The Oriental TCM เครือข่ายพัฒนาศักยภาพการรักษาด้วยศาสตร์การแพทย์แผนจีน เพื่อส่งต่อการรักษาผู้ป่วยในมาตรฐานสากล

📌 ติดตามรายละเอียดหลักสูตร ข่าวสารการอบรม ประวัติวิทยากร และสมัครเข้าร่วม The OSBC (Oriental Skill Boost Course) ได้อีกห...
31/05/2026

📌 ติดตามรายละเอียดหลักสูตร ข่าวสารการอบรม ประวัติวิทยากร และสมัครเข้าร่วม The OSBC (Oriental Skill Boost Course) ได้อีกหนึ่งช่องทางผ่านทางเว็บไซต์นะคะ ✨
https://www.facebook.com/share/p/1E94iPjhv6/?mibextid=wwXIfr

https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=1023676333570409&id=100077841547940
25/05/2026

https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=1023676333570409&id=100077841547940

เล่าเรื่อง🔎วิวัฒนาการฝังเข็มแบบตะวันตก🌍

ในห้องตรวจเล็ก ๆ ของแพทย์จีนเมื่อหลายพันปีก่อน
คงไม่มีใครจินตนาการได้ว่า “เข็ม” บาง ๆ เล่มหนึ่ง จะเดินทางข้ามทะเล ข้ามภาษา ข้ามปรัชญา และข้ามโลกทัศน์ของมนุษย์ ไปสู่โลกอีกฟากหนึ่งได้ไกลเพียงนี้ใช่มั้ยครับ

หมอเองก็เคยนั่งนึกเล่น ๆ…ถ้าหมอจีนบรรพบุรุษเราในยุคโบราณได้เห็นว่าศาสตร์ของตัวเองจะเดินทางไปถึงห้องแล็บของนักประสาทวิทยาในยุโรป เขาจะรู้สึกอย่างไร

ภูมิใจ? งงงวย? หรือแค่ยิ้มมุมปากแล้วพยักหน้านะ555

เพราะในวันที่เขาปักเข็มลงบนร่างกายคนไข้ เขาอาจไม่ได้คิดเลยว่า อีกหลายร้อยปีต่อมา นักวิทยาศาสตร์จะพยายามอธิบายสิ่งเดียวกันนั้นด้วยคำว่า

🔎neurotransmitter
🔎 descending inhibitory pathway
🔎endogenous opioid
🔎 cortical modulation

เกริ่นคือการฝังเข็มในสายตาของแพทย์จีนโบราณ คือศาสตร์แห่งความสมดุล เป็นภาษาของหยินหยาง เป็นเรื่องของการเคลื่อนไหวของ 气 (ชี่) และการไหลเวียนในเส้น 经络 (เส้นลมปราณ)

แต่เมื่อศาสตร์นี้เดินทางเข้าสู่ยุโรป มันกลับถูกมองด้วยสายตาอีกแบบหนึ่ง สายตาที่เชื่อในมีดผ่าศพ กล้ามเนื้อ เส้นเลือด ระบบประสาท และสิ่งที่พิสูจน์ได้ด้วยตาเปล่าจับต้องได้จริงๆ

ซึ่งนี่คือจุดเริ่มต้นของการปะทะกันระหว่างสองโลกทางการแพทย์ครับผม

🌍🌏
ฝั่งโลกหนึ่งมองร่างกายเป็น “พลัง”
อีกโลกหนึ่งมองร่างกายเป็น “โครงสร้าง”

และจากแรงเสียดทานนั้นเอง ได้ค่อย ๆ ก่อกำเนิดสิ่งที่เรียกว่า Western Medical Acupuncture ศาสตร์ที่ไม่ได้เป็นจีนเสียทีเดียว และก็ไม่ได้เป็นตะวันตกทั้งหมดเช่นกัน แต่มันคือวิวัฒนาการใหม่ของการฝังเข็ม ที่เติบโตขึ้นจากคำถาม ความสงสัย การทดลอง และความพยายามของมนุษย์ในการทำความเข้าใจว่า…

“เหตุใดเข็มเล็ก ๆ นี้จึงสามารถเปลี่ยนความรู้สึกเจ็บปวดของมนุษย์ได้”

☯️หมอขอเล่าประวัติศาสตร์ด้วยหัวข้อดังต่อไปนี้นะครับ

1️⃣ยุโรปพบการฝังเข็มครั้งแรก : ความงุนงงต่อเส้นที่มองไม่เห็น

ในศตวรรษที่ 17 ยุโรปกำลังเข้าสู่ยุคแห่งการสำรวจโลก เรือการค้าของชาติตะวันตกเริ่มเดินทางสู่เอเชีย พร้อมกับนักเดินเรือ นักบวช พ่อค้า และแพทย์

หนึ่งในบุคคลสำคัญที่สุดในเรื่องนี้คือแพทย์ชาวดัตช์ชื่อ Willem ten Rhijne แพทย์ประจำ Dutch East India Company ผู้เดินทางไปญี่ปุ่นในปี ค.ศ. 1683 และได้เห็นแพทย์ญี่ปุ่นใช้การฝังเข็มรักษาผู้ป่วยต่อหน้าต่อตา

ลองนึกภาพดูนะครับ…

ชายชาวยุโรปที่เชื่อในกายวิภาคและการชำแหละศพ นั่งดูแพทย์ญี่ปุ่นปักเข็มบาง ๆ ลงในร่างกายคนไข้ แล้วบอกว่ากำลัง “นำพาชี่” ผ่าน “เส้นที่มองไม่เห็น”

มันคงเป็นภาพที่แปลกประหลาดอย่างยิ่ง

เพราะในเวลานั้น ยุโรปกำลังหลงใหลกับการค้นพบโครงสร้างของร่างกาย มนุษย์กำลังเริ่มเข้าใจกล้ามเนื้อ หลอดเลือด และอวัยวะต่าง ๆ ผ่านการผ่าศพ

แต่ศาสตร์จากตะวันออกกลับพูดถึงบางสิ่งที่ “มองไม่เห็น”

ten Rhijne กลับยุโรปพร้อมกับหนังสือชื่อ De Acupunctura ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในเอกสารตะวันตกเล่มแรกที่กล่าวถึงการฝังเข็มอย่างจริงจัง แต่แทนที่ยุโรปจะเข้าใจ พวกเขากลับยิ่งสับสน

แพทย์ตะวันตกพยายามเปิดแผนภาพเส้นลมปราณ แล้วถามว่า

“เส้นนี้คือเส้นเลือดหรือ?”
“คือเส้นประสาท?”
“อยู่ตรงไหนของร่างกาย?”

แต่ไม่ว่าจะชำแหละศพมากเพียงใด พวกเขาก็ไม่เคยพบ “เส้นลมปราณ” เลยแม้แต่เส้นเดียว

หมอมองว่า ตรงนี้คือจุดสำคัญมากของประวัติศาสตร์การแพทย์

เพราะมันสะท้อนว่า “สองโลกกำลังใช้ภาษาคนละภาษาอธิบายร่างกายเดียวกัน”

จีนมองร่างกายในเชิง functional relationship ขณะที่ยุโรปมองในเชิง anatomical structure และด้วยเหตุนี้ การฝังเข็มจึงยังคงถูกมองว่าเป็นศาสตร์แปลกประหลาดที่ไม่มีหลักฐานรองรับ

2️⃣จุดเริ่มต้นของแนวคิด “ระบบประสาท”

ถึงแม้หลายคนจะปฏิเสธ แต่ก็มีบางคนเริ่มมองเห็นบางอย่างที่น่าสนใจจริงๆ

Gerard van Swieten แพทย์ชาวออสเตรียในศตวรรษที่ 18 เสนอแนวคิดที่ล้ำยุคมากในเวลานั้นว่า การกระตุ้นบางตำแหน่งของร่างกาย อาจส่งผลต่ออาการปวดในอีกตำแหน่งหนึ่งผ่าน “เส้นประสาท”

ฟังดูธรรมดาในปัจจุบันใช่ไหมครับ

แต่ถ้าย้อนกลับไปในยุคนั้น แนวคิดนี้แทบจะเป็นการมองข้ามกำแพงของยุคสมัยเลยทีเดียวนะ

นี่คือจุดเล็ก ๆ ที่สำคัญมากในประวัติศาสตร์ครับ

เป็นครั้งแรก ๆ ที่มีคนพยายามอธิบายการฝังเข็มด้วย neurophysiology แทนพลังลมปราณ แม้ในยุคนั้นมนุษย์ยังไม่เข้าใจระบบประสาทดีนัก แต่เมล็ดพันธุ์ของแนวคิดสมัยใหม่ได้ถูกหว่านลงแล้ว

