KMUTT Health Care Unit

KMUTT Health Care Unit ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก KMUTT Health Care Unit, ผู้ดูแลสุขภาพ, กลุ่มงานบริการสุขภาพและอนามัย สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี, Bangkok.

https://hcu.kmutt.ac.th/
📍ช่วงเปิดภาคการศึกษา📍
เวลาทำการ : วันจันทร์ - วันศุกร์ เวลา 08.30 - 18.00 น.
วันเสาร์ 08.30 - 16.30 น.
ยกเว้นวันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์
📍ช่วงปิดภาคการศึกษา📍
เวลาทำการ : วันจันทร์ - วันศุกร์ เวลา 08.30 - 16.30 น.

10/09/2026

The Anxious Generation: เด็กยุคสมาร์ตโฟนกำลังมีปัญหาสุขภาพจิตมากขึ้นจริงหรือไม่

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หนังสือ The Anxious Generation ของ Jonathan Haidt ได้จุดกระแสการถกเถียงอย่างกว้างขวางว่า เด็กและวัยรุ่นรุ่นใหม่กำลังเติบโตขึ้นมาในสภาพแวดล้อมที่ทำให้วิตกกังวล ซึมเศร้า โดดเดี่ยว และเปราะบางทางจิตใจมากกว่าคนรุ่นก่อนหรือไม่

แนวคิดหลักของหนังสือคือ ช่วงประมาณต้นทศวรรษ 2010 เป็นต้นมา เด็กจำนวนมากเปลี่ยนจากวัยเด็กที่เน้นการเล่น การพบปะกันจริง และการมีอิสระนอกบ้าน ไปสู่วัยเด็กที่ถูกครอบงำด้วย สมาร์ตโฟน Social Media เกมออนไลน์ และชีวิตบนหน้าจอ มากขึ้น

Haidt เรียกการเปลี่ยนแปลงนี้ว่า การเปลี่ยนจาก Play-Based Childhood ไปเป็น Phone-Based Childhood

คำถามสำคัญคือ การเปลี่ยนแปลงนี้เกี่ยวข้องกับการเพิ่มขึ้นของปัญหาสุขภาพจิตในวัยรุ่นมากน้อยเพียงใด

ประเด็นนี้ไม่ได้มีคำตอบง่าย ๆ

มีข้อมูลจากหลายประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและประเทศตะวันตก ที่พบว่าในช่วงหลังปี 2010 อัตราการรายงานอาการซึมเศร้า ความวิตกกังวล การทำร้ายตัวเอง และความคิดฆ่าตัวตายในวัยรุ่นเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในเด็กผู้หญิง

ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน สมาร์ตโฟนก็เริ่มแพร่หลายอย่างรวดเร็ว และ Social Media กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของวัยรุ่น

ความสัมพันธ์ทางเวลาเช่นนี้ทำให้เกิดสมมติฐานว่า เทคโนโลยีดิจิทัลอาจมีบทบาทสำคัญต่อวิกฤตสุขภาพจิตของคนรุ่นใหม่

แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ Correlation ไม่เท่ากับ Causation

การที่สองสิ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน ไม่ได้หมายความว่าสิ่งหนึ่งเป็นสาเหตุของอีกสิ่งหนึ่งทั้งหมด ปัญหาสุขภาพจิตของวัยรุ่นอาจได้รับอิทธิพลจากหลายปัจจัยพร้อมกัน เช่น ความกดดันทางการเรียน ความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงของครอบครัว ความโดดเดี่ยว การนอนน้อย ความกังวลเกี่ยวกับอนาคต และการรับรู้ปัญหาสุขภาพจิตที่เพิ่มขึ้นในสังคม

อย่างไรก็ตาม นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า Social Media ไม่มีผล

หลักฐานจำนวนมากชี้ว่า รูปแบบการใช้งาน สำคัญกว่าการถามเพียงว่าใช้วันละกี่ชั่วโมง

การใช้ Social Media แบบมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน ติดต่อครอบครัว หรือเข้าร่วมชุมชนที่ให้การสนับสนุน อาจมีประโยชน์ต่อสุขภาพจิต

แต่การเลื่อนดูชีวิตของคนอื่นแบบ passive เป็นเวลานาน การเปรียบเทียบตนเองกับภาพที่ถูกคัดเลือกมาแล้ว การถูก Cyberbullying และการหมกมุ่นกับยอด Like หรือ Comment มีความสัมพันธ์กับความพึงพอใจในชีวิตที่ลดลงและอาการซึมเศร้าที่มากขึ้นในบางกลุ่ม

เด็กผู้หญิงอาจได้รับผลกระทบจาก Social Comparison และแรงกดดันด้านรูปลักษณ์มากเป็นพิเศษ เพราะแพลตฟอร์มจำนวนมากเน้นภาพถ่าย ใบหน้า รูปร่าง และการได้รับการยอมรับจากคนอื่น

เด็กคนหนึ่งอาจเปิดโทรศัพท์แล้วเห็นเพื่อนหลายสิบคนกำลังไปเที่ยว มีแฟน ประสบความสำเร็จ หรือดูสวยงามกว่าตนเอง

แม้จะรู้ในทางเหตุผลว่าภาพเหล่านั้นเป็นเพียงบางส่วนของชีวิต แต่สมองก็ยังสามารถนำข้อมูลเหล่านั้นมาเปรียบเทียบกับชีวิตจริงทั้งหมดของตัวเองได้

ผลคือความรู้สึกว่า

“ทุกคนมีความสุขกว่าเรา”

“เราไม่ดีพอ”

หรือ

“เรากำลังพลาดอะไรบางอย่าง”

ซึ่งเชื่อมโยงกับสิ่งที่เรียกว่า Fear of Missing Out (FOMO)

อีกกลไกหนึ่งที่สำคัญคือการนอน

วัยรุ่นต้องการการนอนมากกว่าผู้ใหญ่ แต่สมาร์ตโฟนมักถูกนำเข้าไปในห้องนอนด้วย การดูคลิป เล่นเกม ตอบข้อความ หรือรอ Notification ทำให้เวลาเข้านอนช้าลง

ปัญหาไม่ได้มีเพียงเรื่อง Blue Light แต่รวมถึงการที่สมองยังคงถูกกระตุ้นทางอารมณ์และสังคมก่อนนอน

การนอนน้อยสัมพันธ์กับทั้งภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล สมาธิที่ลดลง ความหงุดหงิด และความสามารถในการควบคุมอารมณ์ที่แย่ลง

ดังนั้น แม้สมาร์ตโฟนจะไม่ได้ทำให้เกิดโรคซึมเศร้าโดยตรงในทุกคน แต่หากมันทำให้เด็กนอนลดลงคืนละหนึ่งหรือสองชั่วโมงอย่างต่อเนื่อง ผลต่อสุขภาพจิตย่อมสามารถเกิดขึ้นได้

หนังสือ The Anxious Generation ยังเสนออีกประเด็นที่น่าสนใจ คือในขณะที่พ่อแม่มีความระมัดระวังต่อโลกจริงมากขึ้น เด็กกลับได้รับอิสระในโลกออนไลน์มากขึ้น

เด็กในอดีตอาจเดินไปบ้านเพื่อน เล่นนอกบ้าน ปีนต้นไม้ หกล้ม ทะเลาะกัน แล้วเรียนรู้ที่จะจัดการปัญหาด้วยตัวเอง

แต่เด็กยุคใหม่บางคนมีชีวิตจริงที่ถูกควบคุมอย่างใกล้ชิด ขณะที่สามารถเข้าอินเทอร์เน็ตได้แทบไม่มีข้อจำกัด

สิ่งนี้อาจลดโอกาสในการพัฒนา Resilience, Independence และ Social Skills ผ่านการเล่นที่ไม่ได้ถูกผู้ใหญ่กำกับ

การเล่นอิสระมีหน้าที่มากกว่าแค่ความสนุก

เด็กเรียนรู้การต่อรอง การแก้ความขัดแย้ง การรับความเสี่ยงในระดับเล็ก ๆ การแพ้ การชนะ และการกลับมาลองใหม่ สิ่งเหล่านี้เป็นเสมือน “สนามฝึก” ของระบบควบคุมอารมณ์

หากเด็กได้รับการปกป้องจากความไม่สบายใจทุกชนิด เขาอาจมีโอกาสฝึกจัดการกับความล้มเหลวและความไม่แน่นอนน้อยลง

