เต๋อหมิงคลินิก ฝังเข็ม ครอบแก้ว ยาจีน จันทบุรี

เต๋อหมิงคลินิก ฝังเข็ม ครอบแก้ว ยาจีน จันทบุรี ฝังเข็ม ครอบแก้ว ยาจีน ในจันทบุรี

06/09/2026

ออกกำลังกายไม่ต่างอะไรกับการทำประกันชั้นหนึ่งในสมองเลย แก่ตัวไปแล้วลดโอกาสเสี่ยงอัลไซเมอร์ โรคที่พรากความทรงจำและตัวตนของเราไปตลอดกาล

ครึ่งซ้าย=สมองปกติ
ครึ่งขวา=สมองที่มีการฝ่อลง จนร่องต่างๆ โพรงต่างๆ เป็นชัดมากขึ้น


🧠 ออกกำลังกายกันทุกวันนี้ มักจะหยุดอยู่ที่เรื่องรูปร่าง ไม่ก็เรื่องโรคหัวใจ ซึ่งจริงๆ ก็เป็นเป้าหมายหลักค่ะ แต่จริงๆ มันได้ประโยชน์กว่านั้นมาก เพราะมันป้องกันโรคที่โคตรน่ากลัวอย่างอัลไซเมอร์

โรคอัลไซเมอร์ คือโรคสมองเสื่อมที่ไม่ได้แค่ทำให้ลืมเท่านั้นนะคะ บางทีเล่นมุกขี้ลืมแบบอัลไซเมอร์จนเผลอคิดกันว่าอัลไซเมอร์น่ะแค่ลืม

แต่มันค่อยๆ เอาฟังก์ชันชีวิตหายไปทีละอย่าง
จากความจำ → การคิด → บุคลิก → จนสุดท้ายช่วยเหลือตัวเองไม่ได้

แล้วเสียชีวิตจากภาวะแทรกซ้อนต่างๆ
การติดเตียง ติดเชื้อ สารพัดสิ่งที่จะเจอเมื่อเราทำอะไรไม่ได้

และไม่มีใครอยากให้ปลายทางชีวิตเป็นแบบนั้นจริงๆ


หลายคนคิดว่า
พออายุมากขึ้น ยังไงก็ต้องเป็น

แต่ความจริงคือ
แม้อายุจะเพิ่มความเสี่ยง
ก็ไม่ได้เป็นทุกคน

และโอกาสจะน้อยลงไปอีกมาก
ถ้าเรา “ออกกำลังกายสม่ำเสมอ”


🧠 ต้นเหตุหลักของอัลไซเมอร์
คือการสะสมของโปรตีนผิดปกติ

🧩 อะไมลอยด์ (amyloid-β) → สะสมเป็นคราบนอกเซลล์
🧩 p-tau → ก่อตัวเป็นก้อนในเซลล์ประสาท

สิ่งเหล่านี้จะค่อยๆ
▪️ ขัดขวางการทำงานของเซลล์
▪️ ตัดพลังงาน
▪️ กระตุ้นการอักเสบ
▪️ ทำลายจุดเชื่อมของเซลล์ประสาท

เริ่มที่สมองส่วน Hippocampus
แล้วค่อยๆ ลุกลามออกไป

จนเกิดลำดับอาการ

ความจำลดลง → นึกไม่ออก → หลงทาง
→ บุคลิกเปลี่ยน อารมณ์เปลี่ยน
→ จำคนไม่ได้ → ช่วยตัวเองไม่ได้ → ติดเตียง

ตอนยังหนุ่มสาวมันอาจดูไกลตัว
แต่พออายุมากขึ้น
ภาพนี้จะค่อยๆ เขยิบเข้ามาใกล้เราเรื่อยๆ


⚠️ ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ

▪️ นอนน้อย
ช่วงหลับลึกคือเวลาที่สมอง “ล้างขยะ”
ผ่านระบบไกลม์แฟติก (glymphatic system)
นอนน้อย = ล้างไม่ทัน → คราบสะสม

▪️ พันธุกรรม APOE4
เคลียร์ของเสียได้แย่ → สะสมง่าย

▪️ อายุที่มากขึ้น
โปรตีนของเสียเพิ่ม
หลอดเลือดแข็ง นอนผิดจังหวะ
→ ระบบระบายทำงานแย่ลง


🏃‍♀️ แล้ว “ออกกำลังกาย” เข้าไปช่วยตรงไหน?