หมอชอบช่วงนี้มาก เพราะมันทำให้เห็นว่า บางครั้งวิทยาศาสตร์ก็เริ่มต้นจาก “ความสงสัยเล็ก ๆ” ของคนเพียงคนเดียวแหละ

3️⃣ศตวรรษแห่งไฟฟ้า : เมื่อเข็มเริ่มเชื่อมกับสัญญาณประสาท

เมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 19 โลกเริ่มรู้จักไฟฟ้า มนุษย์เริ่มเข้าใจว่าเส้นประสาทสามารถนำกระแสสัญญาณได้ และทันใดนั้น “เข็มฝังเข็ม” ก็เริ่มถูกมองใหม่อีกครั้ง

Louis Berlioz แพทย์ชาวฝรั่งเศส เริ่มทดลองใช้ไฟฟ้าร่วมกับเข็ม นี่คือจุดเริ่มต้นของ electroacupuncture ในยุคแรก ๆ

จากเดิมที่เข็มถูกมองว่าเกี่ยวข้องกับ “พลังลึกลับ” มันเริ่มถูกตีความใหม่ว่าอาจเกี่ยวข้องกับการกระตุ้นระบบประสาท แม้ในเวลานั้นยังไม่มีใครรู้จัก neurotransmitter หรือ synapse แต่โลกตะวันตกเริ่มเดินเข้าสู่เส้นทางใหม่แล้ว

ตรงนี้เองที่หมอรู้สึกว่าน่าสนใจมาก

เพราะทันทีที่มนุษย์ค้นพบ “ไฟฟ้า” โลกการแพทย์ก็เริ่มมองร่างกายใหม่ทั้งหมด

หัวใจมีไฟฟ้า
สมองมีไฟฟ้า
เส้นประสาทมีไฟฟ้า

แล้วเข็ม…จะเกี่ยวข้องกับไฟฟ้าด้วยหรือไม่?

คำถามนี้ค่อย ๆ ผลักการฝังเข็มออกจากโลกแห่งปรัชญา และพาเข้าสู่โลกของสรีรวิทยาทีละน้อย
ต้องขอบคุณเค้านะที่ทำให้เรามี พอยเตอร์ และเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าที่เข็มมาถึงปัจจุบันนี้

4️⃣George Soulié de Morant : ผู้พา “ชี่” เข้าสู่ยุโรป

ต้นศตวรรษที่ 20 นักการทูตชาวฝรั่งเศสชื่อ George Soulié de Morant เดินทางมายังจีนและหลงใหลศาสตร์แพทย์จีนอย่างมาก เขาใช้เวลาศึกษาตำราจีนจำนวนมหาศาล และแปลศาสตร์การฝังเข็มเข้าสู่ยุโรป

คำที่เราคุ้นเคยอย่าง Meridian, Energy, Qi ล้วนแพร่หลายผ่านงานของเขา

หมอมองว่า ถ้าไม่มีชายคนนี้ โลกตะวันตกอาจเข้าไม่ถึงศาสตร์จีนเร็วขนาดนั้น

แม้ภายหลังจะมีคนวิจารณ์ว่าการแปลคำว่า 气 เป็น “Energy” อาจไม่ตรงกับแนวคิดดั้งเดิมของจีนทั้งหมด แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาคือบุคคลสำคัญที่ทำให้ยุโรปเริ่ม “พูดภาษาของการฝังเข็ม”

อย่างไรก็ตาม การฝังเข็มในยุคนั้นยังคงอยู่กึ่งกลางระหว่างศาสตร์โบราณกับการแพทย์สมัยใหม่ มันยังไม่มีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจน จนกระทั่งมีชายคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้น

5️⃣Felix Mann : ชายผู้เปลี่ยนเข็มให้กลายเป็นศาสตร์ประสาทวิทยา

หากจะมีใครสักคนที่เปลี่ยนเส้นทางของการฝังเข็มตะวันตกอย่างแท้จริง บุคคลนั้นคือ Felix Mann แพทย์ชาวอังกฤษผู้กล้าตั้งคำถามกับทุกสิ่ง

หมอชอบคำว่า “กล้าตั้งคำถาม” มากครับ

เพราะหลายครั้งในประวัติศาสตร์ คนที่เปลี่ยนโลกได้ ไม่ใช่คนที่เชื่อเก่งที่สุด แต่คือคนที่ “กล้าสงสัย”

Felix Mann เดินทางไปเรียนฝังเข็ม ศึกษาภาษาจีน อ่านตำราโบราณ และฝึกการรักษาอย่างจริงจัง แต่ยิ่งรักษาคนไข้มากขึ้น เขากลับยิ่งสงสัย

เขาพบว่าบางครั้งการปักเข็ม “ผิดจุด” กลับยังได้ผลดี เขาพบว่าคนไข้บางคนตอบสนองต่อเข็มเพียงเล็กน้อยอย่างมหาศาล และเขาเริ่มถามคำถามที่ไม่มีใครกล้าถาม

“จุดฝังเข็มมีอยู่จริงหรือ? เส้นลมปราณมีอยู่จริงไหม?”

ในที่สุด เขากล่าวประโยคที่กลายเป็นตำนานว่า

“Acupuncture points do not exist. Meridians do not exist.”

ถ้าเป็นในยุคนั้น ประโยคนี้แทบเหมือนการโยนระเบิดเข้าใส่วงการฝังเข็มเลยครับ

แต่สิ่งสำคัญที่หมออยากให้เข้าใจคือ เขาไม่ได้ปฏิเสธ “ผลของการฝังเข็ม” เขาปฏิเสธเพียง “คำอธิบายแบบดั้งเดิม” และเสนอว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจริง คือการกระตุ้นระบบประสาท

นี่คือจุดกำเนิดของ Western Medical Acupuncture อย่างแท้จริง

6️⃣จากเส้นลมปราณ…สู่ Pain Neuroscience

หลังยุคของ Felix Mann โลกเริ่มอธิบายการฝังเข็มด้วยภาษาของประสาทวิทยา เข็มไม่ได้ถูกมองว่า “ระบายพลัง” อีกต่อไป แต่มันอาจกำลังปรับการทำงานของไขสันหลัง กระตุ้น descending inhibitory pathway เปลี่ยนการทำงานของสมอง กระตุ้น endogenous opioid และปรับ autonomic nervous system

โลกเริ่มไม่ถามแล้วว่า “ชี่คืออะไร” แต่เริ่มถามว่า C-fiber ถูกกระตุ้นอย่างไร spinal gating เกิดตรงไหน serotonin เพิ่มขึ้นหรือไม่ สมองส่วนใด activate

หมอว่าตรงนี้น่าสนใจมาก

เพราะในอดีต หมอจีนอาจพูดว่า “ชี่เดิน”
แต่ในปัจจุบัน นักประสาทวิทยาอาจพูดว่า

“descending pain modulation ถูก activate”

อาจเป็นไปได้ว่า ทั้งสองฝ่ายกำลังพยายามอธิบาย “สิ่งเดียวกัน” เพียงแต่ใช้ภาษาคนละชุด

7️⃣ปี 1972 : วันที่โลกหันกลับมามองเข็มอีกครั้ง

เรื่องนี้หมอชอบมากครับ เพราะมันเกิดจากเหตุการณ์บังเอิญล้วน ๆ

เมื่อประธานาธิบดี Nixon เดินทางเยือนจีนในปี 1972 นักข่าวชื่อ James Reston เกิดไส้ติ่งอักเสบระหว่างการเดินทาง และได้รับการฝังเข็มเพื่อลดปวดหลังผ่าตัด บทความของเขาใน New York Times ทำให้โลกตะวันตกตกตะลึง

หมอลองนึกภาพนะครับ…

นักข่าวอเมริกันคนหนึ่ง เขียนเล่าว่า “เข็มจากจีน” สามารถช่วยลดปวดได้จริง

ในยุคนั้น มันแทบเหมือนนิยายวิทยาศาสตร์

ทันใดนั้น คนทั้งโลกเริ่มถามว่า “เข็มเล็ก ๆ นี้ลดปวดได้อย่างไร?” และจากจุดนั้นเอง การวิจัยด้าน acupuncture neurophysiology ก็ระเบิดขึ้นอย่างมหาศาล

8️⃣Gate Control Theory และ Endorphin

ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน Melzack และ Wall เสนอ Gate Control Theory แนวคิดที่ว่า “ความปวด” มีประตูในไขสันหลัง ซึ่งสามารถถูกปิดได้จากการกระตุ้นทางประสาทบางชนิด