ประเด็นนี้สัมพันธ์กับแนวคิดเรื่อง Antifragility

เด็กไม่ได้พัฒนาได้ดีที่สุดจากการไม่มีความเครียดเลย แต่จากการเผชิญความท้าทายในระดับที่เหมาะสมและค่อย ๆ เรียนรู้ว่าตนเองสามารถรับมือได้

อย่างไรก็ตาม เราต้องระวังไม่ให้ข้อเสนอเหล่านี้กลายเป็นการกล่าวโทษพ่อแม่หรือเทคโนโลยีเพียงฝ่ายเดียว

เด็กแต่ละคนตอบสนองต่อ Social Media แตกต่างกัน เด็กที่มีสุขภาพจิตดี มีเพื่อน มีครอบครัวสนับสนุน และใช้เทคโนโลยีในระดับพอดี อาจไม่ได้รับผลเสียอย่างมีนัยสำคัญ

ในทางกลับกัน เด็กที่มีความวิตกกังวลอยู่เดิม ถูกกลั่นแกล้ง มีภาพลักษณ์ต่อตนเองต่ำ หรือกำลังมีปัญหาครอบครัว อาจได้รับผลกระทบจากโลกออนไลน์มากกว่า

จึงมีแนวคิดที่เรียกว่า Differential Susceptibility คือสภาพแวดล้อมเดียวกันไม่ได้ส่งผลต่อทุกคนเท่ากัน

คำถามที่ว่า “Social Media ทำให้วัยรุ่นซึมเศร้าหรือไม่” จึงอาจเป็นคำถามที่กว้างเกินไป

คำถามที่มีประโยชน์กว่าอาจเป็น

เด็กแบบไหน ใช้แพลตฟอร์มแบบไหน อย่างไร และภายใต้บริบทใด จึงเกิดผลเสียมากที่สุด

สำหรับพ่อแม่ วิธีแก้ปัญหาไม่จำเป็นต้องเป็นการยึดโทรศัพท์หรือห้าม Social Media ทั้งหมด

สิ่งที่มีความสำคัญมากกว่าคือการสร้าง Digital Boundaries ที่เหมาะสม เช่น ไม่ใช้โทรศัพท์ระหว่างรับประทานอาหาร ลดหน้าจอก่อนนอน และหลีกเลี่ยงการนำโทรศัพท์เข้าไปไว้ข้างเตียงในเวลากลางคืน

ในเด็กอายุน้อย การชะลอการเข้าถึง Social Media ก็เป็นแนวทางที่ควรพิจารณา เพราะสมองส่วนที่เกี่ยวกับการควบคุมตนเองยังพัฒนาไม่เต็มที่ ขณะที่ระบบรางวัลและความไวต่อการยอมรับจากเพื่อนกำลังทำงานอย่างมากในช่วงวัยรุ่น

อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้การลดหน้าจอ คือ การเพิ่มโลกจริงกลับเข้าไปในชีวิต

เด็กควรมีเวลาเล่น ออกกำลังกาย พบเพื่อน ทำกิจกรรมกลางแจ้ง มีงานอดิเรก และมีเวลาที่ไม่ได้ถูกวัดด้วยคะแนน ยอด Like หรือ Achievement ตลอดเวลา

เพราะหากเราเพียงเอาโทรศัพท์ออก แต่ไม่ได้เติมกิจกรรมและความสัมพันธ์ที่มีความหมายเข้าไป เด็กก็อาจรู้สึกเพียงว่าถูกตัดออกจากโลกของเพื่อน

ในทางคลินิก พ่อแม่ควรสังเกตว่า การใช้โทรศัพท์เริ่มรบกวนการนอน การเรียน ความสัมพันธ์ หรือสุขภาพจิตหรือไม่

หากเด็กนอนดึกทุกคืนเพราะเล่นโทรศัพท์ ขาดเรียนเพราะเกม หลีกเลี่ยงการพบคนจริง ร้องไห้หลังใช้ Social Media หรือหมกมุ่นกับรูปลักษณ์มากผิดปกติ นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าเทคโนโลยีกำลังมีบทบาทต่อปัญหามากกว่าการเป็นเพียงงานอดิเรก

ท้ายที่สุด The Anxious Generation อาจมีคุณค่ามากที่สุดไม่ใช่เพราะให้คำตอบสุดท้ายว่า “สมาร์ตโฟนเป็นต้นเหตุของวิกฤตสุขภาพจิต”

แต่เพราะมันทำให้เรากลับมาตั้งคำถามว่า

วัยเด็กแบบใดที่สมองมนุษย์ต้องการเพื่อเติบโตอย่างแข็งแรง

เด็กต้องการเทคโนโลยีและทักษะดิจิทัลอย่างแน่นอน เพราะโลกในอนาคตหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้ไม่ได้

แต่ในเวลาเดียวกัน พวกเขายังต้องการสิ่งที่มนุษย์ต้องการมาหลายพันปี

การนอน

การเคลื่อนไหวร่างกาย

การเล่น

มิตรภาพที่เกิดขึ้นต่อหน้า

พื้นที่ในการลองผิดลองถูก

และประสบการณ์ที่ทำให้ค่อย ๆ เรียนรู้ว่า

“ถึงโลกจะไม่สมบูรณ์แบบ และบางครั้งจะทำให้เรากังวล แต่เราสามารถรับมือกับมันได้”

บางทีเป้าหมายจึงไม่ใช่การสร้างคนรุ่นใหม่ที่ไม่เคยวิตกกังวลเลย

แต่คือการสร้างเด็กและวัยรุ่นที่มีโอกาสพัฒนาความสามารถในการอยู่กับความกังวล รับมือกับความผิดหวัง และใช้เทคโนโลยีโดยไม่ปล่อยให้เทคโนโลยีกลายเป็นผู้กำหนดชีวิตของพวกเขา

09/09/2026
🧠 โตแล้ว... ADHD หายไปไหม?หลายคนคุ้นกับภาพของ ADHD ในเด็กเด็กที่นั่งไม่ติด วอกแวกง่าย ลืมของ หรือดูเหมือนมีพลังงานอยู่ตล...
08/09/2026

🧠 โตแล้ว... ADHD หายไปไหม?
หลายคนคุ้นกับภาพของ ADHD ในเด็ก
เด็กที่นั่งไม่ติด วอกแวกง่าย ลืมของ หรือดูเหมือนมีพลังงานอยู่ตลอดเวลา
พอเด็กคนนั้นโตขึ้น เราอาจคิดว่า“เดี๋ยวโตขึ้นก็คงหายเอง”

แต่จริง ๆ แล้ว ADHD เป็นภาวะทางพัฒนาการของระบบประสาท (Neurodevelopmental Disorder) อาการจึงสามารถต่อเนื่องเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ได้ เพียงแต่เมื่อเราโตขึ้นหน้าตาของอาการอาจเปลี่ยนไป

จากเด็กที่เคยวิ่งซนหรือนั่งไม่ติด อาจไม่ได้ลุกเดินไปมาระหว่างประชุมตอนเป็นผู้ใหญ่แล้ว แต่ข้างในกลับรู้สึกกระสับกระส่าย สมองเหมือนมีหลายเรื่องวิ่งอยู่พร้อมกัน อยากหาอะไรทำตลอดเวลา และยากที่จะหยุดพักจริง ๆ
ขณะเดียวกัน เมื่อชีวิตโตขึ้น ความรับผิดชอบก็มากขึ้นตามไปด้วย

จากเมื่อก่อนที่มีพ่อแม่คอยเตือนว่า“อย่าลืมการบ้านนะ”
กลายเป็นเราที่ต้องจำเองว่า...
วันนี้มีประชุมกี่โมง
ต้องส่งงานวันไหน
ค่าไฟจ่ายหรือยัง
นัดหมอเมื่อไหร่
อีเมลไหนต้องตอบ
แล้วงานที่เปิดค้างไว้เมื่อเช้า...เรากำลังจะทำอะไรนะ?

