Palliative care : KM

Palliative care : KM sharing pictures, knowledge, and many things in my PC -office. มีอะไร ใน Palliative care

13/07/2026

"การดูแลแบบประคับประคอง" ไม่ได้แปลว่า "หยุดรักษา"

หนึ่งในความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนอยู่เสมอ คือเมื่อผู้ป่วยและครอบครัวเลือกการดูแลแบบประคับประคอง หลายคนมักเข้าใจว่าหมายถึงการหยุดการรักษาทุกอย่าง และรอให้โรคดำเนินไปตามธรรมชาติ

แต่ในความเป็นจริง การดูแลแบบประคับประคองไม่ได้มีความหมายเช่นนั้น

ผู้ป่วยยังคงควรได้รับการดูแลเช่นเดียวกับผู้ป่วยทุกคน เพียงแต่การตัดสินใจรักษาแต่ละอย่าง จะพิจารณาว่าสอดคล้องกับ "เป้าหมายการดูแล" ที่ผู้ป่วยให้ความสำคัญหรือไม่

หากเป้าหมายคือการมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความสุขสบาย และลดความทุกข์ทรมาน การรักษาใดที่ช่วยบรรเทาอาการ เพิ่มคุณภาพชีวิต หรือทำให้ผู้ป่วยใช้เวลาที่เหลือได้อย่างมีความหมาย การรักษานั้นก็ยังมีคุณค่าและควรได้รับ

ในขณะเดียวกัน หากผู้ป่วยเกิดการเจ็บป่วยเฉียบพลันที่ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับโรคหลัก และมีโอกาสรักษาให้ดีขึ้นหรือหายขาดได้ การรักษาก็ควรได้รับการพิจารณาเช่นกัน ตราบใดที่ยังสอดคล้องกับเป้าหมายการดูแลและความต้องการของผู้ป่วย

หัวใจสำคัญของการดูแลแบบประคับประคอง จึงไม่ใช่การ "หยุดรักษา" แต่เป็นการเลือกการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละคน ในแต่ละช่วงเวลาของชีวิต

เพราะท้ายที่สุดแล้ว เป้าหมายไม่ใช่การทำทุกอย่างที่ทำได้ แต่คือการทำในสิ่งที่มีความหมายและเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยมากที่สุด

21/06/2026

คนไข้ระยะท้ายที่ซึมลง กินได้น้อยลง แต่ไม่ทุกข์ทรมาน อาจไม่จำเป็นต้องพามาโรงพยาบาลเสมอไป

หลายครั้งที่คนในครอบครัวรู้สึกกังวล เมื่อเห็นคนไข้ระยะท้ายซึมลง กินได้น้อยลง หลับมากขึ้น หรือพูดคุยน้อยลง

เมื่อวานยังพอกินได้ ยังพอคุยได้ แต่วันนี้กลับดูอ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในเวลาอันสั้น ทำให้หลายคนใจเสีย ไม่แน่ใจว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น และไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรต่อ

สิ่งแรกที่หลายครอบครัวนึกถึง คือการพาคนไข้มาโรงพยาบาล

แต่ในความเป็นจริง อาการซึมลง กินได้น้อยลง หรืออ่อนแรงมากขึ้นในคนไข้ระยะท้าย อาจเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติของโรคและการเปลี่ยนแปลงของร่างกายในช่วงท้ายของชีวิต

โดยเฉพาะในกรณีที่คนไข้ไม่ได้มีอาการทุกข์ทรมาน เช่น ไม่หอบเหนื่อย ไม่ปวดมาก ไม่กระสับกระส่าย หรือไม่มีอาการที่สร้างความไม่สบายอย่างชัดเจน การมาโรงพยาบาลอาจไม่ได้ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นเสมอไป

เมื่อคนไข้มาถึงโรงพยาบาล แพทย์ย่อมต้องดูแลตามมาตรฐานการรักษา ตรวจหาสาเหตุของความผิดปกติ เจาะเลือด ตรวจเพิ่มเติม รักษาการติดเชื้อ แก้ไขความผิดปกติของร่างกาย และให้การรักษาตามที่พบ

ความหวังคือคนไข้จะตอบสนองต่อการรักษา กลับมากินได้ คุยได้ และกลับบ้านได้อีกครั้ง

แต่สำหรับคนไข้ระยะท้าย หลายครั้งผลลัพธ์ไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป

จากที่คาดว่าจะนอนโรงพยาบาลเพียงไม่กี่วัน อาจกลายเป็นหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน

บางคนติดเชื้อซ้ำแล้วซ้ำเล่า ต้องได้รับยาปฏิชีวนะหลายชนิด มีภาวะแทรกซ้อนตามมา ต้องเจาะเลือดบ่อย ต้องใส่สายต่าง ๆ หรือได้รับการรักษาที่เพิ่มภาระให้กับร่างกายมากขึ้น

และมีคนไข้จำนวนไม่น้อยที่ไม่สามารถฟื้นตัวจนกลับบ้านได้อีก

จากวันที่เดินทางมาโรงพยาบาลด้วยความหวังว่าจะรักษาความผิดปกติบางอย่าง กลับกลายเป็นการใช้ช่วงสุดท้ายของชีวิตอยู่บนเตียงผู้ป่วย ท่ามกลางเครื่องมือทางการแพทย์ การตรวจรักษา และภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ก่อนจะเสียชีวิตลงระหว่างการรักษาในโรงพยาบาล

แน่นอนว่าไม่มีใครสามารถคาดการณ์ได้อย่างแม่นยำว่าคนไข้แต่ละคนจะตอบสนองต่อการรักษาอย่างไร

แต่ก่อนตัดสินใจพามาโรงพยาบาล อาจมีคำถามสำคัญที่ควรชวนกันคิด

คนไข้กำลังทุกข์ทรมานหรือไม่

การรักษาที่กำลังจะได้รับ มีโอกาสทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นมากน้อยเพียงใด

และหากนี่เป็นช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต คนไข้ต้องการใช้เวลานั้นที่ไหน

สำหรับคนไข้ระยะท้าย บางครั้งการดูแลที่ดีที่สุดอาจไม่ใช่การรักษาให้มากที่สุด

แต่อาจเป็นการดูแลให้สบายที่สุด

ได้อยู่ในสถานที่ที่คุ้นเคย รายล้อมด้วยคนที่รัก และจากไปอย่างสงบตามธรรมชาติของชีวิต

การไม่พามาโรงพยาบาล ไม่ได้หมายความว่าเราดูแลน้อยลง

แต่บางครั้ง อาจเป็นการดูแลที่สอดคล้องกับความต้องการของคนไข้มากที่สุดก็ได้

หมอนัท เพราะความตายออกได้

21/06/2026

“คนจำนวนมากกลัวการใส่ท่อช่วยหายใจ แต่ไม่เคยมีใครบอกว่า ถ้าไม่ใส่ท่อช่วยหายใจ เราควรเตรียมตัวอย่างไร

