18/06/2026
สำหรับเด็กที่ไวต่อเสียงต้องใช้ดนตรีอย่างไร ครูปอมีคำตอบค่ะ
🎵ดนตรีบำบัดกับเด็กที่มีภาวะไวต่อเสียง 🔉🔇
Auditory Hypersensitivity คืออะไร และดนตรีบำบัดช่วยส่งเสริมได้อย่างไร
✨เด็กบางคนอาจร้องไห้ ปิดหู วิ่งหนี หรือมีท่าทีไม่สบายตัวเมื่อได้ยินเสียงที่คนทั่วไปมองว่า “ไม่ได้ดังมาก” เช่น เสียงเครื่องดูดฝุ่น เสียงเครื่องปั่น เสียงชักโครก เสียงคนพูดพร้อมกัน เสียงห้องเรียนที่วุ่นวาย หรือเสียงดนตรีบางประเภท
พฤติกรรมเหล่านี้ไม่ได้แปลว่าเด็ก “ดื้อ” “เอาแต่ใจ” หรือ “ไม่ให้ความร่วมมือ” เสมอไป แต่อาจเป็นการตอบสนองของร่างกายต่อเสียงที่มากเกินไปสำหรับระบบประสาทของเด็ก
📌ภาวะนี้เรียกว่า Auditory Hypersensitivity หรือ ภาวะไวต่อเสียงมากกว่าปกติ📌
⁉️Auditory Hypersensitivity คือภาวะที่เด็กมีการตอบสนองต่อเสียงมากกว่าที่คาดหมาย เสียงที่คนทั่วไปมองว่าเป็นเสียงปกติ อาจทำให้เด็กรู้สึกตกใจ เครียด รำคาญ เจ็บหู หรือรู้สึกไม่ปลอดภัยได้
เด็กที่มีภาวะไวต่อเสียงอาจไม่ได้ ✨“ไม่ชอบเสียง” ทุกชนิด แต่จะมีเสียงบางประเภทที่กระตุ้นให้เกิดความไม่สบายตัว ✨เช่น เสียงแหลม เสียงดังฉับพลัน เสียงซ้อนกันหลายแหล่ง หรือเสียงที่คาดเดาไม่ได้
ภาวะไวต่อเสียงพบได้บ่อยในเด็กที่มีความไวต่อสิ่งเร้าทางประสาทสัมผัส เช่น เด็กออทิสติก เด็กที่มี Sensory Processing Differences หรือเด็กที่มีความกังวลสูง แต่เด็กทั่วไปบางคนก็สามารถมีความไวต่อเสียงได้เช่นกัน
สิ่งสำคัญคือ ผู้ใหญ่ควรเข้าใจว่า “การปิดหู” หรือ “การหนีเสียง” อาจเป็นวิธีที่เด็กใช้เพื่อปกป้องตัวเองจากภาวะ sensory overload ไม่ใช่พฤติกรรมที่ควรถูกตำหนิทันที
✨อาการหรือพฤติกรรมที่ผู้ปกครองอาจสังเกตได้✨
เด็กที่ไวต่อเสียงอาจแสดงออกแตกต่างกันไปในแต่ละคน บางคนแสดงออกชัดเจนมาก บางคนดูเหมือนนิ่ง แต่ภายในอาจกำลังเครียดหรือพยายามทนอยู่
ตัวอย่างพฤติกรรมที่พบได้ เช่น
✅เด็กปิดหูทันทีเมื่อมีเสียงดังหรือเสียงที่ไม่ชอบ
ร้องไห้ กรีดร้อง หรือวิ่งหนีออกจากสถานการณ์
✅ไม่อยากเข้าห้องน้ำสาธารณะ ห้าง ร้านอาหาร หรือสถานที่เสียงดัง
✅หงุดหงิดง่ายเมื่ออยู่ในห้องที่มีเสียงคนพูดพร้อมกัน
✅กลัวเสียงเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น ไดร์เป่าผม เครื่องปั่น เครื่องดูดฝุ่น
✅ตกใจมากเมื่อมีเสียงดังแบบไม่ทันตั้งตัว
✅กลับมาบ้านแล้วดูเหนื่อยล้า งอแง หรือระเบิดอารมณ์หลังเจอเสียงรบกวนมาทั้งวัน
✅หลีกเลี่ยงกิจกรรมดนตรี งานโรงเรียน หรือกิจกรรมกลุ่ม เพราะควบคุมเสียงรอบตัวไม่ได้
🎵แล้วดนตรีบำบัดช่วยได้อย่างไร?🎵
หลายคนอาจสงสัยว่า “เด็กไวต่อเสียง แล้วทำไมถึงใช้ดนตรีบำบัด?”
