หมอแนนแพทย์จีนชัยภูมิ

หมอแนนแพทย์จีนชัยภูมิ หมอแนนคลินิกการแพทย์แผนจีน จังหวัดชัยภูมิ

ขออภัยในความไม่สะดวก...สามารถนัดจองคิวล่วงหน้าได้เลยนะคะ
24/04/2026

ขออภัยในความไม่สะดวก...สามารถนัดจองคิวล่วงหน้าได้เลยนะคะ

เจ็บนิดๆนะเจ็บแบบมดกัดนิดเดียว😊
21/02/2026

เจ็บนิดๆนะเจ็บแบบมดกัดนิดเดียว😊

🩸 **ฝังเข็มแล้ว "ระบม" ตึง หน่วงกว่าเดิม! สรุปหมอมือหนัก หรือร่างกายกำลัง "ซ่อม"?** 🛠️

เคยไหมครับ? เดินเข้าคลินิกด้วยอาการปวดหลัง แต่ตอนเดินออก หรือตื่นมาอีกวัน รู้สึก **"ระบม"** **"ตึงเปรี๊ยะ"** หรือ **"หน่วงๆ"** ตรงจุดที่ฝังเข็ม เหมือนโดนใครต่อยมา? 👊

อย่าเพิ่งตกใจ หรือโทษว่าหมอมือหนักนะครับ! อาการนี้ในทางการแพทย์เรามีคำอธิบายที่น่าสนใจมาก และอาจจะเป็น **"ข่าวดี"** สำหรับการรักษาของคุณด้วยซ้ำ! มาดูกันครับว่าเกิดอะไรขึ้น

---

☯️ **มุมมองแพทย์แผนจีน: "เจ็บ" แปลว่า "โดน" (De Qi)**
ในทางแพทย์จีน ความรู้สึก ตึง หน่วง หนัก หรือไฟช็อตเบาๆ ขณะและหลังฝังเข็ม เราเรียกว่า **"เต๋อชี่" (得气 - De Qi)** หรือ **"ลมปราณมาถึงแล้ว"**

เปรียบเหมือนท่อน้ำที่ตันมานาน (เลือดลมติดขัด) พอหมอทะลวงท่อ สิ่งสกปรกที่อุดตันจะถูกดันออก แรงดันน้ำจะเปลี่ยนไป ทำให้เกิดแรงกระเพื่อม ช่วงนี้แหละครับที่ร่างกายจะรู้สึก "วูบวาบ" หรือ "ระบม"

* **ยิ่งตึง ยิ่งหน่วง:** แสดงว่าเข็มเข้าไปกระตุ้นจุดที่มีปัญหาได้แม่นยำ และร่างกายกำลังตอบสนองเพื่อปรับสมดุลครับ

---

🔬 **มุมมองวิทยาศาสตร์การแพทย์: ปลุกเซลล์ให้ตื่น!**
ในทางวิทยาศาสตร์ อาการระบมหลังฝังเข็ม (Post-acupuncture soreness) เกิดจากกลไกสุดล้ำของร่างกาย:

1. **การม้วนตัวของเนื้อเยื่อ (Fascia Winding):** งานวิจัยพบว่าเมื่อหมอหมุนเข็ม เนื้อเยื่อเกี่ยวพันใต้ผิวหนังจะม้วนพันรอบเข็มเหมือนสปaghetti พันส้อม! สิ่งนี้สร้างแรงดึงระดับเซลล์ (Mechanical signal) ส่งสัญญาณไปบอกสมองว่า "ตรงนี้มีปัญหา มาซ่อมด่วน!" จึงเกิดความรู้สึกตึงๆ หน่วงๆ [1]
2. **การบาดเจ็บระดับจิ๋ว (Micro-trauma):** เข็มทำให้เกิดแผลขนาดเล็กมากๆ (ที่เรามองไม่เห็น) เพื่อหลอกร่างกายว่ามีการบาดเจ็บ ร่างกายจะหลั่งสารลดปวดตามธรรมชาติ (Endorphins) และส่งเลือดมาซ่อมแซมจุดนั้นเพิ่มขึ้นหลายเท่า! อาการระบม คือสัญญาณว่า "ทีมช่างซ่อมบำรุง" (เม็ดเลือดและภูมิคุ้มกัน) เดินทางมาถึงหน้างานแล้วครับ [2]

---

🛡️ **แบบไหนปกติ vs แบบไหนอันตราย?**

✅ **ปกติ (ร่างกายกำลังซ่อม):**

* รู้สึกตึง หน่วง เมื่อย เหมือนออกกำลังกายหนัก
* เป็นอยู่ประมาณ 1-3 วัน แล้วจะค่อยๆ หายไปเอง พร้อมกับอาการปวดเดิมที่ดีขึ้น