⏰ “รู้ว่าต้องทำ แต่จัดการมันไม่ได้สักที”
หนึ่งในความยากที่พบได้ในผู้ใหญ่ ADHD คือเรื่อง Executive Functions หรือทักษะที่ช่วยให้เราบริหารจัดการตัวเองเพื่อไปถึงเป้าหมาย
จึงอาจเห็นเป็นความยากในการ เริ่มต้นงาน จัดลำดับความสำคัญ วางแผน จัดระเบียบ จดจำสิ่งที่ต้องทำ และบริหารเวลา
บางคนประเมินเวลาคลาดเคลื่อนบ่อย คิดว่า
“งานนี้ครึ่งชั่วโมงก็เสร็จ”แต่ผ่านไปสองชั่วโมงยังไม่เสร็จ
หรือรู้ว่า Deadline อยู่ตรงหน้า แต่กลับเริ่มงานไม่ได้ จนกระทั่งความเร่งด่วนมากพอจึงสามารถรวบรวมสมาธิทำงานได้ในช่วงสุดท้าย

สิ่งเหล่านี้บางครั้งถูกเรียกกันว่า Time Blindness แม้คำนี้จะไม่ใช่เกณฑ์วินิจฉัยอย่างเป็นทางการ แต่ใช้อธิบายประสบการณ์เกี่ยวกับการรับรู้และจัดการเวลาที่ผู้ใหญ่ ADHD หลายคนพบได้

บางครั้งการเบรกตัวเองก็ยากเหมือนกัน
ความหุนหันพลันแล่นในวัยผู้ใหญ่ อาจไม่ได้ออกมาในรูปการวิ่งเล่นหรือแย่งของเหมือนตอนเด็ก
แต่อาจเป็นการพูดแทรก ตัดสินใจเร็ว ซื้อของตามอารมณ์ เปลี่ยนแผนทันที หรือทำบางอย่างก่อนที่จะมีเวลาคิดถึงผลที่จะตามมา
และเมื่อการตัดสินใจของผู้ใหญ่เกี่ยวข้องกับ เงิน งาน การเดินทาง และความสัมพันธ์ ผลกระทบจึงอาจใหญ่กว่าตอนเป็นเด็ก

แล้วเรื่องอารมณ์ล่ะ
ผู้ใหญ่ ADHD บางคนยังพบความยากในการกำกับอารมณ์ (Emotional Dysregulation) เช่น หงุดหงิดง่าย ทนต่อความผิดหวังได้ยาก อารมณ์ขึ้นเร็ว หรือรู้สึกท่วมท้นเมื่อมีหลายอย่างเข้ามาพร้อมกัน
อย่างไรก็ตาม เรื่องการควบคุมอารมณ์ ไม่ใช่เกณฑ์อาการหลักที่ใช้วินิจฉัย ADHD ใน DSM-5-TR และอาจพบร่วมกับภาวะอื่นได้ จึงต้องประเมินอย่างรอบด้าน ไม่ควรใช้เพียงอาการนี้มาตัดสินว่าใครมี ADHD

สิ่งที่น่าสนใจคือ ผู้ใหญ่หลายคนเพิ่งเริ่มสงสัยว่าตัวเองอาจมี ADHD หลังจากใช้ชีวิตมานานหลายปีบางคนอาจเคยได้ยินมาตลอดว่า
“ขี้เกียจ” “ไม่มีวินัย” “ทำไมไม่จัดการชีวิตให้ดีกว่านี้”
“เรื่องแค่นี้ทำไมจำไม่ได้”
ทั้งที่เบื้องหลังอาจมีความยากในการกำกับความสนใจ การยับยั้งพฤติกรรม และ Executive Functions ที่ควรได้รับการทำความเข้าใจอย่างเหมาะสม

แต่ในอีกด้านหนึ่ง...
ขี้ลืม ≠ ADHD
ผัดวันประกันพรุ่ง ≠ ADHD
โต๊ะรก ≠ ADHD
มาสายบ่อย ≠ ADHD
เพราะสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ทั้งความเครียด
การพักผ่อนไม่เพียงพอ ภาวะวิตกกังวล ซึมเศร้า การใช้สาร หรือปัญหาสุขภาพอื่น ๆ

การวินิจฉัย Adult ADHD จึงไม่ได้ดูเพียงว่า “ตอนนี้มีสมาธิไหม”
แต่ต้องพิจารณาประวัติอาการตั้งแต่วัยเด็ก การเกิดอาการในหลายบริบท และผลกระทบต่อการใช้ชีวิตร่วมกัน

ADHD เมื่อโตขึ้นจึงอาจไม่ได้หายไป แต่เปลี่ยนวิธีที่มันปรากฏตัวในชีวิตของเราและการเข้าใจว่า สมองของเรากำลังติดขัดตรงไหน
อาจช่วยให้เราเลิกพยายามแก้ทุกอย่างด้วยคำว่า “พยายามให้มากกว่านี้” แล้วเริ่มมองหาวิธีจัดการชีวิตที่เหมาะกับการทำงานของตัวเองมากขึ้นค่ะ
-------------------------------------------------
🧡ช่องทางการรับบริการสุขภาพจิต – คลินิกเสริมสร้างกำลังใจ
สำหรับนักศึกษาและบุคลากร มจธ. ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
🧡นัดหมาย / ข้อมูลบริการ
https://linktr.ee/KMUTTmotivationclinic
🧡แชท Line Official JaideeOnline
https://lin.ee/cJmJxeA
-------------------------------------------------

07/09/2026

🫁 ไฮเปอร์เวน - สุดยอดแห่งความทรมานของการหายใจ เหนื่อยจึงเร่งหายใจ ยิ่งเร่งยิ่งเหนื่อย เหมือนปอดมันไม่ยอมหายใจเอง ต้องให้เราสั่ง รู้อีกทีมือจีบแล้ว

ใครที่เคยเป็น วันนี้มาดูกันค่ะว่า มันเกิดขึ้นอะไรในร่างกายเราบ้าง

หนึ่งในตระกูลโรค ‘วิตกกังวล (Anxiety disorders)” ที่แสดงออกมาทางการหายใจ ภาวะนี้เรียกว่า Hyperventilation syndrome (HVS) ที่ใครไม่เป็น ไม่มีทางเข้าใจว่า ความรู้กำลังจะตา-ยจากการหายใจมันเป็นยังไง

________________________

[ วงจรอุบาทของโรคกลุ่มนี้ ]

ก่อนจะไปถึงตัวภาวะนี้ อยากให้เข้าใจ ‘รูปทั่วไป’ ของกลุ่มโรควิตกกังวลก่อนค่ะ ว่าทุกโรคในกลุ่มนี้มันมี ‘วงจรอุบาท’ ที่หากเราหลุดเข้าไปติดปุ๊บ จะออกยากมาก นั่นคือ

เริ่มต้นจากมีตัวกระตุ้น - มักจะเป็นเชิงอารมณ์เชิงลบ
⮕ 1) amygdala เปิดความรู้สึกกังวล/กลัว/กระวนกระวาย
⮕ 2) ก่อเกิดให้การเปลี่ยนแปลงซักอวัยวะ
⮕ 3) ยิ่งวิตกังวลต่อการเปลี่ยนแปลงนั้น
⮕ 1) amygdala ยิ่งเปิดความกังวล/กลัว/กระวนกระวาย
⮕ … วนไปเรื่อยๆ

ในข้อ 2-3) นั้นถ้าการเปลี่ยนแปลงนั้นเป็น…

🔺ความคิดที่สลัดออกจากหัวไม่ได้ กังวลไปหมดทุกอย่าง
⮕ จะเป็นกลุ่ม Generalized anxiety disorders (GAD)

🔺หัวใจที่เต้นถี่ขึ้น แล้วกลัวการที่ต้องรับรู้ถึงการเต้นนั้น
⮕ จะเป็นหนึ่งในอาการของกลุ่ม Panic disorders (หลายเคสจะมีความรู้สึกเหมือนตา-ย, ไม่มีใครช่วยได้)

🔺หายใจถี่ขึ้น แล้วกลัวความรู้สึกที่ต้องหายใจ รู้สึกหายใจไม่พอ
⮕ อันนี้แหละค่ะ เป็นกลุ่ม Hyperventilation syndrome ที่จะพูดในบทความนี้

________________________

[ เกิดอะไรขึ้นในร่างเรา เมื่อเป็น HVS ]

เมื่อวงจรอุบาทของ Hypventilation syndrome เริ่มเสถียรแล้ว มันจะหายใจถี่ติดต่อกันเป็นเวลานาน จนทำให้…