คำตอบคือ ดนตรีบำบัดไม่ได้หมายถึงการเปิดเพลงดัง ๆ หรือให้เด็กทนฟังเสียงที่ไม่ชอบ แต่เป็นการใช้เสียงและดนตรีอย่างมีเป้าหมาย ภายใต้การสังเกตและปรับระดับโดยนักดนตรีบำบัด
ในห้องดนตรีบำบัด เด็กจะได้ค่อย ๆ สร้างประสบการณ์กับเสียงในรูปแบบที่ปลอดภัย คาดเดาได้ และมีความสัมพันธ์ที่อบอุ่นรองรับ
เป้าหมายไม่ใช่การทำให้เด็ก “หายไวต่อเสียงทันที” แต่คือการช่วยให้เด็กค่อย ๆ รู้สึกปลอดภัยกับเสียงมากขึ้น เข้าใจเสียงมากขึ้น และสามารถกำกับอารมณ์ของตนเองเมื่อต้องเจอเสียงที่ท้าทายได้ดีขึ้น
📌แนวทางสำคัญของดนตรีบำบัดสำหรับเด็กที่ไวต่อเสียง
1. เริ่มจากเสียงที่นุ่ม เบา และคาดเดาได้
นักดนตรีบำบัดมักเริ่มจากเสียงที่อ่อนโยน ไม่ฉับพลัน และไม่ซับซ้อน เช่น เสียงร้องเบา ๆ เสียงกลองที่ตีช้า ๆ เสียงเครื่องดนตรีที่มีโทนนุ่ม หรือจังหวะที่สม่ำเสมอ
เสียงที่คาดเดาได้ช่วยให้เด็กเริ่มรู้สึกว่า “เสียงนี้ไม่น่ากลัว” และ “หนูพอจะรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป”
สำหรับเด็กที่ไวต่อเสียงมาก อาจเริ่มจากความเงียบ การเคลื่อนไหว หรือการมองเครื่องดนตรีก่อนโดยยังไม่จำเป็นต้องเล่นเสียงทันที
2. ให้เด็กมีสิทธิ์เลือกและควบคุมเสียง
เด็กที่ไวต่อเสียงมักรู้สึกว่าเสียงรอบตัว “ควบคุมไม่ได้” เช่น เสียงในห้าง เสียงในโรงเรียน หรือเสียงจากคนอื่น การให้เด็กมีโอกาสเลือกเสียงเองจึงเป็นส่วนสำคัญมาก
ในกิจกรรมดนตรีบำบัด เด็กอาจได้เลือกว่าจะเล่นเครื่องดนตรีชิ้นไหน เล่นเบาหรือดัง เล่นเองหรือให้ผู้ใหญ่เล่น เล่นต่อหรือหยุด
เมื่อเด็กได้ควบคุมเสียงด้วยตนเอง เด็กจะค่อย ๆ เกิดความรู้สึกว่า “หนูจัดการกับเสียงได้” ซึ่งช่วยลดความกลัวและเพิ่มความมั่นใจในการเผชิญเสียง
3. ใช้โครงสร้างที่ชัดเจน เช่น เพลงเริ่มต้นและเพลงจบ
เด็กที่ไวต่อเสียงมักรู้สึกปลอดภัยขึ้นเมื่อรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป นักดนตรีบำบัดจึงอาจใช้เพลงเริ่มต้น เพลงจบ หรือรูปแบบกิจกรรมที่มีลำดับชัดเจน
โครงสร้างที่คาดเดาได้ช่วยลดความกังวล และทำให้เด็กค่อย ๆ พร้อมรับประสบการณ์เสียงใหม่ ๆ ได้ดีขึ้น
4. ค่อย ๆ เพิ่มประสบการณ์ทางเสียงทีละน้อย
ดนตรีบำบัดไม่ได้เร่งให้เด็กต้องทนเสียงดัง แต่ใช้หลักการค่อยเป็นค่อยไป เช่น เริ่มจากเสียงเบา เสียงสั้น เสียงเดียว แล้วจึงค่อยเพิ่มความหลากหลายเมื่อเด็กพร้อม
การเพิ่มเสียงทีละน้อยทำให้เด็กมีโอกาสเรียนรู้ว่าเสียงสามารถจบลงได้ ควบคุมได้ และไม่จำเป็นต้องน่ากลัวเสมอไป
5. ใช้ดนตรีเพื่อกำกับอารมณ์ ไม่ใช่บังคับให้ทนเสียง
หัวใจสำคัญของดนตรีบำบัดคือการช่วยให้เด็กกำกับอารมณ์และร่างกายของตนเองได้ดีขึ้น
เมื่อเด็กเริ่มเครียด นักดนตรีบำบัดอาจลดความดัง ลดความเร็ว ใช้เสียงต่ำ ใช้จังหวะช้าลง หรือกลับไปใช้เสียงที่เด็กคุ้นเคย เพื่อช่วยให้ระบบประสาทของเด็กกลับมาสงบ
ในบางกรณี ดนตรีอาจช่วยให้เด็กเรียนรู้คำหรือสัญญาณ เช่น “หยุด” “เบา ๆ” “อีกครั้ง” “ไม่เอา” หรือใช้ท่าทางแทนคำพูด เพื่อสื่อสารความต้องการของตนเองได้เหมาะสมขึ้น
✨สิ่งที่ผู้ปกครองสามารถช่วยได้ที่บ้าน✨