❌ **ผิดปกติ (ควรปรึกษาแพทย์):**

* ปวดจี๊ดๆ แสบร้อนรุนแรง ไม่หาย
* มีไข้ บวมแดง ร้อนบริเวณที่ฝัง
* ขยับร่างกายไม่ได้

---

💡 **สรุปสั้นๆ ฉบับ ICM Academy**
อาการระบม ตึง หน่วง หลังฝังเข็ม ส่วนใหญ่คือ **"ข่าวดี"** ครับ! มันคือสัญญาณว่าการรักษากำลังออกฤทธิ์ (De Qi) และร่างกายกำลังเริ่มกระบวนการซ่อมแซมตัวเอง (Self-healing)

**คำแนะนำ:** ถ้าตึงมาก ให้ประคบอุ่นเบาๆ ♨️ ดื่มน้ำเยอะๆ และพักผ่อน อาการจะหายไปเองพร้อมสุขภาพที่ดีขึ้นครับ!

---

**📚 อ้างอิง (References):**

1. Langevin HM, et al. *Biomechanical response to acupuncture needling in humans.* J Appl Physiol. 2001;91(6):2471-2478. (งานวิจัยเรื่องปฏิกิริยาของเนื้อเยื่อเกี่ยวพันต่อการฝังเข็ม)
2. MacPherson H, et al. *The York acupuncture safety study: prospective survey of 34,000 treatments by traditional acupuncturists.* BMJ. 2001;323(7311):486-487. (การศึกษาเรื่องความปลอดภัยและผลข้างเคียงของการฝังเข็ม)

#ฝังเข็ม #แพทย์แผนจีน #สุขภาพ #ระบมหลังฝังเข็ม

11/02/2026
🀄ครอบแก้วแบบแพทย์แผนจีน ☯️
02/02/2026

🀄ครอบแก้วแบบแพทย์แผนจีน ☯️

🔴 **ครอบแก้วแล้ว "หลังลาย" เหมือนโดนซ้อม! ...นี่คือเลือดพิษ หรือ ยาวิเศษ?**
*(ไขปริศนาฉบับ หมอแผนจีน x หมอแผนปัจจุบัน)*

เคยไหมครับ? ไปครอบแก้ว (Cupping) แก้ปวดหลัง พอกลับมาส่องกระจกแทบกรี๊ด! ผิวเป็นวงสีม่วงคล้ำน่ากลัว จนคนข้างๆ ทักว่า "ไปรักษาหรือไปโดนซ้อมมา?" 😂

หลายคนสงสัยว่ารอยพวกนี้คือ "เลือดเสีย" จริงไหม?
วันนี้หมอขอสวมหมวก 2 ใบ มาอธิบายให้ฟังแบบชัดๆ ไม่มโน และมีงานวิจัยรองรับครับ

---

🩺 **รอยช้ำนี้ คืออะไรกันแน่?**

☯️ **1. มุมมองแพทย์แผนจีน: "หน้าต่างส่องโรค"**
เราเรียกสิ่งนี้ว่า **"ซา" (Sha)** ครับ
หลักการคือ "ปู้ทง เจ๋อทง" (เจ็บเพราะไหลเวียนไม่ดี) รอยช้ำคือการดึง **เลือดคั่ง** หรือ **ความเย็น/ชื้น** ที่อุดตันลึกในชั้นกล้ามเนื้อ ให้ออกมาที่ผิวเพื่อให้ร่างกายกำจัดทิ้ง
🎨 **สีบอกสุขภาพ:**
💗 **ชมพูระเรื่อ:** ปกติ เลือดลมเดินดี
❤️ **แดงสด:** มีความร้อนสะสม / อักเสบเฉียบพลัน
💜 **ม่วงคล้ำ:** เลือดคั่ง ไหลเวียนแย่
⚫ **ดำ/ม่วงเข้ม:** เย็นสะสม เป็นมานานเรื้อรัง (ยิ่งดำยิ่งนาน)

🔬 **2. มุมมองวิทยาศาสตร์: "การหลอกร่างกายให้ซ่อมแซม"**
รอยนี้ไม่ใช่รอยช้ำจากการบาดเจ็บ (Bruise) แต่คือ **Ecchymosis** (เลือดออกใต้ผิวจากการดูด)
งานวิจัยพบว่า กระบวนการนี้จะไปกระตุ้นกลไก **HO-1 Effect** (Heme Oxygenase-1)
✅ **แปลง่ายๆ คือ:** เหมือนเราสร้าง "แผลหลอกๆ" เพื่อเรียกรถพยาบาล (ภูมิคุ้มกัน) ให้มารุมซ่อมแซมพื้นที่ตรงนั้นอย่างเร่งด่วน!
ผลที่ได้คือ **สารลดอักเสบ** และ **สารต้านอนุมูลอิสระ** จะถูกหลั่งออกมาเพียบ! ทำให้อาการปวดลึกๆ หายไปได้นั่นเอง

