จิตวิทยาการปรึกษา & me

จิตวิทยาการปรึกษา & me ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก จิตวิทยาการปรึกษา & me, บริการด้านสุขภาพจิต, Changwat Chiang Mai.

พื้นที่เล็ก ๆ ของคนธรรมดาที่เรียนจบในสาขาจิตวิทยาการปรึกษาแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นมาจากความตั้งใจที่จะส่งต่อเรื่องราวที่เกี่ยวกับสุขภาพจิตเพื่อเพิ่มการตระหนักรู้ ลดการตีตรา และสร้างพื้นที่ปลอดภัยในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพจของเราไม่ได้จัดทำขึ้นมาเพื่อสร้างรายได้ผ่านโพสต์นะคะ แต่เราทำขึ้นมาเพราะอยากร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการรับรู้และตระหนักเกี่ยวกับความสำคัญของสุขภาพจิต รวมถึงอยากให้ทุกคนสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้ด้วยจิตใจที่เข้มแข็งและยืดหยุ่นค่ะ

ในช่วงนี้เราเห็นว่ามีนักจิตวิทยาหลายท่านที่ออกมาแสดงความรู้สึกกังวลและความไม่สบายใจเกี่ยวกับปรากฏการณ์ที่มีบุคคลจำนวนมาก...
16/09/2026

ในช่วงนี้เราเห็นว่ามีนักจิตวิทยาหลายท่านที่ออกมาแสดงความรู้สึกกังวลและความไม่สบายใจเกี่ยวกับปรากฏการณ์ที่มีบุคคลจำนวนมากเปิดบริการให้การปรึกษาเชิงจิตวิทยา หรือมีการอ้างว่าตนเองเป็น "นักจิตวิทยา" โดยที่ไม่เคยมีประวัติการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับจิตวิทยาแต่อย่างใด
เราก็เลยอยากจะขอเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับผู้ก่อตั้งเพจนี้ ผู้เขียนบทความ ผู้จัดทำกราฟฟิค และแอดมินเพจ คนเดียวคนนี้ สักเล็กน้อย เพื่อสร้างความสบายใจให้แก่นักจิตวิทยาที่กำลังมีความกังวลใจต่อประเด็นนี้ค่ะ
ซึ่งในประเด็นนี้ เราเองก็เข้าใจและมีมุมมองว่าความไม่สบายใจของนักจิตวิทยาที่เกิดขึ้นเป็นวงกว้างมันก็มีความสมเหตุสมผลอยู่นะคะ

เนื่องจาก "การให้การปรึกษาเชิงจิตวิทยา" นั้นมีความละเอียดอ่อน(มาก)
แม้โดยผิวเผิน สิ่งที่คนส่วนใหญ่เรียกว่า "talk therapy" จะเป็นแค่เพียงคนนึงเล่า...คนนึงฟัง แต่ในการทำงานให้การปรึกษาเชิงจิตวิทยาโดยเฉพาะการทำงานกับผู้คนที่มีบาดแผลทางใจนั้นไม่ได้เรียบง่ายเหมือนการคุยกันโดยทั่วไป แต่ผู้ให้การปรึกษาเชิงจิตวิทยาจำเป็นจะต้องมีทั้งองค์ความรู้ที่จะเป็นเหมือนแผนที่ที่จะพาผู้ใช้บริการให้สามารถออกจากวังวนแห่งความมืดมิดไปได้ และจำเป็นจะต้องมีกรอบจรรยาบรรณเข้ามาควบคุมกำกับเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ใช้บริการได้รับความเสียหายหรืออันตราย

แม้ว่านักจิตวิทยาการปรึกษาจะไม่สามารถแก้ไขอดีตและไม่สามารถขจัดความทุกข์หรือปัญหาของผู้ใช้บริการออกไปจนหมดสิ้นได้
แต่การมาพบนักจิตวิทยาการปรึกษาก็ควรที่จะเป็นช่วงเวลาที่ผู้ใช้บริการสามารถเกิดทักษะในระดับประสบการณ์ใหม่ ๆ มีทางเลือกเพิ่มเติมว่าผู้ใช้บริการจะสามารถมองความทุกข์หรือปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะในอดีตหรือปัจจุบันไปในทางที่แตกต่างจากมุมมองที่ตนเองเคยยึดถือแล้วมันทำให้เกิดทุกข์อย่างแสนสาหัส รวมถึงมันมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกมากมายที่ผู้ให้การปรึกษาเชิงจิตวิทยาควรคำนึงถึงเพื่อความปลอดภัยและประโยชน์สูงสุดของผู้ใช้บริการ ซึ่งโดยหลักการแล้วมันดูดี แต่ในทางปฏิบัตินั้น การที่นักจิตวิทยาการปรึกษาจะสามารถทำสิ่งเหล่านั้นได้ จำเป็นจะต้องผ่านการฝึกฝึกฝนและได้รับการแนะนำจากผู้มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงต้องหมั่นสังเกตและตรวจสอบตนเองให้มีความสามารถในการเป็นกระจกใสที่สะท้อนเงาของผู้ใช้บริการได้อย่างตรงกับความเป็นจริงของผู้ใช้บริการได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ นั้นหมายความว่า สิ่งพื้นฐานที่นักจิตวิทยาการปรึกษาควรมีก็คือ self-awareness

ซึ่งในระยะหลังเราได้เปลี่ยนแนวทางและหันมาสนใจเกี่ยวกับการรณรงค์ในเชิงป้องกันมากกว่าในทางรักษา ก็เลยยังไม่ได้เปิดให้การปรึกษาปัญหาส่วนตัวเป็นรายบุคคลค่ะ

แต่เราอยากจะใช้พื้นที่แห่งนี้ในการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของพลังในการขับเคลื่อนสังคมให้เป็นไปในทิศทางที่สงบสุขมากขึ้น
ตระหนักรู้และตระหนักถึงความสำคัญของสุขภาพจิตมากขึ้น
ลดการตีตราหรือด่วนเกลียดชังสิ่งที่ตนเองยังไม่เข้าใจ
เพื่อให้สังคมมีบรรยากาศแบบเกื้อกูล เป็นเซฟโซนสำหรับทุกคน
หรืออย่างน้อยก็ขอให้ช่วยกันทำบรรยากาศภายในบ้านให้เป็นเซฟโซนก็ยังดีนะคะ

รวมถึงเราอยากเชิญชวนให้ผู้คนในสังคมหันมาช่วยกันทำให้ผู้คนในสังคมเกิดมุมมองใหม่ว่า...
การพบจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาหรือแม้แต่การที่คน ๆ นึงได้รับการวินิจฉัยว่ามีปัญหาสุขภาพจิต เช่น โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล โรคไบโพลาร์
ไม่ได้แปลว่าเป็นคนบ้า และยิ่งไม่ได้แปลว่าอ่อนแอหรือคิดไม่เป็น

ปัญหาสุขภาพจิตเป็นของจริงที่สามารถเกิดขึ้นกับใครก็ได้ รวมถึงมันมีสาเหตุที่มาที่มากไปกว่าปัจจัยเดียว หมายถึงไม่มีใครที่มีปัญหาสุขภาพจิตด้วยสาเหตุที่ตื้นเขินอย่างที่สื่อต่าง ๆ มักใช้เป็นวาทกรรมในการพาดหัวข่าว เช่น "น้อยใจแม่ไม่ซื้อไอโฟนให้จึงตัดสินใจจบชีวิตของตนเอง"

นอกจากนั้น เรายังเชื่ออีกว่า
หากทุกคนมองหาเซฟโซน
แต่ไม่มีใครเลยที่มีความตั้งใจที่จะเป็นเซฟโซน
บรรยากาศสงบสุขในสังคมมันก็คงจะเกิดขึ้นจริงได้ยาก

ก็เลยเป็นเหตุผลที่เราอยากจะทำเพจนี้เพื่อสื่อสารและเชิญชวนให้ทุกคนหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสุขภาวะกันมากขึ้นค่ะ