ทันใดนั้น การฝังเข็มก็เริ่มมี “ภาษาวิทยาศาสตร์” ของตัวเอง

ต่อมามีการค้นพบว่าการฝังเข็มสามารถกระตุ้นการหลั่ง endorphin ได้จริง และเมื่อใช้ naloxone ซึ่งต้าน opioid ฤทธิ์ลดปวดของการฝังเข็มกลับลดลงอย่างชัดเจน

นี่คือหลักฐานสำคัญที่ทำให้โลกการแพทย์เริ่มยอมรับว่า การฝังเข็มไม่ได้เป็นเพียงความเชื่อ แต่มันส่งผลต่อระบบประสาทจริง

หมอชอบช่วงนี้มาก เพราะนี่คือครั้งแรกที่ “เข็ม” เริ่มเดินเข้าสู่ห้องทดลองอย่างเต็มตัว

จากเดิมที่เป็นศาสตร์โบราณ มันเริ่มถูกวัดได้
เริ่มถูกสแกนสมองได้
เริ่มถูกตรวจสารเคมีได้

และยิ่งศึกษามากขึ้น โลกก็ยิ่งพบว่า ร่างกายมนุษย์ซับซ้อนกว่าที่เคยคิดไว้มาก

9️⃣Trigger Point และ Dry Needling

ขณะเดียวกัน อีกสายหนึ่งของโลกการแพทย์ก็เติบโตขึ้นแบบคู่ขนาน

Janet Travell และ David Simons ค้นพบว่าในกล้ามเนื้อมี “จุดไวผิดปกติ” ที่ทำให้เกิด referred pain พวกเขาเรียกมันว่า Myofascial Trigger Point และต่อมาแพทย์เริ่มใช้เข็มกระตุ้นจุดเหล่านี้โดยไม่ฉีดยา นี่คือกำเนิดของ Dry Needling

และเมื่อศึกษามากขึ้น หลายคนพบว่า trigger point จำนวนมากกลับอยู่ตรงกับจุดฝังเข็มแบบดั้งเดิมอย่างน่าประหลาดใจ

ซึ่งเอาจริงๆหมอมักชอบหยุดคิดตรงนี้เสมอ

เพราะมันทำให้เกิดคำถามที่น่าสนใจมากว่า…

หรือจริง ๆ แล้ว คนโบราณอาจ “คลำพบ” บางอย่างจากประสบการณ์ทางคลินิกมานานแล้ว เพียงแต่ยังไม่มีภาษาแบบวิทยาศาสตร์ไว้ใช้อธิบายรึเปล่า

โลกตะวันตกจึงเริ่มตระหนักว่า บางที…ศาสตร์โบราณอาจกำลังพูดถึงสิ่งเดียวกัน เพียงแต่ใช้คนละภาษา

🔟ปัจจุบัน : การฝังเข็มที่ไม่จำเป็นต้องใช้ “เข็ม”

ทุกวันนี้ Western Medical Acupuncture ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เข็มอีกต่อไป มันขยายไปสู่ electroacupuncture, laser acupuncture, TENS, peripheral neuromodulation, trigger point therapy และ fascial stimulation

เพราะหัวใจสำคัญไม่ใช่ “เข็ม” แต่คือการกระตุ้นระบบประสาทเพื่อเปลี่ยนการทำงานของร่างกายและความปวด

หมอว่าตรงนี้สำคัญมาก

เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งที่วงการแพทย์สมัยใหม่สนใจ อาจไม่ใช่ “เข็ม” ด้วยซ้ำ

แต่คือที่สนใจคือ
“ร่างกายมนุษย์ตอบสนองต่อการกระตุ้นอย่างไร”

และการฝังเข็ม เป็นเพียงหนึ่งในวิธีที่เก่าแก่ที่สุด ที่มนุษย์ค้นพบในการสื่อสารกับระบบประสาทของตัวเอง

สรุปสุดท้ายนะครับ
ศาสตร์โบราณ…สู่ภาษาของสมอง

เรื่องราวของการฝังเข็มตะวันตก ไม่ใช่เรื่องของการแทนที่ศาสตร์แพทย์จีน แต่มันคือวิวัฒนาการของการตีความ

จากวันที่ชาวยุโรปมองเส้นลมปราณด้วยความไม่เข้าใจ…สู่วันที่นักประสาทวิทยามองเข็มเล็ก ๆ แล้วเห็น spinal modulation, endogenous opioids, cortical plasticity และ autonomic regulation

เข็มเล่มเดิมยังคงอยู่ แต่ความหมายของมันได้เปลี่ยนไปตามยุคสมัย

และบางที…สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของการฝังเข็ม อาจไม่ใช่คำถามว่า “เส้นลมปราณมีจริงหรือไม่” แต่คือคำถามที่ว่า

“เหตุใดมนุษย์จึงสามารถเปลี่ยนความเจ็บปวดของตนเองได้ ด้วยการกระตุ้นเพียงเล็กน้อยจากปลายเข็ม”

คำถามนั้นยังไม่มีคำตอบสมบูรณ์ครับ

และนั่นแหละ คือสิ่งที่ทำให้หมอยังคงหลงใหลในศาสตร์นี้อยู่จนถึงทุกวันนี้ครับอิอิ

อ้างอิง
- Filshie J, White A. Medical Acupuncture: A Western Scientific Approach. 2nd ed. Singapore: Elsevier; 2016.

#แพทย์จีน #ฝังเข็ม #ระบบประสาท #การลดปวด #หมอแมนแพทย์จีน

สมองฟื้นฟูได้จริงมั้ย หรือ แค่ชดเชย🧠https://www.facebook.com/share/p/1BSxWfPZaT/?mibextid=wwXIfr
24/05/2026

สมองฟื้นฟูได้จริงมั้ย หรือ แค่ชดเชย🧠

https://www.facebook.com/share/p/1BSxWfPZaT/?mibextid=wwXIfr

สมองไม่ได้ “ฟื้นกลับ” แต่กำลัง “จัดระเบียบตัวเองใหม่” 🧠
คำยอดฮิต Neuroplasticity

ต้องยอมรับว่าตอนที่หมอเริ่มเรียนรู้เรื่องนี้ครั้งแรก มันเปลี่ยนความเข้าใจของหมอไปพอสมควรเลยครับ

แต่ก่อนตอนฝังเข็มรักษาคนไข้อัมพฤกษ์ เราคุ้นเคยบ่อยกับคำว่า “ฟื้นตัว” กันมาก จนแทบไม่ได้ตั้งคำถาม ราวกับสมองเป็นแผลที่รอวันสมานเหมือนผิวหนัง แต่พอยิ่งอ่านมากขึ้น ยิ่งเจอคนไข้มากขึ้น ก็ยิ่งรู้สึกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในสมองหลังบาดเจ็บ มันซับซ้อนและน่าทึ่งกว่านั้นมากเลย

ต้องบอกว่าหลายครั้งสมองไม่ได้กลับไปเหมือนเดิมนะ แต่มันกำลัง “เปลี่ยนตัวเอง” เพื่อให้ยังทำหน้าที่ต่อไปได้ตังหาก

สิ่งนี้เรียกว่า Neuroplasticity ซึ่งพูดง่ายๆ คือความสามารถของระบบประสาทในการเปลี่ยนแปลงตัวเอง ทั้งในระดับ synapse ระดับ neural network ไปจนถึงระดับพฤติกรรม

ดั้งเดิมสมัยก่อนๆวงการแพทย์เคยเชื่อว่าเซลล์สมองเสียแล้วเสียเลย ผู้ป่วย stroke หรือ traumatic brain injury หลายคนถูกตัดสิน prognosis ตั้งแต่วันแรกๆ ว่า “คงทำไม่ได้แล้ว”

ซึ่งถ้ามองย้อนกลับไป ก็รู้สึกเห็นใจคนไข้ในยุคนั้นไม่น้อยเลย🥲

แต่ปัจจุบันเราพบว่าสมองไม่ใช่อวัยวะที่นิ่ง มันคือระบบที่ dynamic อย่างมาก และพร้อม reorganize ตัวเองอยู่ตลอดเวลาครับ

สิ่งที่หมอแมนอยากให้ลองนึกภาพคือ การ reorganize นี้ไม่ได้แปลว่า “สมองซ่อมกลับเหมือนเดิม” เสมอไป แต่หลายครั้งมันคือการที่สมองกำลังสร้าง “ทางเดินใหม่” เพื่อรักษา function เดิมให้ได้มากที่สุด