---

⚖️ **ข้อดี vs ข้อควรระวัง**

✅ **ข้อดี**

* แก้ปวดลึกถึงชั้นกล้ามเนื้อ (ดีกว่านวดมือในบางจุด)
* ไม่ต้องกินยาแก้ปวดเคมี
* ฟื้นฟูไว เพราะเลือดไหลเวียนดีขึ้น

⚠️ **ข้อควรระวัง**

* **ไม่สวย:** รอยจะอยู่นาน 3-10 วัน (ใครจะใส่ชุดเปิดหลัง ต้องวางแผนดีๆ)
* **ห้ามทำ:** คนกินยาละลายลิ่มเลือด, มีแผลสด, หรือตั้งครรภ์ (ช่วงท้อง/หลังล่าง)

---

📢 **สรุปจากหมอ:**
รอยช้ำดูน่ากลัว แต่คือ **"กระบวนการรักษาตัวเองตามธรรมชาติ"** ครับ

🚫 **คำเตือน:** เห็นแบบนี้ **ห้ามซื้ออุปกรณ์มาดูดเองมั่วๆ เด็ดขาด!** เพราะถ้าวางผิดตำแหน่ง หรือทิ้งไว้นานเกินไป ผิวอาจไหม้ พุพอง หรือติดเชื้อได้
ให้ดูแลโดย **แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ** เท่านั้นนะครับ เพื่อความปลอดภัยและผลการรักษาที่ตรงจุด

ใครเคยครอบแก้วแล้ว "สีเข้ม" แค่ไหน? ลองมาแชร์ประสบการณ์กันที่ใต้คอมเมนต์ครับ 👇

#ครอบแก้ว #แพทย์แผนจีน #ปวดหลัง #รักษาความปวด #สาระสุขภาพ

ยินดีต้อนรับปี 2569 อย่างเป็นทางการค่ะ😊
01/01/2026

ยินดีต้อนรับปี 2569 อย่างเป็นทางการค่ะ😊

08/12/2025

🐲 ประวัติการแพทย์แผนจีน โบราณ - ปัจจุบัน

💉 ต้องบอกก่อนว่าแม้วงการแพทย์หลายๆ แขนงจะมีเทคโนโลยีมาช่วย และมีการพัฒนาไปแต่เดิมมากๆ แต่แพทย์แผนจีนก็ยังเป็น Alternative Way ที่ได้รับการยอมรับกว่า 183 ประเทศทั่วโลก แล้วยังได้รับความสนใจไม่น้อย วันนี้อ๋องเลยรวมข้อมูลแล้วมาสรุปแบบจบในโพสต์เดียวครับ

⛵️ การแพทย์แผนตะวันตก จริงๆ เริ่มมีอิทธิพลต่อเวชศาสตร์จีนในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 นับถึงปัจจุบัน (ประมาณปลายราชวงศ์ชิง) ซึ่งก็มีเพียงกว่า 100 ปีเท่านั้น แต่ในช่วงหลายพันปีก่อนหน้านั้น แพทย์แผนจีนรับจบครับ
เริ่มกันที่สมัยก่อนยุคจิ๋นซี

🍚 ช่วงนั้นแน่นอนว่าอาหารเป็นยา ยาเป็นอาหาร และมีการทดลองใช้สมุนไพรแบบลองผิดลองถูกกันเยอะมาก และมีความเข้าใจผิดเยอะเช่นเอาปรอทมาใช้ ในเวลานั้นมีเรื่องหยินหยางเข้ามาแล้ว ทำให้หยินหยางกลายเป็นรากฐานของแนวคิดแพทย์แผนจีน ที่ไม่ใช่แค่ว่าปราศจากโรค แต่ร่างกายต้องมีสมดุลย์ด้วย

นอกจากนี้ คนจีนยังค้นพบวิธีรักษาแบบใช้ความร้อน เช่นการประคบร้อน และอาศัยก้อนหินที่อุ่นจากไฟห่อด้วยหนังสัตว์หรือเปลือกไม้ ใช้เพื่อลดอาการปวด (ประคบนั่นเอง)

🪨 จากนั้นได้พัฒนาการรักษาด้วยการขูดหินหรือเข็มจากกระดูก ก่อกำเนิดเป็นการฝังเข็ม และแนวคิดระบบพลังลมปราณ

👉🏻 1. ในยุคสมัย “ชุนชิวจ้านกว๋อ” (ยุคสงครามก่อนจิ๋นซี – สงครามรัฐ)
ยุคนี้ได้เกิดการวินิจฉัย บิดาแห่งการแพทย์จีน เปี่ยนเชว่ (扁鹊) ได้คิดระบบ “ดู ฟัง ถาม จับชีพจร” ครอบคลุมเวชศาสตร์ภายใน ภายนอก สูติศาสตร์ กุมารเวชศาสตร์ และโรคของอวัยวะห้าสำคัญ

