่ จะมีเงินก้อนหนึ่งที่พาพ่อเที่ยวต่างประเทศ จะทำบ้านเสร็จแล้ว ในใจรู้สึกผิด พอได้ฟังเรื่องราว ผมเลยชวนเขาคุยว่า ‘การที่คุณไปทำงานกรุงเทพฯ มีความหมายกับพ่อยังไง’ เขานิ่งไป แล้วตอบว่า ‘พ่อคงภูมิใจแหละ’ ผมสะท้อนไปว่า ‘การที่คุณดูแลตัวเอง ดูแลครอบครัว ดูแลหลาน เป็นสิ่งที่พ่อภูมิใจ และมีความหมายกับพ่อมากๆ คุณได้ยินแล้วเป็นยังไงบ้าง’ เขาร้องไห้ ผมเลยชวนให้ขอบคุณตัวเองว่า ‘ที่ผ่านมาคุณทำงานเพื่อพ่อแล้ว ไม่ใช่แค่เตรียมเงินไปเที่ยวหรือซื้อบ้าน แต่คุณทำมาโดยตลอด’

“ผมถามต่อว่า ‘ตั้งแต่พ่อมานอนโรงพยาบาล คุณได้ใช้เวลากับพ่อบ้างหรือยัง’ เขาก็ร้องไห้ ช่วงที่พ่ออยู่ไอซียู เขามาตลอด แต่เหมือนไม่ได้ใช้เวลาด้วยกันเลย เขามีความโกรธ ความกลัว ความรู้สึกผิด เลยชวนให้เขาลองนึกตามว่า ‘ถ้าพ่อรู้ว่าลูกทำเต็มที่แล้ว พ่อคงขอบคุณและอยากให้คุณดูแลตัวเองได้ในวันที่พ่อไม่อยู่ และพ่อคงรู้ว่าทำเต็มที่แล้วนะ’ พอถึงโมเมนต์นั้น อยู่ๆ เขาก็เปลี่ยนใจ เข้าใจแล้วว่า สิ่งที่พ่อต้องการคือการอยู่ด้วยกันในโมเมนต์ที่เหลืออยู่ ในฐานะหมอ เราเอาความเป็นโรควางไว้ก่อน แล้วสนใจความเป็นมนุษย์ของลูกชายคนนี้ที่รู้สึกผิด แต่ไม่เห็นว่าที่ผ่านมาเขาทำดีที่สุดแล้ว

“นักศึกษาแพทย์เรียนทั้งหมด 6 ปี แต่เรียนการดูแลคนไข้ระยะท้ายแค่ไม่กี่ชั่วโมง เราเจอคนไข้ตายอยู่ตลอด รู้ว่าเป็นช่วงเวลาที่สำคัญมาก แต่กลับรู้จักสิ่งนี้น้อยมาก คนในสังคมมักเข้าใจว่า การดูแลประคับประคองคือการดูแลวาระสุดท้ายของคนนั้นให้ดี ผมก็เคยเข้าใจแบบนั้น แต่จริงๆ แล้วคำว่า ‘ตายดี’ มีความหมายมากกว่านั้น ถ้าเราใช้ชีวิตแล้วมีความสัมพันธ์ไม่ดีกับคนอื่นไปทั่ว เราจะคาดหวังให้เสียชีวิตท่านกลางผู้คนที่เรารัก มันยากมากๆ ที่จะเกิดขึ้น

“เราไม่รู้เลยว่า ‘ความตาย’ จะมาเยือนตอนไหน ถ้าคุณอยากตายท่ามกลางคนที่รัก ทุกวันนี้คุณให้เวลากับพวกเขามากแค่ไหน คุณดูแลพ่อแม่ยังไง โทรหาพวกเขาบ่อยแค่ไหน คุณเลี้ยงลูกด้วยแท็บเลต หรือเลี้ยงลูกด้วยการสอนให้เป็นเด็กมีวินัยและมีความอดทน ถ้าคุณไม่อยากตายไปด้วยอารมณ์โกรธ ทุกวันนี้คุณมีชีวิตอยู่ด้วยอารมณ์อะไรเป็นหลัก สำหรับผม การดูแลคนไข้ระยะท้ายไม่ใช่แค่ช่วงเวลาสุดท้าย แต่มันคือบทสรุปจากทั้งชีวิตที่ใช้มา