🔹 กะบังลมที่ทำงานเร็วมาก ⮕ กระตุ้นตัวรับที่กล้ามเนื้อ ⮕ เร่งระบบ sympathetic ⮕ เสริมให้หัวใจเต้นถี่ขึ้นไปอีก ถ้ามี Panic disorders อยู่แล้ว บางทีกระตุ้นพร้อมกันเลย

🔹 ใช้กล้ามเนื้อหายใจที่ทรวงอกแบบรุนแรง ⮕ เกิดอาการเจ็บหน้าอก บางรายเป็นหนักจนหายใจเข้าแล้วเจ็บมากขึ้น (Pleuritic chest pain)

🔹 หายใจถี่เกินจนไล่แก๊ส CO₂ ออกไปเยอะเกิน ⮕ CO₂ ในเลือดต่ำ ⮕ เลือดเป็นด่างมากขึ้น ⮕ โปรตีนไข่ขาวพยายามสลัดกรด H+ ออกมาช่วยแก้ด่าง ⮕ แต่กลายเป็นเพิ่มที่นั่งให้แคลเซียมจับ ⮕ แคลเซียมรุมจับโปรตีนไข่ขาว ⮕ เหลือใช้งานในเลือดลดลง ⮕ เซลล์ประสาทไวต่อการกระตุ้นเกิน ⮕ เกิดภาวะมือจีบเอง (Carpopedal spasm)

🔹 ผลจากเลือดเป็นด่าง ⮕ ฮีโมโกลบินเปลี่ยนสมบัติทำให้จับ O₂ แน่นขึ้น ⮕ เนื้อเยื่อได้รับ O₂ ลดลงเล็กน้อย (ไม่รุนแรงมาก) ⮕ สมองขาด O₂ นิดๆ + เลือดเป็นด่าง ทำให้รู้สึกมึนๆ, เวียนหัว, เหมือนจะเป็นลม, กระตุ้นความกลัวขึ้นไปอีก

🔹 ประสาทรับรู้ที่ขาด O₂ เล็กน้อยจากข้อข้างบน เริ่มนำสัญญาณได้น้อย จึงเริ่มมีอาการชาปลายมือปลายเท้า

________________________

[ ทำยังไงดีขณะเป็น? ]

หากเคยเป็นมาก่อนแล้ว ตรวจวินิจฉัยแล้วว่าไม่ได้เป็นอย่างอื่น วิธีที่ดีที่สุดคือ ตั้งสติ (รู้ว่ายาก แต่ต้องลอง) หายใจให้ช้าลงโดยให้รู้สึกว่าท้องป่อง-แฟ่บตามการหายใจ จดจำรับรู้ความรู้สึกนี้ให้ได้, หากมียาระงับกังวลที่มีอยู่ให้รับประทาน, หากมีเพื่อนอยู่ใกล้ๆ ขอความช่วยเหลือ ให้เขามาอยู่ด้วย การได้คุยและเบี่ยงเบนความสนใจช่วยได้มาก

แต่ถ้าไม่เคยเป็นมาก่อน นี่คือการเป็นครั้งแรก แนะนำให้ไปห้องฉุกเฉิน เพื่อแยกภาวะหายใจเหนื่อยจากสาเหตุอื่นๆ ก่อน ที่เจอบ่อยๆ คือมีโรคหืด (Asthma) อยู่ด้วย บางทีเป็นสองภาวะซ้อนกันขึ้นมา, บางรายทีอายุมากๆ เคยเจอเป็นลิ่มเลือดอุดในเส้นเลือดปอดก็มี (Pulmonary embolism) แต่ในเคสที่เป็นหนักขนาดนั้น มักจะมีอาการเปลี่ยนแปลงอื่นๆ ที่รุนแรงชัดเจน เช่น มีผิวหนังเขียว (cyanosis), สติลดลง ฯลฯ

เอาถุงครอบช่วยมั้ย? (Rebreathing technique) - เมื่อก่อนใช้เป็นเทคนิคในการสะสมแก๊ส CO₂ แล้วหายใจกลับเข้าไปอีกครั้ง เพื่อแก้ภาวะเลือดด่าง แต่จากงานวิจัยพบว่า ในภาพรวมเพิ่มอัตราเสียชีวิต/ทุพลภาพมากขึ้น

ส่วนใหญ่มาจากเหตุผลที่ว่า เคสนั้นไม่ได้เป็น Hyperventilation syndrome อย่างเดียว แต่มีโรคระบบทางเดินหายใจจริงๆ เกิดร่วม ไม่ก็จริงๆ เป็นโรคนั้นกำเริบนั่นแหละ ปัจจุบันจึงไม่แนะนำให้ครอบเท่าไหร่ ถ้าไม่มั่นใจให้มา รพ. ดีที่สุดค่ะ

ในระยะยาว เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคนี้อีก ควรรักษาโรควิตกกังวลจริงจัง ฝึกจิตบำบัด ค้นหาวิธีบริหารจัดการกับ stress ให้ดี มันเลี่ยงไม่ได้ แต่เราจะรับมือยังไง ไม่ให้หวยมาออกโดยการแก้ไขแบบการหายใจ, อีกสิ่งที่ควรทำคือ การฝึกการหายใจค่ะ เราจะลงไว้ใน comment นะคะ

สรุป:
1. Hypervent เป็นโรคกลุ่มวิตกกังวล กังวลเรื่องการหายใจเองโดยไม่ได้ตั้งใจ
2. เกิดวงจรอุบาท ยิ่งหายใจยิ่งเหนื่อย วนไป
3. หายใจจนแน่น หายใจจนเลือดด่าง จนชา จนมือจีบ
4. แก้โดยหายใจให้ท้องป่อง หาคนคุย กินยาคลายกังวล
5. ปัจจุบันไม่แนะนำให้ครอบถุง, หากมีอาการแย่ลงรีบนำส่ง รพ., หากไม่แน่ใจ ก็ให้มา รพ.

05/09/2026

สายวิตกกังวล ยิ่งนอนน้อย ยิ่งกังวลมากขึ้น
คือมันไม่ใช่แค่บ่อยค่ะ แต่เนื้อหาที่กังวลก็จะยิ่งลามไปเรื่องอื่น ไปไกลขึ้น เพี้ยนขึ้น จนกังวลเรื่องอะไรแมร่งก็ไม่รู้


คุณเคยได้ยินเสียง “สัญญาณเตือนไฟไหม้”
ในอาคารดังขึ้นมาเองมั้ยคะ

ต่อให้สุดท้ายจะไม่มีไฟไหม้อะไรจริง
แต่แค่เสียงนั้นดังขึ้นมา ร่างกายก็เริ่มรู้สึกไม่ปลอดภัยแล้ว
ใจเริ่มเต้นเร็ว สมองเริ่มโฟกัสแต่เรื่องอันตรายรอบตัว

จริงๆ แล้ว สมองของคนที่มีภาวะวิตกกังวล ก็คล้ายระบบนี้เลยค่ะ

ไม่ใช่ว่าระบบเตือนภัยมัน “ไม่มีประโยชน์”
ตรงกันข้าม มันสำคัญมาก
เพราะมันถูกสร้างมาเพื่อช่วยให้มนุษย์เอาตัวรอด


เมื่อมีข้อมูลอะไรบางอย่างเข้ามา
ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่เห็น ได้ยิน หรือแม้แต่ “สิ่งที่คิดขึ้นมาเอง”
ข้อมูลเหล่านั้นจะถูกส่งเข้าสู่เครือข่ายเตือนภัยของสมอง

โดยเฉพาะ amygdala และ hippocampus ส่วนหน้า (vHPC)

Amygdala จะเป็นเหมือนศูนย์สร้าง “ความรู้สึกกลัว-กังวล”
แล้วส่งสัญญาณต่อไปยังหลายจุดของสมองและร่างกาย

เช่น
สมองส่วน sympathetic
ที่ทำให้หัวใจเต้นแรง ตื่นตัว หายใจเร็วขึ้น

หรือ BNST
ที่เกี่ยวข้องกับความกังวลแบบยืดเยื้อ ค้างอยู่ได้นาน


ส่วน vHPC จะช่วยเอา “ความทรงจำเก่า”
มาเทียบกับสถานการณ์ปัจจุบัน

ถ้าสมองคิดว่าเคยมีประสบการณ์ไม่ดีคล้ายๆ แบบนี้มาก่อน
มันจะยิ่งช่วยเสริม amygdala ให้เตือนภัยแรงขึ้นอีก