ถ้าให้เปรียบก็เหมือนเมืองที่ถนนเส้นหลักพัง รถไม่ได้หยุดวิ่ง มันเริ่มหาทางอ้อม ใช้ซอยเล็ก ใช้ถนนรอง จนสุดท้ายการจราจรยังพอไหลต่อได้ แม้จะไม่เหมือนเดิมอีกแล้วก็ตาม

ประเด็นที่หมอแมนคิดว่าสำคัญมากในทางคลินิก และตัวเองก็ต้องเตือนตัวเองอยู่เสมอ คือความแตกต่างระหว่าง Recovery กับ Compensation

เพราะทั้งสองอย่างดูเหมือนกันจากภายนอก แต่ข้างในสมองต่างกันโดยสิ้นเชิง

ยกตัวอย่างครับมีงานวิจัยคลาสสิกชิ้นหนึ่ง
ที่ศึกษาหนูซึ่งถูกทำลาย pyramidal tract ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญของ motor control หลังจากนั้นนักวิจัยให้หนูทำ skilled reaching task

ปรากฏว่าน้องยังสามารถหยิบอาหารได้สำเร็จ

ถ้ามองแค่ผลลัพธ์ เราอาจด่วนสรุปว่ามัน recover แล้ว

แต่เมื่อวิเคราะห์ movement quality อย่างละเอียด กลับพบว่า pattern การเคลื่อนไหวเปลี่ยนไปทั้งหมด ทั้ง wrist movement, finger control และ grasping strategy

มันไม่ได้กลับไปเคลื่อนไหวแบบเดิม แต่กำลัง “หาวิธีใหม่ในการเคลื่อนไหว”

และที่น่าสนใจมากคือ เมื่อทำ cortical mapping กลับพบว่า motor cortex representation หดลงอย่างชัดเจน แม้ behavior ภายนอกจะดูใกล้เคียงเดิมก็ตาม

นั่นหมายความว่าจริงๆ neural circuitry ข้างในเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ แม้เราจะมองไม่เห็นจากภายนอกก็ตาม

สิ่งที่หมอเห็นในคลินิกบ่อยมากคือผู้ป่วย stroke ที่เดินได้ แต่จริงๆ แล้วใช้ trunk compensation แทน shoulder control หรือใช้ hip hiking แทน ankle dorsiflexion

บางคนหยิบจับได้ แต่ใช้ synergistic movement ทั้งระบบ

functional outcome ดูดีขึ้น แต่ movement quality และ neural strategy เปลี่ยนไปแล้ว

และนี่คือสิ่งที่ neuroplasticity พยายามบอกเรา

สมองไม่ได้สนใจว่า movement จะ “สวย” หรือ “ถูกต้อง” มันสนใจแค่ว่า “ทำสำเร็จหรือเปล่า”

ถ้าการเคลื่อนไหวแบบผิดๆ ยังพาไปถึงเป้าหมายได้ สมองก็พร้อม reinforce วงจรนั้นซ้ำๆ โดยไม่ถามว่าดีหรือไม่ดี

นี่คือด้านที่น่ากลัวของ plasticity เพราะสมองไม่ได้เรียนรู้เฉพาะสิ่งที่ดี มันเรียนรู้ “สิ่งผิด” ได้เหมือนกัน

ใน pain neuroscience เองก็เกิดเรื่องเดียวกัน และผมคิดว่าเรื่องนี้สำคัญมากสำหรับคนที่ดูแลผู้ป่วย chronic pain

ผู้ป่วยหลายคนไม่ได้มี tissue damage รุนแรงเหมือนวันแรกแล้ว แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ pain network ในสมอง

วงจรความปวดถูก activate ซ้ำๆ จนเกิด central sensitization สมองเริ่มไวต่อความปวดมากขึ้น แม้ stimulus จะน้อยลงก็ตาม

พูดง่ายๆ คือ ตอนที่
สมองกำลัง “จำความเจ็บ” และยิ่งจำซ้ำ วงจรก็จะยิ่งแข็งแรง

มีประโยคหนึ่งที่หมอแมนชอบมากใน neuroscience คือ

“Neurons that fire together, wire together.”

เซลล์ประสาทที่ถูก activate พร้อมกันบ่อยๆ จะเชื่อมต่อกันแน่นขึ้นเรื่อยๆ

ฟังดูง่ายนะ แต่ครอบคลุมเกือบทุกอย่างที่มนุษย์ทำ ทั้งการเรียนรู้ ความจำ การฟื้นฟู chronic pain ความวิตกกังวล addiction และแม้แต่ meditation

ทุกสิ่งที่เราทำซ้ำๆ กำลัง reshape brain circuitry ของตัวเองอยู่ตลอดเวลา โดยที่เราแทบไม่รู้สึกตัวเลย

นี่คือเหตุผลที่ผมมองว่า rehabilitation ไม่ใช่แค่การ “ฝึกกล้ามเนื้อ” แต่มันคือการ sculpt สมองใหม่ ผ่าน repetitive sensory-motor experience

ทุก movement repetition กำลังส่งข้อความไปยัง cortex ว่า

“วงจรนี้ยังสำคัญ อย่าทิ้งมันไปนะ”

ทุก sensory input กำลังค่อยๆ เปลี่ยน organization ของสมอง

และนี่คือเหตุผลว่าทำไม task-specific training, motor learning และ enriched environment จึงสำคัญมากใน modern rehabilitation

เพราะสมองตอบสนองต่อ “ประสบการณ์ที่มีความหมาย” มากกว่าการเคลื่อนไหวแบบ passive อย่างเทียบกันไม่ติด

สิ่งที่หมอยังรู้สึก fascinated ทุกครั้งที่นึกถึงเรื่องนี้คือ สมองไม่ใช่อวัยวะที่ “คงที่”

มันคืออวัยวะที่กำลัง “กลายเป็นบางสิ่ง” อยู่ตลอดเวลา

มันเปลี่ยนตามสิ่งที่เราทำซ้ำ เปลี่ยนตามความคิด เปลี่ยนตามความเครียด เปลี่ยนตามการเคลื่อนไหว เปลี่ยนตามประสบการณ์ชีวิตทั้งหมดที่เราผ่านมา

คำถามที่หมอแมนคิดว่าสำคัญกว่า “สมองเปลี่ยนได้ไหม” จึงไม่ใช่คำถามนั้นอีกต่อไป

แต่คือ

“ตอนนี้สมองกำลังเปลี่ยนไปในทิศทางไหน”

สุดท้ายแล้ว ทุกการใช้ชีวิตของเรา กำลังค่อยๆ เขียนวงจรประสาทของตัวเองใหม่อยู่เสมอ ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม 🧠

❗️ในฐานะแพทย์แผนจีน หมอกลับรู้สึกว่าแนวคิด Neuroplasticity ไม่ได้ห่างจากศาสตร์จีนเลย

เพราะในมุมหนึ่ง สิ่งที่แพทย์จีนพูดเรื่อง “การปรับสมดุล” มาเป็นพันปี อาจกำลังสะท้อนหลักการเดียวกันกับสิ่งที่ neuroscience กำลังค้นพบในวันนี้

ร่างกายไม่ได้หยุดนิ่ง
สมองไม่ได้หยุดนิ่ง
เส้นทางการทำงานของระบบประสาทเองก็ไม่ได้หยุดนิ่งเช่นกัน

เมื่อมีการกระตุ้นซ้ำๆ ไม่ว่าจะผ่าน movement, sensation, emotion, pain หรือแม้แต่การฝังเข็ม วงจรประสาทก็สามารถค่อยๆ เปลี่ยนรูปแบบการทำงานได้

บางที “การรักษา” อาจไม่ได้หมายถึงการพาร่างกายกลับไปเหมือนเดิมทั้งหมด

แต่อาจหมายถึงการช่วยให้ร่างกาย “สร้างสมดุลใหม่” ที่ยังสามารถใช้ชีวิตต่อไปได้ดีที่สุดในสภาพที่เปลี่ยนไปแล้ว

และนี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมศาสตร์การฟื้นฟู การฝังเข็ม การเคลื่อนไหว การหายใจ การนอน การทำสมาธิ หรือแม้แต่สภาพแวดล้อมของชีวิต จึงสามารถค่อยๆ เปลี่ยนสมองของคนคนหนึ่งได้จริง

เพราะสุดท้ายแล้วเราทั้งสองศาสตร์เชื่อเหมือนกันว่า

มนุษย์ไม่ได้มี “สมองที่ตายตัว”🧠

แต่เรามีสมองที่กำลังเรียนรู้ว่าจะเป็นอะไรต่อไปอยู่ทุกวันตังหากครับ
สู้ต่อไปทาเคชิ❤️