อย่างไรก็ตาม
เราเห็นด้วยกับประเด็นความไม่สบายใจในส่วนที่มีบุคคลอ้างว่าตนเองเป็นนักจิตวิทยาแต่ไม่ได้มีประวัติการศึกษาโดยตรงด้านจิตวิทยา โดยเฉพาะบุคคลที่ไม่เคยผ่านการฝึกอบรมจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตมาก่อนเลย ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องขอความร่วมมือจริง ๆ ว่าได้โปรดหยุดทำเช่นนั้นนะคะ เพราะมันไม่เพียงแค่กระทบต่อความเข้าใจอันถูกต้องต่อนักจิตวิทยา มันยังเป็นความเสี่ยงที่ผู้ใช้บริการจะได้รับบริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาจากบุคคลที่ไม่มีกรอบจรรยาบรรณรับรองอีกด้วย
แต่ขณะเดียวกัน เราไม่เห็นด้วยกับการที่นักจิตวิทยาใช้การแสดงออกในเชิงด้อยค่าบุคคลอื่นที่ไม่ได้เรียนจบในสาขาจิตวิทยานะคะ เราอยากเชิญชวนให้แสดงความคิดเห็นที่ขับเคลื่อนมาจากความรู้สึกว่าทุกคนเป็นมนุษย์ที่สมควรได้รับเกียรติ และนักจิตวิทยาก็คงจะไม่สามารถไปฟันธงได้ว่าศาสตร์อื่น ๆ ที่ไม่ใช่ศาสตร์จิตวิทยาจะไม่สามารถช่วยประคับประคองจิตใจของผู้ที่มีความทุกข์ได้เลยแม้แต่น้อย เพราะในประวัติศาสตร์ด้านการเยียวยาจิตใจ บางสิ่งที่มันดูไม่มีความเป็นศาสตร์ มันก็เคยถูกนำมาใช้แล้วสามารถช่วยให้ผู้คนก้าวผ่านช่วงเวลาวิกฤตทางจิตใจมาได้จริง ๆ

สิ่งสำคัญที่เราอยากร่วมแสดงมุมมองก็คือ
ไม่ว่าใครจะใช้ศาสตร์ใดหรือสิ่งที่มันไม่ใช่ศาสตร์เลยก็ตาม มาเป็นเครื่องมือในการดูแลจิตใจผู้อื่น ก็ขอให้มาจากเจตนาที่ดีที่อยากจะช่วยให้ใครสักคนสามารถผ่านพ้นวิกฤตชีวิตไปได้ โดยไม่กระทำสิ่งที่เป็นการเข้าข่ายการกรรโชกทรัพย์ หลอกลวง หรือเป็นอันตรายต่อผู้ใช้บริการนะคะ

ขอเป็นกำลังใจให้กับคุณพ่อคุณแม่ทุกคนที่กำลังเผชิญอยู่กับสภาวะตึงเครียดที่เกิดขึ้นกับตัวเองนะคะทั้งนี้ สิ่งสำคัญในการที่จ...
14/09/2026

ขอเป็นกำลังใจให้กับคุณพ่อคุณแม่ทุกคนที่กำลังเผชิญอยู่กับสภาวะตึงเครียดที่เกิดขึ้นกับตัวเองนะคะ

ทั้งนี้ สิ่งสำคัญในการที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับลูก ๆ
เช่น
อยากให้ลูกควบคุมอารมณ์ได้
อยากให้ลูกมีปัญหาอารมณ์พฤติกรรมลดลง
ฯลฯ
ก็คือ คุณพ่อคุณแม่จะต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองหรือรักษาความมั่นคงทางอารมณ์จิตใจของตัวเองก่อน

หากพบว่าตัวเองมีความรู้สึกตึงเครียด เครียดสะสม เหนื่อยล้า หมดไฟ ขาดความสุข รู้สึกท่วมท้นเพราะทุกอย่างมันประดังประเดมากเกินไป รู้สึกผิด รู้สึกว่าทำให้คนอื่นผิดหวัง หรือเผลอทำบางสิ่งที่เป็นการทำร้ายลูกลงไปโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ

การที่คุณพ่อคุณแม่ไปพบผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตไม่ถือเป็นเรื่องที่น่าอาย และไม่ได้หมายความว่าคุณเป็นคุณพ่อคุณแม่ที่ไม่ดีพอเลยนะคะ
แต่มันคือการตั้งหลักให้กับตัวเองเพื่อให้มีความพร้อมในการเป็นหลักให้กับลูก ๆ ได้อย่างมั่นคงค่ะ

และหากเป็นไปได้
ในปัจจุบันมีหลายองค์กรหน่วยงานที่เปิดคอร์สเกี่ยวกับการเลี้ยงดูลูกอย่างเหมาะสม ซึ่งบางหน่วยงานก็ทำคอร์สฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายนะคะ

การเปิดใจและลองเข้าร่วมคอร์สต่าง ๆ ก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีในการเลี้ยงลูกให้เติบโตไปเป็นบุคคลที่มีความมั่นคงทางอารมณ์จิตใจ ซึ่งจะเป็นรากฐานอันสำคัญในการช่วยกันสร้างสังคมของเราให้มีความมั่นคงและสงบสุขค่ะ

สังคมดี ๆ เริ่มต้นได้ที่การทำบ้านให้มีความปลอดภัยทางอารมณ์สำหรับทุกคนในครอบครัว

ถ้าใครเข้าใจเรื่อง Amygdala Hijack มาก่อนแล้วสามารถข้ามโพสต์นี้ไปได้เลยนะคะแต่ถ้าใครที่ยังไม่เคยรู้จัก ไม่เคยได้ยินไม่รู...
09/09/2026

ถ้าใครเข้าใจเรื่อง Amygdala Hijack มาก่อนแล้ว
สามารถข้ามโพสต์นี้ไปได้เลยนะคะ
แต่ถ้าใครที่ยังไม่เคยรู้จัก ไม่เคยได้ยิน
ไม่รู้ว่า Fight-or-Flight มันคืออะไร
ในขณะที่คุณเองก็เป็นคนนึงที่ "สติหลุด" บ่อย
และหลังจากที่เผลอทำอะไรลงไปอย่างไม่ตั้งใจเพราะตอนนั้นสติหลุด
ก็มานั่งเสียใจ รู้สึกผิด หรือไม่ชอบตัวเองเลย
เราอยากชวนให้คุณทำความรู้จักกับ "Amygdala Hijack" เพื่อจะได้เข้าใจระบบการทำงานของร่างกายและอารมณ์จิตใจของตัวเอง
รวมถึงเรียนรู้วิธีที่จะ "เอาตัวเองลง" เวลาที่ต้องเจอกับสถานการณ์ตึงเครียดก่อนที่ระบบประสาทอัตโนมัติของตัวเองมันจะครอบงำคุณค่ะ
Amygdala เป็นชื่อของสมองส่วนหนึ่งซึ่งอยู่ในระบบสมองส่วนที่เรียกว่า Limbic System ซึ่งบางครั้งถูกเรียกว่า "สมองส่วนอารมณ์" เพราะว่ามันทำหน้าที่หลัก ๆ เกี่ยวกับอารมณ์ ความรู้สึก การเอาชีวิตรอด และการตอบสนองต่อสิ่งที่ถูกประมวลว่าเป็นภัยคุกคามซึ่งเรียกว่าปฏิกิริยาสู้หรือหนี (Fight-or-Flight)
[ซึ่งในโพสต์นี้เราขอกล่าวถึงแค่ "สู้" กับ "หนี" เท่านั้นนะคะ แม้ในความเป็นจริงปฏิกิริยานี้จะถูกขยายเพิ่มเติมไปเป็น Fight Flight Freeze และ Fawn โดยเฉพาะในการอธิบายปฏิกิริยาตอบสนองในคนที่มีบาดแผลทางใจ (trauma response) ซึ่งถ้าจะพูดถึงบาดแผลทางใจและปฏิกิริยาตอบสนองต่อบาดแผลทางใจมันก็จะยาวมาก ๆ และมีความละเอียดอ่อนมากเกินกว่าที่จะเอามานำเสนอในโพสต์สั้น ๆ]
อันที่จริงปฏิกิริยาที่นำไปสู่อาการสติหลุด มีพลังแบบซุปเปอร์ไซย่าเกิดขึ้นมาแบบพร้อมที่จะทำลายล้างทุกอย่างที่อยู่รอบตัว มันก็เป็นปกติของมนุษย์นะคะ เพราะดั้งเดิมปฏิกิริยานี้มันถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อให้มนุษย์สามารถเอาชีวิตรอดจากภัยคุกคามได้