ดังนั้นความกังวลหลายครั้ง
จึงไม่ได้เกิดจาก “เหตุการณ์ตรงหน้า” อย่างเดียว
แต่เกิดจากสมองกำลังเชื่อมโยงมันกับอดีตด้วยค่ะ


ปกติแล้วระบบนี้ต้องมี “เบรก”

สมองส่วน dlPFC และระบบ GABAergic
จะช่วยประเมินว่า
“โอเค ตอนนี้ปลอดภัยแล้ว”
แล้วค่อยๆ กดระบบเตือนภัยลง

แต่ในคนที่มีโรควิตกกังวล
วงจรนี้มักเปิดง่ายเกินไป
และหยุดยากเกินไป


แล้วสิ่งที่ยิ่งทำให้วงจรนี้หนักขึ้นมากก็คือ
“การนอนน้อย”

งานวิจัยของ Jie Zhang et al. (2024)
พบว่าแค่การอดนอนเพียง 1 คืน ก็ทำให้สมองเปลี่ยนไปชัดเจน

vHPC เริ่มแยก “ภัย” กับ “ไม่ใช่ภัย” ได้แย่ลง

หลายครั้งข้อมูลที่จริงๆ ไม่อันตราย
กลับถูกตีความว่าเป็นสิ่งคุกคาม

Amygdala ก็ไวต่อการกระตุ้นมากขึ้น
แถมความกลัวที่เกิดขึ้น
ยัง “ลามวงกว้าง” ไปเรื่องอื่นได้ง่ายขึ้นด้วย

เรียกว่า Fear generalization

เช่น
เริ่มจากกังวลเรื่องงาน
แต่สุดท้ายลามไปถึงสุขภาพ ความสัมพันธ์ อนาคต หรืออะไรต่ออะไรเต็มไปหมด

เหมือนสมองเริ่มติดป้ายว่า
“โลกนี้ไม่ค่อยปลอดภัย”


พร้อมกันนั้น
วงจรควบคุมจาก dlPFC
ก็ยับยั้งอารมณ์ได้ลดลง

ดังนั้นไม่ใช่แค่ “คิดมากขึ้น”
แต่เป็นสมองในเชิงชีววิทยา
ที่เข้าสู่โหมดตื่นภัยจริงๆ


ปัญหาคือถ้าความกังวลยังลากยาวไปจนถึงเวลานอน

สมองที่อยู่ในโหมดเฝ้าระวังตลอดเวลา
ก็จะยิ่งเข้าสู่การนอนได้ยากขึ้นอีก

หัวใจยังตื่น
สมองยังประเมินภัย
ความคิดยังวน

สุดท้ายกลายเป็นวัฏจักร

อดนอน → กังวลมากขึ้น → หลับยาก → อดนอนเพิ่ม → กังวลหนักขึ้น

วนซ้ำไปเรื่อยๆ ค่ะ


ดังนั้นถ้าเริ่มรู้สึกว่า
ตัวเองกังวลง่ายขึ้นเรื่อยๆ
คิดลามหลายเรื่อง
ตื่นตัวตลอดเวลา
หรือเริ่มนอนแย่ลงเรื่อยๆ

อย่ามองว่าเป็น “นิสัยคิดมาก” อย่างเดียวนะคะ

เพราะหลายครั้งมันคือวงจรสมอง
ที่กำลังเหนื่อยและเสียสมดุลจริงๆ

และยิ่งปล่อยไว้นาน
มันยิ่งเริ่มกระทบชีวิต การงาน ความสัมพันธ์
รวมถึงคุณภาพชีวิตโดยรวมได้มากค่ะ

04/09/2026

จะชวนคนที่ไม่ยอมมาหาหมอให้มาพบจิตแพทย์ได้อย่างไร

หนึ่งในสถานการณ์ที่ครอบครัวมักรู้สึกหนักใจที่สุด คือการเห็นคนที่เรารักมีอาการทางจิตใจหรือพฤติกรรมเปลี่ยนไปชัดเจน แต่เจ้าตัวกลับยืนยันว่า “ไม่ได้เป็นอะไร” “ไม่ต้องหาหมอ” หรือ “คนอื่นต่างหากที่มีปัญหา”

บางคนมีอาการซึมเศร้าจนแทบไม่ออกจากห้อง บางคนมีอาการหวาดระแวง ได้ยินเสียง หรือเชื่อในสิ่งที่คนรอบข้างไม่เข้าใจ บางคนดื่มสุราหรือใช้สารเสพติดมากขึ้น แต่ปฏิเสธว่าตนเองควบคุมได้ ขณะที่บางคนมีอารมณ์ครึกครื้นผิดปกติ ใช้เงินมาก นอนน้อย และรู้สึกว่าตนเองกำลังดีเยี่ยม จึงยิ่งไม่เห็นเหตุผลที่จะต้องไปพบจิตแพทย์

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “จะบังคับเขาไปหาหมออย่างไร” แต่คือ จะชวนอย่างไรให้โอกาสที่เขาจะยอมรับความช่วยเหลือเพิ่มขึ้น

สิ่งแรกที่ควรเข้าใจคือ การปฏิเสธการรักษาไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยดื้อหรือไม่ให้ความร่วมมือเสมอไป

ในบางโรค ผู้ป่วยอาจมี การขาดความตระหนักรู้ต่อความเจ็บป่วย (Lack of Insight หรือ Anosognosia) กล่าวคือ เขาไม่ได้ตั้งใจปฏิเสธ แต่สมองของเขาอาจทำให้ไม่สามารถรับรู้ได้จริง ๆ ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นอาการของโรค

ตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยโรคจิตเภทบางคนอาจเชื่ออย่างจริงจังว่ามีคนกำลังติดตามหรือปองร้ายเขา หากครอบครัวพูดว่า “คิดไปเองทั้งนั้น ต้องไปหาจิตแพทย์” สิ่งที่ผู้ป่วยอาจได้ยินไม่ใช่ความห่วงใย แต่คือ “คนในบ้านไม่เชื่อเรา และอาจอยู่ฝ่ายเดียวกับคนที่กำลังทำร้ายเรา”

การโต้เถียงกับความเชื่อของผู้ป่วยตรง ๆ จึงมักไม่ใช่จุดเริ่มต้นที่ดีที่สุด

แทนที่จะพยายามพิสูจน์ว่าใครถูกใครผิด ลองเริ่มจากสิ่งที่ทุกฝ่ายเห็นร่วมกัน เช่น

“ช่วงนี้ดูเหมือนนอนไม่ค่อยได้เลย”

“เห็นว่าช่วงนี้เครียดและเหนื่อยมาก”

“พักหลังดูเหมือนเรื่องนี้รบกวนชีวิตเยอะขึ้น”

การพูดจาก ผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง มักสร้างแรงต่อต้านน้อยกว่าการพูดว่า “คุณป่วย” หรือ “คุณผิดปกติ”

หลักคิดสำคัญคือ เริ่มจากสิ่งที่เขากังวล ไม่ใช่สิ่งที่เรากังวล

ครอบครัวอาจกังวลว่าเขาเป็นโรคซึมเศร้า แต่เจ้าตัวอาจสนใจเพียงว่า “นอนไม่หลับ”

ครอบครัวอาจคิดว่าเขามีอาการหลงผิด แต่เจ้าตัวอาจอยากแก้เรื่อง “เครียดมากจนทำงานไม่ได้”

ครอบครัวอาจมองว่าเขาดื่มมากเกินไป แต่เจ้าตัวอาจยอมรับเพียงว่า “ช่วงนี้ตื่นมาแล้วใจสั่น”

หากเราเริ่มจากปัญหาที่เขายอมรับอยู่แล้ว การพูดว่า

“ลองไปคุยกับหมอเรื่องการนอนก่อนดีไหม”

มักง่ายกว่าการบอกว่า

“ต้องไปพบจิตแพทย์ เพราะคุณป่วย”

อีกปัจจัยหนึ่งที่มีผลมากคือ น้ำเสียงและจังหวะเวลา

ไม่ควรเริ่มพูดเรื่องการรักษาในช่วงที่กำลังทะเลาะกัน ขณะผู้ป่วยโกรธ เมาสุรา หรือกำลังมีอาการรุนแรง เพราะสมองในภาวะดังกล่าวจะรับข้อมูลและประนีประนอมได้น้อยลง