เริ่มตั้งแต่ระดับพื้นฐานเลยค่ะ
เลือดไหลดีขึ้น กล้ามเนื้อปล่อยสารสื่อสารออกมา

เช่น Irisin, lactate, IL-6

แล้วผลลัพธ์จะค่อยๆ เชื่อมไปถึงสมอง


1️⃣ กระตุ้น “สารบำรุงสมอง”

การออกกำลังกาย → เพิ่ม
brain-derived neurotrophic factor (BDNF)

✔️ ช่วยให้เซลล์ประสาทอยู่รอด
✔️ กระตุ้นการสร้างเซลล์ใหม่ (neurogenesis)
✔️ เพิ่มการเชื่อมต่อของปลายประสาท

โดยเฉพาะที่ Hippocampus
ซึ่งเป็นศูนย์กลางของความจำ


2️⃣ เร่ง “ระบบล้างขยะสมอง”

ระบบไกลม์แฟติก (glymphatic system)
ทำหน้าที่พัดพาของเสียออก

การออกกำลังกายช่วย
→ เพิ่มแรงดันการไหลของของเหลวในสมอง
→ เร่งการกำจัด amyloid และ p-tau

✔️ และจะยิ่งดีขึ้น ถ้านอนหลับดี
เพราะการออกกำลังกายช่วยปรับ
cortisol / melatonin → หลับลึกขึ้น


3️⃣ ปรับ “ลำไส้ → สมอง”

การออกกำลังกาย
→ เปลี่ยนสภาพแวดล้อมในลำไส้
→ เพิ่มแบคทีเรียกลุ่มดี

ส่งผลผ่าน brain–gut axis
ทั้งทางเลือดและเส้นประสาทเวกัส

✔️ ลดการอักเสบในสมอง
✔️ ลดแรงกระตุ้นการเสื่อม


🧠 สรุป

อัลไซเมอร์ไม่ใช่โรคที่เกิดขึ้นวันเดียว
แต่มาจาก
“การสะสม + การอักเสบ + การล้างไม่ทัน”

และการออกกำลังกาย
คือหนึ่งในไม่กี่อย่างที่
แก้ได้หลายจุดพร้อมกัน


เราอาจเลือกยีนไม่ได้
เราอาจหยุดอายุไม่ได้

แต่เราเลือก “ลุกขึ้นมาออกกำลังกาย” ได้ค่ะ

สมองไม่ใช่แค่อวัยวะ
แต่มันคือความทรงจำ ตัวตน และคนที่เราเป็น

ดูแลเขาไว้ให้อยู่กับเราไปนานที่สุดนะคะ

01/09/2026

คนที่มีภาวะอ้วนบางคน ไขมันที่แทรกในกล้ามเนื้อลิ้นสามารถใหญ่ขึ้น จนลิ้นใหญ่ แล้วอุดกั้นจนนอนกรนรุนแรงได้


ภาวะอ้วนส่งผลเสียหลายประการ
อันนี้ชื่อว่าทุกคนที่ตามเพจนี้คงทราบดี

แต่ว่าอ้วนในแต่ละคน ไม่เหมือนกัน
จุดต่างข้อหนึ่งเลยคือ การกระจายตัวของไขมัน

บางคนชอบไปกองที่พุง
บางคนแทรกอวัยวะภายในก่อนเลย
บางคนชอบไปพอกรอบคอ
และบางคนก็พอกแทรกในลิ้นด้วย


มาดูเคสตัวอย่างกันค่ะ


🔥คนขวา:
▪️ BMI = 34.2
▪️ไขมันใต้คาง หนามาก
▪️ไขมันแทรกในลิ้น จนโคนลิ้นใหญ่
▪️ความรุนแรงของนอนกรน(AHI)
สูงถึง 59.1 ครั้ง/ชม.