ปัญหาคือ "ภัยคุกคาม" สมัยใหม่มันไม่ได้เป็นเสือ สิงโต หรือภูเขาไฟระเบิด ที่เป็นภัยอย่างเป็นรูปธรรมมากเหมือนสมัยดึกดำบรรพ์แล้ว แต่มันเป็น "ภัยคุกคาม" ที่เกิดขึ้นมาจากการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ที่ทำให้สมองของแต่ละคนเกิดการจดจำและเรียนรู้แตกต่างกันไป ซึ่งส่วนหนึ่งมันไม่ใช่ภัยคุกคามที่เป็นรูปธรรม ยกตัวอย่างเช่น
เมื่อเห็นเพื่อนร่วมงานหน้าตาบึ้งตึงกำลังเดินตรงเข้ามาหาเรา
ถ้าสมองตีความว่าเป็นภัยคุกคาม ปฏิกริยาสู้หรือหนีก็จะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ
เราก็อาจจะเลือกเดินหนีหรือเฉไฉทำเป็นไปห้องอื่น
หรือเราจะเริ่มเตรียมตัวแบบถ้าบวกมาก็บวกกลับ
ซึ่งเมื่อสมองตีความว่าสิ่งที่กำลังอยู่ตรงหน้าเป็น "ภัยคุกคาม"
สมองส่วนระบบลิมบิคก็จะเริ่มทำงานมากขึ้น
ส่งผลให้ทั้งร่างกายและอารมณ์จิตใจทำงานแตกต่างไปจากช่วงเวลาปกติ
เช่น
เลือดสูบฉีดมากกว่าปกติ หัวใจเต้นรัว หายใจถี่ขึ้น รู้สึกมีพลังมากขึ้น
และถ้าเกิดอาการ Amygdala Hijack มันก็จะอุปมาเหมือน Amygdala เป็นโจรปล้นเครื่องบิน และสมองส่วนหน้าที่ทำงานเกี่ยวกับการคิดวิเคราะห์ การใช้เหตุผล ความยับยั้งชั่งใจ คือกัปตันที่โดน Amygdala ทำให้สลบไปจนไม่สามารถทำหน้าที่กัปตันได้ชั่วขณะ เมื่อ Amygdala เข้ามาควบคุมเครื่องบินก็จะทำให้เกิดอาการ "สติหลุด" ขึ้นมาได้ค่ะ
เราเองก็สารภาพว่าเคยมีอาการสติหลุดอยู่บ้างเหมือนกัน แม้ว่าจะมีปริญญาตรีโทด้านจิตวิทยา และเคยทำงานในตำแหน่งนักจิตวิทยาอยู่ 11 ปี
ซึ่งในจุดนึงเราก็พบว่า ในยามปกติที่ไม่มีสถานการณ์ตึงเครียดเกิดขึ้น คนส่วนใหญ่ก็จะเป็นคนดีหรืออย่างน้อยก็ไม่ได้ไปทำท่าทีที่ทำร้ายใคร รวมไปถึงก็สามารถคิดแบบมีเหตุมีผลได้ดี อารมณ์ดี
แต่เมื่อมีสถานการณ์ตึงเครียดเกิดขึ้น หากทักษะการจัดการกับความเครียดไม่ดี ไม่รู้วิธีว่าจะต้องรับมือกับสถานการณ์ตึงเครียดที่เกิดขึ้นมาอย่างฉับพลันยังไง ไม่เคยฝึกฝนทักษะในการทำให้อารมณ์ของตัวเองสงบลงมาก่อนเลย โอกาสที่จะสติหลุดก็จะยิ่งมีสูงมากค่ะ
ในโอกาสที่ช่วงนี้มีข่าวคนสติหลุดให้เราเห็นกันมากมาย
เราก็อยากจะเชิญชวนให้ทุกคนหันมาเรียนรู้และฝึกฝนให้ตัวเองมีทักษะในการจัดการหรือรับมือกับสถานการณ์ที่ตึงเครียดไปด้วยกันนะคะ

สังคมมีข่าวเศร้าเกิดขึ้นเยอะแล้ว
และความน่าเศร้ายิ่งกว่าคือบางคนก็ไม่ได้เป็นคนที่เลวหรือมีนิสัยแย่อยู่ตลอดเวลา แต่จะเป็นขึ้นมาเฉพาะตอนที่สติหลุด ซึ่งแต่ละคนก็จะมีตัวกระตุ้น (trigger) ให้เกิดอาการสติหลุดต่าง ๆ กันไป
มันก็คงจะดีนะคะถ้าหากเรามาช่วยกันฝึกฝนตนเองให้มีทักษะในการ "เอาอารมณ์ตัวเองลง" ก่อนที่จะกระทำพฤติกรรมอะไรลงไปที่มันเป็นการทำร้ายคนอื่นหรือทำร้ายตัวเอง
สำหรับใครที่ฝึกฝนกันจนมีทักษะแล้วก็แวะมาแชร์กันได้นะคะว่าใช้วิธีอะไร และได้ผลลัพธ์ยังไงบ้าง
ส่วนเราเลือกวิธีการฝึกหายใจค่ะ เช่น
4-7-8
4-4-4
แต่หมายถึงต้องทำให้เกิดความเคยชินและควรฝึกบ่อย ๆ ในช่วงเวลาที่ตัวเองกำลังอยู่ในความสงบนะคะ เพราะถ้าไม่เคยฝึกมาแล้วไปเริ่มทำเอาตอนที่สถานการณ์ตึงเครียดมันกำลังเกิดขึ้นอยู่ตรงหน้า สติก็จะไม่มาหรือมาช้า และอาการ Amygdala Hijack มันก็จะเกิดขึ้นมาอีกอยู่ดีค่ะ

นิลุบล สุขวณิช

เราอาจจะเคยได้ยินประโยค "อย่าเป็นน้ำเต็มแก้ว" กันมาบ่อย ๆแก้วใบนั้น ถ้าจะเปรียบไปแล้วก็อุปมาเหมือนกับสมองส่วนที่ทำหน้าที...
09/09/2026

เราอาจจะเคยได้ยินประโยค "อย่าเป็นน้ำเต็มแก้ว" กันมาบ่อย ๆ
แก้วใบนั้น ถ้าจะเปรียบไปแล้วก็อุปมาเหมือนกับสมองส่วนที่ทำหน้าที่คิด เรียนรู้ วิเคราะห์ ใช้เหตุผล ซึ่งในโพสต์นี้จะไม่ได้พูดถึงแก้วใบนั้นนะคะ
แก้วใบที่เรากำลังจะพูดถึงก็คือส่วนอารมณ์และความต้องการของตัวเอง
ที่หลายคนอาจจะไม่เคยเข้าไปสำรวจเลยว่า "แก้วของฉันมันยังมีน้ำอยู่บ้างไหม?" หลายคนที่ลืมเช็คแก้วของตัวเองแล้วพยายามไปแบ่งปันให้กับคนอื่น ก็เลยกลายเป็นว่า นอกจากจะไม่มีอะไรไปแบ่งปันให้กับคนอื่นแล้ว ความจริงคือแก้วของตัวเองมันก็ว่างเปล่าไม่มีอะไรอยู่ในนั้นเลย...มาตั้งนานแล้ว...
ปรากฏการณ์นี้มีอยู่เสมอ โดยเฉพาะกับคนที่อยู่ภายใต้บริบททางสังคมที่มีค่านิยมแบบเชิดชูความเสียสละอุทิศตน ความกตัญญู การเอาตัวเองไว้หลังคนอื่นเสมอ และบางสังคมอาจจะไปถึงขั้นมีค่านิยมว่าการดูแลความต้องการของตัวเองถือเป็นความเห็นแก่ตัว
ค่านิยมแบบนั้น ดูเผิน ๆ ก็เหมือนจะดีต่อสังคมในภาพรวมนะคะ เพราะถ้าคิดแบบโรแมนติก มันก็คงจะดีที่ผู้คนในสังคมต่างก็เสียสละ อุทิศตน โดยไม่นึกถึงประโยชน์สุขของตัวเองเลย
แต่ในแง่ของความเป็นจริง
มนุษย์ทุกคนมีความต้องการ มีอารมณ์ มีความรู้สึก
และคนที่เป็นผู้ให้หรือเป็นผู้ดูแล ก็เป็นคนที่สมควรได้รับหรือเป็นผู้ถูกดูแลด้วยเช่นกัน
โลกนี้จึงไม่สามารถจัดคนใส่กล่องแล้วแบ่งเป็น "ผู้ให้" กับ "ผู้รับ"
แต่ควรจัดสมดุลให้ทุกคนได้เป็นผู้ให้และผู้รับในคนเดียวกัน
แต่ละคนสลับกันเป็นผู้ให้และผู้รับ โดยขึ้นอยู่กับสถานการณ์และพลังงานของแต่ละคน
หากคุณเป็นคนหนึ่งที่เริ่มค้นพบว่าตนเอง "ถูกคาดหวัง" ให้เป็นผู้ให้หรือผู้เสียสละอยู่บ่อย ๆ หรือตลอดเวลา
คุณจะไม่สามารถมีความสุขหรือความสบายได้ หากคนอื่นรอบตัวคุณโดยเฉพาะคนที่คุณรักยังไม่ได้รับความสุขและความสบาย