ความจริงแล้ว สิ่งสำคัญไม่ใช่การใส่หรือไม่ใส่ท่อ แต่คือการวางแผนให้ผู้ป่วยไม่ต้องทุกข์ทรมานในวันสุดท้ายของชีวิต

บทความนี้อาจช่วยให้คุณตัดสินใจได้ดีขึ้น เมื่อวันนั้นมาถึง…”

ปฐมบท ๑๓ จะใส่ท่อช่วยหายใจดีไหม

วันก่อนมีผู้ป่วยท่านหนึ่งบอกผมว่า

“หมอครับ…ผมไม่อยากใส่ท่อช่วยหายใจ”

เหตุผลของเขาง่ายมาก

“ผมไม่อยากทุกข์ทรมาน”

คำพูดสั้น ๆ นี้ ทำให้ผมอยากเขียนเรื่องนี้ไว้ เผื่อจะเป็นประโยชน์กับคุณและคนที่คุณรักในวันที่ต้องเผชิญกับการตัดสินใจสำคัญเช่นนี้

ก่อนตัดสินใจ เราควรรู้ก่อนว่าใส่ท่อช่วยหายใจไปเพื่ออะไร

โดยทั่วไป การใส่ท่อช่วยหายใจมีอยู่ 3 วัตถุประสงค์หลัก

๑. เพื่อรักษาโรคที่ยังมีโอกาสฟื้นตัว

เช่น ปอดอักเสบรุนแรง การติดเชื้อรุนแรง ภาวะช็อก หรือการผ่าตัดที่ต้องดมยาสลบ

ในกรณีเหล่านี้ ท่อช่วยหายใจเป็นเพียงเครื่องมือชั่วคราว เมื่อโรคดีขึ้นก็สามารถถอดท่อออกได้

๒. เพื่อยื้อชีวิต

ในผู้ป่วยบางราย โดยเฉพาะผู้ป่วยระยะท้าย เมื่อใส่ท่อช่วยหายใจแล้ว มักมีโอกาสน้อยมากที่จะกลับมาถอดท่อได้

หลายคนต้องอยู่กับท่อช่วยหายใจไปจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต

๓. เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในภาวะฉุกเฉิน

เช่น น้ำท่วมปอด หัวใจวายเฉียบพลัน อุบัติเหตุหมดสติ หรือผู้ป่วยระยะท้ายที่ไม่มีการวางแผนล่วงหน้าและถูกนำส่งห้องฉุกเฉิน

ในสถานการณ์เช่นนี้ แพทย์จำเป็นต้องช่วยชีวิตก่อน เพราะยังไม่ทราบรายละเอียดทั้งหมดของโรคหรือความต้องการของผู้ป่วย

ดังนั้น หากไม่มีข้อมูลอื่น แพทย์ก็มักจะใส่ท่อช่วยหายใจเพื่อช่วยชีวิตไว้ก่อน

แต่ถ้าผู้ป่วยเคยพูดไว้ชัดเจนแล้วว่าไม่ต้องการยื้อชีวิต ญาติสามารถแจ้งแพทย์ได้ว่า

“วันนี้เราพามาเพื่อบรรเทาความทุกข์ทรมาน ไม่ได้พามาเพื่อยื้อชีวิต”

เมื่อทีมรักษาทราบเจตนาของผู้ป่วย ก็อาจเลือกใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการเหนื่อยหรือความทุกข์ทรมาน เช่น มอร์ฟีน แทนการใส่ท่อช่วยหายใจ

ปัญหาที่พบอยู่เสมอคือ ผู้ป่วยไม่เคยได้พูดความต้องการของตนเองไว้ เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ทุกอย่างจึงเดินไปตามกระบวนการยื้อชีวิตโดยอัตโนมัติ

ท่อช่วยหายใจเคยเป็นสัญลักษณ์ของการรักษาที่ดีที่สุด

ในยุคแรกที่การแพทย์สมัยใหม่เข้ามาในประเทศไทย การใส่ท่อช่วยหายใจถือเป็นเทคโนโลยีชั้นสูง

หลายคนเชื่อว่าถ้ายังไม่ได้ใส่ท่อช่วยหายใจ แสดงว่ายังรักษาไม่ถึงที่สุด

แต่เมื่อเวลาผ่านไป เราเริ่มตั้งคำถามว่า

“การใส่ท่อช่วยหายใจคือคำตอบของทุกโรคจริงหรือ”

โดยเฉพาะในผู้ป่วยระยะท้ายที่โรคไม่สามารถรักษาให้หายได้อีกแล้ว

คำถามนี้เกิดขึ้นกับผมตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษาแพทย์

หากโรคไม่สามารถกลับมาดีได้อีก การใส่ท่อช่วยหายใจยังจำเป็นอยู่หรือไม่

วันนี้เรามีคำตอบมากขึ้นแล้ว

ผู้ป่วยระยะท้ายจำเป็นต้องใส่ท่อช่วยหายใจเสมอไปหรือไม่

คำตอบคือ ไม่จำเป็นเสมอไป

ผู้ป่วยระยะท้ายที่เลือกไม่ใส่ท่อช่วยหายใจ หากไม่มีการวางแผนรองรับอาการเหนื่อยและความทุกข์ทรมาน ก็อาจต้องเผชิญกับความทรมานก่อนเสียชีวิต

แต่ถ้ามีการเตรียมตัวและวางแผนที่ดี ผู้ป่วยจำนวนมากสามารถจากไปได้อย่างสงบ โดยไม่จำเป็นต้องใส่ท่อช่วยหายใจเลย

หัวใจสำคัญจึงไม่ใช่คำว่า “ใส่” หรือ “ไม่ใส่”

แต่คือ

“เราได้วางแผนร่วมกันหรือยัง”

สิ่งที่ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากต้องทุกข์ก่อนตาย

มีผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่รู้ว่าชีวิตกำลังเดินเข้าสู่ระยะท้าย แต่ไม่เคยได้วางแผนเรื่องการจากลา

