June HappyMe นักสุขภาพจิต | นักบำบัด | Sexologist
Co-Founder : Happy Me Clinic
ความรัก • ความสัมพันธ์ • ครอบครัว💞

26/08/2026

ถ้าบ้านไม่ใช่ที่ปลอดภัยเราควรทำอย่างไรดี?
#เรื่องใจให้เราดูแล #ครอบครัว #ความสัมพันธ์ #นักจิตวิทยา #นักจิตบำบัด #เธรดความรู้สึก

25/08/2026

เสียงอะไรก็ไม่ดังเท่ากับเสียงในหัว
เรียนรู้และเข้าใจตัวเองมากยิ่งขึ้น
#ครอบครัว #ความสัมพันธ์ #จิตวิทยา

24/08/2026

หวังดีจนเริ่มทำร้ายใจกัน #ความสัมพันธ์ #อดทน #เหนื่อย #ความรัก #นักจิตบำบัด #ความหวังดี #เธรด

ถ้าเสียงในหัวชอบบอกว่า “ยังไม่ดีพอ” ทั้งที่คุณพยายามมาตลอดคลาส 'ทำไมฉันถึงเป็นแบบนี้' Me & My Inner Self จะชวนสำรวจ Inne...
23/08/2026

ถ้าเสียงในหัวชอบบอกว่า “ยังไม่ดีพอ” ทั้งที่คุณพยายามมาตลอด
คลาส 'ทำไมฉันถึงเป็นแบบนี้' Me & My Inner Self จะชวนสำรวจ Inner Child เสียงวิจารณ์ในใจ และฝึก Self-compassion ที่นำกลับไปใช้ได้จริง
ถ้าคุณ รักครอบครัว แต่เหนื่อยกับความรู้สึกผิดทุกครั้งที่อยากมีพื้นที่ของตัวเอง
คลาส 'รักครอบครัวโดยไม่ทิ้งตัวเอง' Family Ties จะชวนทำความเข้าใจ Boundaries ในครอบครัวไทย และวิธีสื่อสารโดยไม่ต้องเลือกระหว่างความสัมพันธ์กับตัวเรา
ถ้าคนรักเปลี่ยนคนมาแล้ว แต่ ความกลัว การทะเลาะ หรือจุดจบยังคล้ายเดิม
คลาส 'ทำไมเราเลือกคนเดิมซ้ำๆ' Love Patterns จะพาไปดู Attachment และบทบาทเดิมๆ ที่เราอาจเผลอกลับไปเล่นโดยไม่รู้ตัว
เลือกลงเฉพาะคลาสที่ตรงกับชีวิตตอนนี้ หรือจะเรียนครบ 3 ความสัมพันธ์เลยก็ได้ค่ะ แต่ละคลาสเป็นวงเล็ก จำกัดเพียง 25 ที่นั่ง
Early Bird 3,900 บาท จากราคาปกติ 4,500 บาท ถึงวันที่ 25 สิงหาคม 2569
หรือสมัคร3 คลาส ราคา 9,000 บาท
เวิร์คชอปหนึ่งวันอาจไม่ได้เปลี่ยนทั้งชีวิต
แต่ทันทีที่เราเริ่มมองเห็นสคริปต์เดิม เราก็เริ่มเลือกได้ว่า ฉากต่อไปจะยังต้องเล่นแบบเดิมอีกรึเปล่า
#ความสัมพันธ์ #ครอบครัว #รักตัวเองดีสุด

จะเป็นอะไรยังไงก็ได้ แต่ต้องไม่ทำร้ายคนอื่น และไม่หลงลืมความเป็นตัวเอง 💛
22/08/2026

จะเป็นอะไรยังไงก็ได้ แต่ต้องไม่ทำร้ายคนอื่น
และไม่หลงลืมความเป็นตัวเอง 💛

ก่อนถึงร้านอาหาร เราเพิ่งปิดประชุมที่ค่อนข้างยาก ตัดสินใจเรื่องที่ไม่มีคำตอบสมบูรณ์ รับมือกับคนที่เห็นต่าง และอธิบายเหตุผลของตัวเองได้โดยไม่ต้องขอโทษทุกสามประโยค