อยากชวนให้คุณลองถามตัวเองว่า
"ความต้องการของฉันในตอนนี้มีอะไรบ้าง"
"ฉันเคยทำอะไรไปบ้างเพื่อเติมเต็มความต้องการของตัวเอง"
"ลึกลงไปแล้ว ฉันต้องการอะไร"

และหากระหว่างที่คุณทำการสำรวจลงไปแล้วไม่พบอะไรนอกจาก "ความว่างเปล่า" นั่นก็อาจจะเป็นสัญญาณที่สะท้อนว่าคุณอาจจะกำลังเป็นแก้วที่ว่างเปล่าอยู่

และสิ่งที่สำคัญมากที่สุด
หากคุณสำรวจลงไปแล้วมีความรู้สึกดิ่ง ร้องไห้ออกมาอย่างควบคุมไม่ได้ มีความสั่นสะเทือนทางใจเกิดขึ้น มีความรู้สึกที่ท่วมท้นจนเริ่มมีแว๊บ ๆ ที่อยากจะทำร้ายตัวเองหรืออยากจะหายไป ขอให้คุณรีบติดต่อกับคนที่ไว้วางใจได้เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับความรู้สึกที่เกิดขึ้นมาโดยทันทีเลยนะคะ
ถ้าหากคุณไม่มีคนใกล้ชิดที่คุณรู้สึกปลอดภัยที่จะเปิดใจพูดคุย
ขอให้คุณรับรู้ไว้ว่าคุณไม่ได้อยู่คนเดียว
บนโลกใบนี้มีผู้คนมากมายที่อาจจะไม่รู้จักกันแต่พวกเขาก็ยินดีที่จะเป็นที่พักพิงทางใจและคอยส่งกำลังใจให้กับคุณอยู่เสมอ
รวมไปถึงในปัจจุบันนี้ก็มีผู้ให้บริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาอยู่มากมาย ซึ่งคุณสามารถเลือกผู้ให้บริการที่มีความเหมาะสมกับคุณได้เลย เช่น
- อัตราค่าบริการที่คุณจ่ายไหว
- บุคลิกหรือจริตของผู้ให้บริการที่คุณรู้สึกปลอดภัยและอุ่นใจที่จะคุยด้วย
- ความถนัดของผู้ให้บริการเหมาะสมกับโจทย์ที่คุณต้องการได้รับการเยียวยาหรือแก้ไข
- รูปแบบบริการ onsite/online
เราเองก็ขอเป็นกำลังใจให้กับทุก ๆ คนที่กำลังต่อสู้อยู่กับปัญหาชีวิตของตัวเองอย่างเงียบ ๆ นะคะ ขอให้ทุกคนผ่านทุกอุปสรรคไปได้อย่างมีความหวังและมีกำลังใจในทุก ๆ วันค่ะ

ที่สำคัญ อย่าลืมเติมแก้วของตัวเองอยู่เสมอด้วยนะคะ

Stay; tomorrow needs you

นิลุบล สุขวณิช

09/09/2026

เมื่อการกลั่นแกล้งทิ้งบางอย่างไว้ในใจเด็ก…
🧸 Workshop: Using Play Therapy to Support Children Affected by Bullying
ชวนมาร่วมเรียนรู้ผ่าน “การเล่น” ภาษาธรรมชาติของเด็ก ที่เปิดพื้นที่ให้เด็กได้สื่อสารความรู้สึก สำรวจโลกภายใน และค่อย ๆ กลับมาค้นพบตัวตนอีกครั้ง พร้อมทำความเข้าใจบทบาทของ Play Therapy ในการสร้างพื้นที่ปลอดภัย เพื่อช่วยให้เด็กก้าวผ่านประสบการณ์การกลั่นแกล้งได้
🪄วิทยากร: ผศ.ดร.อารยา ผลธัญญา อาจารย์ประจำภาควิชาจิตวิทยา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
📆 วันที่ 20 พฤศจิกายน 2569 เวลา 09.00 - 12.00 น.
🚨 Workshop (Onsite Session) รับจำนวนจำกัด 30 คน เท่านั้น
*เฉพาะนักจิตวิทยาคลินิก บุคลากรทางสุขภาพจิตและนักศึกษาจิตวิทยา
สนใจลงทะเบียนผ่านระบบออนไลน์ได้ที่ website สมาคมฯ
🔗 https://tcpa.i-regist.com/index.php
หมายเหตุ : ราคานักศึกษาเฉพาะนักศึกษาปริญญาตรีสาขาจิตวิทยาเท่านั้น
✨ การสำรองที่นั่งจะสำเร็จเมื่อดำเนินการชำระค่าลงทะเบียนเรียบร้อยแล้วเท่านั้น
ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่:
page สมาคมนักจิตวิทยาคลินิกไทย
Email: [email protected]

FYI สำหรับท่านที่สนใจติดตามข่าวสารทั่วไปที่เกี่ยวกับจิตวิทยาการปรึกษานะคะหากท่านใดที่ไปใช้บริการของนักจิตวิทยาการปรึกษาแ...
09/09/2026

FYI สำหรับท่านที่สนใจติดตามข่าวสารทั่วไปที่เกี่ยวกับจิตวิทยาการปรึกษานะคะ

หากท่านใดที่ไปใช้บริการของนักจิตวิทยาการปรึกษาแล้วได้รับการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสม เช่น เรียกเก็บค่าบริการที่สูงกว่าผู้ให้บริการอื่น ๆ ในภาพรวมไปหลายเท่าตัว ใช้เทคนิควิธีการที่เป็นอันตราย นำข้อมูลของท่านไปเปิดเผยบน social media โดยไม่ได้รับความยินยอมจากท่าน ขอร้องให้ช่วยมารีวิวหรือรับรองบริการบนสื่อสาธารณะเพื่อการโฆษณาบริการ มีพฤติกรรมที่เข้าข่ายการแสวงประโยชน์จากผู้ใช้บริการ มีพฤติกรรมเข้าข่ายล่วงเกินทางเพศหรือชวนพูดคุยในเชิงชู้สาว ฯลฯ
ท่านสามารถติดต่อทางสมาคมจิตวิทยาการปรึกษาเพื่อแจ้งสิ่งที่เกิดขึ้นกับท่านตามช่องทางที่อยู่ในรูปภาพได้เลยค่ะ

เพื่อให้เราใกล้.. และดูแลใจคุณได้มากขึ้น 🌱

สมาคมจิตวิทยาการปรึกษาแห่งประเทศไทย ตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลใจในยุคนี้ เราจึงขยายช่องทางการสื่อสารให้ครอบคลุมและหลากหลาย เพื่อให้สมาชิกและผู้สนใจทุกท่านได้รับข่าวสาร กิจกรรม และสาระความรู้ดีๆ ด้านจิตวิทยาการปรึกษาผ่านช่องทางออนไลน์อย่างเป็นทางการ

Website: ​ www.thaicounseling.org
Facebook: ​ thaicounseling
YouTube:
Instagram:
X (Twitter):
TikTok:
หรือเพียงค้นหา ThaiCounseling ​ ทุกช่องทาง

มาร่วมติดตามข่าวสาร กิจกรรมน่าสนใจ และองค์ความรู้ด้านจิตวิทยาการปรึกษาผ่านช่องทางต่างๆ ของทางสมาคม เพื่อให้พวกเราได้เป็นส่วนหนึ่งในการดูแลใจคุณ

#สมาคมจิตวิทยาการปรึกษาแห่งประเทศไทย #นักจิตวิทยาการปรึกษา #จิตวิทยาการปรึกษา #สุขภาวะทางใจ
#พื้นที่ปลอดภัย #พื้นที่ฮีลใจ

ในบางครั้งพฤติกรรมที่ดูจะเป็นพฤติกรรม toxic หรือเป็นพฤติกรรมที่มันไปในทางที่ไม่เป็นผลดีทั้งต่อตัวเจ้าของพฤติกรรมเองและคน...
02/09/2026

ในบางครั้งพฤติกรรมที่ดูจะเป็นพฤติกรรม toxic หรือเป็นพฤติกรรมที่มันไปในทางที่ไม่เป็นผลดีทั้งต่อตัวเจ้าของพฤติกรรมเองและคนรอบข้าง
เช่น