ผู้ปกครองสามารถช่วยเด็กได้โดยเริ่มจากการสังเกต ไม่รีบตัดสิน และค่อย ๆ สร้างความรู้สึกปลอดภัยกับเสียง
ลองสังเกตว่าเสียงแบบไหนที่ลูกไวเป็นพิเศษ เช่น เสียงดังฉับพลัน เสียงแหลม เสียงคนเยอะ หรือเสียงเครื่องใช้ไฟฟ้า จากนั้นเตรียมตัวล่วงหน้าเมื่อต้องเจอสถานการณ์เสียงดัง เช่น บอกลูกก่อน เปิดโอกาสให้พัก หรือเตรียมหูฟังลดเสียงหากจำเป็น
เวลาลูกปิดหูหรือร้องไห้ อาจพูดสั้น ๆ ว่า
“เสียงนี้ดังสำหรับหนูใช่ไหม”
“แม่เห็นว่าหนูตกใจ เดี๋ยวเราไปพักกันก่อน”
“หนูบอกได้นะว่าเบา ๆ หรือหยุด”
คำพูดที่ยอมรับความรู้สึกของเด็กจะช่วยให้เด็กรู้ว่าผู้ใหญ่เข้าใจเขา และทำให้เด็กค่อย ๆ เรียนรู้วิธีสื่อสารความไม่สบายตัวแทนการร้องไห้หรือหนีเพียงอย่างเดียว
❌สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง❌
ไม่ควรบังคับให้เด็กฟังเสียงดังเพื่อให้ “ชิน” ทันที เพราะอาจทำให้เด็กกลัวเสียงมากขึ้น
หรือไม่ควรพูดว่า “แค่นี้เอง ไม่เห็นดังเลย” เพราะแม้ผู้ใหญ่จะรู้สึกว่าไม่ดัง แต่สำหรับเด็ก เสียงนั้นอาจรุนแรงจริงในประสบการณ์ของเขา
ไม่ควรใช้เสียงเป็นการลงโทษ เช่น แกล้งเปิดเสียงที่เด็กกลัว หรือบังคับให้เข้าร่วมกิจกรรมเสียงดังโดยไม่มีทางเลือก เพราะอาจทำให้เด็กสูญเสียความไว้วางใจและเกิดความเครียดมากขึ้น
🎵เมื่อเด็กเริ่มรู้สึกว่าเสียงสามารถเป็นสิ่งที่ปลอดภัย สนุก และควบคุมได้ เด็กจะค่อย ๆ เปิดพื้นที่ให้กับการเรียนรู้ การสื่อสาร และความสัมพันธ์มากขึ้น✅
Muzikthera ให้บริการ
🎵ดนตรีบำบัด
🎵ดนตรีเพื่อพัฒนาการเด็ก
🎵workshop ดนตรีบำบัด
ทั้งในรูปแบบเดี่ยวและกลุ่ม ออกแบบกิจกรรมและการบำบัดโดยนักดนตรีบำบัดวิชาชีพ เพื่อส่งเสริม พัฒนาทักษะในด้านต่าง ๆ และคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น
ช่องทางการติดต่อ
LINE OA:
Facebook: Muzikthera ดนตรีเพื่อพัฒนาการเด็ก
#ดนตรีบำบัด #พัฒนาการเด็ก #เด็กที่มีความต้องการพิเศษ #เลี้ยงลูกเชิงบวก #เด็กเล็ก #สมาธิสั้น #พัฒนาการล่าช้า
_____________________________________________________________
อ้างอิง
Kirby, A. V., Bilder, D. A., Wiggins, L. D., Hughes, M. M., Davis, J., Hall-Lande, J. A., Lee, L.-C., McMahon, W. M., & Bakian, A. V. (2022). Sensory features in autism: Findings from a large population-based surveillance system. Autism Research, 15(4), 751–760.
Oldfield, A. (2003). Music therapy with children on the autistic spectrum: Approaches derived from clinical practice and research [Doctoral thesis, Anglia Polytechnic University].
Schaaf, R. C., & Mailloux, Z. (2015). Clinician’s guide for implementing Ayres Sensory Integration®: Promoting participation for children with autism. AOTA Press.
Tomchek, S. D., & Dunn, W. (2007). Sensory processing in children with and without autism: A comparative study using the Short Sensory Profile. American Journal of Occupational Therapy, 61(2), 190–200.