แล้วเราก็เปิดประตูร้าน เข้าไปนั่งที่โต๊ะเดิมกับครอบครัว
“งานที่ทำอยู่มั่นคงจริงเหรอ”
“ช่วงนี้ดูอ้วนขึ้นหรือเปล่า”
“เรื่องแค่นี้เอง ช่วยจัดการให้หน่อยไม่ได้เหรอ”
ไม่มีใครตะโกน จานก็ไม่แตก ทุกคนยังส่งอาหารและเติมน้ำให้กันตามปกติ เราเองก็หัวเราะ พยักหน้า แล้วพูดประโยคที่คุ้นเคยออกมาโดยอัตโนมัติ

“ไม่เป็นไร เดี๋ยวหนูจัดการเอง”
ไม่ถึงชั่วโมง ผู้ใหญ่ที่เพิ่งตัดสินใจเรื่องสำคัญในห้องประชุมหายไปไหนก็ไม่รู้ เหลือเพียงคนที่นั่งตัวเล็กลีบ คอยอ่านสีหน้าทุกคน และรู้สึกว่าความต้องการของตัวเองเป็นภาระที่ไม่ควรวางไว้บนโต๊ะ

พอกลับถึงรถ เราไม่ได้โกรธใครชัดเจน แค่เหนื่อยเหมือนใช้เวลาทั้งมื้อฝืนร่างกายให้อยู่ในท่าที่ผิดธรรมชาติ

แล้วความคิดหนึ่งก็ลอยขึ้นมา…เมื่อกี้เราเป็นใคร

ตัวตนของเราซ่อนอยู่ข้างในเพียงส่วนหนึ่ง อีกส่วนเกิดขึ้นสด ๆ ตรงระหว่างเรากับคนตรงหน้า

กับคนหนึ่ง เรากล้าบอกว่าไม่รู้ แต่อยู่กับอีกคน เราต้องรีบอธิบายทุกอย่างให้ดูฉลาด กับบางคนเราใจเย็นอย่างน่าประหลาด ส่วนกับบางคน แค่เห็นชื่อเขาบนหน้าจอ ความหงุดหงิดก็เดินเข้ามานั่งรอก่อนเราแล้ว


เรามักถูกสอนว่าคนจริงใจควรเป็นคนเดิมไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ถ้าบุคลิกเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ แปลว่าเราไม่มีจุดยืนหรือกำลังสวมหน้ากาก

แต่ในชีวิตจริง ไม่มีใครพูดกับแม่เหมือนพูดกับเพื่อน ไม่มีใครวางตัวในงานศพเหมือนอยู่ในงานวันเกิด มนุษย์ไม่มีบุคลิกสำเร็จรูปชุดเดียวที่ใช้เหมือนกันทุกห้อง

Erving Goffman นักสังคมวิทยา ใช้ภาพของเวทีอธิบายชีวิตทางสังคมไว้ในหนังสือ The Presentation of Self in Everyday Life เรามีฉากหน้า ฉากหลัง และเลือกน้ำเสียงหรือท่าทางให้เหมาะกับบทบาทที่กำลังเล่น

ฟังดูเหมือนเสแสร้งนะคะ แต่การแสดงบทบาทกับความรู้สึกจริงอยู่ด้วยกันได้ค่ะ เราเป็นลูกที่รักพ่อแม่ เป็นหัวหน้าที่จริงจัง เป็นเพื่อนที่ชอบเล่าเรื่องไร้สาระ และเป็นคนรักที่เปราะบางได้ โดยทุกเวอร์ชันยังเป็นเราจริง ๆ

บางทีเราอาจจริงอยู่หลายแบบ…. ปัญหาเริ่มขึ้นเมื่อบางห้องอนุญาตให้เราเป็นมนุษย์ได้เพียงแคบ ๆ จนต้องตัดบางส่วนของตัวเองทิ้งไว้หน้าประตูก่อนเข้าไปทุกครั้ง

Charles Horton Cooley เรียกกลไกหนึ่งว่า looking-glass self เราเรียนรู้ว่าตัวเองเป็นคนแบบไหน ผ่านสิ่งที่เราจินตนาการว่าคนอื่นมองเห็น