“ผมมีความเชื่อมั่นลึกๆ ว่า การทำให้คนหนึ่งคนตายดีจะส่งผลต่อการตายดีของคนที่ยังอยู่ด้วย เราได้ใช้การตายของคนนั้นเป็นบทเรียนให้คนที่เหลืออยู่ เป็นการบอกว่า เรามีค่ามีความหมายต่อกันมากแค่ไหน ทำให้เห็นว่าชีวิตมีค่านะ เพื่อให้คนเหลืออยู่ใช้ชีวิตได้ดีในอนาคต ยิ่งผมมาเป็นอาจารย์สอนนักศึกษาแพทย์ เวลานักศึกษาแพทย์ดูแลคุยกับคนไข้ เห็นน้ำตาของญาติ เขาก็ร้องไห้กันด้วย พอจบจากเคสก็มาคุยกัน บางคนก็บอกว่า 'หนูคิดถึงคุณตา มาเรียนหมอแล้วไม่ได้กลับไปลาคุณตา’ ‘มาเรียนหมอดูแลคนไข้ได้ แต่ผมไม่ได้ดูแลพ่อแม่’

“ขณะเดียวกัน มันสะท้อนให้เรากลับมาใช้ชีวิตอย่างมีสติด้วย เราก็มีเส้นทางแบบนั้น มีจุดจบ มีวันสุดท้าย ทุกครั้งที่ผมได้คุยเรื่องนี้กับใคร มันได้กลับมาทบทวนว่า วันนี้เราใช้ชีวิตในแบบจะมานั่งเสียดายภายหลังไหม เราได้ใช้ชีวิตตรงกับคุณค่าความหมายของการมีชีวิตอยู่แล้วจริงหรือเปล่า เราจะมานั่งเสียใจช้ำอกช้ำใจกับเรื่องนั้นทำไม ชีวิตก็เท่านี้เอง ไม่ต้องไปถือสากับเหตุการณ์ต่างๆ ในชีวิตมากมาย ไม่ใช่เรื่องตายอย่างเดียว บางบ้านไม่เคยขอบคุณ ไม่เคยบอกรัก เราชวนให้เขาได้พูด ก็ได้เรียนรู้ว่า คนรักกันบอกรักกันได้ บอกได้เลย ไม่ต้องรอมาพูดขอบคุณหรือขอโทษในวันสุดท้ายของชีวิต”


นายแพทย์ฐากูร กาญจโนภาศ

ห้องเรียน Palliative Care

https://web.facebook.com/share/p/1JTPhd1Syk/
21/06/2026

https://web.facebook.com/share/p/1JTPhd1Syk/

พญ.นันทวัน ชอุ่มทอง นายกสมาคมคลินิกชุมชนอบอุ่น เสนอ 3 ข้อแนะนำเชิงนโยบาย พลิกโฉมระบบสุขภาพ กทม. ในเวทีกระชับนโยบายสุขภาพกรุงเทพมหานคร
ในการเสวนาบน “เวทีกระชับนโยบายสุขภาพกรุงเทพมหานคร” ภายใต้แนวคิด “ถอดรหัสนโยบายสุขภาพ เลือกผู้ว่าอย่างไรให้ได้ระบบสุขภาพที่คนกรุงเทพต้องการ” เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา พญ.นันทวัน ชอุ่มทอง นายกสมาคมคลินิกชุมชนอบอุ่น ได้เข้าร่วมถอดรหัสระบบสุขภาพที่ตอบโจทย์ความต้องการของคนเมืองหลวงอย่างแท้จริง พร้อมทั้งได้นำเสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่สำคัญ 3 ประเด็นหลัก เพื่อพัฒนาและขับเคลื่อนระบบสุขภาพของ กทม. ดังนี้
3 ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายจากนายกสมาคมฯ
1. ผู้นำที่กล้าตัดสินใจและงบประมาณที่เพียงพอ
เสนอให้ผู้ว่าฯ กทม. เข้ามาเป็นประธาน อปสข. พร้อมนำงบกองทุนสุขภาพท้องถิ่นเข้ามาสนับสนุนในส่วนที่งบรักษาคนใน กทม. ไม่เพียงพอ โดยต้องการให้ผู้ว่าฯ เป็นประธานหัวโต๊ะที่มีอำนาจในการตัดสินใจและกำหนดนโยบายอย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์อยู่ข้างสนาม
2. ยกเลิก "ใบส่งตัว" แก้ปัญหาให้ตรงจุด
เสนอให้เปลี่ยนชื่อคำว่า "ใบส่งตัว" เป็น "ค่าส่งต่อ" เพื่อลดความสับสนและข้อกังขาของประชาชนว่าทำไมต้องมีปัญหาเรื่องใบส่งตัว ทั้งนี้หากปัญหารากเหง้าเกิดจากงบประมาณที่ไม่เพียงพอ ก็จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขให้ตรงจุด
3. พัฒนาเครือข่ายเทคโนโลยี Teleconsult & เครือข่าย 7 นางฟ้า
ผลักดันให้มีระบบ Teleconsult เพื่อให้แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวที่คลินิกชุมชนอบอุ่นสามารถปรึกษาเคสกับแพทย์ที่โรงพยาบาลได้ทันที สำหรับร่วมประเมินว่ากรณีไหนจำเป็นต้องส่งตัวหรือไม่จำเป็น พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายนวัตกรรม "7 นางฟ้า" เพื่อเป็นเครือข่ายสนับสนุนของคลินิกชุมชนอบอุ่นผ่านระบบ Teleconsult
ขอบคุณภาพจาก FMAC: ศูนย์วิชาการเวชศาสตร์ครอบครัว