ปล่อยให้ตัวเองอยู่ว่าง ๆ ไม่ได้ ต้องทำอะไรที่มัน productive อยู่ตลอดเวลา เท่านั้นไม่พอ เวลาเห็นคนรอบข้างอยู่ว่าง ๆ ก็จะรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างไม่รู้ว่าทำไม แต่มันหงุดหงิด

เลือกที่จะแบกทุกอย่างเอาไว้ ไม่ไหวบอกไหว และต่อให้หนักแค่ไหน ไม่ไหวยังไง ก็ไม่ยอมเอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากใคร ไม่ยอมบอกใครว่าตัวเองต้องการความช่วยเหลือ

เวลามีคนมาชี้ว่าอะไรบ้างที่ควรปรับปรุง หรือทำอะไรผิดพลาดไปแม้เพียงเล็กน้อย ก็จะรู้สึกแย่กับตัวเองมาก รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนที่ไม่ได้เรื่อง และตีความว่าการถูกตำหนิพฤติกรรมนั้น ๆ มันคือบทสรุปว่า "ฉันเป็นคนที่แย่" หรือ "ฉันเป็นคนที่ไม่ได้เรื่อง"

มีลักษณะเป็น people pleaser รู้สึกผิดที่จะปฏิเสธก็เลยตอบ yes ไปหมดเลยทั้งที่บางทีก็อึดอัดทุกข์ใจที่จะต้องทำมัน หรือไม่กล้าตั้งขอบเขต เช่น ใครทักแชทมาตีสองตีสาม หลับไปแล้วก็ปลุกตัวเองขึ้นมาตอบแชท ทั้งที่เรื่องที่อีกฝ่ายทักมามันไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย
เหล่านี้เป็นตัวอย่างส่วนหนึ่งของพฤติกรรมที่เราอยากให้คุณรับรู้ได้เลยค่ะว่า
การมีพฤติกรรมแบบนี้ ไม่เท่ากับ คุณเป็นคนที่แย่ ไม่เอาไหน หรือไม่ได้เรื่อง
แต่มันคือสัญญาณที่สะท้อนว่า
คุณ "อาจ" มีประสบการณ์ในอดีตบางอย่าง โดยเฉพาะในวัยเด็ก ที่เป็นที่มาของการเกิดพฤติกรรมแบบนั้น
ยกตัวอย่างเช่น
บางคนที่มีลักษณะพึ่งพาตัวเองไม่ขอความช่วยเหลือจากใคร
เมื่อทบทวนสำรวจประสบการณ์ในอดีตก็อาจจะพบว่า
ตอนที่เป็นเด็กเคยไปขอให้คุณพ่อคุณแม่ช่วยเหลือ แล้วถูกตำหนิอย่างรุนแรง เช่น
"แค่นี้ก็ทำเองไม่ได้!" "ยุ่งจริงจริ๊ง!"
ซึ่งเผิน ๆ มันก็อาจจะดูไม่น่าจะกลายมาเป็นบาดแผลทางใจอะไรได้
แต่ถ้าในวันที่เกิดประสบการณ์ บุคคลนั้นยังเป็นแค่เด็กเล็ก ๆ คนหนึ่ง มันก็อาจจะกลายเป็นประสบการณ์ที่สร้างความรู้สึกหวาดกลัวเจ็บปวดบางอย่าง แล้วความรู้สึกที่เคยมีต่อเหตุการณ์ในวันนั้นมันก็ถูกบันทึกเอาไว้ในความทรงจำทางอารมณ์ ซึ่งเป็นส่วนที่แยกจากความทรงจำทางการรู้คิด/การใช้เหตุผล
คนที่เป็น people pleaser อ่านสีหน้าท่าทางและบรรยากาศทางสังคมเก่ง ทำให้เอาใจคนอื่นได้อย่างง่ายดาย แต่ใจตัวเองกลับไม่รู้ว่าต้องการอะไร รู้สึกยังไง ควรตัดสินใจยังไง อาจจะเคยมีประสบการณ์ในวัยเด็กที่ต้องเติบโตกับผู้เลี้ยงดูที่ไม่รู้ว่าจะมาในอารมณ์ไหน บางวันก็ดี บางวันก็ร้าย ถ้าอ่านอารมณ์ผู้เลี้ยงดูผ่านสีหน้าและบรรยากาศไม่ได้ ก็อาจจะมีอะไรที่ไม่ดีเกิดขึ้นกับตัวเอง เช่น โดนตี โดนด่า หรือโดนลงโทษแบบงง ๆ
เหล่านี้ก็เป็นตัวอย่างส่วนหนึ่งที่แต่ละคนสามารถประยุกต์เอามาใช้เพื่อสำรวจทบทวนตัวเอง และหากพบว่าตนเองก็มีอะไรที่ดูเข้าข่ายว่า
อาจจะเป็นคนหนึ่งที่มีประสบการณ์ติดค้างที่ยังไม่ได้รับการเยียวยา โดยเฉพาะถ้ามันเกิดขึ้นครั้งแรก ๆ ในตอนที่ยังเป็นเด็ก ซึ่งเป็นวัยที่จำเป็นต้องพึ่งพิงผู้เลี้ยงดูสูง ถ้าผู้เลี้ยงดูทอดทิ้งหรือไม่ดูแลก็มีโอกาสเสี่ยงที่จะไม่รอดชีวิตสูง
อย่างไรก็ตาม
สิ่งเหล่านี้มีทางแก้ไขนะคะ
แต่การแก้ไขที่มีประสิทธิภาพและได้ผลมักจำเป็นต้องได้รับประสบการณ์ใหม่ ผ่านการฝึกฝน ภายใต้บรรยากาศที่ปลอดภัย ซึ่งโดยมากแล้วสิ่งเหล่ามักจะเกิดขึ้นได้ใน session การทำจิตบำบัดค่ะ
แต่...คำว่าจิตบำบัดที่กล่าวถึงในที่นี้ มันไม่ใช่ว่าจิตบำบัดแบบใดก็ได้นะคะ
เพราะการทำจิตบำบัดเพื่อดูแลเยียวยาตัวเองในปัจจุบันไปพร้อม ๆ กับการดูแลเยียวยา "เด็กน้อยข้างใน (inner child)" ผู้ที่ทำจิตบำบัดจะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ ความเข้าใจ และความชำนาญในการทำงานกับส่วนลึกข้างในจิตใจของบุคคลอย่างลึกซึ้ง

ยกตัวอย่างจิตบำบัดที่เหมาะสมกับการดูแลเยียวยาบาดแผลทางใจ เช่น
- Trauma-Focused Cognitive Behavioral Therapy (TF-CBT)
- Eye Movement Desensitization and Reprocessing (EMDR)
- Dialectical Behavior Therapy (DBT)
- Schema Therapy

ข่าวร้ายคือ
เราไม่มีความชำนาญใน approach ที่กล่าวมาเลยค่ะ

ข่าวดีคือ
ในประเทศไทยมีผู้เชี่ยวชาญที่มีความชำนาญใน approach ที่ว่านั้นอยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งเราอยากสนับสนุนให้ทุกคนได้เจอกับ therapist ที่มีความชำนาญใน approach นั้นจริง ๆ และมันเป็นแนวทางที่เหมาะสมกับปัญหาที่ต้องการเยียวยาแก้ไขนะคะ

ข้อแนะนำคือ
คุณสามารถถามในช่วงตกลงบริการกับผู้ให้บริการได้นะคะว่า
ผู้ให้บริการมีวุฒิบัตรอะไร เชี่ยวชาญด้านไหน เพื่อที่จะได้มั่นใจว่าเขาเป็น therapist ที่มีความเหมาะสมกับปัญหาของคุณจริง ๆ
รวมถึงหากคุณลองใช้บริการไปแล้วรู้สึกว่าไม่ถูกจริตหรือรู้สึกไม่ใช่ คุณก็สามารถยกเลิกและเปลี่ยน therapist ได้เสมอนะคะ
ไม่ต้องรู้สึกเกรงใจเพราะมันเป็นสิทธิ์พื้นฐานของผู้ใช้บริการทุกคนค่ะ

ฝากทิ้งท้ายสำหรับโพสต์นี้
การพบ therapist ไม่ได้แปลว่าคุณป่วยจิตเวชเสมอไปนะคะ

เราขอเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนให้ไม่มีการตีตราผู้ที่ไปพบ therapist หรือแม้แต่ไปรับบริการจากจิตแพทย์ก็ตาม