📚 อ้างอิงและเรียบเรียงจากแนวคิดด้าน Neuroplasticity และ Neurorehabilitation จากหนังสือ Neuroplasticity and Rehabilitation edited by Sarah A. Raskin (The Guilford Press, 2011)

#หมอแมนแพทย์จีน #สมอง #เวชศาสตร์ฟื้นฟู

บทเรียนที่ต้องรู้ https://www.facebook.com/share/p/1B6eFAkpJX/?mibextid=wwXIfr
12/05/2026

บทเรียนที่ต้องรู้
https://www.facebook.com/share/p/1B6eFAkpJX/?mibextid=wwXIfr

EP133**🧠 Neuroplasticity สมองถูกปั้นใหม่ทุกวัน
— โดยสิ่งที่คุณทำซ้ำ
(Neuroplasticity คืออะไร และทำไมมันถึงสำคัญกว่าที่คิด)

สมัยก่อนหลายคนมักเข้าใจว่า “สมอง” เป็นอวัยวะที่เมื่อโตเต็มวัยแล้วก็จะค่อย ๆ เสื่อมลงไปตามอายุ เหมือนเครื่องจักรที่ใช้งานไปนาน ๆ แล้วสึกหรอ แต่ในความเป็นจริง สมองของมนุษย์ไม่ได้หยุดนิ่งแบบนั้นครับ

👨🏻‍⚕️วันนี้หมอแมนจะมาเล่าความมหัศจรรย์💡
🧠ของสมองให้ทุกคนฟัง

สมองเป็นอวัยวะที่มีชีวิต เปลี่ยนแปลงได้ เรียนรู้ได้ ปรับตัวได้ และในบางกรณีก็สามารถฟื้นตัวได้อย่างน่าทึ่ง

ความสามารถนี้เรียกว่า “Neuroplasticity” หรือ “ความยืดหยุ่นของระบบประสาท”ครับ

ซึ่งคำว่า Neuroplasticity หมายถึงความสามารถของระบบประสาทในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง หน้าที่ หรือการเชื่อมต่อของเซลล์ประสาท 🔻
🔺เพื่อตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นทั้งจากภายในและภายนอกร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ ประสบการณ์ สิ่งแวดล้อม การฝึกฝน การบาดเจ็บ หรือโรคทางระบบประสาท โดยแนวคิดนี้ได้รับการอธิบายอย่างกว้างขวางในตำราทางประสาทวิทยาสมัยใหม่ครับ

👉🏻พูดให้ง่ายขึ้นคือ…

ตัวสมองของเราไม่ได้เป็นเหมือนคอนกรีตที่หล่อเสร็จแล้วแข็งตัวถาวร
แต่มันเหมือน “ดินเหนียวที่ถูกปั้นใหม่ได้เรื่อย ๆ” ตามสิ่งที่เราทำซ้ำในชีวิต

ถ้าเราใช้สมองส่วนใดบ่อย เส้นทางประสาทส่วนนั้นจะค่อย ๆ แข็งแรงขึ้น
และ
ถ้าเราเลิกใช้ทักษะบางอย่าง วงจรนั้นก็อาจอ่อนแรงลง
และถ้าเกิดการบาดเจ็บ สมองบางส่วนอาจเรียนรู้ที่จะจัดเส้นทางใหม่ เพื่อให้ส่วนที่ยังทำงานอยู่เข้ามาช่วยชดเชยส่วนที่เสียไปครับ

⚠️สิ่งสำคัญที่ควรเข้าใจคือ Neuroplasticity ไม่ได้เกิดเฉพาะตอนสมองบาดเจ็บเท่านั้น🚫

จริงอยู่ที่เรามักได้ยินคำนี้ในบริบทที่หมอแมนอธิบายของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง อุบัติเหตุทางสมอง หรือการฟื้นฟูระบบประสาท เช่น ผู้ป่วย stroke ฝึกเดินใหม่ ฝึกใช้แขนใหม่ หรือฝึกพูดใหม่
แต่ในความจริง Neuroplasticity เป็น “กระบวนการปกติ” ที่เกิดขึ้นกับสมองของเราทุกวัน แม้ในสมองที่ปกติดีก็ตาม

และทุกคนรู้มั้ยครับว่าทุกครั้งที่เราเรียนรู้ภาษาใหม่ อ่านหนังสือ เล่นดนตรี ฝึกสมาธิ ออกกำลังกาย ใช้โทรศัพท์ เล่นเกม หรือแม้แต่คิดกังวลเรื่องเดิมซ้ำ ๆ สมองกำลังเปลี่ยนแปลงตัวเองอยู่เงียบ ๆเลยนะครับ

ดังนั้นคำถามที่สำคัญจึงไม่ใช่ “สมองเราเปลี่ยนได้ไหม”❓

🔎แต่คือ…

“ทุกวันนี้ เรากำลังฝึกให้สมองเปลี่ยนไปทางไหน?”

🗂️ Neuroplasticity มีกี่แบบ?
จริง ๆ แล้วในตำราและงานวิจัยมีการแบ่ง neuroplasticity ได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับมุมมองทางประสาทวิทยา บางแหล่งแบ่งตามระดับเซลล์ บางแหล่งแบ่งตามหน้าที่ หรือแบ่งตามผลลัพธ์ของการเปลี่ยนแปลง

แต่ถ้าเล่าให้เข้าใจง่ายและเชื่อมโยงกับชีวิตจริง เราอาจอธิบาย Neuroplasticity ออกเป็น 4 กลุ่มใหญ่ ซึ่งแต่ละกลุ่มสัมพันธ์กับทั้งการเรียนรู้ การฟื้นฟู และพฤติกรรมในชีวิตประจำวันอย่างชัดเจน

1️⃣ Structural Plasticity — สมองที่เปลี่ยนรูปร่างได้จริง ๆ

นี่คือการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของสมอง เช่น การเปลี่ยนแปลงของจำนวนแขนงประสาท ความหนาแน่นของจุดเชื่อมต่อระหว่างเซลล์ประสาท หรือปริมาตรของสมองบางบริเวณ

จากงานทบทวนทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับ structural neuroplasticity อธิบายว่า สมองสามารถเปลี่ยนแปลงทั้งจำนวน รูปร่าง ความแข็งแรง และการเชื่อมต่อของเครือข่ายประสาทได้ตลอดช่วงชีวิต ทั้งในช่วงพัฒนาการ การเรียนรู้ และการปรับตัวต่อสิ่งแวดล้อม

ซึ่งมีตัวอย่างที่โด่งดังมากคือการศึกษาคนขับแท็กซี่ในลอนดอนของ Eleanor Maguire และคณะ ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences (PNAS)

🚕คนขับแท็กซี่ลอนดอนต้องจดจำถนนจำนวนมหาศาล เส้นทาง ซอย จุดห้ามเลี้ยว และสถานที่สำคัญหลายหมื่นแห่ง งานวิจัยพบว่าคนขับแท็กซี่เหล่านี้มีสมองส่วน posterior hippocampus ซึ่งเกี่ยวข้องกับความจำเชิงพื้นที่และการนำทาง ใหญ่กว่าคนทั่วไป และขนาดของสมองส่วนนี้สัมพันธ์กับประสบการณ์การขับแท็กซี่ครับ

ในขณะเดียวกัน anterior hippocampus บางส่วนกลับมีขนาดเล็กลงเล็กน้อย สะท้อนให้เห็นว่าสมองกำลัง “จัดสรรทรัพยากรใหม่” ตามสิ่งที่ใช้งานซ้ำเป็นเวลานาน

🔺ตัวอย่างนี้สำคัญมาก เพราะมันทำให้เราเห็นว่า สมองไม่ได้เปลี่ยนเฉพาะจากโรคหรือการบาดเจ็บ แต่เปลี่ยนจาก “การใช้งานซ้ำ” ด้วย

ถ้าเราใช้สมองเพื่อจำเส้นทางทุกวัน สมองจะปรับตัวเพื่อรองรับทักษะนั้น
ถ้าเราใช้สมองเพื่อเล่นดนตรีทุกวัน สมองจะปรับวงจรการฟัง การเคลื่อนไหว และจังหวะ
ถ้าเราใช้สมองเพื่ออ่าน คิด วิเคราะห์ และจดจ่อ สมองก็จะค่อย ๆ สร้างทางเดินของสมาธิและความคิดลึกขึ้นมา

และนั่นนำไปสู่กลุ่มที่สอง ซึ่งเห็นได้ชัดที่สุดในผู้ป่วยที่เราดูแลกันอยู่ทุกวัน…🔻

2️⃣ Functional Plasticity — เมื่อสมองส่วนหนึ่งเสียหาย ส่วนอื่นรับงานต่อได้

นี่คือความสามารถของสมองในการปรับหน้าที่การทำงาน เช่น เมื่อสมองบางส่วนเสียหาย สมองส่วนอื่นอาจเข้ามาช่วยทำงานแทน หรือเครือข่ายประสาทอาจจัดรูปแบบการทำงานใหม่เพื่อให้ร่างกายกลับมาทำงานได้ดีขึ้น