21/06/2026

เสนอพลิก “พีระมิดหัวกลับ” เพิ่มงบปฐมภูมิ ลดคนไข้ล้นโรงพยาบาล

พญ.สายรัตน์ เปิดปม “กับดักการเงิน” ค่าเหมาจ่ายรายหัวไม่พอ หน่วยบริการแบกรับภาระ ชี้ กทม. มีประชากรจริงเกือบ 10 ล้านคน แต่จัดสรรงบตามทะเบียนบ้านเพียง 5 ล้านคน เสนอปฏิรูประบบสุขภาพปฐมภูมิ-บูรณาการทุกภาคส่วน สร้าง “หมอใกล้บ้าน” ลดแออัดโรงพยาบาล ระบุประชาชนไม่พอใจคลินิกฯ ไม่ใช่ความผิดของหน่วยบริการเพียงอย่างเดียว เปรียบบริการปฐมภูมิ เหมือน “เซเว่น” ที่ประชาชนเข้าถึงง่ายและไว้วางใจได้

เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 69 พญ.สายรัตน์ นกน้อย นายกสมาคมแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป/เวชศาสตร์ครอบครัวแห่งประเทศไทย กล่าวในเวที เวที “เสนอนโยบายระบบสุขภาพกรุงเทพมหานคร ถอดรหัสนโยบายสุขภาพ: เลือกผู้ว่าฯอย่างไรให้ได้ระบบสุขภาพที่คนกรุงเทพฯต้องการ” ว่าปัญหาระบบสุขภาพของกรุงเทพมหานครไม่ได้เกิดจากการขาดแคลนทรัพยากรเพียงอย่างเดียว แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างและการบริหารจัดการที่ยังไม่สามารถเชื่อมโยงทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดได้ พร้อมเสนอให้เร่งปฏิรูประบบบริการปฐมภูมิ เพิ่มการลงทุนในหน่วยบริการใกล้บ้าน และสร้างความร่วมมือระหว่างทุกภาคส่วน เพื่อรองรับสังคมเมืองและสังคมสูงวัยในอนาคต

◤ กทม. มีประชากรจริงเกือบ 10 ล้านคน แต่จัดสรรงบตามทะเบียนบ้านเพียง 5 ล้านคน

พญ.สายรัตน์ กล่าวว่า กรุงเทพมหานครเป็นเมืองขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อนด้านประชากร โดยแม้จะมีประชากรตามทะเบียนบ้านประมาณ 5 ล้านคน แต่หากรวมประชากรแฝง แรงงานย้ายถิ่น และผู้ที่เข้ามาใช้ชีวิตในเมืองหลวง จะมีจำนวนมากกว่า 8 ล้านคน และอาจสูงถึงเกือบ 10 ล้านคน

อย่างไรก็ตาม การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรด้านสุขภาพจำนวนมากยังอิงจากจำนวนประชากรตามทะเบียนบ้าน ส่งผลให้ทรัพยากรที่ลงสู่พื้นที่ไม่เพียงพอต่อภาระงานที่แท้จริง