เพราะทุกคนมีสุขภาพจิต มีอารมณ์ความรู้สึก มีประสบการณ์ส่วนตัวซึ่งบางประสบการณ์อาจสร้างความรู้สึกฝังใจที่หากได้รับการดูแลเยียวยาแล้วก็จะช่วยให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างเต็มศักยภาพมากขึ้น มีความสงบสุขทางใจเพิ่มขึ้น รวมถึงได้พัฒนาทักษะ soft skills ใหม่ ๆ ที่ได้เรียนรู้ฝึกฝนใน session การบำบัดภายใต้ความช่วยเหลือของ therapist

ดังนั้น
ขอเชิญชวนให้สังคมไม่ตำหนิ ไม่ตัดสิน ไม่ตีตรา และไม่มองว่าคนที่ไปพบผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตเป็นคนอ่อนแอนะคะ

เดือนกันยายน: เดือนแห่งการตระหนักรู้เรื่องการฆ่าตัวตายSeptember: Su***de Prevention Awareness Month........................
02/09/2026

เดือนกันยายน: เดือนแห่งการตระหนักรู้เรื่องการฆ่าตัวตาย
September: Su***de Prevention Awareness Month........................................................................................................
ช่วงนี้เราเห็นข่าวที่เกี่ยวกับการฆ่าตัวตายถูกนำเสนอขึ้นมาบ่อยอยู่เหมือนกันนะคะ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ก็อาจจะมีผู้คนมากมายที่เราไม่ได้เห็นข้อมูลเพราะพวกเขาไม่ได้ถูกนำเสนอเรื่องราวขึ้นมาในข่าว

จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) เราจะเห็นข้อมูลที่น่าตกใจคือ

🌐 ใน 1 ปี ทั่วโลกจะมีผู้คนมากกว่า 720,000 คน ที่เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย
🌐 73% ของการฆ่าตัวตายทั่วโลก เกิดขึ้นในประเทศที่มีรายได้ต่ำและรายได้ปานกลาง
ตาย
🌐 สาเหตุของการฆ่าตัวตายมีความซับซ้อนและหลากหลาย ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยทางสังคม วัฒนธรรม ชีวภาพ(ร่างกาย) จิตใจ และสิ่งแวดล้อม ที่เกิดขึ้นในตลอดช่วงชีวิต
🌐 คนที่ฆ่าตัวตาย หลายคนเคยมีพฤติกรรมพยายามฆ่าตัวตายมาก่อนแล้วหลายครั้ง รวมถึงมีจำนวนคนที่พยายามฆ่าตัวตายสูงกว่าคนที่ฆ่าตัวตายสำเร็จ

ซึ่งข้อมูลนั้นทำให้เราตีความตามมุมมองของเราว่า
🌿 ในแต่ละปี มีผู้คนจำนวนไม่น้อยเลยที่เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย

🌿 ดูเหมือนว่า "ปัญหาการเงิน" น่าจะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้คน ๆ หนึ่งเกิดความคิดฆ่าตัวตาย เพราะ 73% เกิดขึ้นในประเทศที่มีรายได้ต่ำถึงปานกลาง

🌿 อย่างไรก็ตาม การที่คน ๆ หนึ่งจะตัดสินใจฆ่าตัวตายนั้นมันไม่ได้ผิวเผินหรือมีแค่เรื่องเดียว แต่มันมาจากหลาย ๆ อย่างรวมกัน ทั้งเรื่องของค่านิยมทางสังคมวัฒนธรรม ความเจ็บป่วยหรือการทำงานของระบบบางอย่างในร่างกายทำงานต่างไปจากคนที่ไม่มีปัญหาสุขภาพจิต สภาพจิตใจที่อาจจะมาจากพื้นอารมณ์ที่ติดตัวมาแต่กำเนิด บุคลิกภาพที่ถูกหล่อหลอมมาจากรูปแบบการเลี้ยงดู รวมไปถึงสภาพแวดล้อมชีวิตความเป็นอยู่รอบ ๆ ตัว

🌿 คนที่พยายามฆ่าตัวตายแล้วไม่สำเร็จ ไม่ได้แปลว่าเขาตั้งใจทำเพื่อเรียกร้องความสนใจ แต่เขากำลังส่งสัญญาณว่า "ไม่ไหวแล้ว" หากคนรอบข้างประมาท นึกว่าเขาแค่เรียกร้องความสนใจ เราจะไม่มีทางรู้เลยว่าครั้งไหนจะเป็นครั้งที่เขา "เลิกส่งสัญญาณ" เพราะชั่งน้ำหนักแล้วว่า "การจากไปมันดีกว่ามีชีวิตอยู่" ......................................................................................................................
ในโอกาสนี้
เราก็เลยอยากจะเชิญชวนให้ทุกคน
หันมาเห็นความสำคัญของ "จิตใจ" กันอย่างแท้จริง
ซึ่งไม่ใช่แค่เพียงการหันไปดูคนรอบข้างหรือคนอื่น ๆ
แต่เริ่มจากการดูแล ใส่ใจ รับฟังความต้องการของตัวเอง
เพราะเราเชื่อว่า
คนที่รู้จัก เข้าใจ และรู้วิธีในการดูแลใจตัวเอง
ก็จะรู้วิธีดูแลใจคนอื่นตามไปด้วย

ตระหนักรู้
เข้าใจ เห็นใจ
ไม่ตัดสิน ไม่ตีตรา
สังเกต ใส่ใจ
พูดคุยและรับฟัง
ถ้าเกินกำลังก็ส่งต่อผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต....................................................................................................................
หากคุณต้องการใครสักคนที่รับฟังแต่ไม่สะดวกเรื่องค่าใช้จ่าย

ที่ประเทศไทยก็มีบริการรับฟังปัญหาความทุกข์ใจแบบไม่มีค่าใช้จ่ายนะคะ
เช่น

สายด่วน 1323 หรือ facebook: 1323-สายด่วนสุขภาพจิต

สมาคมสะมาริตันส์ประเทศไทย โทร. 02-113-6789
Samaritans Thailand Crisis Hotline 02-113-6789 (press 2)

สมาคมสะมาริตันส์เชียงใหม่ โทร. 098-815-9011
(ให้บริการเวลา 19.00 - 22.00 น.)

โครงการ Therapist จิตอาสา Facebook: CBT Alliance of Thailand

USA: 988 Su***de & Crisis Lifeline: Call or text 988 for free.......................................................................................................................
เราขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคนนะคะ

ขอให้ทุกคนมีกำลังใจ พลังกายพลังใจ ในการต่อสู้กับทุกเรื่องราวที่ผ่านเข้ามาในชีวิตค่ะ

"To live is to suffer, to survive is to find meaning in the suffering"
- Friedrich Nietzsche -

การมีชีวิตอยู่มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะหลีกเลี่ยงไม่เจอกับเรื่องที่ทำให้เป็นทุกข์ หรือแม้แต่ปัญหาบางอย่างที่มันเข้ามาทำให้เรารู้สึกทรมานใจ

สุข ทุกข์ ความสมหวัง ความผิดหวัง ล้วนผ่านเข้ามาแล้วออกไป
หากเราสามารถมองเห็นบางอย่างที่เป็นคุณค่าความหมายในแบบของเราได้
เราก็จะมีความหวังและกำลังใจในการมีชีวิตอยู่ต่อ
(มุมมองนี้เป็นแนวคิดแบบมนุษยนิยม ซึ่งเป็น approach ที่เราสนใจและนำมาประยุกต์ใช้ในการทำงานของเรามากที่สุดค่ะ)

Lifting others up is a meaningful activity to me.

คุณเคยเป็นแบบนี้บ้างไหมคะ?แค่อยากจะระบายความอึดอัดใจให้กับแฟนฟัง แต่แฟนกลับบอกวิธีแก้ปัญหาทั้งที่คุณยังเล่าเรื่องไม่จบเล...
01/09/2026

คุณเคยเป็นแบบนี้บ้างไหมคะ?