ใช้วิธีรักษาแบบขูด เข็ม ฝังเข็ม นวด การใช้ตำรับยา และการประคบร้อน วางรากฐานแนวคิดการวิเคราะห์และรักษาโรคในแพทย์จีน

📕 ตำราแพทย์จีนโบราณที่เก่าแก่ที่สุด คือ 《黄帝内经》 ที่ปรากฏเมื่อกว่า 2,000 ปีก่อนในยุคฉิน–ฮั่น (ประมาณช่วงจิ๋นซีฮ่องเต้ – ต้นสมัยฮั่น) มีการอธิบายเรื่องกายวิภาค สรีรวิทยา พยาธิวิทยา และแนวทางการรักษาโรคอย่างเป็นระบบ รวมถึงแนวคิดการแพทย์ป้องกันโรคไว้ก่อน “治未病”

2. ในช่วงปลายยุคฉิน–ฮั่น เมื่อการเดินทางสะดวกขึ้น การนำเข้ายาหายากจากชนเผ่าต่างๆ เช่นเขาสัตว์และสมุนไพรจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงเริ่มมีความสำคัญ

🥒 ตำราสมุนไพรรูปแบบแรกคือ 《神农本草经》 ที่รวบรวมองค์ความรู้ยาก่อนฮั่นกว่า 365 ชนิด พร้อมแนวคิดเกี่ยวกับการใช้ยา ปลอดภัย และประสิทธิภาพ เช่น ฝอยทองจีน麻黃 แก้หืด โกลเดนซีลจีน 黄连 แก้ท้องเดิน และ สาหร่ายทะเล แก้คอพอก ซึ่งปัจจุบันได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ว่ามีประสิทธิภาพจริง

3. ในยุคฮั่นตอนปลาย แพทย์จางจงซงแต่งตำรา 《伤寒杂病论》 เกี่ยวกับโรคติดเชื้อและโรคทั่วไป วางหลักการวิเคราะห์อาการและการรักษาอย่างเป็นระบบ รวมถึงการแยกแยะโรคตามอาการ ถือเป็นตำราทางคลินิกชั้นต้นที่มีอิทธิพล มีสูตรยารวมกว่า 269 สูตร

ส่วน ฮัวโต๋ (华佗 หมอที่รักษากวนอูนั่นแหละครับ ซึ่งตอนหลังก็ได้รับการยกย่องให้เป็นหมอสวรรค์ด้วย) บิดาแห่งการศัลยกรรม สร้างยาชา麻沸散 ทำให้เกิดการผ่าตัดด้วยยาชามาก่อนแพทย์แผนตะวันตกถึง 1,600 ปี
4. 🐲 ในสมัยราชวงศ์ถัง (ค.ศ. 618 - 907)

แพทย์ซุนซือเหมี่ยว 孙思邈แต่งตำรา 《备急千金要方》 และ 《千金翼方》 รวมสูตรยาจำนวนมหาศาลและครอบคลุมหลายวิชา แสดงถึงความใส่ใจในจรรยาแพทย์ วัฒนธรรมอันงดงามของจิตใจแพทย์แผนจีน (*เพราะสมัยก่อน พอความรู้แพทย์เริ่มมา การใช้พิษก็ตามมาเช่นกัน)
ในยุคซ่ง

การศึกษาการแพทย์เจริญรุ่งเรือง รัฐสนับสนุนการฝึกบุคลากรแพทย์ มีการจัดสร้างหุ่นคนทองแดงพร้อมจุดฝังเข็มจำนวน 354 จุดเพื่อใช้ศึกษา ศิลปะการฝังเข็มก้าวหน้าอย่างมาก

5. 🐦‍🔥 ในสมัยราชวงศ์หมิง–ชิง (พีคช่วงหมิง) หมิง ค.ศ. 1368 - 1644 ชิง ค.ศ. 1644 - 1912

ช่วงนี้พีคครับ เพราะเกิดตำราที่ดังที่สุดขึ้นมา หลี่สีเจิน 李时珍 เขียน 《本草纲目》 รวมสมุนไพร 1,892 ชนิด และสูตรยาเกิน 10,000 สูตร มันคือตำราที่สมบูรณ์ที่สุดใน

ประวัติศาสตร์จีน ได้รับการแปลไปหลายภาษาและมีอิทธิพลทั่วโลก นอกจากนี้จีนเริ่มใช้วัคซีนฝีเด็กในช่วงศตวรรษที่ 11 ก่อนกว่าจะมีแบคทีเรียวิทยาในยุโรป และการผลิตตำราสำคัญเกี่ยวกับโรคติดเชื้อด้วย
** ต้องบอกว่าช่วงต้าหมิงเป็นอีกช่วงที่วิทยาการต่างๆ เจริญขึ้นมาก ไม่ว่าจะอาหาร เทคโนโลยี รวมถึงการแพทย์