“แม้กรุงเทพฯ จะมีทรัพยากรด้านสุขภาพจำนวนมาก แต่เมื่อจำนวนประชากรจริงมากกว่าที่ใช้คำนวณงบประมาณเกือบเท่าตัว ระบบจึงเผชิญข้อจำกัดในการลงทุนและจัดบริการสุขภาพ” พญ.สายรัตน์ กล่าว

พร้อมระบุว่า ปัญหาดังกล่าวสะท้อนถึงโจทย์ด้านการบริหารจัดการมากกว่าการขาดทรัพยากร เพราะการสร้างระบบสุขภาพที่เข้มแข็งไม่ได้เป็นหน้าที่ของผู้บริหารเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากภาควิชาชีพ ภาคประชาชน ภาคการเมือง และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

◤ ชี้ประชาชนไม่พอใจบริการ ไม่ใช่ความผิดของหน่วยบริการเพียงอย่างเดียว

นายกสมาคมแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปฯ กล่าวว่า ปัจจุบันประชาชนจำนวนไม่น้อยยังรู้สึกไม่พึงพอใจต่อบริการของคลินิกชุมชนอบอุ่นและศูนย์บริการสาธารณสุข แต่การโยนความผิดให้ผู้ให้บริการเพียงฝ่ายเดียวอาจไม่เป็นธรรม

เนื่องจากหน่วยบริการจำนวนมากได้รับงบประมาณไม่เพียงพอ แม้แต่ค่าใช้จ่ายพื้นฐานในการเปิดดำเนินการก็ใช้ทรัพยากรเกือบทั้งหมดแล้ว ส่งผลให้เหลืองบประมาณสำหรับพัฒนาคุณภาพบริการน้อยมาก

“แค่เปิดคลินิกก็แทบใช้งบหมดแล้ว ยังไม่ทันได้จัดบริการหรือพัฒนาคุณภาพบริการอย่างเต็มที่ แล้วจะคาดหวังบริการคุณภาพสูงได้อย่างไร” พญ.สายรัตน์ กล่าว

◤ เปรียบบริการปฐมภูมิ เหมือน “เซเว่น” ที่ประชาชนเข้าถึงง่ายและไว้วางใจได้

พญ.สายรัตน์ ยกตัวอย่างว่า ในชีวิตประจำวัน ประชาชนไม่ได้จำเป็นต้องเดินทางไปห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ทุกครั้งเมื่อมีความต้องการซื้อสินค้า แต่เลือกใช้บริการร้านสะดวกซื้อใกล้บ้าน เพราะมั่นใจว่าจะได้รับบริการที่รวดเร็วและตอบโจทย์

เช่นเดียวกับระบบสุขภาพ หากประเทศไทยมีบริการปฐมภูมิที่เข้มแข็ง ประชาชนควรสามารถเข้าถึงแพทย์และทีมสุขภาพใกล้บ้านได้อย่างสะดวก ได้รับการดูแลที่มีคุณภาพ และได้รับการแก้ไขปัญหาสุขภาพส่วนใหญ่โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางไปโรงพยาบาลขนาดใหญ่

“บริการปฐมภูมิที่ดีคือหน่วยบริการขนาดเล็กที่มีแพทย์และทีมสุขภาพอยู่ในชุมชน พร้อมดูแลประชาชนอย่างมีคุณภาพ แต่วันนี้เรายังไปไม่ถึงจุดนั้น” เธอกล่าว

◤ กทม. ไม่ได้ขาดหมอ แต่ขาดระบบสนับสนุนให้ทำงานในชุมชน

พญ.สายรัตน์ ระบุว่า กรุงเทพมหานครมีบุคลากรทางการแพทย์จำนวนมาก มีคลินิกจำนวนมาก และเป็นพื้นที่ที่มีแพทย์เกือบครึ่งหนึ่งของประเทศทำงานอยู่

ขณะเดียวกัน แพทย์ที่ลาออกจากระบบราชการหรือแพทย์ใช้ทุนจำนวนไม่น้อยก็ตัดสินใจทำงานในกรุงเทพฯ ต่อ แต่ระบบสุขภาพยังไม่สามารถดึงศักยภาพของบุคลากรเหล่านี้เข้าสู่บริการปฐมภูมิได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แต่ทำไมพื้นที่ชุมชนที่มีผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ป่วยเรื้อรังจำนวนมาก จึงยังขาดแพทย์ประจำพื้นที่ ทั้งที่ประชาชนต้องการบริการใกล้บ้านอย่างชัดเจน