ขณะเดียวกันก็มีผู้ป่วยอีกจำนวนมากที่ถูกปิดบังความจริงจากทั้งญาติและทีมรักษา

เมื่อไม่มีการพูดคุย

ไม่มีการวางแผน

ไม่มีใครรู้ว่าผู้ป่วยต้องการอะไร

สุดท้ายหลายคนจึงลงเอยด้วยการถูกยื้อชีวิต ทั้งที่ไม่ใช่สิ่งที่ตนเองต้องการ

สิ่งที่ต้องแลกเมื่อเลือกใส่ท่อช่วยหายใจ

ท่อช่วยหายใจอาจช่วยยืดชีวิตได้จริงในบางกรณี

แต่ก็ต้องแลกกับความไม่สุขสบายจากการมีท่ออยู่ในลำคอ

ผู้ป่วยจำนวนมากพยายามดึงท่อออกเพราะอึดอัด

สุดท้ายจึงต้องถูกมัดมือหรือให้ยากดประสาทเพื่อป้องกันการดึงท่อ

นี่คือภาพที่เราเห็นกันอยู่บ่อย ๆ ในหอผู้ป่วยวิกฤต

การเลือกไม่ใส่ท่อช่วยหายใจไม่ได้แปลว่าปล่อยให้ทรมาน

หลายคนเข้าใจผิดว่า

“ถ้าไม่ใส่ท่อช่วยหายใจ ก็ต้องเหนื่อยจนขาดใจตาย”

ความจริงไม่ใช่เช่นนั้น

หากมีการวางแผนที่ดี ผู้ป่วยจำนวนมากสามารถได้รับการดูแลเพื่อบรรเทาอาการเหนื่อย อาการปวด และความทุกข์ทรมานต่าง ๆ ได้

หลายรายจากไปอย่างสงบโดยไม่ต้องผ่านช่วงเวลาที่ทรมานเลย

แต่ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ

ผู้ป่วย ครอบครัว และแพทย์ ยอมรับความจริงร่วมกัน

และวางแผนล่วงหน้าไว้ตั้งแต่ยังมีเวลา

การตายดี เริ่มต้นจากการเคารพสิทธิของผู้ป่วย

ผู้ป่วยต้องมีโอกาสรับรู้ความจริงเกี่ยวกับโรคของตนเอง

ต้องมีสิทธิเลือกว่าช่วงสุดท้ายของชีวิตต้องการให้เป็นอย่างไร

หน้าที่ของทีมรักษาและครอบครัว คือช่วยให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น ไม่ใช่ตัดสินใจแทน

เพราะผู้ที่ต้องอยู่กับผลของการตัดสินใจนั้น คือผู้ป่วย ไม่ใช่ใครคนอื่น

เมื่อผู้ป่วยพูดไม่ได้แล้ว เราควรทำอย่างไร

หากผู้ป่วยไม่สามารถสื่อสารได้ ทีมรักษาจำเป็นต้องพยายามค้นหาเจตนาของผู้ป่วยจากคนใกล้ชิด

ผู้ป่วยเคยพูดเรื่องความตายไว้อย่างไร

เคยบอกไหมว่าอยากให้ดูแลแบบไหน

เคยพูดไหมว่าไม่อยากใส่ท่อช่วยหายใจ

คำพูดเหล่านี้คือกุญแจสำคัญในการวางแผนการรักษาให้สอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริงของผู้ป่วย

ธรรมชาติของการจากไป

การจากไปตามธรรมชาติเป็นหนทางที่ทุกคนเข้าถึงได้ ไม่ว่าจะรวยหรือจน

หากผู้ป่วยมีอาการปวด เหนื่อย หรือไม่สุขสบาย แพทย์สามารถใช้มอร์ฟีนและยาที่เหมาะสมเพื่อช่วยบรรเทาอาการเหล่านั้น

จุดประสงค์ของยาไม่ใช่เพื่อให้ผู้ป่วยเสียชีวิต

แต่เพื่อให้ผู้ป่วยสบายขึ้น สามารถพักและหลับได้ โดยไม่ต้องทรมาน

หลายครั้งเราเห็นผู้ป่วยที่ร่างกายยังพอไปต่อได้

แต่เมื่อใจวางลง ยอมรับความจริงได้แล้ว

ผู้ป่วยก็ค่อย ๆ หลับ และจากไปอย่างสงบ

สรุปสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการใส่ท่อช่วยหายใจในระยะท้าย

1. ผู้ป่วยควรได้รับรู้ความจริงและวางแผนการดูแลระยะท้ายร่วมกับครอบครัวและแพทย์

2. เมื่อผู้ป่วยไม่อยากอาหารหรือดื่มน้ำไม่ได้ ไม่ควรฝืนหรือใส่สายอาหารเพียงเพื่อยื้อชีวิต

3. เป้าหมายของการรักษาควรเป็นการลดความทุกข์ทรมาน ไม่ใช่เพียงยืดระยะเวลาของชีวิต

4. ญาติควรเข้าใจและยอมรับกระบวนการจากไปตามธรรมชาติ ไม่ดึงรั้งผู้ป่วยด้วยความรักและความผูกพัน

5. หากมีอาการเหนื่อย แพทย์สามารถใช้มอร์ฟีน ออกซิเจน และยาที่เหมาะสมเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยสบายขึ้น

6. อาการบางอย่าง เช่น ซึม เพ้อ กระตุก หรือหายใจไม่สม่ำเสมอ อาจเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการจากไปตามธรรมชาติ ซึ่งทีมรักษาจะช่วยดูแลให้ผู้ป่วยสบายที่สุด

7. การไม่ใส่ท่อช่วยหายใจควรเกิดจากความเข้าใจและการวางแผนร่วมกัน ไม่ใช่การปล่อยให้ผู้ป่วยเผชิญความทุกข์ทรมานตามลำพัง

บทส่งท้าย

การใส่หรือไม่ใส่ท่อช่วยหายใจในผู้ป่วยระยะท้าย ไม่ใช่เรื่องของถูกหรือผิด

แต่เป็นเรื่องของการเลือกระหว่าง

“การยืดชีวิตให้นานขึ้น”

กับ

“การลดความทุกข์ทรมานที่อาจไม่จำเป็น”

และไม่มีใครควรเป็นผู้เลือกแทนผู้ป่วย

เพราะเจ้าของชีวิตคือผู้ป่วยเอง

ดังนั้น หากวันนี้เรายังมีโอกาสพูดคุยกันได้

จงใช้เวลานั้นวางแผนการดูแลระยะท้ายเอาไว้

เพื่อให้วันสุดท้ายของชีวิต เป็นไปตามความต้องการของเจ้าของชีวิตอย่างแท้จริง

นพ.พรศักดิ์ ผลเจริญสมบูรณ์
ที่ปรึกษาทีมดูแลผู้ป่วยระยะท้าย
โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์
กรมแพทย์ทหารเรือ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

ท่านที่ต้องการบริจาคเพื่อช่วยเหลือทีมในการทำงาน ดูแลผู้ป่วยระยะท้าย สามารถโอนได้ที่
ธนาคารทหารไทยธนชาติ
บัญชีเลขที่ 632-7-48073-4
ชื่อบัญชี รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์
เพื่อคลินิกชีวีอภิบาล
เพื่อการดูแลผู้ป่วยประคับประคอง

