16/09/2026
ในช่วงนี้เราเห็นว่ามีนักจิตวิทยาหลายท่านที่ออกมาแสดงความรู้สึกกังวลและความไม่สบายใจเกี่ยวกับปรากฏการณ์ที่มีบุคคลจำนวนมากเปิดบริการให้การปรึกษาเชิงจิตวิทยา หรือมีการอ้างว่าตนเองเป็น "นักจิตวิทยา" โดยที่ไม่เคยมีประวัติการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับจิตวิทยาแต่อย่างใด
เราก็เลยอยากจะขอเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับผู้ก่อตั้งเพจนี้ ผู้เขียนบทความ ผู้จัดทำกราฟฟิค และแอดมินเพจ คนเดียวคนนี้ สักเล็กน้อย เพื่อสร้างความสบายใจให้แก่นักจิตวิทยาที่กำลังมีความกังวลใจต่อประเด็นนี้ค่ะ
ซึ่งในประเด็นนี้ เราเองก็เข้าใจและมีมุมมองว่าความไม่สบายใจของนักจิตวิทยาที่เกิดขึ้นเป็นวงกว้างมันก็มีความสมเหตุสมผลอยู่นะคะ
เนื่องจาก "การให้การปรึกษาเชิงจิตวิทยา" นั้นมีความละเอียดอ่อน(มาก)
แม้โดยผิวเผิน สิ่งที่คนส่วนใหญ่เรียกว่า "talk therapy" จะเป็นแค่เพียงคนนึงเล่า...คนนึงฟัง แต่ในการทำงานให้การปรึกษาเชิงจิตวิทยาโดยเฉพาะการทำงานกับผู้คนที่มีบาดแผลทางใจนั้นไม่ได้เรียบง่ายเหมือนการคุยกันโดยทั่วไป แต่ผู้ให้การปรึกษาเชิงจิตวิทยาจำเป็นจะต้องมีทั้งองค์ความรู้ที่จะเป็นเหมือนแผนที่ที่จะพาผู้ใช้บริการให้สามารถออกจากวังวนแห่งความมืดมิดไปได้ และจำเป็นจะต้องมีกรอบจรรยาบรรณเข้ามาควบคุมกำกับเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ใช้บริการได้รับความเสียหายหรืออันตราย
แม้ว่านักจิตวิทยาการปรึกษาจะไม่สามารถแก้ไขอดีตและไม่สามารถขจัดความทุกข์หรือปัญหาของผู้ใช้บริการออกไปจนหมดสิ้นได้
แต่การมาพบนักจิตวิทยาการปรึกษาก็ควรที่จะเป็นช่วงเวลาที่ผู้ใช้บริการสามารถเกิดทักษะในระดับประสบการณ์ใหม่ ๆ มีทางเลือกเพิ่มเติมว่าผู้ใช้บริการจะสามารถมองความทุกข์หรือปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะในอดีตหรือปัจจุบันไปในทางที่แตกต่างจากมุมมองที่ตนเองเคยยึดถือแล้วมันทำให้เกิดทุกข์อย่างแสนสาหัส รวมถึงมันมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกมากมายที่ผู้ให้การปรึกษาเชิงจิตวิทยาควรคำนึงถึงเพื่อความปลอดภัยและประโยชน์สูงสุดของผู้ใช้บริการ ซึ่งโดยหลักการแล้วมันดูดี แต่ในทางปฏิบัตินั้น การที่นักจิตวิทยาการปรึกษาจะสามารถทำสิ่งเหล่านั้นได้ จำเป็นจะต้องผ่านการฝึกฝึกฝนและได้รับการแนะนำจากผู้มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงต้องหมั่นสังเกตและตรวจสอบตนเองให้มีความสามารถในการเป็นกระจกใสที่สะท้อนเงาของผู้ใช้บริการได้อย่างตรงกับความเป็นจริงของผู้ใช้บริการได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ นั้นหมายความว่า สิ่งพื้นฐานที่นักจิตวิทยาการปรึกษาควรมีก็คือ self-awareness
ซึ่งในระยะหลังเราได้เปลี่ยนแนวทางและหันมาสนใจเกี่ยวกับการรณรงค์ในเชิงป้องกันมากกว่าในทางรักษา ก็เลยยังไม่ได้เปิดให้การปรึกษาปัญหาส่วนตัวเป็นรายบุคคลค่ะ
แต่เราอยากจะใช้พื้นที่แห่งนี้ในการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของพลังในการขับเคลื่อนสังคมให้เป็นไปในทิศทางที่สงบสุขมากขึ้น
ตระหนักรู้และตระหนักถึงความสำคัญของสุขภาพจิตมากขึ้น
ลดการตีตราหรือด่วนเกลียดชังสิ่งที่ตนเองยังไม่เข้าใจ
เพื่อให้สังคมมีบรรยากาศแบบเกื้อกูล เป็นเซฟโซนสำหรับทุกคน
หรืออย่างน้อยก็ขอให้ช่วยกันทำบรรยากาศภายในบ้านให้เป็นเซฟโซนก็ยังดีนะคะ
รวมถึงเราอยากเชิญชวนให้ผู้คนในสังคมหันมาช่วยกันทำให้ผู้คนในสังคมเกิดมุมมองใหม่ว่า...
การพบจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาหรือแม้แต่การที่คน ๆ นึงได้รับการวินิจฉัยว่ามีปัญหาสุขภาพจิต เช่น โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล โรคไบโพลาร์
ไม่ได้แปลว่าเป็นคนบ้า และยิ่งไม่ได้แปลว่าอ่อนแอหรือคิดไม่เป็น
ปัญหาสุขภาพจิตเป็นของจริงที่สามารถเกิดขึ้นกับใครก็ได้ รวมถึงมันมีสาเหตุที่มาที่มากไปกว่าปัจจัยเดียว หมายถึงไม่มีใครที่มีปัญหาสุขภาพจิตด้วยสาเหตุที่ตื้นเขินอย่างที่สื่อต่าง ๆ มักใช้เป็นวาทกรรมในการพาดหัวข่าว เช่น "น้อยใจแม่ไม่ซื้อไอโฟนให้จึงตัดสินใจจบชีวิตของตนเอง"
นอกจากนั้น เรายังเชื่ออีกว่า
หากทุกคนมองหาเซฟโซน
แต่ไม่มีใครเลยที่มีความตั้งใจที่จะเป็นเซฟโซน
บรรยากาศสงบสุขในสังคมมันก็คงจะเกิดขึ้นจริงได้ยาก
ก็เลยเป็นเหตุผลที่เราอยากจะทำเพจนี้เพื่อสื่อสารและเชิญชวนให้ทุกคนหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสุขภาวะกันมากขึ้นค่ะ
อย่างไรก็ตาม
เราเห็นด้วยกับประเด็นความไม่สบายใจในส่วนที่มีบุคคลอ้างว่าตนเองเป็นนักจิตวิทยาแต่ไม่ได้มีประวัติการศึกษาโดยตรงด้านจิตวิทยา โดยเฉพาะบุคคลที่ไม่เคยผ่านการฝึกอบรมจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตมาก่อนเลย ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องขอความร่วมมือจริง ๆ ว่าได้โปรดหยุดทำเช่นนั้นนะคะ เพราะมันไม่เพียงแค่กระทบต่อความเข้าใจอันถูกต้องต่อนักจิตวิทยา มันยังเป็นความเสี่ยงที่ผู้ใช้บริการจะได้รับบริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาจากบุคคลที่ไม่มีกรอบจรรยาบรรณรับรองอีกด้วย
แต่ขณะเดียวกัน เราไม่เห็นด้วยกับการที่นักจิตวิทยาใช้การแสดงออกในเชิงด้อยค่าบุคคลอื่นที่ไม่ได้เรียนจบในสาขาจิตวิทยานะคะ เราอยากเชิญชวนให้แสดงความคิดเห็นที่ขับเคลื่อนมาจากความรู้สึกว่าทุกคนเป็นมนุษย์ที่สมควรได้รับเกียรติ และนักจิตวิทยาก็คงจะไม่สามารถไปฟันธงได้ว่าศาสตร์อื่น ๆ ที่ไม่ใช่ศาสตร์จิตวิทยาจะไม่สามารถช่วยประคับประคองจิตใจของผู้ที่มีความทุกข์ได้เลยแม้แต่น้อย เพราะในประวัติศาสตร์ด้านการเยียวยาจิตใจ บางสิ่งที่มันดูไม่มีความเป็นศาสตร์ มันก็เคยถูกนำมาใช้แล้วสามารถช่วยให้ผู้คนก้าวผ่านช่วงเวลาวิกฤตทางจิตใจมาได้จริง ๆ
สิ่งสำคัญที่เราอยากร่วมแสดงมุมมองก็คือ
ไม่ว่าใครจะใช้ศาสตร์ใดหรือสิ่งที่มันไม่ใช่ศาสตร์เลยก็ตาม มาเป็นเครื่องมือในการดูแลจิตใจผู้อื่น ก็ขอให้มาจากเจตนาที่ดีที่อยากจะช่วยให้ใครสักคนสามารถผ่านพ้นวิกฤตชีวิตไปได้ โดยไม่กระทำสิ่งที่เป็นการเข้าข่ายการกรรโชกทรัพย์ หลอกลวง หรือเป็นอันตรายต่อผู้ใช้บริการนะคะ