ช่วงเวลาที่เหมาะสมกว่าคือเวลาที่บรรยากาศสงบ มีความเป็นส่วนตัว และผู้ป่วยรู้สึกว่าอีกฝ่ายกำลังมาคุย ไม่ใช่มาตัดสิน

ภาษาที่ใช้ก็ควรลดการตีตรา เช่น แทนที่จะพูดว่า

“ไปหาหมอจิตเวชเถอะ”

อาจพูดว่า

“ลองไปคุยกับหมอที่ช่วยเรื่องความเครียด การนอน และอารมณ์ดูไหม”

หรือ

“ไปประเมินก่อนก็ได้ ไม่ได้แปลว่าจะต้องกินยาหรือรักษาอะไรทันที”

สำหรับบางคน คำว่า “จิตแพทย์” ยังมีความหมายเชื่อมโยงกับความอับอาย ความอ่อนแอ หรือความคิดว่า “คนบ้าเท่านั้นที่ไปพบจิตแพทย์” การลดความกลัวต่อการรักษาจึงสำคัญมาก

ควรอธิบายว่า การไปพบจิตแพทย์ไม่ได้หมายความว่าจะถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคร้ายแรง ไม่ได้หมายความว่าจะต้องกินยาทุกคน และไม่ได้หมายความว่าจะต้องเข้าโรงพยาบาล

หลายครั้ง การพบแพทย์ครั้งแรกเป็นเพียงการพูดคุย ประเมินปัญหา และช่วยกันวางแผนว่าควรทำอะไรต่อ

อีกเทคนิคหนึ่งที่มีประโยชน์คือ การให้ทางเลือก

คนส่วนใหญ่จะต่อต้านมากขึ้นเมื่อรู้สึกว่ากำลังถูกควบคุม หากพูดว่า

“พรุ่งนี้ต้องไปหาหมอ”

อาจเกิดการปฏิเสธทันที

แต่ถ้าพูดว่า

“อยากไปวันเสาร์หรือวันอาทิตย์มากกว่ากัน”

“อยากให้เราเข้าไปด้วย หรืออยากคุยกับหมอคนเดียว”

“ลองพบครั้งเดียวก่อนแล้วค่อยตัดสินใจก็ได้”

ผู้ป่วยจะยังรู้สึกว่าตนเองมี Autonomy หรือสิทธิในการตัดสินใจอยู่

สำหรับผู้ป่วยบางราย การชวนไปพบแพทย์โดยใช้คนที่เขาไว้วางใจอาจได้ผลมากกว่า สมาชิกในครอบครัวที่ทะเลาะกันเรื่องนี้มานานอาจไม่ใช่คนที่เหมาะที่สุดในการชวน แต่พี่น้อง เพื่อนสนิท ญาติ ผู้ใหญ่ที่เคารพ หรือแพทย์ประจำตัวที่ผู้ป่วยเชื่อใจ อาจช่วยเปิดประตูได้ดีกว่า

อย่างไรก็ตาม ควรหลีกเลี่ยงการรุมล้อมผู้ป่วยหลายคนแล้วพยายามกดดันให้ยอม เพราะอาจทำให้รู้สึกถูกคุกคามและยิ่งปิดกั้นการช่วยเหลือ

ในบางครอบครัว มีการใช้วิธีหลอก เช่น บอกว่าจะไปกินข้าวแล้วพาไปโรงพยาบาล หรือบอกว่าไปตรวจร่างกายแต่จริง ๆ นัดจิตแพทย์ไว้ แม้ในภาวะฉุกเฉินบางสถานการณ์อาจมีความจำเป็นด้านความปลอดภัย แต่ในผู้ป่วยทั่วไป การหลอกมักทำลายความไว้วางใจระยะยาว และครั้งต่อไปอาจยิ่งพาเข้ารับการรักษายากกว่าเดิม

หากชวนหลายครั้งแล้วยังไม่ยอม สิ่งที่ครอบครัวทำได้คือ ไปพบจิตแพทย์เองก่อน

แม้ผู้ป่วยจะไม่มา แพทย์ยังสามารถรับฟังข้อมูลจากครอบครัว ช่วยประเมินระดับความเสี่ยง อธิบายธรรมชาติของโรค และวางแผนว่าควรสื่อสารกับผู้ป่วยอย่างไร รวมถึงกำหนดว่าเมื่อใดควรเปลี่ยนจากการชักชวนไปเป็นการจัดการภาวะฉุกเฉิน

เพราะมีบางสถานการณ์ที่ไม่ควรรอให้ผู้ป่วย “พร้อม” ด้วยตนเอง

หากมีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย มีการขู่หรือพยายามทำร้ายผู้อื่น มีอาการสับสนหรือโรคจิตรุนแรงจนไม่สามารถดูแลตนเองได้ ไม่กินไม่ดื่มเป็นเวลานาน มีพฤติกรรมอันตรายอย่างชัดเจน หรืออยู่ในภาวะคลุ้มคลั่งรุนแรง การพาไปประเมินฉุกเฉินอาจจำเป็น

ในสถานการณ์เหล่านี้ ความปลอดภัยต้องมาก่อนการโน้มน้าว

ไม่ควรให้สมาชิกในครอบครัวเข้าไปเผชิญหน้าหรือพยายามควบคุมตัวผู้ที่กำลังมีอาวุธ ก้าวร้าว หรือควบคุมตนเองไม่ได้ ควรขอความช่วยเหลือจากระบบฉุกเฉินและบุคลากรที่เหมาะสม

อีกสิ่งหนึ่งที่ครอบครัวควรเตรียมใจคือ การชวนคนมาพบจิตแพทย์อาจไม่สำเร็จในครั้งเดียว

บางคนต้องใช้เวลาเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือนกว่าจะยอมรับความช่วยเหลือ เป้าหมายจึงไม่จำเป็นต้องเป็น “ทำอย่างไรให้เขายอมไปวันนี้” เสมอไป แต่อาจเป็นการค่อย ๆ ลดความกลัว เพิ่มความไว้วางใจ และทำให้เขารู้ว่า หากวันหนึ่งต้องการความช่วยเหลือ ยังมีทางเลือกอยู่

ประโยคที่บางครั้งมีพลังมากกว่าการโน้มน้าวยาว ๆ คือ

“เราอาจมองเรื่องนี้ไม่เหมือนกัน แต่เราเห็นว่าคุณกำลังเหนื่อย และเราอยากช่วย”

หรือ

“ยังไม่ต้องเชื่อว่าเป็นโรคก็ได้ ลองไปคุยกับหมอก่อน แล้วค่อยตัดสินใจจากข้อมูลที่ได้”

การรักษาทางจิตเวชเริ่มต้นจากความสัมพันธ์เช่นเดียวกับการรักษาโรคอื่น ๆ และความสัมพันธ์นั้นมักเริ่มขึ้นตั้งแต่ก่อนผู้ป่วยเดินเข้าห้องตรวจเสียอีก

ท้ายที่สุด การชวนคนที่ไม่ยอมมาหาหมอให้พบจิตแพทย์ไม่ใช่การแข่งขันว่าใครจะเอาชนะใครได้ แต่เป็นการพยายามสร้างสะพานระหว่างมุมมองของผู้ป่วยกับความช่วยเหลือที่เขาอาจยังไม่พร้อมยอมรับ

บางครั้ง สิ่งที่ทำให้คนคนหนึ่งยอมมาพบจิตแพทย์ในที่สุด ไม่ใช่ประโยคที่ฉลาดที่สุดหรือเหตุผลที่หนักแน่นที่สุด

แต่คือความรู้สึกว่า

“คนตรงหน้าพยายามเข้าใจเรา ไม่ได้พยายามตัดสินหรือควบคุมเรา”

และเมื่อความไว้วางใจเกิดขึ้น ประตูสู่การรักษาก็มักเปิดได้ง่ายขึ้นกว่าการใช้การบังคับเพียงอย่างเดียว

04/09/2026

โควิด19 ไม่เลือกคน ‼️‼️
✅ป้องกันได้ด้วย " D M H " ✅
D - 🚶‍♀️‍➡️ 🚶‍♂️Distancing เว้นระยะห่าง
M - 😷🤧Mask Wearing สวมหน้ากากอนามัย
H - 💦👏Hands Washing ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยน้ำและสบู่
🚨รู้ทันความเสี่ยง ป้องกันตนเอง ปกป้องคนรอบข้าง