⭐️คนซ้าย:
▪️BMI = 35.0
▪️ไขมันใต้คางไม่มาก
▪️ไขมันแทรกในลิ้น ไม่มาก
▪️ ความรุนแรงของนอนกรน(AHI)
เพียง 9.6 ครั้ง/ชม.


นั่นคือ ทั้งๆ ที่คนซ้ายมี BMI มากกว่าคนขวาเล็กน้อย
แต่ความแรงของการนอนกรนน้อยกว่าคนซ้ายมากๆ

นั่นแปลว่าแม้ว่า BMI จะน้อยกว่า
แต่ถ้าพันธุกรรมส่งผลมาให้
คอชอบใหญ่, ใบหน้าโต
ไขมันในลิ้นโตได้มาก

ก็จะยิ่งเสี่ยงทำให้ความรุนแรง
ของการนอนกรนสูงมากค่ะ


ซึ่งภาวะนอนกรนจนหยุดหายใจ
ทำให้ร่างกายขาดออกซิเจนเป็นช่วงๆ
แถมช่วงที่หายใจรุนแรงเฮือก
ยังสร้างแรงกระชากช่องอกอีก

⚠️ ผลเสียจึงเยอะมาก

1. เกิดโรคความดันสูง เพราะกระตุ้น sympathetic ตลอด

2. เสี่ยงดื้ออินซูลิน/เบาหวาน
เพราะภาวะขาดออกซิเจนทำให้เนื้อเยื่อเครียดและดื้ออินซูลิน

3. เสี่ยงหัวใจเต้นผิดจังหวะ โดยเฉพาะหัวใจเต้นพริ้ว เพราะแรงกระชากทำให้กล้ามเนื้อหัวใจห้องบนเสียหาย

และอีกมากมาย


และจุดสำคัญมากคือ หลายคนไม่ได้มีภาวะอ้วนเลย อาจกรนรุนแรงได้ เพราะเกิดจากสาเหตุอื่น หรืออาจมีสาเหตุอื่นอยู่แล้ว และพอมีภาวะอ้วนขึ้นนิดเดียว ก็เกิดแรงเลย

แต่ใดๆ ก็ตาม หากมีภาวะอ้วน
ลดความอ้วน ช่วยให้นอนกรนดีขึ้นเยอะค่ะ
นอนกรนรักษาได้ อย่าลืมไปตรวจนะคะ

17/08/2026

“เครียดเหรอ ไปออกกำลังกายเลย” คำพูดนี้ไม่เกินจริง เพราะมีงานวิจัยสนับสนุนมากมายว่า ออกกำลังกาย=ให้กล้ามเนื้อส่งฮอร์โมน Lactate (ไม่ใช่ของเสียเนอะ), Irisin ไปช่วยปรับสมองให้ปิดโหมดเครียดเรื้อรัง และทนต่อความเครียดได้ดีขึ้น


ความทนทานต่อความเครียด (Stress resilience) เป็นสกิลที่ควรจะมีมากๆ ในยุคที่ทั้งแข่งขัน ทั้งมีปัญหาและดราม่ามาเสิร์ฟให้ถึงที่

เพื่อป้องกัน movement ที่ไม่เหมาะสม ที่อาจจะเสียใจไปอีกนาน
เพื่อป้องกันงานหลักที่ต้องทำ ชีวิตยังต้องแขวนกับรายได้
และเพื่อป้องกันไม่ให้สุดท้ายแล้วพัฒนาเป็นโรคจิตเวช เช่น ซึมเศร้า/วิตกกังวล