เด็กที่ถูกหัวเราะใส่เวลาพูดจริงจัง อาจโตเป็นคนที่รีบทำทุกเรื่องให้เป็นมุก เด็กที่ได้รับคำชมเฉพาะตอนช่วยแก้ปัญหา อาจโตเป็นผู้ใหญ่ที่รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าก็ต่อเมื่อกำลังมีประโยชน์ ส่วนคนที่ถูกขัดทุกครั้งเมื่อเล่าความรู้สึก อาจไม่ได้เป็นคนไม่มีอะไรจะพูด เขาเพียงเรียนรู้ว่าการเงียบคือวิธีอยู่ในห้องโดยไม่ทำให้ใครรำคาญ

เราถูกมองซ้ำ ๆ จนค่อย ๆ เรียนรู้ว่าควรปรากฏตัวอย่างไร

กับบางคน เราจึงเป็นคนตลกเพื่อรักษาที่นั่งของตัวเองไว้ กับบางคน เรากลายเป็นผู้ดูแล เพราะเคยได้รับความรักในวันที่จัดการชีวิตให้คนอื่นได้ และกับบางคน เรากลายเป็นคนที่ต้องการน้อยมาก เพราะทุกครั้งที่ต้องการ เราต้องจ่ายด้วยความรู้สึกผิด

บ้านเดิมจึงมีแรงโน้มถ่วงแบบประหลาด เราอาจออกจากบ้านไปนานหลายปี มีงาน มีรายได้ และรับผิดชอบเรื่องใหญ่โตได้ แต่ทันทีที่กลับไปนั่งบนเก้าอี้ตัวเดิม เราก็รู้สึกเหมือนอายุลดลงอย่างรวดเร็ว

พี่คนโตยังต้องรับผิดชอบทุกอย่าง น้องคนเล็กยังถูกมองว่าไม่รู้เรื่อง ลูกที่เคยเป็นความหวังของบ้านยังรู้สึกว่าห้ามพลาด ส่วนคนที่เคยรักษาความสงบ ก็ยังต้องรีบเปลี่ยนเรื่องก่อนบรรยากาศจะเสีย

บทในครอบครัวมีอายุยืนกว่าคนเล่น บางบทถูกเขียนขึ้นก่อนเราจะมีภาษามากพอจะปฏิเสธ ไม่มีใครต้องประกาศว่า “คืนนี้กลับไปเล่นบทเดิมนะ” เพราะทุกคนรู้คิวอยู่แล้ว

ร่างกายจำจังหวะได้ก่อนที่เหตุผลจะทันตั้งตัว


เรื่องนี้เกิดนอกบ้านด้วย อำนาจในที่ทำงาน ชนชั้น เพศ ภาษา และสถานะทางสังคม ล้วนกำหนดว่าเราได้รับอนุญาตให้เป็นคนแบบไหนในแต่ละห้อง

คำว่า “เป็นตัวของตัวเอง” ฟังดูเหมือนเสรีภาพที่ทุกคนหยิบใช้ได้เท่ากัน แต่บางคนต้องจ่ายแพงกว่าคนอื่น พนักงานใหม่อาจเลือกเงียบ คนต่างจังหวัดอาจเปลี่ยนสำเนียงในห้องประชุม บางคนต้องซ่อนชื่อคนรัก เพราะการเป็นตัวเองไม่ได้มีเพียงเรื่องความกล้า แต่มันมีความปลอดภัย รายได้ และการยอมรับวางอยู่บนโต๊ะด้วย

การปรับตัวจึงไม่ได้แปลว่าเราจริงใจน้อยลงเสมอไป บางครั้งมันคือความสามารถในการอ่านโลกตามที่โลกเป็น

แต่ความสามารถนี้ก็มีราคา…. เมื่อใช้เวลานานเกินไปกับการเป็นคนที่คนอื่นรับได้ เราอาจเริ่มไม่แน่ใจว่าความต้องการไหนเป็นของเรา ความเห็นไหนเกิดขึ้นเอง และเสียงไหนเป็นเพียงประโยคที่ได้ยินมานานจนจำผิดว่าเป็นเสียงของตัวเอง