ที่มา :กองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค
------------------------------
⏬สามารถติดตามข่าวสารโรคและภัยสุขภาพอีกช่องทางหนึ่งทาง
https://riskcomdev.github.io/ddc-portal/
#แชร์บอกต่อ #โควิด19
#สายด่วนกรมควบคุมโรค1422
#กรมควบคุมโรคห่วงใยอยากเห็นคนไทยมีสุขภาพดี💖

🧠 ADHD ไม่ได้มีหน้าตาแบบเดียวเวลาพูดถึง ADHD หลายคนอาจนึกถึงคนที่ซน อยู่ไม่นิ่ง พูดแทรก หรือดูเหมือนมีพลังงานตลอดเวลาแต่...
04/09/2026

🧠 ADHD ไม่ได้มีหน้าตาแบบเดียว
เวลาพูดถึง ADHD หลายคนอาจนึกถึงคนที่ซน อยู่ไม่นิ่ง พูดแทรก หรือดูเหมือนมีพลังงานตลอดเวลา

แต่จริง ๆ แล้ว...
คนที่มี ADHD ไม่จำเป็นต้องดูซนหรืออยู่นิ่งไม่ได้ทุกคน
บางคนอาจนั่งเงียบ ๆ อยู่ในห้องเรียน แต่ในหัวกำลังคิดไปหลายเรื่องจนตามบทเรียนไม่ทัน
บางคนตั้งใจว่าจะเริ่มทำงานตั้งแต่บ่าย แต่รู้ตัวอีกทีก็ค่ำแล้ว
บางคนลืมนัด ลืมของ ทำงานตกหล่นบ่อย ๆ จนถูกมองว่า “ไม่รับผิดชอบ”
ขณะที่บางคนอาจมีทั้งความวอกแวกและความหุนหันพลันแล่นเกิดขึ้นพร้อมกัน

ตามเกณฑ์การวินิจฉัย ADHD สามารถพบได้ใน 3 รูปแบบอาการ (Presentations)
🌿 1. แบบขาดสมาธิเป็นหลัก
Predominantly Inattentive Presentation
คนกลุ่มนี้อาจไม่ได้ดูซนหรือสร้างความวุ่นวายให้ใคร
แต่ความยากเกิดขึ้น “ข้างใน” มากกว่า
เช่น วอกแวกง่าย ลืมบ่อย ทำของหาย จัดลำดับงานยาก เริ่มงานไม่ถูก ทำงานที่ต้องใช้สมาธินาน ๆ ได้ลำบาก หรือดูเหมือนเหม่อเวลาคนอื่นกำลังพูดด้วย
เพราะไม่ได้มีพฤติกรรมซนหรือก่อกวนให้เห็นชัด คนกลุ่มนี้จึงอาจถูกมองข้ามได้ง่ายบางคนโตมาพร้อมกับคำว่า“ขี้ลืม” “ไม่ตั้งใจ” หรือ “ชอบเหม่อ”
โดยไม่เคยรู้เลยว่า ความยากเหล่านั้นอาจเกี่ยวข้องกับ ADHD
⚡ 2. แบบซุกซนและหุนหันพลันแล่นเป็นหลัก
Predominantly Hyperactive/Impulsive Presentation
รูปแบบนี้อาจใกล้เคียงกับภาพ ADHD ที่หลายคนคุ้นเคย
อยู่นิ่งยาก ขยับตัวบ่อย รู้สึกต้องทำอะไรตลอดเวลา พูดมาก รอคอยลำบาก พูดแทรก หรือบางครั้งลงมือทำอะไรไปก่อนที่จะทันคิดถึงผลที่จะตามมา
เมื่อเข้าสู่วัยรุ่นหรือวัยผู้ใหญ่ ความซนอาจไม่ได้แสดงออกเป็นการวิ่งไปมาเหมือนตอนเด็ก
แต่อาจเปลี่ยนเป็นความรู้สึกว่า“ข้างในมันไม่นิ่ง”
ต้องหาอะไรทำตลอดเวลา เบื่อง่าย หรือรู้สึกกระสับกระส่ายเมื่อจำเป็นต้องอยู่นิ่งนาน ๆ
🧩 3. แบบผสมCombined Presentation
คือมีทั้งอาการด้าน ขาดสมาธิ และ ซุกซน/หุนหันพลันแล่น ร่วมกัน
คนหนึ่งจึงอาจทั้งจัดการงานและเวลาได้ยาก วอกแวกง่าย ลืมของบ่อย ขณะเดียวกันก็รอคอยลำบาก พูดแทรก หรือทำอะไรตามแรงกระตุ้นได้เช่นกัน

สิ่งสำคัญคือ...ADHD ของแต่ละคนอาจไม่ได้มีหน้าตาเหมือนกัน
และรูปแบบอาการของคนคนเดียวกันก็สามารถเปลี่ยนแปลงไปตามอายุ พัฒนาการ และบริบทของชีวิตได้
จากเด็กที่เคยซนมาก ๆ อาจไม่ได้ดูซนชัดเจนเมื่อโตขึ้น
ขณะที่ความยากเรื่องการจัดการเวลา การวางแผน การเริ่มต้นงาน หรือการควบคุมสมาธิ อาจกลายเป็นสิ่งที่เห็นชัดขึ้นเมื่อชีวิตมีความรับผิดชอบมากขึ้น

เพราะฉะนั้น...
การที่ใครสักคนนั่งนิ่งได้ ไม่ได้แปลว่าเขาไม่มี ADHD
และการที่ใครสักคนขี้ลืมหรือวอกแวก ก็ไม่ได้หมายความว่าเขามี ADHD เช่นกัน

การวินิจฉัยต้องพิจารณาทั้งรูปแบบอาการ ระยะเวลา อายุที่เริ่มมีอาการ การเกิดอาการในหลายบริบท และผลกระทบต่อการใช้ชีวิต โดยผู้เชี่ยวชาญ
เพราะก่อนจะถามว่า“ทำไมเขาถึงเป็นแบบนี้?”
บางทีเราอาจเริ่มจากคำถามว่า
“สิ่งที่เขากำลังรับมืออยู่ ยากสำหรับเขาอย่างไร?”
-------------------------------------------------
🧡ช่องทางการรับบริการสุขภาพจิต – คลินิกเสริมสร้างกำลังใจ
สำหรับนักศึกษาและบุคลากร มจธ. ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
🧡นัดหมาย / ข้อมูลบริการ
https://linktr.ee/KMUTTmotivationclinic
🧡แชท Line Official JaideeOnline
https://lin.ee/cJmJxeA
-------------------------------------------------