🧐 6. แพทย์แผนจีนยุคใหม่อยู่รอดท่ามกลางสงครามและเวชศาสตร์ตะวันตก

ช่วงราวต้นศตวรรษที่ 20 ประเทศจีนประสบความเจ็บปวดจากการถูกล่าอาณานิคม แรงสนับสนุนต่อแนวคิดตะวันตกขยายตัว รวมถึงแพทย์แผนตะวันตก

ในปี 1929 รัฐบาลก๊กมินตั๋งออกกฎหมายยกเลิกแพทย์จีน แต่ได้รับแรงต่อต้านและรักษาเอาไว้ได้ แต่แพทย์จีนยังไม่ถูกสนับสนุนอย่างเต็มที่

💰 สงครามทำให้สูญเสียทรัพย์สมบัติทั้งชีวิตและวัฒนธรรม ญี่ปุ่นยังยึดตำราสำคัญจำนวนมากออกนอกประเทศ ระหว่างสงครามกลางเมือง แพทย์จีนผลิตยารักษาโรคต่างๆ เช่น สารสกัดไฉหู柴胡ในรูปแบบฉีด ช่วยระงับไข้และการอักเสบอย่างมีนัยสำคัญ ลดอัตราการเสียชีวิตของทหาร และรักษาโรคหลากหลาย

7. 🧐 ว่าด้วยเรื่องแพทย์แผนจีนในยุคใหม่

หลังการก่อตั้ง สาธารณรัฐประชาชนจีน รัฐบาลสนับสนุนแนวคิด “แพทย์จีนและแพทย์ตะวันตกควบคู่กัน” ก่อตั้งหน่วยงานและสถาบันสำคัญ เช่น กรมแพทย์จีน กรมสถานประกอบการคลินิก ฯลฯ มีการจัดตั้งโรงเรียนฝึกอบรมและโรงพยาบาลแพทย์จีนอย่างรวดเร็ว

ในยุคปฏิรูปและเปิดประเทศ บริษัทเภสัชกรรมข้ามชาติเริ่มเข้ามาทำตลาด เปลี่ยนแนวทางการรักษาและการใช้ยา แพทย์จีนกลายเป็นรองจนไม่ค่อยเห็นหน้ามากนัก

แต่ในปี 2015–2020 รัฐออกแนวนโยบายพัฒนาแพทย์จีน รวมถึง “กฎหมายแพทย์จีน” บังคับใช้ในปี 2017 และผลงานของถูโยวโยว 屠呦呦 ผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบลในปี 2015 จากสาร “อาร์ทีมิซินิน” ก็เป็นแรงกระตุ้นอย่างดี
ประธานาธิบดีจีนหลายครั้งได้กล่าวถึงคุณค่าของแพทย์จีน ยกตัวอย่างเช่นในปี 2010 ที่ออสเตรเลีย ซึ่งเน้นว่ามีคุณค่าเชิงปรัชญาและมีประโยชน์ต่อมนุษยชาติ โดยตรงนี้ชัดมากว่าจีนพร้อมดันสุดเหมือนกัน

🔥 แพทย์แผนจีนในช่วงนี้ ก็ต้องยอมรับว่าเริ่มกลับมาบูมอีกครั้ง โดยสรุปแพทย์แผนจีนมีวิวัฒนาการมานานโดยมีพื้นฐานมาจากสมดุลย์ของชีวิตตามหลักหยินหยางที่เป็น 1 เดียวกับธรรมชาติ

🪡 อย่างเช่นการฝังเข็มในปัจจุบัน แม้จะไม่ได้เหมือนในจีนโบราณ 100% เพราะมีการพัฒนาไปมาก แต่วงการแพทย์จีนและสากลก็ยังให้ความสำคัญในฐานะรากฐานแห่งความรู้

แหล่งที่มาหลัก : 中国中医药发展历史

💉
16/10/2025

💉

💉 เปรียบเทียบ “การฉีดยา” กับ “การฝังเข็ม” ในมุมมองแพทย์จีนแบบง่ายๆ

ภาพนี้แสดงให้เห็น ประเภทของการฉีดยาในแพทย์แผนปัจจุบัน และการแทงเข็มแบบแพทย์แผนจีน ซึ่งแต่ละแบบแตกต่างกันทั้ง “มุมในการแทงเข็ม” และ “ความลึกที่เข็มเข้าสู่ร่างกาย” เช่น