การฝึกกระบวนการคิด การอดทน การหาทางรับมือพัฒนาการกลไกทางจิต (Defense mechanism) เป็นแนวทางหลักๆ แต่บางครั้งบางสถานการณ์ก็อยากเหลือเกิน

มันไม่มีวิธีอะไรที่ได้มาแบบ passive เลยเหรอ
แบบว่าฝึกตอนที่ยังไม่เจอปัญหาหนัก คือเตรียมสมองไว้?

มีแน่นอนค่ะ
การออกกำลังกายนี่ไง


💡 ก่อนอื่นมาคุยกันก่อนค่ะว่าปัญหาหลักจริงๆ
ของความเครียดเรื้อรังคืออะไร จะได้ทราบว่าเข้าใจตรงกันรึเปล่า

ถ้าให้สรุปสั้นๆ ก็คือ ปัญหาหลักที่ร่างกายต้องเจอคือ
“ระบบเตือนภัยของสมองทำงานนานเกินไป
จนสมองเริ่มหมดแรงฟื้นตัว”
✔️ แกนตอบสนองต่อความเครียดของร่างกายเปิดใช้งานถี่ไป
✔️ ฮอร์โมนเครียด เช่น cortisol, adrenaline สูงลอยนานเกิน
✔️ เซลล์ประสาทเริ่มเจอความเสียหายจากภาวะอักเสบอ่อๆ และอนุมูลอิสระ
✔️ เซลล์ประสาทในสมองส่วนความจำ
และการควบคุมอารมณ์เริ่มเสียหาย ทำงานลดลง

โดยเฉพาะสมองส่วน Hippocampus
ที่เกี่ยวกับความจำ การเรียนรู้
และสมองส่วนตรรกะ/ตัดสินใจอย่าง dlPFC
ที่คอยคุมการทำงานของสมองอารมณ์อย่าง amygdala
ไม่ให้ทำงานมากเกินไป

3 จุดนี้คือบริเวณสำคัญที่ทำให้เราพฤติกรรม
การตอบสนองต่อความเครียดเราเปลี่ยนไป
ยิ่งเครียดง่ายขึ้น ยิ่งสิ้นหวังมากขึ้น โกรธง่ายขึ้น
สุดท้ายก็เปลี่ยนทั้งชีวิต


แต่การออกกำลังกายนี่แหละค่ะ ที่มาช่วยทั้ง 3 จุดนี้
บีบให้ระบบหมุนเวียนและระบบกล้ามเนื้อ
ส่งสัญญาณมาช่วยสมองที่น่าสงสารของเรา
ซ้อมให้มันเก่งขึ้นค่ะ

ซึ่งสัญญาณที่ส่งมานั้น เป็นเรื่องใหม่ที่ศึกษากันมากในยุคนี้
ทั้งฮอร์โมนอย่าง Lactate ที่เคยถูกมองว่าเป็นของเสีย
ทั้งฮอร์โมนค้นพบใหม่อย่าง Irisin
หรือแม้กระทั่งเลือดที่ไหลแรงขึ้นชั่วคราวก็กระตุ้นได้

สุดท้ายทำให้เซลล์ประสาทในสมอง
ได้รับการช่วยเลือดจริงๆ

⸻

1️⃣ เพิ่มความยืดหยุ่นของสมอง (Cognitive flexibility)

ผลจากการออกกำลังกาย
✔️ สมองสร้างสารบำรุงเซลล์ประสาทมากขึ้น เช่น BDNF (Brain-derived neurotrophic factor)
✔️ ช่วยให้เซลล์ประสาทเชื่อมต่อกันดีขึ้น
✔️ ช่วยให้ Hippocampus/dlPFC ฟื้นตัวจาก stress ได้ดีขึ้น