หรือท่านที่ต้องการสั่งซื้อหนังสือ “สุขสุดท้ายที่ปลายทาง“ แจ้งเข้ามาในกล่องข้อความ

สามารถปรึกษาหมอแดงได้ดังนี้

1.ส่งรายละเอียดเข้ามาในกล่องข้อความของเพจหมอแดงที่ปรึกษาคนไข้ระยะท้าย​เพื่อกรอกแบบฟอร์ม จนท.จะต่อสายให้สนทนากับคุณหมอ หรือโทรติดต่อแอดมินเพจ​ 082-424-5363

2. มาพบหมอแดง​ที่คลินิกชีวีอภิบาล​โดยนัดหมายล่วงหน้าที่​ 061 563 2989 หรือ038 933 900 ต่อคลินิกชีวีอภิบาล เพื่อทำนัดพบกับหมอแดง

3.ติดต่อผ่านเยือนเย็นหรือในคนไข้ที่ใช้บริการของเยือนเย็นสามารถขอให้หมอแดงเข้าเยี่ยมพบได้

#หมอแดงที่ปรึกษาคนไข้ระยะท้าย
#หมอแดง
#การวางแผนระยะท้าย
#การตายดี
#นิยามการตายดี
#เยือนเย็น
#ยื้อชีวิต
#สิทธิผู้ป่วย
#การใส่สายยางให้อาหาร
#โรงพยาบาลอาภากรเกียรติวงศ์
#คลินิกชีวีอภิบาล
#โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์
#การมีชีวิตอยู่ให้นานที่สุด
#แม่ครับผมรักแม่
#ต้องสู้ให้ถึงที่สุด
#การดูแลแบบประคับประคอง
#ใส่ท่อช่วยหายใจ

01/04/2026

วันอาทิตย์ที่แล้ว
คุณพ่อของผมเสียชีวิตลง
หลังจากผมจบไลฟ์ได้ไม่กี่ชั่วโมงครับ
เป็นการเดินทางของชีวิตที่ยาวนาน นับได้ 105 ปี

โดยธรรมเนียมจีน เมื่อเสียชีวิตที่อายุเกินร้อย
ในงานศพก็จะให้ใส่เสื้อสีสดใส
ไม่ต้องใส่สีขาวดำ
เหมือนเป็นการเฉลิมฉลองชีวิตและการจากไป

ผมเลือกที่จะนำพ่อออกจากโรงพยาบาล
ภายในเวลาไม่ถึงชั่วโมง หลังถูกย้ายจากแผนกปกติ
เข้าไปในแผนก ICU (Intensive Care Unit)
เนื่องจากคุณพ่อมีอาการแย่ลง ระดับออกซิเจนในเลือดต่ำลงมาก
จนคุณหมอที่ช่วยดูแล ตัดสินใจว่าจำเป็นต้องได้รับการดูแลที่เข้มข้น
ในแผนก ICU (Intensive Care Unit)

เมื่อได้รับข้อมูลนี้ ผมตัดสินใจแจ้งกับคุณหมอที่ดูแลว่า
ผมจะขอนำคุณพ่อกลับบ้าน
เพราะต้องการให้ท่านได้เสียชีวิตที่บ้าน

หลังจากคุณพ่อกลับถึงบ้าน
อาการต่างๆ กลับสงบดีขึ้น
ท่านอยู่สงบ นิ่งๆ ต่อเนื่องไปอีก 1 สัปดาห์
ก่อนที่จะมีอาการแย่ลงเป็นลำดับ
และเสียชีวิตลงในค่ำวันอาทิตย์

ผมได้รับประสบการณ์ในหลายด้านจากการดูแลคุณพ่อ
ในช่วงสุดท้ายของชีวิต
จึงอยากนำมาเล่าให้ฟัง
เพื่อเป็นข้อคิดในการดูแลญาติและคนรักของท่าน

ผมตั้งหัวข้อพูดคุยครั้งนี้ว่า
#ดูแลคนรักให้ได้จากไปอย่างสงบที่บ้าน

ท่านที่มีคำถาม ข้อมูลแบ่งปัน
ส่งเข้ามาแลกเปลี่ยน มีส่วนร่วมได้ ใต้โพสต์นี้

แล้วพบกันที่เวลาหนึ่งทุ่ม
วันอาทิตย์ที่ 28 มีนาคม 2569
ครับ

หมอประเวช

01/04/2026
27/02/2026

หลักคิดง่ายๆ เวลาดูแลญาติ หรือ คนไข้ระยะท้าย
ถ้าเข้าใจแล้วจะคลาย วิตก กังวล

หลักการดูแลคนไข้ระยะท้าย

1.สิทธิผู้ป่วย
พวกเราต้องเข้าใจก่อนว่า คนที่พวกเรากำลังพูดถึงคือคนไข้ที่ใกล้จากลาแล้ว เพราะฉะนั้นเป้าหมายทุกอย่างจึงต้องพุ่งไปที่ตัวคนไข้ ถ้าคนไข้ไม่รู้ว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง ทีมรักษาแบบประคับประคองก็จะไปไม่ถูก รักษาไม่เป็นเหมือนกัน
ยังมีแพทย์ พยาบาลและครอบครัวที่ไม่ยอมให้คนไข้รับรู้ความจริงเกี่ยวกับโรคและเข้าสู่ระยะท้ายแล้ว คนเหล่านี้ไม่คำนึงถึงความต้องการของคนไข้ว่าต้องการอะไร แต่จะรักษาตามแผนการของตัวเอง คนไข้จะถูกปิดบังว่าป่วยรักษาไม่หาย ถูกโกหกว่าไม่ตาย และให้กำลังใจสู้กับสิ่งที่ไม่เป็นจริงฝืนธรรมชาติ คนไข้ก็จะต้องถูกทรมานจากกระบวนการยื้อชีวิตในที่สุด

ดังนั้น คนไข้ต้องรับรู้ความจริง แล้ววางแผนสำหรับตัวเอง จึงเป็นแก่นสำคัญในการเปิดทางสำหรับการตายดี

2.นิยามการตายดี
หัวใจสำคัญที่ต้องยอมรับคือ ทุกคนต้องจากร่างกายนี้ไป คนไข้หรือญาติจะยอมรับหรือไม่ยอมรับก็ตาม แต่ความจริงมีหนึ่งเดียว คือทุกคนต้องจากโลกนี้ไปไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้
เมื่อต้องจากไป แล้วต้องการจากไปแบบไหน มีทางเลือกให้สองทาง
❤️ทางแรกขอใช้ชีวิตในระยะท้ายแบบไม่ทรมาน หรือหลับไป
❤️ทางที่สองขอยื้อชีวิต ขออยู่ต่อให้นานที่สุด โดยยอมรับความทุกข์ แม้ยิ่งอยู่นานยิ่งทรมานก็ตาม คนไข้บางคนขอลองหรือขออยู่ต่อโดยยอมรับความทรมาน โดยทีมรักษาสามารถให้คนไข้เปลี่ยนใจได้ถ้าทนความทรมานไม่ไหว
การขอไปแบบไม่ทรมานสามารถทำได้โดยไม่ต้องพึ่งการุณยฆาต เพียงแค่ยอมรับการจากลา ธรรมชาติจะทำให้ร่างกายค่อยๆปิดการทำงานไปอย่างช้าๆ ความทรมานความเจ็บปวดความเหนื่อยจึงน้อยและสั้นกว่าพวกที่ต้องการยื้อชีวิต