• การฉีดเข้ากล้ามเนื้อ (Intramuscular) มุมตั้งฉาก 90°

• การฉีดใต้ผิวหนัง (Subcutaneous) มุมประมาณ 45°

• การฉีดเข้าหลอดเลือดดำ (Intravenous) มุมประมาณ 25°

• การฉีดเข้าชั้นผิวหนัง (Intradermal) มุมประมาณ 10–15°

แต่ละแบบมีเป้าหมายเฉพาะ เช่น เพื่อให้ยาซึมเข้าสู่เนื้อเยื่อหรือหลอดเลือดได้ตรงระดับที่ต้องการ



หากมองในมุมของ แพทย์แผนจีน (针灸学 Zhēnjiǔxué)
จะพบว่าการ “ฝังเข็ม” ก็มีหลักการคล้ายกัน คือให้ความสำคัญกับ “มุม ความลึก และตำแหน่งของการแทงเข็ม” เช่นกัน เพียงแต่จุดประสงค์ต่างกัน แพทย์ปัจจุบันฉีดยาเพื่อให้ตัวยาเข้าสู่ร่างกาย แต่แพทย์จีนฝังเข็มเพื่อ กระตุ้นพลังชี่ (气 Qi) และ ปรับสมดุลของเส้นลมปราณ (经络 Jīngluò)



ในศาสตร์ฝังเข็ม การแทงเข็มมีหลากหลายมุม เช่น

• แทงตรง (直刺 Zhí cì) คล้ายมุม 90° ใช้เมื่อจุดอยู่ลึก เช่นบริเวณกล้ามเนื้อหนา

• แทงเฉียง (斜刺 Xié cì) คล้ายมุม 45° ใช้เมื่อจุดอยู่ใกล้ผิวหรือบริเวณที่มีกระดูก

• แทงขนานผิว (平刺 Píng cì) คล้ายมุมต่ำ 10–15° ใช้บริเวณใบหน้า ศีรษะ ป้องกันการการทำลายอวัยวะภายในหรือผิวหนังบาง

ทุกมุมมีความหมายทางพลังงาน — เข็มที่ลึกขึ้นมักมุ่งกระตุ้นพลังในระดับกล้ามเนื้อและลมปราณภายใน ส่วนเข็มที่ตื้นจะเน้นปรับสมดุลพลังที่ไหลเวียนใกล้ผิว



จะเห็นได้ว่า ทั้ง “การฉีดยา” และ “การฝังเข็ม” ล้วนต้องการความแม่นยำสูงของตำแหน่ง มุม และความลึก แต่ต่างกันตรงที่

• การฉีดยา เน้นให้ “ตัวยา” ทำงาน

• การฝังเข็ม เน้นให้ “พลังชี่” ทำงาน



✨ มุมมองจากแพทย์จีน:

“ความลึกของเข็ม ไม่ได้มีไว้เพื่อให้ถึงกล้ามเนื้อ แต่เพื่อเข้าถึงสมดุลของพลังชีวิต”

#แพทย์จีนไปเรื่อย #ฝังเข็ม #แพทย์จีน #การฉีดยา



เพจ แพทย์จีนไปเรื่อย

อาจารย์แทน ❤️ ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุนค่ะ

😋อาจารย์แทน เจ้าหญิงแห่งวงการแพทย์จีน🌸

#แพทย์จีนไปเรื่อย
#แพทย์จีน
#อาจารย์แพทย์จีน
#ฝังเข็ม
#ยาจีน
#คนสวย
#อาจารย์แพทย์จีน
#เจ้าหญิงแห่งวงการแพทย์จีน
#แพทย์จีนที่สวยที่สุดในไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้


กดติดตาม เพจแพทย์จีนไปเรื่อย👇
https://www.facebook.com/profile.php?id=100064330802426&mibextid=YMEMS

🦵
23/09/2025

🦵

EP80** 💬 น้ำในข้อเข่าน้อย…แพทย์แผนจีนช่วยได้ไหม?
ผู้สูงอายุหลายท่านที่ปวดเข่าเรื้อรัง พอไปหาหมอที่โรงพยาบาล ก็มักจะได้ยินคำว่า “น้ำหล่อเลี้ยงข้อเข่าลดลง”
ซึ่งมันทำให้กระดูกเสียดสีกันจนปวด เดินลำบาก
การรักษาของแพทย์แผนปัจจุบันที่เจอบ่อย ๆ ก็จะเป็น
💉 ฉีดน้ำหล่อเลี้ยงเทียม (Hyaluronic acid) เพื่อเพิ่มความหล่อลื่นให้ข้อเข่า
💉 ฉีดสเตียรอยด์ ช่วยลดอักเสบและปวด
บางรายที่เป็นหนักก็อาจต้อง ผ่าตัด และ ทำกายภาพบำบัด ร่วมด้วย
แล้วถ้าเป็นหมอแผนจีนล่ะ…ทำอะไรได้บ้าง?
👨‍⚕️ หมอแมนตอบเลยว่า “ได้ครับ”
แถมถ้าทำควบคู่กับการรักษาปัจจุบัน จะช่วยให้ฟื้นฟูเข่าได้รอบด้านมากขึ้น