BDNF เหมือนปุ๋ยของสมองค่ะ
หว่านไปให้ปลายประสาทมันงอกจุดเชื่อมต่อ
กลับมาคุยกันได้ดีแบบเดิม

เมื่อ dlPFC กลับมาทำงานได้ดี แม้จะเจอ stress
ก็มีความยืดหยุ่นทางความคิด ปรับมุมมองอะไรได้ง่าย

⸻

2️⃣ ช่วยให้ระบบฮอร์โมนเครียดกลับมาสมดุล

ความเครียดเรื้อรังทำให้ระบบตอบสนองความเครียด
(HPA axis) เปิดใช้แบบค้างเลย

ผลคือฮอร์โมนเครียดอย่าง Cortisol ค้างนาน
สมองเหมือนปิดโหมดพักไม่ลง

แต่การออกกำลังกายสม่ำเสมอ เป็นการอัด stress (ที่ร่างกายคุ้นเคย)
ในช่วงเวลาสั้นๆ แต่สม่ำเสมอ
✔️ ช่วยให้ HPA axis ตอบสนองเป็นจังหวะมากขึ้น
กลับมาวิ่งตามนาฬิกาชีวิต
✔️ ขึ้นเมื่อจำเป็น ลดลงเมื่อหมดภัย
✔️ ไม่ลากสมองให้แช่อยู่ใน stress นานเกินไป

พูดง่ายๆ คือ
ออกกำลังกายช่วยให้ระบบเครียด “เปิดได้ และปิดเป็น” ค่ะ

⸻

3️⃣ ลดการอักเสบและอนุมูลอิสระในสมอง

ตามที่ได้บอกไปว่า ผลลัพธ์สุดท้ายของเครียดเรื้อรังคือ
สมองมีการอักเสบอ่อนๆ และมีสารอนุมูลอิสระมากขึ้น
เพราะเซลล์ประสาททำงานหนัก/เซลล์เม็ดเลือดขาวสมอง
อย่างไมโครเกลียดทำงานมากขึ้น

แต่เวลาออกกำลังกาย
✔️ สัญญาณจากกล้ามเนื้อ (โดยเฉพาะ IL-6) จะลด
การสร้างสารก่ออักเสบลง
✔️ ผลระยะยาว ช่วยเพิ่มเม็ดเลือดขาว ชื่อ Treg
ที่คอยหลั่งฮอร์โมนต้านอักเสบ อย่าง IL-10

ผลคือทำให้แวดล้อมในสมองอยู่ในสภาพสงบจริงๆ
และแวดล้อมแบบนี้แหละ เซลล์ประสาทฟื้นฟูได้ง่ายมาก

⸻

4️⃣ ปรับวงจรสารสื่อประสาท

เซลล์ประสาทที่เสียหายจากเครียดเรื้อรัง
จะทำให้สร้างและหลั่งสารสื่อประสาทได้น้อยลงด้วย

การออกกำลังกายช่วยปรับวงจรพวกนี้หลายจุดเลยค่ะ
✔️ วงจรรางวัลทำงานดีขึ้น รู้สึกดี รู้สึกพอใจมากขึ้น เวลาทำสิ่งที่ชอบ (บางคนก็ชอบการออกกำลังกายไปเลย)
✔️ สมองรับมือกับความกดดันได้ดีขึ้น
✔️ ระบบเบรกความวิตกกังวลของ dlPFC ดีขึ้น
✔️ ความจำและสมาธิค่อยๆ กลับมามีแรงมากขึ้น

⸻

5️⃣ ทำให้สมองเปลี่ยนจากเปราะ เป็นยืดหยุ่น

นี่คือจุดสำคัญมากค่ะ
ออกกำลังกายไม่ได้ทำให้ชีวิตไม่มี stress
แต่ทำให้สมองไม่แตกง่ายเมื่อเจอ stress