3.การจากลาแบบธรรมชาติ
ในรายที่ยอมรับการจากลา ขอจากไปแบบธรรมชาติ คนไข้จะทุกข์ทรมานน้อยและสั้นกว่า
กระบวนการจากลาแบบธรรมชาติเริ่มจาก
❤️เบื่ออาหารไม่กินอาหาร ร่างกายจะเสียสมดุล สมองจะค่อยๆปิดการทำงาน อาการที่พบได้คือ เพ้อ ซึม เบลอ สับสน ง่วง หลับมากและหลับนานขึ้น การที่ไม่ปลุก ไม่รบกวน ปล่อยให้คนไข้หลับ และจากไปแบบธรรมชาติ คนไข้จะหลับแล้วไม่ตื่นอีกเลย
❤️การมีไข้ติดเชื้อในอวัยวะที่ไม่ทำให้คนไข้ทรมาน เช่นติดเชื้อเข้ากระแสเลือด ติดเชื้อจากแผลกดทับ ติดเชื้อจากก้อนมะเร็ง ถ้าไม่ให้ยาฆ่าเชื้อ คนไข้ก็จะจากไปแบบสบายกว่าเช่นกัน เชื้อโรคและปฏิกิริยาของร่างกาย ทำให้ความดันเลือดตก สมองขาดเลือด คนไข้จะหมดสติแล้วก็หลับไปตามธรรมชาติ สิ่งที่เราควรดูแลคนไข้ติดเชื้อก่อนที่เขาจะหมดสติคือ ให้ยาลดไข้ ยาแก้ปวด เช็ดตัว บำบัดความทุกข์ บำรุงความสุขเท่าที่คนไข้ต้องการก็เพียงพอแล้ว
ปกติการจากลาแบบธรรมชาติคนไข้จะหลับไปก่อนความทุกข์ทรมานจะมา ถ้าการรับรู้ยังไม่ทันหมด แต่ความทุกข์ทรมานเกิดขึ้นมาก่อน แพทย์ที่ดูแลสามารถช่วยทุเลาอาการ จากความทุกข์ทรมานนั้นได้โดยการให้ยา
ปกติแล้วคนไข้ที่เลือกการจากไปแบบธรรมชาติจะมีความทุกข์ทรมานน้อยและสั้นกว่าคนไข้ที่ต้องการยื้อชีวิต
การที่คนไข้หลับ ผมไม่แนะนำไม่ปลุกให้คนไข้ตื่นเองตามธรรมชาติ จึงเป็นหัวใจสำคัญในการดูแลคนไข้ระยะท้าย คนไข้อาจหลับและไม่ตื่นอีกเลยก็ถือว่าโชคดีของคนไข้
การไม่ตื่นเกิดจากภาวะต่างๆในร่างกายเริ่มปิดสวิทซ์ เช่นไม่กินอาหาร ติดเชื้อ ความด้นเลือดตก
การไม่ปลุกคนไข้มีข้อดีคือคนไข้ไม่ต้องตื่นมาทุกข์ทรมาน การปลุกให้คนไข้ตื่นทำให้ทรมานเพราะต้องรับรู้และอยู่กับความเสื่อมสลายของร่างกาย

4.การใช้ยาเพื่อทุเลาอาการ
ในกรณีที่คนไข้ขอจากไปแบบไม่ทรมาน ทีมรักษาจะเลือกการจากลาแบบธรรมชาติ คนไข้ก็จะหลับไปก่อน แต่ถ้าคนไข้หลับช้า ความทุกข์ทรมานมาก่อนหมดสติ ทีมจะใช้ยาเพื่อทุเลาอาการปวดและเหนื่อยคนไข้จะสุขสบาย และหลับได้

5.การฝึกสติ การใช้สมาธิเข้าฌาน เพื่ออยู่กับเวทนา
พระอาจารย์แสนปราชญ์ วัดป่าโนนสะอาด อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา ท่านได้พบความจริงจากการดูแลคนไข้ระยะท้ายว่า คนไข้ที่เจริญสติปัฏฐานสามารถอยู่กับเวทนาได้อย่างมีความสุข โดยไม่ร้องครวญครางกับความเจ็บปวด ซึ่งการฝึกนี้ถ้าทำได้ผู้ปฏิบัติจะรู้และอยู่กับเวทนาได้ โดยคนไข้ที่ฝึกและเจริญสติปัฏฐาน จะใช้ยาเพื่อทุเลาอาการทุกขเวทนาน้อยกว่าคนที่ไม่ฝึก ในบางรายไม่ใช้ยาและสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสมีความสุข

6.เป้าหมายของจิตวิญญาณ
คนไข้ที่เชื่อเรื่องจิตวิญญาณ ศาสนา หรือมีปรัชญาชีวิต ก็จะมีเป้าหมายทางจิตวิญญาณของตัวเอง
โดยส่วนใหญ่ของทุกความเชื่อ ตายแล้วต้องไปเกิดใหม่จะที่ไหนก็แล้วแต่ ดังนั้นคำถามที่ผมมักถามในคนไข้เกือบทุกรายคือตายแล้วต้องการไปเกิดที่ไหน
ทุกความเชื่อเหมือนกันคือการทำความดี เสียสละ ไม่เบียดเบียน ไม่ทำบาป ตายแล้วจะนำพาไปเกิดใหม่ที่ดีกว่า ดังนั้นถ้าคนไข้ได้ตระหนัก ทราบเป้าหมายของจิตวิญญาณ คนไข้จะได้เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการเดินทาง คนไข้ก็จะสบายใจและจากไปอย่างสงบกว่า