🔎 มุมมองแพทย์แผนจีน
ในมุมของแพทย์จีน เรามองว่า ข้อเข่าและกระดูก เกี่ยวข้องกับ “ไต” และ “ตับ”
ไต ดูแลกระดูก ไขกระดูก และของเหลวในร่างกาย
ตับ เกี่ยวข้องกับเส้นเอ็น ข้อต่อ และการไหลเวียนเลือด
ถ้า พลังไตพร่อง (腎虛) หรือ เลือดของตับพร่อง (肝血不足)
ของเหลวที่หล่อเลี้ยงข้อก็จะน้อยลง → ทำให้ข้อแห้ง เสียดสี บวม และปวด

🩺 แนวทางการรักษาแบบแพทย์จีน
✅ ฝังเข็ม – กระตุ้นจุดที่เกี่ยวกับไต ตับ และข้อเข่า
ช่วยให้เลือดและพลังชี่ไหลเวียนดีขึ้น ลดอักเสบ และเพิ่มน้ำหล่อเลี้ยงให้ข้อ
🔥 รมยา (Moxibustion) – ใช้ความร้อนจากสมุนไพร “อ้ายเย่” (艾叶) อุ่นรอบ ๆ เข่า ไล่ความเย็น ความชื้น กระตุ้นเลือดไหลเวียน
🌿 สมุนไพรจีน – ใช้ตำรับที่ช่วยเสริมไต บำรุงตับ
บำรุงเลือด เสริมพลังไต และกระตุ้นให้ร่างกายสร้างน้ำหล่อเลี้ยงข้อได้เอง
🤲 นวดทุยหนา (Tui Na) – คลายกล้ามเนื้อรอบเข่า
ลดแรงกด เพิ่มการไหลเวียน ทำให้เคลื่อนไหวได้ดีขึ้น

💬แม้จะไม่ได้พูดถึง “น้ำในข้อ” ตรง ๆ แต่การศึกษาของ Liu et al. (2024) พบว่า ฝังเข็มแบบอุ่น (Warm-Needle Acupuncture) ช่วยปกป้องกระดูกอ่อนในข้อเข่าได้
เพิ่มระดับยีน Bcl-2 → ป้องกันไม่ให้เซลล์กระดูกอ่อนตายเร็ว
ลดระดับยีน Bax และ Caspase-3 → ลดการเสื่อมของกระดูกอ่อน
❤️ผลลัพธ์คือข้อเข่าเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น เสียดสีน้อยลง ปวดลดลงคุณภาพชีวิตก็ดีขึ้นตามไปด้วย
📌 สรุป
การรักษาเข่าให้ได้ผลดีที่สุด ต้องเริ่มจากการวินิจฉัยให้ชัด เลือกวิธีที่เหมาะกับสภาพของเรา และทำอย่างต่อเนื่อง ถ้าใช้ทั้งการแพทย์ปัจจุบันและแพทย์แผนจีนควบคู่กัน จะช่วยฟื้นฟูเข่าให้กลับมาแข็งแรง เดินได้คล่อง และมั่นใจมากขึ้นครับ
#น้ำในข้อเข่าน้อย #ปวดเข่า #หมอแมนแพทย์จีน

อ้างอิง
Liu, Z., Zhang, Y., Liu, J., Wang, Y., Chen, M., Liu, E., Guo, J., Wang, Y., Weng, Z., Liu, C., Yu, C., & Wang, X. (2024). Effect of Traditional Chinese Non-Pharmacological therapies on Knee osteoarthritis: A Narrative Review of Clinical Application and Mechanism. Orthopedic Research and Reviews, Volume 16, 21–33. https://doi.org/10.2147/orr.s442025

22/09/2025

เวลาไปหาหมอนวดก็จะบอกว่ามีพังผืดหนาตัว มันเลยปวด หลายคนก็ยังคิดภาพไม่ออกว่าพังผืดคืออะไร เมื่อวานตอนเย็นทำกับข้าว เลยเอาหมูออกมาหั่น เลยถ่ายภาพพังผืดมาให้ดูกันชัดๆ

สาเหตุของการเกิดพังผืดและความปวด
สาเหตุที่ทำให้เกิด พังผืด (Fibrosis หรือ Fascia related issues) และทำให้เกิด อาการปวด มีหลายสาเหตุ ขึ้นอยู่กับชนิดและตำแหน่งของพังผืด ดังนี้