จากเดิม
โดนกดดันนิดเดียวก็ไหลลงหลุมอารมณ์

ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นเจอ stress แล้วสะเทือนน้อยลง
กลับมาตั้งหลักไวขึ้น คิดได้เป็นระบบขึ้น
และไม่ถูกความกังวลลากไปไกลเท่าเดิม

ซึ่งเรียกว่า Stress resilience แบบที่บอกไปนั่นแหละ


ดังนั้นนนนน
ออกกำลังกายช่วยอะไรบ้างงงงง
✅ เพิ่ม BDNF ปุ๋ยสมอง
✅ ฟื้นความยืดหยุ่นของสมองต่อความเครียด
✅ ปรับ HPA axis ให้ระบบ cortisol กลับมาปกติ
✅ ลดการอักเสบ ลดอนุมูลอิสระ
✅ ช่วยให้วงจรอารมณ์กลับมาควบคุมได้


แต่ต้องทำแบบสม่ำเสมอนะคะ
ไม่จำเป็นต้องหนักจนทรมาน

เพราะสมองไม่ได้ต้องการความโหด
สมองต้องการ “สัญญาณซ้ำๆ” ว่า
ร่างกายยังเคลื่อนไหว ยังฟื้นตัว
ยังมีแรงสร้างตัวเองใหม่


สมองของเราเหนื่อยมามากแล้วค่ะ
มันรับความเครียดแทบทุกวัน
มันพยายามพาเราผ่านเรื่องยากมาตลอด

อย่ารอให้ใจยับ
อย่ารอให้สมองหมดแรงก่อน

เริ่มออกกำลังกายกันเถอะค่ะ
และอย่าลืมหาวันพักเพื่อฟื้นฟูด้วยนะคะ
(เราลงไกด์การออกไว้ใน comment ค่ะ)

30/07/2026

มีก้อนนิ่มๆ ขึ้นที่ข้อมือ... ปล่อยทิ้งไว้จะเป็นอันตรายไหม?

มีก้อนนิ่มๆ ขึ้นที่ข้อมือ... ปล่อยทิ้งไว้จะเป็นอันตรายไหม?

ลองสังเกตดูนะครับ วันดีคืนดีหลายคนอาจจะคลำเจอก้อนเนื้อนิ่มๆ โผล่ขึ้นมาบริเวณข้อมือ บางวันก็ดูเม็ดใหญ่ขึ้นจนน่าตกใจ แต่บางวันก็ดูเล็กลงจนเกือบหายไป หลายคนกังวลว่า "เอ๊ะ! นี่คือเนื้องอกร้ายแรงหรือเปล่า?" หรือ "ถ้าไม่ได้ไปเจาะเอาน้ำออก มันจะลามไปที่อื่นไหม?"

เรื่องเล่าจากคนไข้ของหมอ

อ่านต่อแบบเต็ม ๆ ในคอมเมนต์ 👇

28/07/2026

‼️ปวดหลังบ่อย…อย่าปล่อยให้กลายเป็นเรื่องเคยชิน

อาการปวดหลังอาจไม่ได้เกิดจากการนั่งทำงานหรือยกของหนักเพียงอย่างเดียว แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนของความผิดปกติบริเวณกระดูกสันหลังที่ควรได้รับการตรวจประเมินอย่างเหมาะสม

#โรงพยาบาลสิริเวชจันทบุรี ขอเชิญผู้ที่มีอาการปวดหลังเป็นประจำ ปวดเรื้อรัง ปวดร้าวลงขา ชา อ่อนแรง หรือมีความกังวลเรื่องกระดูกพรุน เข้าร่วมกิจกรรมให้ความรู้
𝗕𝗮𝗰𝗸 𝘁𝗼 𝗕𝗮𝗹𝗮𝗻𝗰𝗲 เพราะอาการปวดหลัง…ไม่ใช่เรื่องเล็ก