03/09/2026

เรามักเติบโตมากับคำสอนที่ว่า "อย่าอ่อนไหวเกินไป" "ต้องเข้มแข็งสิ" หรือ "ลืมมันไปเถอะ" จนเริ่มเชื่อว่าการรู้สึกมากไปคือจุดอ่อน
-------------------
ทั้งที่จริงแล้ว ‘ความรู้สึก’ เปรียบเหมือน ‘เข็มทิศของใจ’ ที่กำลังบอกว่าเราต้องการอะไร เจ็บตรงไหน และอยากได้รับการเยียวยาอย่างไรบ้าง
หลายคนอาจไม่เคยได้เรียนรู้เรื่องอารมณ์อย่างจริงจังเลยในชีวิต นักจิตบำบัดผู้เขียนบทความต้นฉบับก็เช่นกัน เธอสารภาพว่าเคยตัดสินอารมณ์ตัวเองว่า ‘เป็นเรื่องที่ไม่ควรมี’ เพราะไม่มีใครเคยบอกว่าอารมณ์ไม่ใช่ศัตรูของเรา
กระทั่งวันหนึ่งเธอได้รู้จักแนวทางการบำบัดที่ชื่อ ‘Accelerated Experiential Dynamic Psychotherapy’ (AEDP) นั่นทำให้ค้นพบว่า แท้จริงแล้ว อารมณ์คือสิ่งที่เรียกร้องให้เรากลับมาอยู่กับตัวเองอย่างลึกซึ้งที่สุด
ในฐานะมนุษย์ เรารู้สึกอยู่เสมอ เพียงแต่บางครั้งเราไม่ได้โฟกัสว่าใจเรากำลังพูดอะไร รู้แต่ว่าบางวันเราอาจรู้สึกอึดอัดโดยไม่รู้ว่าเพราะอะไร บางวันเหมือนมีอะไรหนักๆ อยู่ในอก ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องผิดหรือแปลก แต่มันเป็นสัญญาณจากภายในที่กำลังบอกว่า "เรากำลังต้องการความเข้าใจจากตัวเราเอง"
แล้วรู้ไหมว่าการไม่เข้าใจอารมณ์ของตัวเอง มีผลมากกว่าที่เราคิด
1 - มันอาจเริ่มทำให้เรา ‘ตัดสินตัวเอง’ ว่าอ่อนไหวเกินไปจนกลายเป็นความเคยชินที่จะผลักอารมณ์ออกไปให้ไกลที่สุด ซึ่งตรงข้ามกับความจริงที่ว่า อารมณ์ทุกอย่างมีหน้าที่ของมัน มีข้อมูลที่สำคัญที่กำลังรอให้เราเรียนรู้และยอมรับ ไม่ว่าจะเป็นความโกรธ ความเศร้า หรือความกลัว ทุกอย่างต่างมีความหมาย
2 - บางครั้งเราก็หลง ‘เชื่อว่าอาการวิตกกังวลหรือซึมเศร้า คือความผิดปกติทางเคมีที่ต้องพึ่งยาเท่านั้น’ แต่แท้จริงแล้ว ภายใต้ความรู้สึกเหล่านั้น มักมีอารมณ์ดิบที่ถูกฝังลึกไว้ในใจมานาน เป็นอารมณ์ที่เราไม่เคยรู้สึกปลอดภัยพอในวัยเด็กที่จะรับมันไว้เต็มๆ เพราะผู้ใหญ่รอบตัวเราเองก็ไม่รู้ว่าจะจัดการกับอารมณ์อย่างไร เราจึงเรียนรู้ที่จะเก็บซ่อนมันไว้แทน
3 - เราจึงเติบโตมาโดยไม่มีเครื่องมือที่จะอยู่กับอารมณ์ และพอไม่มีวิธีรับมือที่ดี จึงทำในสิ่งที่ดูเหมือนง่ายที่สุด คือ ‘กดมันไว้ ข่มมันลง’ ลืมมันไป ซึ่งก็พาเราออกห่างจากความรู้สึกที่แท้จริง
4 - แล้วค่อยๆ ดึงเราให้หลุดจากตัวตนของตัวเองไปทีละนิด จนวันหนึ่งเราอาจเผลอถามตัวเองว่า “นี่ฉันเป็นใครกันแน่” หรือ “ทำไมชีวิตมันไม่ไปไหนเลย”
5 - เมื่อเราหลุดจากตัวเองไปแบบนั้น ‘ความสัมพันธ์กับคนรอบข้างก็เริ่มเปราะบาง’ เพราะเมื่อเราไม่รู้ว่าเรากำลังรู้สึกอะไร เราก็มักจะแสดงออกมาในรูปแบบที่เบี่ยงเบน ไม่ว่าจะเป็นการหงุดหงิดเฉยๆ การหลีกเลี่ยง หรือการประชดประชัน ซึ่งล้วนแต่บั่นทอนความไว้วางใจและความผูกพันโดยไม่ตั้งใจ
แต่ข่าวดีคือ มันไม่สายเกินไปที่จะกลับมาเรียนรู้หัวใจตัวเองอีกครั้ง ไม่จำเป็นต้องเข้าใจทุกอย่างในคราวเดียว แค่เริ่มจากการหยุดฟังตัวเองเล็กๆ น้อยๆ ในแต่ละวัน เช่นลองถามว่า
“ตอนนี้ฉันรู้สึกอะไรอยู่”
“สิ่งนี้ทำให้รู้สึกสะเทือนใจเพราะอะไร”
“จริงๆ แล้วเราต้องการอะไรจากใครสักคน”
อารมณ์จะไม่ทำร้ายเรา หากเราไม่ละเลยมัน และเมื่อเรายอมให้ตัวเองรู้สึก เราจะพบว่าอารมณ์ไม่ใช่สิ่งที่ต้องหลบเลี่ยง แต่มันคือสะพานเชื่อมกลับไปหาตัวเราเองอย่างอ่อนโยนและจริงแท้
-------------------
MOODY เชื่อว่าทุกคนสมควรได้รับการศึกษาด้านอารมณ์ ไม่ใช่เพื่อให้เรากลายเป็นคนสมบูรณ์แบบหรือมั่นคงตลอดเวลา แต่เพื่อให้เราสามารถอยู่กับตัวเองอย่างเข้าใจ พร้อมจะดูแลหัวใจตัวเองและเชื่อมโยงกับผู้อื่นได้อย่างแท้จริง

03/09/2026

ตื่นมาแล้วอ่อม… เพลีย อยากลาป่วยทุกเช้า ? 🥱 อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าร่างกาย “กำลังขาดวิตามิน !” นะ

รู้ไหมครับว่า ผลสำรวจพบว่าจาก BIOSTATION พบว่าคนกว่า 92% ได้รับวิตามินไม่เพียงพออย่างน้อย 1 ชนิด โดยเฉพาะคนยุคใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์แบบนี้

- ติดชา กาแฟ หรือแอลกอฮอล์ จึงรบกวนการดูดซึมวิตามินบางชนิดเข้าสู่ร่างกาย ☕️🍺

- ทำงานหนัก นอนน้อย ชีวิตเร่งรีบ เลยไม่มีเวลาดูแลตัวเอง 💻💤

- ติดอาหารจานด่วน ที่เน้นความสะดวก รวดเร็วมากกว่าได้สารอาหารครบถ้วน 🍔🍕 ทำให้มักได้วิตามินไม่ครบทุกชนิดตามที่ร่างกายต้องการ

ซึ่งวิตามินแต่ละชนิดมีความสำคัญต่อร่างกายไม่แพ้กัน อย่างเช่น
🧠 วิตามิน B12 ช่วยบำรุงระบบประสาทและสมอง ลดสมองเบลอ ขี้หลง ขี้ลืม
✨ วิตามิน E ต้านอนุมูลอิสระ
🩸 วิตามิน K ช่วยการแข็งตัวของเลือด
🛡️ วิตามิน C มีส่วนช่วยในการทำหน้าที่ตามปกติของระบบภูมิคุ้มกัน
🦴 วิตามิน D ป้องกันกระดูกบางและกระดูกพรุน
💪 วิตามิน B1, B5 ป้องกันเหน็บชา และลดอาการอ่อนเพลีย
🔋 วิตามิน B6 ช่วยสร้างพลังงาน
🫶 Zinc บำรุงผิวพรรณ เส้นผม และเล็บ

เพราะไลฟ์สไตล์คนทำงานยุคนี้ รบกวนสมดุลสารอาหารจนไม่เพียงพอต่อสุขภาพที่ดี ลุงจะบอกว่า การเติมสารอาหารให้ครบจึงเป็นปัญหาสำคัญจริง ๆ นะครับ

ซึ่งหากรู้สึกอ่อม ๆ หรือรู้สึกว่าไลฟ์สไตล์ที่เป็นอยู่ กำลังจะทำให้ร่างกายเริ่มขาดวิตามิน แต่ไม่มีเวลา ปัจจุบันก็มีตัวช่วยอย่างผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีวิตามินและเกลือแร่รวม 22 ชนิด ตั้งแต่ A-Zinc สะดวก ครบ จบในเม็ดเดียวแล้วนะครับ

ขอขอบคุณ
Centrum Dietary Supplement

อ้างอิง
https://shorturl.asia/U9GJ5
https://shorturl.asia/LJnR1
https://shorturl.asia/usF5f

ที่อยู่

กลุ่มงานบริการสุขภาพและอนามัย สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
Bangkok
10140

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 18:00
อังคาร 08:30 - 18:00
พุธ 08:30 - 18:00
พฤหัสบดี 08:30 - 18:00
ศุกร์ 08:30 - 18:00
เสาร์ 08:30 - 04:30

เบอร์โทรศัพท์

+6624708446

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ KMUTT Health Care Unitผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง KMUTT Health Care Unit:

ทางลัด

แชร์