แค่อยากจะระบายความอึดอัดใจให้กับแฟนฟัง
แต่แฟนกลับบอกวิธีแก้ปัญหาทั้งที่คุณยังเล่าเรื่องไม่จบเลย

แค่อยากจะพูดเฉย ๆ ว่าเหนื่อย
แต่ผู้ใหญ่ที่บ้านกลับพูดว่า "เหนื่อยอะไร เห็นวัน ๆ เอาแต่นอนเล่นมือถือ"

แค่อยากจะบ่นให้เพื่อนฟังว่างอนกับแฟนเรื่องอะไร
แต่เพื่อนกลับบอกว่า "เลิกกับมันไปเถอะ ขอร้อง"

แค่อยากจะมีใครสักคนที่เข้าใจและรู้ว่าปัญหาของตัวเองมันไม่ได้ใหญ่
แต่คนใกล้ตัวกลับบอกว่า "บนโลกนี้ยังมีคนอื่นที่เขาลำบากกว่านี้อีกเยอะ"

แค่โพสต์ลงโซเชียลว่ากำลังเจอกับอะไรเพราะอยากได้รับกำลังใจ
แต่พอโพสต์ไปแล้วก็เจอคอมเม้นท์ว่า "ต้องหัดปล่อยวาง เดี๋ยวมันก็ผ่านไป"

แล้วคุณก็เกิดความรู้สึกสงสัยว่าทำไมคนใกล้ตัวถึงให้การปรึกษาไม่เหมือนนักจิตวิทยาเลย

ซึ่งคำตอบนั้นเรียบง่ายมากเลยค่ะ
ก็คือ...
ถ้าเขาไม่ได้เรียนและไม่ได้รับการฝึกฝนมา มันก็เป็นไปได้ยากที่ใครจะมีทักษะในการให้การปรึกษาอย่างถูกต้องตามหลักจิตวิทยา
และยิ่งหายากที่จะมีพรสวรรค์มาตั้งแต่กำเนิด (อาจจะมีบ้าง แต่มีจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับจำนวนประชากรทั่วไป)
การปรึกษาเชิงจิตวิทยา
ดูเผิน ๆ มันก็เหมือนการที่คนเรามานั่งคุย ๆ กัน
และในความรู้สึกก็อาจจะคิดว่า "ไม่เห็นมันจะยากอะไร ใคร ๆ ก็ทำได้"
แต่...
ถ้าจะทำให้ถูกต้องตามหลักทฤษฎีทางวิชาการที่ได้รับการพิสูจน์ วิจัย ทดลองใช้ และได้รับการยืนยันว่ามีประสิทธิภาพจริง มันไม่ง่ายเลยค่ะ
นอกจากนั้น
แม้ดูเผิน ๆ แล้วเหมือนจะ แค่ มานั่งคุย ๆ กัน
แต่เบื้องหลังการคุยใน session จะต้องมีหลักทฤษฎีที่เป็นเหมือนแผนที่นำทาง มีเครื่องมือที่ผู้ให้การปรึกษาถนัดและมีความเข้าใจในเครื่องนั้น
ไม่ว่ามันจะมีความเป็นรูปธรรม เช่น การ์ด แบบประเมิน อุปกรณ์
หรือไม่เป็นรูปธรรม เช่น ชุดคำถาม แนวทางในการถาม จังหวะในการสะท้อน สรุป ท้าทาย (confront) หรือวิธีการเสนอทางเลือกทางออกโดยไม่ทำให้ผู้ใช้บริการรู้สึกโดนยัดเยียดหรือสั่งสอน
ในขณะเดียวกัน
ก็อาจจะมีคนสงสัยว่า
แล้วทำไมนักจิตวิทยาถึงไม่ให้การปรึกษาเชิงจิตวิทยาหรือทำบำบัดให้กับคนใกล้ตัว เช่น พ่อแม่ แฟน คู่สมรส ลูก พี่น้อง ญาติ เพื่อน เพื่อนร่วมงาน น้องฝึกงาน หรือใครก็ตามที่รู้จักกันในชีวิตประจำวันของนักจิตวิทยาเอง?

เหตุผลหลักก็คือ...
ในเอกสารจรรยาบรรณวิชาชีพนักจิตวิทยาไม่ว่าจะเป็นฉบับที่แปลมาจากคู่มือของสมาคมจิตวิทยาอเมริกัน (APA) ซึ่งเป็นฉบับที่แปลเป็นภาษาไทยโดย อาจารย์ส่องโสม พึ่งพงศ์ หรือคู่มือจรรยาบรรณที่จัดทำโดยสมาคมจิตวิทยาการปรึกษาแห่งประเทศไทย ต่างมีข้อระบุที่ตรงกันว่า

"ให้หลีกเลี่ยงการให้การปรึกษา/การบำบัด กับผู้ที่มีความสัมพันธ์อื่นใดอยู่ก่อน ทั้งในอดีตและปัจจุบัน"

ทั้งนี้ มันมีเหตุและผลที่อธิบายได้จริง ๆ ค่ะ
เพราะว่าการมีความสัมพันธ์ทับซ้อน (หมายถึงการที่จะเป็นทั้งคนที่สนิทหรือรู้จักกันในชีวิตประจำวัน และเป็นทั้งผู้ให้การปรึกษา/การบำบัด) มักจะทำให้เกิดอุปสรรคต่อการรักษา "ความสัมพันธ์เชิงวิชาชีพ (therapeutic relationship)" ได้ง่าย

ยกตัวอย่างเช่น

ถ้านักจิตวิทยาต้องให้การปรึกษาเชิงจิตวิทยากับนักศึกษาฝึกงานที่ตนเองต้องเป็นพี่เลี้ยงที่ให้คะแนนประเมินว่าจะผ่านหรือไม่ผ่าน แล้วนักศึกษาฝึกงานคนดังกล่าวมีสภาวะอารมณ์จิตใจที่ไม่มั่นคง ต้องรับยาจิตเวช และมีประวัติที่สร้างความรู้สึกที่เรียกว่า dilemma ให้กับนักจิตวิทยาว่า
ถ้าให้ผ่าน แต่เขาขาดฝึกงานเกินระยะเวลาที่มีสิทธิลา รวมถึงประสิทธิภาพของเขาไม่ผ่านเกณฑ์ประเมินที่ระบุไว้ในเอกสารการฝึกงาน มันก็จะเป็นการช่วยให้ผ่านโดยอคติทางบวก หรือใช้ความรู้สึกส่วนตัวในการประเมิน
แต่ถ้าไม่ให้ผ่าน เพราะต้องปฏิบัติตามกฎและข้อตกลงในเอกสารฝึกงาน มันก็จะเป็นการยากที่จะรักษา therapeutic relationship ในฐานะผู้ให้การปรึกษาและผู้ใช้บริการ

และยิ่งไม่ต้องพูดถึงบุคคลใกช้ชิดที่เคยมีประสบการณ์และความทรงจำร่วมกันมา โดยบางความทรงจำมันถูกเก็บบันทึกไว้ในสมองส่วนที่เรียกว่า ฮิปโปแคมปัส ซึ่งเป็นความทรงจำเกี่ยวกับความรู้สึกและส่วนมากเป็นระดับจิตไร้สำนึก มันก็จะส่งผลต่อประสิทธิภาพในการให้การปรึกษาเชิงจิตวิทยา และยิ่งไม่ได้เลยในแง่ของการบำบัดที่ต้องทำงานแตะไปถึง "ปม" "สิ่งที่ค้างคาใจ" หรือบางข้อมูลหากรู้ขึ้นมาก็จะส่งผลต่อความสัมพันธ์ส่วนตัวที่มีระหว่างกัน และมันก็จะส่งผลไปถึง therapeutic relationship อีกด้วย

ดังนั้น เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดปัญหาความสัมพันธ์ที่อาจจะทำให้สถานการณ์มันยุ่งเหยิงขึ้น หรือปัญหาบานปลายขึ้น
การกำหนดกรอบในการทำงานที่ระบุว่า
"ให้หลีกเลี่ยงการให้การปรึกษา (เราขอเติมคำว่าเชิงจิตวิทยา) กับผู่ที่มีความสัมพันธ์อื่นใดอยู่ก่อนแล้ว" จึงสมเหตุสมผลค่ะ
อย่างไรก็ตาม
แม้ว่าจะให้การปรึกษาเชิงจิตวิทยาเต็มรูปแบบไม่ได้

แต่คนใกล้ชิดไม่ว่าจะในส่วนของคนทั่วไปที่ไม่ได้เรียนมา
หรือนักจิตวิทยาที่มีวุฒิด้านจิตวิทยา
ก็ยังคงสามารถให้การปรึกษาในลักษณะที่เรียกว่า
"การปฐมพยาบาลทางใจ" ให้กับคนใกล้ชิดได้นะคะ

วิธีการก็คือ

ตั้งใจรับฟัง

ตั้งเป้าหมายว่าการฟังนี้เป็นไปเพื่อการเข้าใจอีกฝ่าย ซึ่งไม่ใช่การฟังแค่เพื่อรอจะพูดในส่วนของตัวเองออกไปแบบการพูดคุยโต้ตอบทั่วไป

หากเริ่มรู้สึกว่ามันเกินกำลัง เริ่มรู้สึกว่าตัวเองก็ชักจะไม่ไหว ให้รับรู้และเข้าใจขีดจำกัดของตัวเองว่าทำอะไรได้แค่ไหน