1. การบาดเจ็บ การอักเสบ หรือการซ่อมแซมร่างกาย (Healing/Repair Process)
พังผืดเป็นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันชนิดหนึ่งที่ร่างกายสร้างขึ้นเพื่อซ่อมแซมส่วนที่บาดเจ็บ อักเสบ หรือเกิดความเสียหาย เช่น:

หลังการผ่าตัด: เช่น การผ่าตัดคลอด การผ่าตัดในช่องท้อง/อุ้งเชิงกราน ร่างกายจะสร้างพังผืดมาเชื่อมหรือยึดอวัยวะที่ถูกตัดหรือบาดเจ็บ ซึ่งอาจทำให้เกิด พังผืดในช่องท้อง/อุ้งเชิงกราน และนำไปสู่ อาการปวดท้องน้อยเรื้อรัง ได้ (1.2, 1.4)

การบาดเจ็บ/อักเสบเรื้อรัง: เช่น กลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อและเยื่อพังผืด (Myofascial Pain Syndrome) เกิดจากการบาดเจ็บ การใช้งานกล้ามเนื้อมากเกินไป หรือการเกร็งกล้ามเนื้อซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน ทำให้เกิด จุดกดเจ็บ (Trigger Point) ในกล้ามเนื้อและเยื่อพังผืด ซึ่งเป็นก้อนหรือปมที่มีความไวต่อการกระตุ้นสูงและทำให้เกิดอาการปวดร้าวได้ (1.5, 4.1, 4.3, 4.4)

2. การกดทับเส้นประสาท
พฤติกรรมการใช้งานซ้ำ ๆ และท่าทางที่ไม่เหมาะสม: การใช้งานข้อมือในท่าเดิมเป็นเวลานาน หรือใช้งานหนักเกินไป เช่น พนักงานออฟฟิศ นักเขียน เกมเมอร์ อาจทำให้เส้นเอ็นบริเวณข้อมืออักเสบและบวม ทำให้พังผืดบริเวณข้อมือหนาตัวขึ้น จนไป กดทับเส้นประสาทมีเดียน (Median nerve) ที่อยู่ในโพรงข้อมือ (Carpal Tunnel) ทำให้เกิด โรคพังผืดกดทับเส้นประสาทที่ข้อมือ (Carpal Tunnel Syndrome) (1.1, 1.3, 2.1)

อาการปวดที่เกิดจากการกดทับ: มักมาพร้อมกับอาการ ชา เป็นเหน็บ หรือความรู้สึกคล้ายโดนไฟช็อตที่นิ้วมือ (นิ้วหัวแม่มือ นิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนางบางส่วน) โดยเฉพาะในเวลากลางคืนหรือหลังตื่นนอน และอาจทำให้อ่อนแรง หยิบจับของลำบาก (1.3, 2.3)

3. ปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
โรคประจำตัว/ภาวะอื่น ๆ: โรคบางชนิดอาจเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดพังผืดหรืออาการปวดที่เกี่ยวข้อง เช่น

โรคเบาหวาน โรครูมาตอยด์ และ ภาวะพร่องไทรอยด์ฮอร์โมน (Hypothyroidism) เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดพังผืดกดทับเส้นประสาท (1.1)

ภาวะอุ้งเชิงกรานอักเสบ เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis หรือ Chocolate Cyst) หรือการติดเชื้อเรื้อรังในช่องท้อง อาจทำให้เกิดพังผืดในอุ้งเชิงกราน (1.2, 1.4)

ปัจจัยทางพันธุกรรม: บางคนอาจมีช่องโพรงข้อมือเล็กกว่าปกติโดยกำเนิด ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดพังผืดกดทับเส้นประสาทมากกว่าคนทั่วไป (1.1)

พังผืดสามารถก่อให้เกิดความเจ็บปวดได้โดยตรงจากการ กดทับ โครงสร้างที่ไวต่อความรู้สึก เช่น เส้นประสาท หรือโดยอ้อมจากการที่ จำกัดการเคลื่อนไหว หรือ ทำให้เกิดจุดกดเจ็บ ในกล้ามเนื้อ ซึ่งรบกวนการทำงานปกติของร่างกาย (4.3).
ข้อมูลสามารถหาได้จากอินเตอร์เน็ตทั่วไปนะคะ

ที่อยู่

107ก/88 ถ. ชัยประสิทธิ์ ต. ในเมือง จ. ชัยภูมิ
Chaiyaphum
36000

เวลาทำการ

ศุกร์ 18:00 - 20:30
เสาร์ 09:00 - 20:00
อาทิตย์ 09:00 - 20:00

เบอร์โทรศัพท์

+66896602959

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ หมอแนนแพทย์จีนชัยภูมิผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง หมอแนนแพทย์จีนชัยภูมิ:

ทางลัด

แชร์