เรารู้ว่าต้องทำอย่างไรให้ทุกคนสบายใจ แต่ตอบไม่ได้ว่าตัวเองสบายใจหรือยัง

นี่อาจเป็นเหตุผลที่หลังใช้เวลากับใครบางคน เรากลับมาพร้อมความรู้สึกว่าไม่ชอบตัวเองเลย
เราไม่ชอบตัวเองที่พูดประชด ต้องแข่งขันทุกเรื่อง เล่าเรื่องเกินจริงเพื่อให้ดูน่าสนใจ หรือพูดว่า “ไม่เป็นไร” ทั้งที่ในใจมีอะไรเต็มไปหมด

ความรู้สึกนี้ยังไม่ได้แปลว่าอีกฝ่ายเป็นคนเลวนะคะ และก็ไม่ได้แปลว่าเราควรโยนพฤติกรรมทุกอย่างให้ความสัมพันธ์รับผิดชอบ

แต่มันเป็นข้อมูลจากที่เกิดเหตุ

บางสถานการณ์อีกฝ่ายทำให้เราตัวหดเล็กลงจริง เขาหัวเราะเมื่อเราจริงจัง ลงโทษเราด้วยความเงียบเมื่อเราปฏิเสธ หรือทำให้เราต้องพิสูจน์คุณค่าซ้ำ ๆ

เราไม่ได้รู้สึกตัวเล็กเพราะคิดมากเกินไปเสมอ บางห้องถูกสร้างมาให้คนบางคนต้องก้มศีรษะจริง ๆ

แต่อีกบางครั้ง คนตรงหน้าเพียงทำให้ส่วนที่เราไม่อยากมองปรากฏขึ้นมา เราอาจหงุดหงิดกับเพื่อนที่ประสบความสำเร็จ เพราะเขาทำให้ความอิจฉาส่งเสียงดัง หรือรู้สึกว่าตัวเองงอแงขึ้นเมื่ออยู่กับคนที่ปลอดภัย เพราะส่วนที่เคยถูกห้ามไม่ให้ต้องการอะไร เริ่มลองเคาะประตูออกมา

สิ่งที่ดูเหมือนการถอยหลัง อาจเป็นเพียงเกราะที่เริ่มคลายตัว

ความรู้สึกว่า “ฉันไม่ชอบตัวเองเวลาอยู่กับคนนี้” จึงยังไม่ใช่คำตัดสินว่าต้องเลิกคบ แต่มันเปิดทางไปสู่คำถามที่ละเอียดกว่าที่ว่า ในความสัมพันธ์นี้ เราพูดความจริงแล้วเรื่องยังเดินต่อได้ไหม เมื่อเราบอกว่าไม่ อีกฝ่ายรับฟัง หรือทำให้เรารู้สึกผิดจนต้องถอนคำพูด และเมื่อเวลาผ่านไป เรากล้าปรากฏตัวมากขึ้น หรือกำลังตัดตัวเองทิ้งทีละชิ้นเพื่อให้พอดีกับสิ่งที่อีกฝ่ายยอมรับ

ความสัมพันธ์ที่ดีไม่จำเป็นต้องทำให้เราเป็นเวอร์ชันที่สงบ ฉลาด และน่ารักที่สุดทุกวัน คนที่รักกันก็ยังสะกิดบาดแผลและเรียกด้านที่ไม่น่าภูมิใจออกมาได้

ความต่างอยู่ที่ว่า หลังจากด้านเหล่านั้นปรากฏขึ้น เราได้รับพื้นที่ให้มองมัน รับผิดชอบมัน และค่อย ๆ เติบโต หรือถูกบังคับให้เล่นบทเดิมซ้ำจนเชื่อว่านั่นคือคนเดียวที่เราเป็นได้


ครั้งต่อไปที่กลับไปกินข้าวกับครอบครัว แม้ทุกอย่างยังเหมือนเดิม บางอย่างถูกเลื่อนมาตรงหน้า และเรากำลังอ้าปากจะพูดว่า “เดี๋ยวหนูจัดการเอง” ตามบทเก่า