การที่คุณไม่สามารถให้การรับฟังอย่างลึกซึ้งแก่คนใกล้ชิดได้ ไม่ได้แปลว่าคุณเป็นคนที่ใจร้าย เลวร้าย หรือไม่มีน้ำใจ ขอเพียงแค่คุณไม่ทอดทิ้งอีกฝ่ายแล้วเปลี่ยนวิธีการช่วยเหลือเป็นการส่งต่อผู้ที่มีความชำนาญมากกว่า เช่น จิตแพทย์ นักจิตวิทยา คลินิกที่ให้บริการด้านสุขภาพใจ เท่านี้ก็ถือว่าคุณได้ให้การปฐมพยาบาลทางใจกับคนใกล้ชิดแล้วค่ะ

จากประสบการณ์ตรงของเรา
เราพบว่า
โดยมากแล้วผู้คน 'ไม่ได้' ต้องการให้คนอื่นต้องมาแบกรับหรือแก้ปัญหาให้
ส่วนมากแล้วจะแค่อยากได้รับกำลังใจจากใครสักคนที่รับฟังจริง ๆ ไม่ตัดสิน ไม่ตำหนิ ไม่ซ้ำเติม ไม่เพิ่มปัญหาหรือความรู้สึกทุกข์ใจให้กับเขา และช่วยให้เขาไม่รู้สึกว่าตัวเองต้องเผชิญปัญหาอยู่อย่างโดดเดี่ยว....
หมายเหตุ:
เพจของเรายังไม่มีบริการปรึกษาปัญหาส่วนตัวผ่านทางข้อความแชทนะคะ
เนื่องจากเราเคยทดลองทำแล้วพบว่ามีอุปสรรคอย่างมากค่ะ เช่น
เรื่องของการรักษาความลับความเป็นส่วนตัว
ขอบเขตในการให้บริการทั้งในเรื่องของเวลาและสถานะในการพูดคุยกัน
รวมไปถึงการควบคุมบริการให้เป็นไปตามมาตรฐานจรรยาบรรณวิชาชีพ
ซึ่งในส่วนนี้เราต้องขออภัยเป็นอย่างมากเลยนะคะ

เราเชื่อว่าคนส่วนใหญ่จะเคยได้ยินหลักการ "เลี้ยงเด็กคนนึงต้องใช้ทั้งหมู่บ้าน" กันมาแล้วแต่ในทางปฏิบัติเรายังพบเห็นน้อยมาก...
31/08/2026

เราเชื่อว่าคนส่วนใหญ่จะเคยได้ยินหลักการ "เลี้ยงเด็กคนนึงต้องใช้ทั้งหมู่บ้าน" กันมาแล้ว
แต่ในทางปฏิบัติ
เรายังพบเห็นน้อยมากในชีวิตจริง
ยกตัวอย่างเช่น
ถ้ามีข่าวว่าเด็กและเยาวชนมีพฤติกรรมที่น่ากังวล เช่น ทำร้ายคนอื่น ก้าวร้าวรุนแรง พรากชีวิตคนอื่น หรือพรากชีวิตตัวเอง
มันจะต้องมีการชี้เป้าเสมอว่า "ใครคือคนที่ผิด"

เช่น

ผู้ปกครองก็บอกว่าทำไมครูไม่ดูแลเด็กให้ดี
คุณครูก็บอกว่าทำไมผู้ปกครองไม่ดูแลบุตรหลานให้ดี
สังคมก็บอกว่าเป็นเพราะเกม เป็นเพราะสื่อ เป็นเพราะ social media

ทุกครั้งมันจะต้องมีเป้า 1 เป้าที่โดนชี้นิ้วมาว่า "ผิดที่เธอ"

แต่ในความเป็นจริงแล้ว

กว่าที่เด็กและเยาวชนหรือแม้แต่ผู้ใหญ่เองก็ตาม
จะมาถึงจุดที่ลงมือทำพฤติกรรมที่มันเลยเถิดไปถึงจุดที่คนทั่วไปเค้าไม่ทำกัน เช่น กราดยิง ก่ออาชญากรรม ลักขโมย ละเมิดคนอื่นอย่างร้ายแรง
คน ๆ นั้นจะต้องเคยผ่านอะไรมาจนมาถึงจุดอิ่มตัวที่ทำให้พฤติกรรมอารมณ์มันกลายเป็นแบบนั้น โดยเฉพาะการผ่านประสบการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อการหล่อหลอมให้จิตใจมีความรู้สึกมั่นคง ปลอดภัย ไว้วางใจโลก
เราจึงขอใช้พื้นที่นี้ในการส่งเสียงว่า
หากเราต้องการที่จะเห็นสังคม เห็นโลก เป็นไปทางที่มันสงบสุข
เราจำเป็นที่ต้องยอมรับความจริงว่า
เราคือส่วนหนึ่งของปัญหา ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ไม่มากก็น้อย
เปลี่ยนแปลงจากการกล่าวโทษคนอื่นหรือปัจจัยภายนอก
ที่มาจากมุมมองแบบตัดขาด แบ่งแยก หรือมองแบบขาวกับดำ ซึ่งเป็นมุมมองที่ทำให้โลกเคลื่อนไปในทางแตกแยก ด่วนตัดสิน ปะทะ และแก่งแย่งชิงดีกัน
ให้เป็นมุมมองที่เรียกว่า "oneness" ซึ่งจะเป็นมุมมองที่ช่วยให้โลกเคลื่อนไปในทิศทางของความสงบสุขและมั่นคงอย่างยั่งยืนมากกว่า และที่จริงแล้วก็ตรงกับกับความเป็นจริงมากกว่า
เพราะในความเป็นจริงแล้ว
ทุกอย่างบนโลกใบนี้ไม่ได้มีอะไรที่แยกออกจากกัน
ธรรมชาติไม่ได้แยกออกจากสิ่งมีชีวิต และสิ่งมีชีวิตไม่ได้แยกออกจากกัน โดยสิ้นเชิง
ยกตัวอย่างเช่น
ผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีคุณภาพอากาศดี ก็จะมีสุขภาวะที่ดี
ผู้คนที่มีสุขภาวะดี ก็จะมีแนวโน้มที่จะคิดและแสดงออกในทางสร้างสรรค์

ฝนตกหนักทำให้น้ำท่วม
น้ำท่วมทำให้รถติด
รถติดทำให้การเดินทางล่าช้า
การเดินทางล่าช้าทำให้ผู้คนเกิดความเครียดและวิตกกังวล
ผู้คนที่เครียดและวิตกกังวลสูงก็จะแสดงออกด้วยความเกรี้ยวกราด
ผู้คนที่เกรี้ยวกราดก็จะปะทะกับคนรอบข้างหรือทะเลาะวิวาทกันง่าย
เด็กที่บ้านไม่อบอุ่นหรือไม่สงบสุขก็มักจะมีปัญหาอารมณ์พฤติกรรม
มาโรงเรียนก็จะแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ละเมิด ก่อกวน ก้าวร้าว
หรือ...
เด็กที่ไปโรงเรียนแล้วรู้สึกไม่ปลอดภัย คุณครูทำโทษรุนแรงเกินกว่าเหตุ เพื่อนแกล้งอย่างต่อเนื่อง กลับมาบ้านก็อาจจะซึม หงุดหงิด หรือทำร้ายตัวเอง
หรือ....
เด็กบางคนเจอศึกทุกด้าน บ้านก็ไม่สงบ โรงเรียนก็ไม่ปลอดภัย ชุมชนสังคมที่อยู่อาศัยก็มีปัญหายาเสพติดและอาชญากรรม พอมีปัญหาอารมณ์พฤติกรรมขึ้นมาก็โดนสังคมตัดสินว่าเหลือขอ เกเร เอาดีไม่ได้
ก็ยิ่งไปกันใหญ่เลย

นอกจากนั้น
ค่านิยมทางสังคมวัฒนธรรม
กระแสหลักของคนส่วนใหญ่ในสังคม
ก็มีผลต่อวิธีคิดและรูปแบบการแสดงพฤติกรรมของคนในสังคมนั้น ๆ
ถ้ากระแสหลักของสังคมมันเป็นไปในทางที่ดีต่อสุขภาวะของผู้คน
สังคมนั้น ๆ ก็จะมีแนวโน้มกลายเป็นสังคมที่มีความมั่นคงปลอดภัยหรือมีความสงบสุขในสังคมมากขึ้น

ที่อยู่

Changwat Chiang Mai

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ จิตวิทยาการปรึกษา & meผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง จิตวิทยาการปรึกษา & me:

ทางลัด

แชร์