พญ.สายรัตน์ เห็นว่า ปัญหาสำคัญคือระบบสุขภาพยังให้คุณค่าและงบประมาณกับบริการระดับโรงพยาบาลและบริการเฉพาะทางมากกว่าระบบปฐมภูมิ ส่งผลให้แพทย์จำนวนมากเลือกทำงานในภาคส่วนที่มีความมั่นคงหรือรายได้สูงกว่า ขณะที่งานดูแลประชาชนในชุมชนกลับไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างเพียงพอ

“ถ้าหมอไปอยู่ในชุมชน กลับถูกมองว่าเป็นงานที่ไม่มีคุณค่า ไม่มีความก้าวหน้า สุดท้ายคนก็เลือกไปทำงานด้านอื่น เช่น คลินิกความงาม เพราะนั่นคือสิ่งที่ระบบให้คุณค่า” เธอกล่าว

◤ เปิดปม “กับดักการเงิน” ค่าเหมาจ่ายรายหัวไม่พอ หน่วยบริการแบกรับภาระ

อีกหนึ่งปัญหาสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือเรื่องระบบการเงินการคลัง โดย พญ.สายรัตน์ ระบุว่า งบประมาณแบบเหมาจ่ายรายหัวที่จัดสรรให้หน่วยบริการปฐมภูมิทั้งภาครัฐและเอกชนยังไม่เพียงพอต่อภารกิจที่ต้องรับผิดชอบ

หลายหน่วยบริการต้องใช้เงินส่วนอื่นเข้ามาชดเชย ขณะที่คลินิกชุมชนอบอุ่นจำนวนมากยังต้องรับภาระค่าใช้จ่ายในการส่งต่อผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลขนาดใหญ่ ทำให้เกิดแรงกดดันทางการเงินอย่างต่อเนื่อง

ผลที่ตามมาคือในช่วงปี 2567 มีคลินิกจำนวนหนึ่งทยอยถอนตัวออกจากระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สะท้อนให้เห็นว่าระบบปัจจุบันมีข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง

“หากปล่อยให้หน่วยบริการขนาดเล็กแบกรับความเสี่ยงทั้งหมด ระบบจะไม่สามารถอยู่รอดได้ในระยะยาว”

◤ ชี้ปัญหาสำคัญคือการบริหารแยกส่วน ขาดเจ้าภาพเชื่อมทุกระบบ

พญ.สายรัตน์ กล่าวว่า ปัญหาอีกด้านหนึ่งคือการบริหารที่แยกส่วนระหว่างหน่วยงาน

แม้กระทรวงสาธารณสุขจะเป็นผู้กำหนดนโยบายและกติกาหลัก แต่ไม่ได้มีอำนาจบริหารพื้นที่กรุงเทพมหานครโดยตรง ขณะที่กรุงเทพมหานครเองอาจยังไม่ได้ทำหน้าที่เป็น “เจ้าบ้าน” ที่เชื่อมทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมแก้ปัญหา

นอกจากนี้ ยังมีหน่วยงานด้านการเงินการคลัง เช่น สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และกองทุนประกันสังคม ที่ต่างบริหารงบประมาณตามภารกิจของตน ทำให้การทำงานแบบบูรณาการยังเกิดขึ้นไม่เต็มที่

“ทุกหน่วยงานมีการพูดคุยกัน แต่ยังไม่มากพอที่จะนำไปสู่การทำงานร่วมกันอย่างแท้จริง”

◤ เสนอพลิก “พีระมิดหัวกลับ” เพิ่มงบปฐมภูมิ ลดคนไข้ล้นโรงพยาบาล

พญ.สายรัตน์ ระบุว่า ระบบสุขภาพไทยกำลังเผชิญสิ่งที่เรียกว่า “พีระมิดหัวกลับ” คือการทุ่มทรัพยากรไปยังโรงพยาบาลระดับทุติยภูมิและตติยภูมิเป็นหลัก ขณะที่บริการปฐมภูมิซึ่งเป็นฐานรากของระบบกลับได้รับการสนับสนุนน้อย

ข้อมูลที่รวบรวมพบว่า งบประมาณด้านสุขภาพส่วนใหญ่ถูกใช้ในบริการระดับโรงพยาบาล ขณะที่งบที่ลงสู่บริการปฐมภูมิมีเพียงประมาณ 8.9% เท่านั้น