✅ตัวอย่างที่เห็นชัดที่สุดคือผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง

เมื่อสมองส่วนที่ควบคุมการเคลื่อนไหวเสียหาย ผู้ป่วยอาจอ่อนแรงครึ่งซีก เดินลำบาก หรือใช้แขนขาไม่ได้เหมือนเดิม แต่เมื่อได้รับการฟื้นฟูอย่างเหมาะสม เช่น กายภาพบำบัด ฝึกเดิน ฝึกหยิบจับ ฝึกใช้แขนซ้ำ ๆ สมองจะค่อย ๆ ปรับวงจรใหม่

การฟื้นตัวหลัง stroke จึงไม่ได้เกิดจากกล้ามเนื้ออย่างเดียว แต่เกิดจากสมองที่เรียนรู้ใหม่ด้วย

งานทบทวนด้าน neurorehabilitation ของ Dimyan และ Cohen รวมถึง Maier และคณะ อธิบายว่า neuroplasticity เป็นรากฐานสำคัญของการฟื้นฟูระบบประสาทหลัง stroke โดยเฉพาะการฝึกแบบ task-specific practice, repetition และ motor learning

พูดให้เห็นภาพคือ…

การฟื้นฟูผู้ป่วย stroke ไม่ใช่แค่ “ขยับแขนให้แรงขึ้น”
แต่คือการบอกสมองซ้ำ ๆ ว่า

“เส้นทางนี้ยังใช้ได้ เรามาสร้างทางใหม่กัน”

นี่คือเหตุผลว่าทำไมการฟื้นฟูจึงต้องอาศัยความสม่ำเสมอ การทำซ้ำ และการฝึกที่มีเป้าหมาย

แล้วการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้มันเกิดขึ้นที่ระดับเล็กที่สุดอย่างไร? คำตอบอยู่ที่กลุ่มที่สาม…🔻

3️⃣ Synaptic Plasticity — “Neurons that fire together, wire together”

เซลล์ประสาทในสมองไม่ได้ทำงานแยกกัน แต่สื่อสารกันผ่านจุดเชื่อมต่อที่เรียกว่า synapse

ถ้าเซลล์ประสาทสองกลุ่มถูกใช้งานร่วมกันบ่อย ๆ การเชื่อมต่อระหว่างกันจะค่อย ๆ แข็งแรงขึ้น หลักการนี้มักถูกอธิบายด้วยประโยคว่า

“Neurons that fire together, wire together.”

หรือพูดง่าย ๆ คือ
เซลล์ประสาทที่ทำงานพร้อมกันบ่อย ๆ จะเชื่อมต่อกันแน่นขึ้น

นี่คือพื้นฐานของการเรียนรู้และความจำ

เวลาเราเรียนภาษาใหม่ ช่วงแรกอาจจำศัพท์ไม่ได้ ฟังไม่ทัน พูดติดขัด แต่เมื่อฝึกซ้ำ ๆ สมองจะเริ่มสร้างวงจรใหม่ คำศัพท์ที่เคยยากจะนึกออกเร็วขึ้น เสียงที่เคยฟังไม่ออกจะเริ่มแยกได้ดีขึ้น

นี่ไม่ใช่แค่ “ความจำดีขึ้น” แบบลอย ๆ
แต่คือการเชื่อมต่อของระบบประสาทที่ถูกฝึกให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

หลักการนี้ยังอธิบายได้ถึงการเรียนดนตรี การฝึกกีฬา การฝึกสมาธิ หรือแม้แต่การทำหัตถการทางการแพทย์ซ้ำ ๆ จนเกิด muscle memory

แต่ถ้า neuroplasticity ดีแบบนี้ ทำไมบางคนยิ่งฝึกกลับยิ่งแย่ลง?

นั่นคือสิ่งที่กลุ่มที่สี่อธิบาย…🔻

4️⃣ Maladaptive Plasticity — สมองเปลี่ยนได้ แต่ไม่ได้เปลี่ยนในทางที่ดีเสมอไป

นี่เป็นส่วนที่คนทั่วไปมักไม่ค่อยพูดถึง แต่สำคัญมาก

เพราะ Neuroplasticity ไม่ได้แปลว่าสมองจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีเสมอไป

🧠สมองไม่ได้ตัดสินว่าอะไรดีหรือไม่ดี
สมองเพียงแค่ปรับตัวตามสิ่งที่เราทำซ้ำ

👉🏻ถ้าเราฝึกสิ่งที่ดี สมองก็เปลี่ยนไปในทางที่ดี✅
แต่ถ้าเราฝึกสิ่งที่ไม่ดี 🚫สมองก็อาจเปลี่ยนไปในทางที่ทำให้ปัญหาฝังแน่นขึ้นครับ

ตัวอย่างที่ชัดมากคืออาการปวดเรื้อรัง

ในผู้ป่วยบางราย แม้เนื้อเยื่อจะหายดีแล้ว แต่ระบบประสาทยังคงไวต่อความปวด สมองและไขสันหลังอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงจนทำให้สัญญาณปวดถูกขยายมากขึ้น

งานทบทวนด้าน chronic pain และ maladaptive plasticity อธิบายว่า อาการปวดเรื้อรังเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของสมอง ระบบประสาท และการประมวลผลสัญญาณความปวด

นี่คือเหตุผลว่าทำไมคนไข้ปวดเรื้อรังบางรายจึงไม่ได้หายด้วยการรักษาเฉพาะจุดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการฟื้นฟูระบบประสาทร่วมด้วย เช่น การเคลื่อนไหวอย่างค่อยเป็นค่อยไป การฝึกสมองให้ลดความกลัวต่อการเคลื่อนไหว การนอนหลับที่ดี การจัดการความเครียด และการบำบัดที่ช่วยลดการไวเกินของระบบประสาท

👨🏻‍⚕️อีกตัวอย่างหนึ่งคือพฤติกรรมการใช้มือถือและอินเทอร์เน็ต🛜

ถ้าเราฝึกสมองให้ตอบสนองต่อ notification ตลอดเวลา สมองจะคุ้นกับการถูกดึงความสนใจ

ถ้าเราฝึกสมองให้ไถ feed เร็ว ๆ ทุกวัน สมองจะคุ้นกับรางวัลสั้น ๆ และสิ่งเร้าเร็ว

ถ้าเราฝึกสมองให้สลับงานตลอดเวลา ความสามารถในการอยู่กับสิ่งเดียวลึก ๆ ก็อาจอ่อนลง

นี่จึงเชื่อมโยงกับคำถามของคนยุคนี้ว่า
ทำไมเราถึงอ่านหนังสือยากขึ้น?
ทำไมจดจ่อได้น้อยลง?
ทำไมอยู่กับความเงียบไม่ค่อยได้?

🔎คำตอบหนึ่งอาจอยู่ที่ neuroplasticity

ไม่ใช่ว่าสมองเราเสีย
แต่สมองกำลังถูกฝึกไปอีกทางหนึ่ง

🔑 แล้วถ้าอยากให้สมองเปลี่ยนในทางที่ต้องการ ต้องทำอย่างไร?