7.ให้ถือความสุข ความทุกข์และความต้องการของคนไข้เป็นหลักไม่ใช่เอาความต้องการของคนดูแล
คนส่วนใหญ่มักรู้เท่าไม่ถึงการ จะทำทุกอย่างโดยตั้งเป้าหมายของการหายป่วยเป็นสำคัญและไม่นึกถึงธรรมชาติที่เปลี่ยนไปของคนไข้ ก็จะดูแลคนไข้ให้ใช้ชีวิตเหมือนกับตัวเอง
สิ่งสำคัญผู้ดูแลต้องยอมรับธรรมชาติของคนไข้ที่ไม่เหมือนคนปกติแล้ว เช่น ไม่อยากอาหาร การหลับการตื่นไม่เป็นเวลา เป็นต้น
หลักการดูแลคนไข้ระยะท้าย ให้ถือความสุขสบายและความต้องการของคนไข้เป็นหลัก ไม่ใช่เอาสิ่งที่ผู้ดูแลคิดว่าดีแล้วไปบังคับคนไข้ให้เป็นเหมือนคนปกติ เช่น คนไข้ไม่อยากอาหาร (ญาติก็จะบังคับให้กิน ใส่สายอาหาร ถ้าคนไข้ดึงสายยางออกก็ถูกมัดมือมัดเท้า) คนไข้ไม่อยากพลิกตัวเพราะเจ็บปวดเมื่อสัมผัสหรือยกตัว (ญาติก็จะพลิกตัวคนไข้โดยไม่สนใจคนไข้จะชอบหรือไม่) คนไข้ไม่ต้องการทำแผล (ญาติจะทำแผลเพราะกลัวแผลติดเชื้อแม้คนไข้จะไม่อยากทำแผลเพราะเจ็บและถ้าแผลติดเชื้อคนไข้ก็จะตายสบายกว่า) คนไข้ไม่ต้องการอาบน้ำ เพราะทรมานและสะท้านผิวเมื่อสัมผัสน้ำ (ญาติต้องการอาบน้ำให้คนไข้สะอาด กลัวพี่น้องคนอื่นจะบ่นว่าดูแลคนไข้สกปรก) คนไข้ร้อนในวันที่อากาศหนาวหรือหนาวในวันที่อากาศร้อน (ญาติก็จะปรับอุณหภูมิตามความรู้สึกของตัวเอง) คนไข้ไม่หลับไม่นอนเวลากลางคืน (ญาติต้องการให้คนไข้หลับก็จะให้ยานอนหลับหรือสร้างภาวะบีบเค้นให้คนไข้นอน เช่นดับไฟ บ่นว่าง่วงแล้ว ทั้งๆที่คนไข้ระยะท้ายจะอยู่แต่บนเตียงในห้องไม่เห็นเดือนไม่เห็นตะวันร่างกายจึงไม่รับรู้ว่ามีกลางวันกลางคืนเป็นต้น)

❤️❤️ ถ้าเราใช้หลักการนี้ดูแลคนไข้ โดยไม่ฝืนธรรมชาติ ไม่บีบเค้นให้คนไข้ต้องเป็นแบบคนปกติเช่นต้องกิน ต้องนอน ต้องอาบน้ำ ให้คนไข้เป็นแบบที่คนไข้เป็น ไม่แทรกแซงธรรมชาติของการจากลา คนไข้ก็จะได้พัก ได้หลับ ไม่ถูกรบกวนให้ทุกข์ทรมาน และจากไปแบบสุขสบายและสงบกว่า❤️❤️

*******

นพ.พรศักดิ์ ผลเจริญสมบูรณ์
ที่ปรึกษาทีมดูแลผู้ป่วยระยะท้าย
โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์
กรมแพทย์ทหารเรือ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

สามารถปรึกษาหมอแดงได้ดังนี้

1.ส่งรายละเอียดเข้ามาในกล่องข้อความของเพจหมอแดงที่ปรึกษาคนไข้ระยะท้าย​เพื่อกรอกแบบฟอร์ม จนท.จะต่อสายให้สนทนากับคุณหมอ หรือโทรติดต่อแอดมินเพจ​ 082-424-5363

2. มาพบหมอแดง​ที่คลินิกชีวีอภิบาล​โดยนัดหมายล่วงหน้าที่​ 061 563 2989 หรือ038 933 900 ต่อคลินิกชีวีอภิบาล เพื่อทำนัดพบกับหมอแดง

3.ติดต่อผ่านเยือนเย็นหรือในคนไข้ที่ใช้บริการของเยือนเย็นสามารถขอให้หมอแดงเข้าเยี่ยมพบได้

#หมอแดงที่ปรึกษาคนไข้ระยะท้าย
#หมอแดง
#การวางแผนระยะท้าย
#การตายดี
#นิยามการตายดี
#เยือนเย็น
#ยื้อชีวิต
#สิทธิผู้ป่วย
#การใส่สายยางให้อาหาร
#โรงพยาบาลอาภากรเกียรติวงศ์
#คลินิกชีวีอภิบาล
#โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์
#หลักคิดระยะท้าย

27/02/2026

อยากจากไปอย่างสงบที่บ้าน ต้องเตรียมตัวอย่างไร

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความพร้อมในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่บ้าน
และความพร้อมนั้น จะเกิดขึ้นได้จริง ก็ต่อเมื่อเรา “เตรียมตัว” อย่างรอบคอบตั้งแต่เนิ่น ๆ

การเสียชีวิตที่บ้านอย่างสงบ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
แต่เป็นผลลัพธ์ของการวางแผน การสื่อสาร และการดูแลอย่างเป็นระบบ

1️⃣ เริ่มต้นที่ “การวางแผนล่วงหน้า”

สิ่งแรกที่จำเป็นที่สุด คือ การวางแผนการดูแลล่วงหน้า (Advance Care Planning)
รวมถึงการทำ หนังสือแสดงเจตนา (Living Will)

หนังสือแสดงเจตนา คือเอกสารที่ผู้ป่วยระบุความต้องการของตนเองเกี่ยวกับการรักษาในวาระท้ายของชีวิต เช่น
ไม่ประสงค์รับการยื้อชีวิตบางรูปแบบ และต้องการเข้าสู่การดูแลแบบประคับประคอง

การเข้าสู่การดูแลแบบประคับประคอง (Palliative care) อาจเป็นการดูแลร่วมกับการรักษาหลัก
หรืออาจเป็นการดูแลหลัก ขึ้นอยู่กับระยะของโรคและความต้องการของผู้ป่วย

เมื่อเริ่มต้นเร็ว ทีมดูแลจะมีโอกาสวางแผนร่วมกับผู้ป่วยและครอบครัวอย่างเป็นระบบ
ทำให้ทุกฝ่ายเข้าใจทิศทางเดียวกัน

2️⃣ เมื่อโรคดำเนินไป… การดูแลจะเน้น “ความสุขสบาย”

ผู้ป่วยระยะท้ายจำนวนไม่น้อยอาจมีอาการไม่สุขสบาย เช่น
ปวด เหนื่อย หายใจลำบาก คลื่นไส้ กระสับกระส่าย หรืออ่อนเพลียมาก

การดูแลในระยะนี้จึงเน้น “การจัดการอาการ”
ทั้งด้วยวิธีใช้ยาและไม่ใช้ยา ภายใต้การดูแลของแพทย์ พยาบาล และบุคลากรสาธารณสุข