ผลลัพธ์คือโรงพยาบาลขนาดใหญ่มีผู้ป่วยล้น รอคิวนาน บุคลากรทำงานหนักจนเกิดภาวะหมดไฟ ขณะที่ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงบริการใกล้บ้านที่มีคุณภาพได้

“ถ้าฐานรากไม่แข็งแรง ยอดพีระมิดก็รับน้ำหนักไม่ไหว”

◤ หนุน “หมอครอบครัว” ดูแลผู้ป่วยแบบองค์รวม ลดปัญหาการรักษาแยกส่วน

พญ.สายรัตน์ กล่าวว่า ระบบบริการในปัจจุบันพัฒนาไปสู่ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีหลายโรค ต้องพบแพทย์หลายสาขาในเวลาเดียวกัน

บางครั้งแพทย์แต่ละสาขาอาจสั่งยาต่างกันจนเกิดปัญหายาซ้ำซ้อนหรือผลข้างเคียงจากการใช้ยาหลายชนิด ขณะที่ไม่มีแพทย์คนใดทำหน้าที่ดูแลภาพรวมของผู้ป่วยทั้งหมด

แนวคิดเวชศาสตร์ครอบครัวจึงต้องการให้มี “หมอประจำตัว” ที่เข้าใจทั้งโรคทางกาย สุขภาพจิต สภาพครอบครัว และบริบทชีวิตของผู้ป่วย เพื่อช่วยวางแผนการดูแลแบบองค์รวม

โดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชนที่มีผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ป่วยติดบ้านติดเตียงจำนวนมาก ซึ่งการเดินทางออกจากชุมชนเพื่อไปรับบริการในโรงพยาบาลเป็นเรื่องยาก

◤ AI ช่วยได้ แต่แทนความเป็นมนุษย์ไม่ได้

พญ.สายรัตน์ กล่าวด้วยว่า เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI สามารถช่วยสนับสนุนการดูแลสุขภาพและการพัฒนาศักยภาพบุคลากรได้อย่างมาก รวมถึงระบบ Telemedicine ที่ช่วยให้แพทย์เฉพาะทางสามารถให้คำปรึกษาแก่แพทย์ในพื้นที่ได้

อย่างไรก็ตาม AI ไม่สามารถทดแทนความเข้าอกเข้าใจ ความเห็นอกเห็นใจ หรือความสัมพันธ์ระหว่างบุคลากรทางการแพทย์กับผู้ป่วยได้

“AI ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลได้ แต่ไม่สามารถแทนการจับมือ การรับฟัง หรือการอยู่เคียงข้างผู้ป่วยได้”

◤ ฝากถึงผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่ ลงทุนปฐมภูมิ-สร้างระบบสุขภาพยั่งยืน

พญ.สายรัตน์ ทิ้งท้ายว่า ไม่ว่าใครจะเข้ามาดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในอนาคต สิ่งสำคัญคือการปฏิรูประบบสุขภาพทั้งระบบ โดยเฉพาะการเพิ่มการลงทุนในบริการปฐมภูมิ การบูรณาการทรัพยากรจากทุกภาคส่วน และการสร้างระบบสุขภาพที่ยืดหยุ่นและเชื่อมโยงกัน

พร้อมย้ำว่า ประชาชนต้องเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาระบบสุขภาพ และเป็นผู้มีส่วนร่วมในการสะท้อนคุณภาพบริการ เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ตอบสนองต่อความต้องการของคนเมืองอย่างแท้จริง

“การสร้างกรุงเทพฯ แห่งสุขภาวะในอีก 4 ปีข้างหน้า ไม่ใช่แค่การสร้างโรงพยาบาลเพิ่ม แต่คือการปฏิรูประบบสุขภาพทั้งระบบ ให้มีหมอและบริการคุณภาพอยู่ใกล้ประชาชนทุกชุมชน” พญ.สายรัตน์ กล่าว.

#นักข่าวสาธารณสุข #เก็บตกจากวชิรวิทย์

ที่อยู่

Bangkok
10310

เวลาทำการ

จันทร์ 08:00 - 18:00
19:00 - 20:00
อังคาร 08:00 - 18:00
19:00 - 20:00
พุธ 08:00 - 18:00
19:00 - 20:00
พฤหัสบดี 08:00 - 18:00
19:00 - 20:00
ศุกร์ 08:00 - 18:00
19:00 - 20:00
เสาร์ 08:00 - 18:00
19:00 - 20:00
อาทิตย์ 08:00 - 18:00
19:00 - 20:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Inside Familyผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์