⚠️เงื่อนไขที่ทำให้ Neuroplasticity เกิดขึ้นมีหลายอย่าง แต่แก่นสำคัญคือ “ประสบการณ์ที่มีความหมายและเกิดซ้ำ”

สมองจะเปลี่ยนได้ดีเมื่อ
✅มีการฝึกซ้ำอย่างเพียงพอ
✅มีความตั้งใจ มีเป้าหมาย
✅มี feedback และมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้

การฝึกที่สม่ำเสมอจึงสำคัญกว่าการทำหนักเพียงครั้งเดียว

งานด้านการฟื้นฟูหลัง stroke อธิบายหลักการของ experience-dependent plasticity ว่า การฝึกต้องอาศัยการใช้งานจริง ความเข้มข้น ความเฉพาะเจาะจง การทำซ้ำ และความต่อเนื่อง เพื่อกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงของระบบประสาทอย่างมีประสิทธิภาพ

❤️พูดแบบคนทั่วไปคือ…

สมองไม่ได้เปลี่ยนเพราะเราฟังคำบรรยายดี ๆ หนึ่งครั้ง
แต่เปลี่ยนเพราะ “เราลงมือทำซ้ำจนสมองเชื่อว่าสิ่งนี้สำคัญ”

📚ถ้าอยากให้สมองอ่านได้ดีขึ้น ต้องอ่าน
🚶ถ้าอยากให้สมองเดินได้ดีขึ้นหลังเจ็บป่วย ต้องฝึกเดิน
🧠ถ้าอยากให้สมองไม่กลัวการเคลื่อนไหว ต้องค่อย ๆ ให้ประสบการณ์ใหม่ที่ปลอดภัย
🧘‍♂️ถ้าอยากให้สมองสงบ ต้องฝึกอยู่กับความสงบ
🔎ถ้าอยากให้สมองจดจ่อ ต้องฝึกจดจ่อ

🏥 Neuroplasticity ในทางการแพทย์ — รากฐานของการรักษาที่มองคนไข้ด้วยความหวัง

ในเวชศาสตร์ฟื้นฟู เราใช้ neuroplasticity เพื่อช่วยผู้ป่วย stroke กลับมาเดิน ใช้แขน พูด และใช้ชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น

ในอาการปวดเรื้อรัง เราใช้ความเข้าใจเรื่อง maladaptive plasticity เพื่ออธิบายว่าความปวดไม่ใช่แค่เรื่องของกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น หรือกระดูก แต่เกี่ยวข้องกับสมองที่ไวต่อสัญญาณปวดมากเกินไป

ในจิตเวชและสุขภาพจิต เราใช้หลักการนี้เพื่อเข้าใจว่าความคิดซ้ำ ๆ ความกลัว ความเครียด หรือพฤติกรรมบางอย่าง สามารถทำให้วงจรสมองบางเส้นทางแข็งแรงขึ้นได้ และในทางกลับกัน การบำบัด การฝึกสติ การออกกำลังกาย และการสร้างพฤติกรรมใหม่ก็สามารถช่วยปรับวงจรสมองได้เช่นกัน

ในผู้สูงอายุ Neuroplasticity ทำให้เราไม่ควรมองว่าสมองแก่แล้วเปลี่ยนไม่ได้ แม้ความสามารถในการเปลี่ยนแปลงอาจช้าลงเมื่ออายุมากขึ้น แต่สมองยังคงตอบสนองต่อการเรียนรู้ การเคลื่อนไหว

🫂สังคม และกิจกรรมที่กระตุ้นความคิดได้

งานทบทวนเกี่ยวกับ neuroplasticity ในพัฒนาการและวัยสูงอายุชี้ว่า plasticity เป็นปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับทั้งการเจริญเติบโต การปรับตัว และความชรา ไม่ใช่เรื่องเฉพาะวัยเด็กเท่านั้น

✍️ สรุปให้ลึกที่สุด — ชีวิตที่เราทำซ้ำ กำลังปั้นสมองของเราอยู่เสมอ

👣สมองของคนขับแท็กซี่เปลี่ยนจากการจำเส้นทาง
🎵สมองของนักดนตรีเปลี่ยนจากการฝึกเสียงและจังหวะ
🗣️สมองของผู้ป่วย stroke เปลี่ยนจากการฝึกฟื้นฟูซ้ำ ๆ
🧠สมองของคนปวดเรื้อรังอาจเปลี่ยนจากการถูกกระตุ้นด้วยความปวดนานเกินไป
🛜และสมองของคนยุคดิจิทัลก็อาจเปลี่ยนจากการถูกสิ่งเร้าดึงความสนใจตลอดเวลา

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่
“Neuroplasticity มีจริงไหม?”

แต่คือ…

“เราจะใช้ Neuroplasticity เพื่อรักษา ฟื้นฟู และพัฒนาชีวิตอย่างไร?”

เพราะในทางการแพทย์ ความเข้าใจเรื่องนี้ทำให้เรามองคนไข้ด้วยความหวังมากขึ้น

ผู้ป่วยที่เดินไม่ได้ อาจฝึกกลับมาเดินได้
ผู้ป่วยที่แขนอ่อนแรง อาจค่อย ๆ เรียนรู้การใช้แขนใหม่
ผู้ป่วยปวดเรื้อรัง อาจค่อย ๆ ลดความไวของระบบประสาทได้
ผู้ที่สมาธิแตกกระจาย อาจค่อย ๆ ฝึกสมองให้กลับมาจดจ่อได้
ผู้สูงอายุยังสามารถเรียนรู้สิ่งใหม่และสร้างวงจรสมองใหม่ได้

แต่ทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดจากปาฏิหาริย์✨

🔎มันเกิดจากการฝึกที่ถูกต้อง
✅ซ้ำพอ
✅นานพอ
✅ปลอดภัยพอ
✅และมีความหมายพอสำหรับสมอง🧠

สุดท้ายแล้ว Neuroplasticity สอนเราว่า…

สมองไม่ได้เป็นแค่อวัยวะที่อยู่ในกะโหลก
แต่มันเป็นสมุดบันทึกของสิ่งที่เราทำซ้ำทุกวัน

ถ้าเราเปลี่ยนสิ่งที่ทำซ้ำ
เราก็มีโอกาสเปลี่ยนสมอง

และถ้าเราเปลี่ยนสมองได้
เราก็มีโอกาสเปลี่ยนชีวิตได้เช่นกันครับ

::: หมอแมนแพทย์จีน:::

อ้างอิง:
Maguire EA, et al. Navigation-related structural change in the hippocampi of taxi drivers. PNAS. 2000.
Puderbaugh M, Emmady PD. Neuroplasticity. StatPearls, NCBI Bookshelf.
Marzola P, et al. Exploring the Role of Neuroplasticity in Development, Aging, and Neurodegeneration.
Dimyan MA, Cohen LG. Neuroplasticity in the context of motor rehabilitation after stroke.
Maier M, et al. Principles of Neurorehabilitation After Stroke Based on Motor Learning and Brain Plasticity Mechanisms.
Jaffal SM, et al. Neuroplasticity in chronic pain.
Li XY, et al. Maladaptive Plasticity and Neuropathic Pain.
https://thematter.co/thinkers/neuroplasticity/140239
:::

#สมอง #สุขภาพสมอง #ฟื้นฟูสมอง #สมาธิ #หมอแมนแพทย์จีน

https://www.facebook.com/share/1AtdG6EzA5/?mibextid=wwXIfr
10/05/2026

https://www.facebook.com/share/1AtdG6EzA5/?mibextid=wwXIfr

EP132** 😮‍💨งานหนักเครียดแล้วปวดคอเกี่ยวกันมั้ย…😔
🤔หรือแค่คิดไปเอง?🥹

มารู้จักสาเหตุเมื่ออาการปวดคอของคนออฟฟิศ อาจไม่ได้เกิดจากกระดูกเพียงอย่างเดียวครับ

“ช่วงนี้งานเยอะมากงานเร่ง แล้วคอปวดแทบทุกวัน”

สถานการณ์นี้หมอเองพบบ่อยมากในคลินิก
โดยเฉพาะในกลุ่มคนวัยทำงานที่ต้องอยู่หน้าจอหลายชั่วโมง บางคนเริ่มต้นจากอาการตึงเล็ก ๆ ที่ต้นคอหรือบ่า ก่อนจะค่อย ๆ คืบไปเป็นอาการปวดท้ายทอย ปวดร้าวขึ้นศีรษะ บางรายมีเวียนหัวร่วมด้วย จนเริ่มสงสัยว่าตัวเองเป็นหมอนรองกระดูกทับเส้นแล้วหรือเปล่า

🔎สิ่งที่น่าสนใจคือ พอหลายคนไปเอกซเรย์ ไป MRI กลับมาแล้วหมอบอกว่า “ปกตินะ กระดูกยังไม่เป็นอะไรมาก” แต่ความปวด ความตึง และความทรมานนั้นยังอยู่ครบ จนบางคนตั้งคำถามว่า “หรือเราคิดไปเอง?”