แต่ครั้งนี้ ถ้าเราลองหยุดเล็กน้อย แล้วเปลี่ยนเป็น

“อาทิตย์นี้หนูไม่ไหว ลองให้คนอื่นช่วยนะ”

โต๊ะอาหารอาจเงียบลง ไม่มีใครปรบมือ โลกไม่ได้เปลี่ยนทันที และเราอาจรู้สึกผิดไปตลอดทางกลับบ้าน

แต่มีบางอย่างขยับแล้ว

การสร้างตัวตนใหม่ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการประกาศอิสรภาพครั้งใหญ่ บางครั้งมันเริ่มจากการไม่หัวเราะตามเมื่อมุกนั้นทำให้เราเจ็บ การปล่อยให้ความเงียบเกิดขึ้นโดยไม่รีบเข้าไปแก้ หรือการพูดความต้องการหนึ่งประโยคโดยไม่วางคำขอโทษไว้ข้างหน้า

เราเดินเข้าห้องเดิมด้วยบทใหม่ได้ และเวลาพบใครสักคน ลองสังเกตุว่า เราได้เป็นใครเมื่ออยู่กับเขา

เราได้พูดเต็มเสียง หรือค่อย ๆ เบาลง เราได้รับอนุญาตให้ไม่เก่ง ไม่ตลก และไม่มีประโยชน์ชั่วคราวบ้างไหม

คนที่ควรอยู่ใกล้ไม่จำเป็นต้องทำให้เราเป็นเวอร์ชันที่ดีที่สุดตลอดเวลาค่ะ แต่ควรเป็นคนที่เราไม่ต้องทำตัวเองให้จางไป เพื่อจะได้อยู่ข้างเขา

บางคนเป็นห้องแคบที่ทำให้เราต้องหุบแขนหุบขา และบางคนเป็นเหมือนหน้าต่าง เขาไม่ได้บอกว่าเราเป็นใคร แต่ทำให้เราเห็นว่า เรายังเป็นอะไรได้อีกบ้าง
#ความสัมพันธ์ #ตัวเรา #ความรัก

21/08/2026

🫶🏻

20/08/2026

ความสุขคืออะไร? เคยมีคำถามนี้ไหมคะ #ความสุข #รอยยิ้ม #รักตัวเอง #สตอรี่ของฉัน

19/08/2026

ถ้าเราไม่ได้เป็นที่ 1 #ความรัก #เธรดความรู้สึก #เหนื่อย #อดทน #มูฟออน

เคยตั้งคำถามกับตัวเองกันไหมคะ...‘ทำไมเราถึงเป็นแบบนี้’ ‘ทำไมใจดีกับคนอื่นได้ แต่ใจร้ายกับตัวเองเหลือเกิน‘อยากชวนมาลองทำค...
18/08/2026

เคยตั้งคำถามกับตัวเองกันไหมคะ...
‘ทำไมเราถึงเป็นแบบนี้’
‘ทำไมใจดีกับคนอื่นได้ แต่ใจร้ายกับตัวเองเหลือเกิน‘

อยากชวนมาลองทำความเข้าใจเสียงในหัวของตัวเอง
เรียนรู้ข้อมูลและประสบการณ์ตั้งแต่วัยเด็ก
Inner Child และ Attachment style ของตัวเองอย่างเเท้จริง

กับคลาส Me & My Inner Self

ขอเปิดพื้นที่ที่เปิดให้เราได้กลับมาเจอกับตัวเองอีกครั้ง
มาโอบกอดคนๆนั้นไปพร้อมกันนะคะ

วันเสาร์ที่ 12 กันยายน 2569
เปิดรับสมัครแล้ววันนี้ พบกันนะคะ 💛

18/08/2026

ความเครียด ความกังวล เป็นเรื่องใหญ่กว่าที่เราคิด #เครียด #วิตกกังวล #นอนไม่หลับ #สมองหยุดคิดไม่ได้ #คิดวน

ที่อยู่

1854 ถนนเทพรัตน, เขตบางนา กรุงเ
Bangkok
10260

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ June HappyMeผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์