เมื่อร่างกายเสื่อมถอยจนไม่สามารถลุกจากเตียง
ไม่สามารถกินหรือกลืนอาหารได้
ทีมประคับประคองจะปรับแผนการดูแลให้เหมาะกับระยะของโรค

3️⃣ หากกลืนยาไม่ได้… ยังมีทางเลือกอื่น

การให้ยาไม่ได้มีเพียงการกลืนเท่านั้น
• หากยังกลืนได้ → ใช้การรับประทานก่อน
• เมื่อกลืนไม่ได้ → อาจใช้
• แผ่นแปะยาใต้ผิวหนัง
• อมใต้ลิ้นหรือหยอดที่กระพุ้งแก้ม
• ฉีดยาใต้ผิวหนัง

วิธีเหล่านี้สามารถทำที่บ้านได้
หลายอาการไม่จำเป็นต้องพาไปห้องฉุกเฉิน
หากมีการวางแผนและมีทีมดูแลรองรับ

4️⃣ บ้านไม่ใช่สถานที่ “ปล่อยตามยถากรรม”

การดูแลที่บ้านไม่ได้หมายถึงการหยุดรักษา
แต่เป็นการเปลี่ยนเป้าหมายจาก “ยืดชีวิตให้ยาวที่สุด”
มาเป็น “ทำให้ช่วงเวลาที่เหลือมีคุณภาพที่สุด”

เมื่อมีการเตรียมพร้อมตั้งแต่ต้น
มีทีมประคับประคองร่วมดูแล
มีครอบครัวที่เข้าใจและสื่อสารกันชัดเจน

ผู้ป่วยก็มีโอกาสอย่างมาก
ที่จะได้อยู่ในสถานที่ที่คุ้นเคย
ท่ามกลางคนที่รัก
และจากไปอย่างสงบตามที่ตั้งใจไว้

การออกแบบการจากลา ไม่ใช่การเร่งให้จบเร็ว
แต่คือการเลือกวิธีเดินทางช่วงสุดท้าย
อย่างมีศักดิ์ศรี และสอดคล้องกับคุณค่าของชีวิตเรา

และในประเทศไทย วันนี้… เรามีระบบที่พร้อมจะช่วยให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นได้
หากเราเริ่มต้นวางแผนตั้งแต่วันนี้

สรุป
• การเสียชีวิตที่บ้านต้องอาศัย “การวางแผนล่วงหน้า”
• หนังสือแสดงเจตนาเป็นเครื่องมือสำคัญในการกำหนดทิศทางการดูแล
• ทีมประคับประคองช่วยจัดการอาการไม่สุขสบายอย่างเป็นระบบ
• การให้ยาสามารถปรับรูปแบบได้แม้กลืนไม่ได้
• การเตรียมพร้อมตั้งแต่ต้น เพิ่มโอกาสการจากไปอย่างสงบที่บ้าน

หมอนัท เพราะความตายออกแบบได้

23/12/2025

คดีรักษาประคับประคอง
วันที่ 23 ธันวาคม 2568

คดีนี้คนไข้สูงอายุ เป็นมะเร็ง ลำไส้ใหญ่ระยะสุดท้าย แพร่กระจาย เต็มช่องท้อง กระจายไป ที่ปอดที่ตับ
รักษาหลายวิธีจน
รักษาไม่ได้แล้ว

คนไข้มาโรงพยาบาลด้วยไข้สูง ซึม ไม่รู้สึกตัว จากอาการติดเชื้อในกระแสเลือด

ต่อมาเสียชีวิต

ลูกของคนไข้ฟ้องคดีอาญา แพ่ง และจริยธรรม แพทย์เจ้าของไข้

การตัดสินจริยธรรมเบื้องต้นให้มีมูล และพิจารณาส่งอนุกรรมการสอบสวนพิจารณา
ยกข้อกล่าวโทษ หรือลงโทษแพทย์
จากมาตรฐานการรักษาพยาบาล

เนื่องจาก การตัดสินจริยธรรมของแพทยสภามีการกลั่นกรองหลายชั้น

เมื่อคดีเข้ามาในชั้นกลั่นกรอง และชั้นของกรรมการแพทยสภา

พบว่าคดีนี้ไม่ใช่คนไข้เจ็บป่วยทั่วไป

แต่เป็นคนไข้มะเร็งระยะสุดท้าย ซึ่งลูกอีกคน ผู้ดูแลคนไข้ เซ็นยินยอม ขอรักษาแบบประคับประคอง

ลูกที่ฟ้องคดี ไม่ได้เซ็นรักษาแบบประคับประคองมะเร็งในระยะสุดท้าย ไม่ได้เป็นผู้ดูแลคนไข้ และไม่ยอมรับทราบด้วย

เมื่อคนไข้เสียชีวิต จากการติดเชื้อในกระแสเลือด
ลูกคนไข้ ที่ไม่ได้เซ็นการรักษาแบบประคับประคอง ฟ้องคดี แพ่งอาญาและคดีจริยธรรมแพทย์

การรักษาประคับประคองนั้นมีจุดประสงค์ ไม่เหมือนกับการรักษาพยาบาล โรคอื่นๆ คือไม่ได้มีความประสงค์ที่จะยืดชีวิต
แต่ให้คนไข้มีชีวิตที่มีคุณภาพดีที่สุดในเวลาที่เหลืออยู่

การเจาะเลือด เจาะท้อง หรือการทำให้คนไข้เจ็บปวดเช่นใส่ท่อต่างๆ อาจจะต้องพิจารณาละเว้นเพื่อให้คนไข้ไม่ได้รับ หรือได้รับความเจ็บปวดทุกข์ทรมานน้อยที่สุด โดยไม่สามารถยืดชีวิตได้

และในระยะสุดท้าย หากคนไข้ เจ็บปวดรุนแรง อาจจะพิจารณา ใช้ยาแก้ปวดเช่นมอร์ฟีน แม้อาจจะกดการหายใจของคนไข้บ้าง

คนไข้รายนี้ เมื่อเป็นคดีจริยธรรม หากพิจารณาเหมือนคนไข้ เจ็บป่วย ทั่วไป พบว่าการดูแลของแพทย์นั้นไม่ได้มาตรฐาน วิชาชีพเวชกรรม
แต่หากดูแลแบบ End of Life Care ถือว่าเป็นมาตรฐานการประกอบวิชาชีพเวชกรรม

มีการอภิปรายอย่างกว้างขวาง
พบว่าหากพิจารณาเป็นการรักษาแบบประคับประคอง ซึ่งปัจจุบัน ใช้วิธีนี้อย่างแพร่หลาย คนไข้และญาติยอมรับ
ที่จะให้คนไข้จากไปอย่างสุขสงบ ทุกข์ทรมานน้อยที่สุด
ทั้งมีคนไข้ระยะสุดท้ายจำนวนไม่น้อย
ที่ขอจากไปอย่างสงบที่บ้าน
ถือว่าแพทย์ดูแลอย่างมีมาตรฐานแล้ว