ถ้าให้หมอแมนตอบ หมอขอตอบว่า💡

ไม่ใช่การคิดไปเอง และไม่ใช่แค่เรื่องจิตใจครับ

👉🏻แต่เป็นภาวะที่มีการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยา ระบบประสาท และระบบกล้ามเนื้อเกิดขึ้นจริงๆในร่างกาย

เด่วเราลองมาฟังเหตุผลกันนะ
🤔ลองจินตนาการดูว่า ทุกครั้งที่เรารู้สึกเครียด สมองไม่ได้มองว่านี่คือ “งานกองเต็มโต๊ะ” แต่มองว่านี่คือ“อันตราย” ระบบ Hypothalamic–Pituitary–Adrenal Axis หรือ HPA Axis จะถูกกระตุ้นทันที มีการหลั่งฮอร์โมนอย่าง cortisol และ adrenaline เพิ่มสูงขึ้น
ขณะที่ระบบประสาทอัตโนมัติ sympathetic nervous system หรือระบบ “สู้หรือหนี” เริ่มทำงานมากกว่าปกติ

👉🏻ผลที่เกิดขึ้นหัว ✅หัวใจเราจะเต้นเร็วขึ้น ✅ความดันสูงขึ้น ✅หายใจตื้นลง และที่สำคัญมาก คือ ✅กล้ามเนื้อเริ่มเกร็งค้าง

⚡️กล้ามเนื้อที่ตอบสนองได้ไวที่สุดในสถานการณ์แบบนี้คือกลุ่มบริเวณคอ บ่า และไหล่ ทั้ง
- upper trapezius
- levator scapulae
- sternocleidomastoid และ
- กล้ามเนื้อใต้ฐานกะโหลกศีรษะ
กล้ามเนื้อพวกนี้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการคงท่าทางของศีรษะ การหายใจ และการตอบสนองต่อภาวะเครียด จึงเป็นกลุ่มแรกที่ “รับแรงกระแทก” เวลาจิตใจเราตึงเครียด

ซึ่งที่น่าสังเกตคือคนส่วนใหญ่ไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองกำลังทำสิ่งเหล่านี้อยู่

👉🏻ยกไหล่ขึ้นโดยอัตโนมัติขณะทำงาน
👉🏻กัดฟันโดยไม่รู้สึกตัว
👉🏻หายใจสั้นและเร็ว หรือ
👉🏻ก้มคอจ้องจอต่อเนื่องหลายชั่วโมงโดยแทบไม่ขยับ

เมื่อกล้ามเนื้อถูกใช้งานในสภาวะเกร็งค้างนาน เลือดไหลเวียนได้ลดลง เกิดภาวะ muscle ischemia หรือกล้ามเนื้อขาดเลือดเฉพาะที่ ก่อให้เกิดจุดกดเจ็บ หรือที่เรียกว่า trigger points และอาการปวดลามแบบ referred pain ตามมา

🛜และนี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคนออฟฟิศจำนวนมากถึงปวดคอพร้อมกับปวดท้ายทอย ปวดเบ้าตา หรือมึนศีรษะ โดยเฉพาะในช่วงที่งานหนัก พักผ่อนน้อย หรืออารมณ์กดดันสูง

🚫แต่เรื่องยังไม่จบแค่นั้น

วงการประสาทวิทยายังให้ความสนใจกับแนวคิดเรื่อง Pain Modulation หรือ “ระบบควบคุมความเจ็บปวดของสมอง” มากขึ้นเรื่อย ๆ
แนวคิดนี้อธิบายว่าความเจ็บปวดไม่ได้ขึ้นกับความเสียหายของเนื้อเยื่อเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นกับว่าสมอง “ตีความ” สัญญาณนั้นว่าอันตรายแค่ไหน

เมื่อเราเครียดเรื้อรัง สมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์และความเจ็บปวด ไม่ว่าจะเป็น amygdala, anterior cingulate cortex, insula และ prefrontal cortex จะเริ่มทำงานผิดสมดุล ทำให้ระบบประสาทส่วนกลางไวต่อความเจ็บปวดมากผิดปกติ ภาวะนี้มีชื่อเรียกว่า Central Sensitization

พูดง่าย ๆ คือ กล้ามเนื้ออาจตึงแค่นิดเดียว แต่สมองรับรู้ว่า “ปวดมาก” ได้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผู้ป่วยบางคนรู้สึกทรมานจริง แม้ฟิล์มจะออกมาปกติทุกอย่าง

😔นี่ยังอธิบายได้อีกว่าทำไมบางคนยิ่งเครียดอาการยิ่งกำเริบ แต่พอได้พัก ได้เที่ยว นอนหลับดี หรือได้ระบาย อาการปวดกลับลดลงอย่างชัดเจน ทั้งที่ไม่ได้รับยาเพิ่มขึ้นเลย

🧘อีกหนึ่งปัจจัยที่มักถูกมองข้าม คือ “การหายใจ”

ความเครียดทำให้เราหายใจตื้น หรือที่เรียกว่า shallow breathing ส่งผลให้กล้ามเนื้อช่วยหายใจอย่าง sternocleidomastoid และ scalene muscles ซึ่งอยู่บริเวณคอโดยตรง ต้องทำงานหนักขึ้นกว่าปกติมาก
เมื่อใช้งานมากเกินไปก็เกิดอาการตึง ปวด และลามไปยังศีรษะหรือไหล่ได้ตามมา

🖱️🖥️เมื่อบวกกับพฤติกรรมของคนออฟฟิศยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการนั่งนาน การก้มคอเล่นโทรศัพท์ การพักผ่อนไม่พอ การใช้สายตาต่อเนื่อง และความเหนื่อยล้าทางจิตใจ หรือ mental fatigue ทุกอย่างก็ยิ่งซ้ำเติมให้อาการปวดคอพบบ่อยและเรื้อรังขึ้น

☯️ในมุมมองของแพทย์จีน

เรื่องนี้ถูกอธิบายไว้อย่างน่าสนใจมานานหลายพันปีแล้ว
แพทย์จีนมองว่าความเครียดส่งผลต่อ “ตับ” หรือ 肝 เป็นหลัก

โดยเฉพาะภาวะที่เรียกว่า 肝气郁结 หรือ “ชี่ตับติดขัด”
👉🏻ตับในแพทย์จีนมีหน้าที่ควบคุมการไหลเวียนของชี่ทั่วร่างกาย เมื่ออารมณ์ถูกกดทับ คิดมาก เครียดสะสม หรืออัดอั้นนาน ชี่จะเริ่มไหลไม่คล่อง
✅เกิดอาการแน่น ✅อึดอัด และ✅ปวดตึงตามแนวเส้นลมปราณ
🔎โดยเฉพาะบริเวณคอ บ่า และศีรษะ

📚คัมภีร์โบราณจึงได้บันทึกไว้ว่า

“诸郁皆属于肝”
“ความอัดอั้นทั้งหลายสัมพันธ์กับตับ”😮‍💨

ยิ่งไปกว่านั้น เส้นลมปราณถุงน้ำดีที่มีความสัมพันธ์นอกในกับเส้นลมปราณตับมีแนวการไหลผ่านบริเวณด้านข้างของคอ บ่า และศีรษะด้วย
จึงสามารถอธิบายได้ดีว่าทำไมผู้ที่เครียดเรื้อรังถึงมักมีอาการปวดคอ ปวดศีรษะ หรือไมเกรนร่วมด้วยบ่อย ๆ และหากปล่อยไว้นาน สิ่งที่เริ่มเป็นแค่ “ชี่ติด” ก็อาจพัฒนาไปเป็น “เลือดคั่ง” หรือ 气滞血瘀 จนกลายเป็นอาการปวดเรื้อรังได้ในที่สุด

🔺ทั้งหมดนี้จึงบอกว่า อาการปวดคอของคนออฟฟิศไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยและไม่ใช่แค่ปัญหาของกระดูกหรือกล้ามเนื้อ

🔻แต่เป็นผลลัพธ์ของความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างระบบประสาท ➕ฮอร์โมน ➕กล้ามเนื้อ ➕พฤติกรรมการใช้ชีวิต และ➕สภาวะทางอารมณ์ครับ

👨🏻‍⚕️การดูแลจึงไม่ควรหยุดอยู่แค่การคลายกล้ามเนื้อหรือรับยาแก้ปวด แต่ควรครอบคลุมถึงการพักผ่อน การจัดท่าทางการทำงาน การบริหารความเครียด คุณภาพการนอน การหายใจ และสุขภาพจิตใจไปพร้อมๆกันด้วยครับ

บางครั้ง “คอที่ปวด”อาจไม่ใช่เพราะแบกของหนัก
แต่อาจเป็นเพราะ “ใจ” ของเรากำลังแบกบางอย่างไว้มากเกินไปก็ได้​​​​​​​​​​​​​​​​นะครับ

หมอแมนอยากฝากถึงคนไข้ทุกคน

mental health สำคัญมากนะครับ
รู้จักปล่อยวาง และรักสุขภาพตัวเองก่อนด้วยนะ❤️

😵‍💫💻🧠🩺☯️📚
#ปวดคอ #เครียด #ปวดบ่าไหล่ #คนออฟฟิศ
#หมอแมนแพทย์จีน
#เวชศาสตร์ฟื้นฟู

ที่อยู่

Bangkok

เบอร์โทรศัพท์

092-3484749

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ The Oriental TCMผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์

ประเภท