คดีนี้การตัดสิน เป็นยกข้อกล่าวหาแพทย์

ชัญวลี ศรีสุโข
หมอหวิว

07/11/2025

“ถ้าผมมีชีวิตที่ยาวแต่ไม่สามารถทำอะไรได้ ผมขอมีชีวิตที่สั้นแต่มีความสุขดีกว่า”

สรุปบทเรียนจากบันทึกสุดท้ายจากสมุดเบาใจของ "วิน ภาสวิน" นักวางแผนการเงินสู่นักวางแผนชีวิตในช่วงสุดท้ายวัย 14 ปี ใน มนุษย์ต่างวัย Talk EP.66
🔹1. การใช้ "สมุดเบาใจ" เพื่อออกแบบการจากลา

เมื่อรู้ว่าร่างกายเริ่มไม่ไหว วินชวนคุณแม่คุยเรื่องความตายอย่างจริงจัง และใช้ “สมุดเบาใจ” เป็นเครื่องมือบันทึกเจตนารมณ์ของตัวเอง การทำเช่นนี้ช่วยให้ครอบครัวเข้าใจและตัดสินใจได้ง่ายขึ้นในวาระสุดท้าย โดยไม่ต้องรู้สึกผิดหรือยื้อชีวิตอย่างไร้จุดหมาย
🔹2. ความสุขคือหน่วยวัดคุณค่าของชีวิต ไม่ใช่เวลา

วินเชื่อว่าการมีชีวิตที่สั้นแต่มีความสุขดีกว่า การมีชีวิตที่ยืนยาวแต่ไม่สามารถทำอะไรได้เลย ทำให้วินบันทึกความต้องการของตัวเองลงในสมุดเบาใจว่า

หากต้องอยู่ในสภาวะที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ หรือไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ อยู่ในสภาพผักถาวร ,ต้องใส่เครื่องช่วยหายใจไปตลอดชีวิต เขาเลือกที่จะไม่ต้องการอยู่ต่อ
🔹3. เจตนารมณ์ทางการแพทย์และการยื้อชีวิต

วินต้องการรักษาอย่างเต็มที่แม้จะทุกข์ทรมานจากการใส่เครื่องพยุงชีพ แต่ไม่ต้องการถูกยื้อชีวิตนานเกิน 72 ชั่วโมง (3 วัน)

วินยอมรับการปั๊มหัวใจในเบื้องต้น และยอมรับการใส่ท่อช่วยหายใจ แต่เขาปฏิเสธวิธีการรักษาที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตเช่น การเจาะคอ และ การล้างไต
🔹4. การเตรียมตัวจากไปอย่างมีสติและสงบ
▪️วินเลือกที่จะกลับไปเสียชีวิตที่บ้าน โดยได้ถามคุณแม่ตรง ๆ ว่า "ถ้าเขาอยากกลับบ้าน แม่กลัวไหม?" เมื่อคุณแม่ตอบว่าไม่กลัว เขาก็ตัดสินใจกลับไปเสียชีวิตที่บ้านตามที่ปรารถนา
▪️วินได้มีโอกาสกล่าวคำขอขมาสุดท้ายก่อนเดินทางออกจากโรงพยาบาลเพื่อกลับบ้าน โดยได้ ยกมือขอขมา (ขอโทษ) คุณหมอและพยาบาลทุกคนที่เขาเคยดื้อหรือทำผิดพลาดไป และขออโหสิกรรมจากญาติและคุณแม่ที่บ้าน
▪️วินได้ออกแบบงานศพของตัวเองเป็นธีม Bye Bye Win เพื่อเป็นงานอำลาและไม่อยากให้ทุกคนร้องไห้
▪️วินสามารถพูดคุยและ มีสติรู้ตัวจนถึงนาทีสุดท้าย เขาบอกคุณแม่ว่า "มันถึงเวลาแล้วนะ" และจากไปอย่างสงบ
🔹5. สมุดเบาใจคือเครื่องมือที่ทำให้ คนที่ยังอยู่ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

บันทึกในสมุดเบาใจของวินกลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ครอบครัวสามารถตัดสินใจได้ง่ายขึ้นตามความต้องการของวินจริง ๆ ช่วยให้ครอบครัวไม่ต้องรู้สึกผิด หรือยื้อชีวิตโดยไม่มีจุดมุ่งหมาย

“แม่ยังรักเขาอยู่ คนเป็นพ่อเป็นแม่ก็อยากให้เขาอยู่กับเราให้นานที่สุด เราต้องคิดว่าลูกเรามีโอกาสจะรอด วินพูดหลายครั้งว่าถ้ายื้อวินขึ้นมาแล้ววินทำอะไรไม่ได้ วินก็ไม่ได้มีความหมายที่จะอยู่ ไม่มีประโยชน์ที่จะอยู่ และไม่มีความสุขที่จะอยู่ เราเลยเขาใจว่าเขาต้องการอะไร”

หนึ่งในบทเรียนหนึ่งที่วินทิ้งไว้ให้คือ ความสำคัญในการคุยกันเรื่องวาระสุดท้ายของชีวิต และการทำสมุดเบาใจ สมุดเบาใจเลยกลายเป็นเครื่องมือที่ทำให้ครอบครัวตัดสินใจได้ง่ายในช่วงเวลาที่ตัดสินใจได้แสนยากลำบาก ทำให้การจากด้วยความสง่างามตามรูปแบบที่เขาเลือกเอง

เพราะการวางแผนชีวิตไม่ควรจำกัดอยู่แค่เรื่องของอายุ แต่เป็นการเตรียมพร้อมสำหรับทุกช่วงของชีวิต แม้กระทั่งวาระสุดท้าย

📌ฟังสัมภาษณ์เต็ม ๆ ได้ที่ https://youtu.be/SLyW4baJzd4
และสิ่งที่สำคัญที่สุดของอีพีนี้คือ มนุษย์ต่างวัย อยากร่วมสานต่อเจตนารมณ์ครั้งสุดท้ายของวิน ในการเป็นส่วนหนึ่งเพื่อประชาสัมพันธ์การบริจาคและสนับสนุนการทำงานให้กับมูลนิธิรามาธิบดี
รายละเอียดใต้คอมเม้นท์

#มนุษย์ต่างวัยTalk #มนุษย์ต่างวัย #วินภาสวิน #สมุดเบาใจ #การวางแผนความตาย #พอดแคสต์

พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย
24/10/2025

พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย

ที่อยู่

สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี
Bangkok
10400

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Palliative care : KMผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์