พบกับความรู้จากแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง
นพ.ทวีชัย จิรชูพันธ์ และ นพ.วิทวัส หอมเจริญ
สาขาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์ อนุสาขา กระดูกสันหลัง

📅วันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม 2569
⏰เวลา 08.00–12.00 น.
📍ห้องประชุมใหญ่ ชั้น 10 อาคาร B โรงพยาบาลสิริเวช จันทบุรี

ลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรี https://url.in.th/WnoJF
พร้อมลุ้นรับแพ็กเกจตรวจหาความหนาแน่นมวลกระดูกฟรี

เพราะการรู้สาเหตุเร็ว ช่วยให้ดูแลและรักษาได้อย่างเหมาะสม

27/07/2026

สำหรับคนที่ทำงานกับผู้ป่วยกลืนลำบาก (dysphagia) โดยเฉพาะเคสที่ "อ้าปากไม่ได้" หรือกัดค้าง ไม่ยอมเปิดปาก K-point เป็นเทคนิคที่อาจมีประโยชน์

🔺K-point คืออะไร

K-point (หรือ Kojima's point) เป็นจุดกระตุ้นในช่องปากที่ Kojima และคณะอธิบายไว้ครั้งแรกในปี 2002 เมื่อกระตุ้นแล้วจะเหนี่ยวนำให้เกิดทั้ง jaw-opening reflex (อ้าปาก) และ swallowing reflex พร้อมการเคลื่อนไหวขากรรไกรคล้ายการเคี้ยว

🔺การ identify ตำแหน่ง

จำง่ายๆ ว่าอยู่ "หลังฟันกรามซี่สุดท้าย" โดยตำแหน่งที่แม่นยำคือ บนเยื่อบุ (mucosa) ด้านข้างต่อ palatoglossal arch และด้านในต่อ pterygomandibular fold ในระดับความสูงของ postretromolar pad หรือพูดอีกอย่างคืออยู่บริเวณ retromolar triangle ตรงรอยต่อของ pterygomandibular raphe กับ palatoglossal arch

วิธีกระตุ้น: ใช้ปลายนิ้วหรือไม้กดลิ้น สัมผัสเบาๆ หรือกดแรงเบาๆ ที่จุดนี้ ไม่ต้องออกแรงมาก

✅ ประโยชน์ทางคลินิก

• ช่วยเปิดขากรรไกรสำหรับการทำ oral care / ตรวจในช่องปาก ในเคสที่กัดค้างหรือ trismus
• ช่วยวางอาหารบน dorsum ของลิ้นและกระตุ้นให้กลืนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
• เหนี่ยวนำการกลืนพร้อม mastication-like movement ในผู้ป่วย pseudobulbar palsy
• มีเครื่องมือเสริมคือ K-Spoon ที่ Kojima ออกแบบมาใช้ร่วมกับการกระตุ้น K-point โดยเฉพาะ ควบคุมปริมาณ bolus ได้ (~2 ml) และใช้ปลายอีกด้านกระตุ้นความเย็นที่ K-point ได้

⚠️ จุดสำคัญ

K-point ไม่ได้ได้ผลกับทุกเคส จากงานวิจัยต้นฉบับใน ผู้ป่วยสมองถูกทำลาย 57 ราย พบว่า:
• ผู้ป่วย pseudobulbar palsy ที่มี hyperactive bite reflex ตอบสนองด้วยการอ้าปากและกลืน
• ส่วนผู้ป่วย bulbar palsy และผู้ป่วยรอยโรค supratentorial อื่นๆ ไม่ตอบสนอง เช่นเดียวกับคนปกติที่ไม่มีรอยโรคสมอง

👉 สรุปคือเทคนิคนี้เหมาะกับกลุ่ม pseudobulbar/suprabulbar palsy ที่อ้าปากลำบาก ไม่ใช่เครื่องมือครอบจักรวาลสำหรับ dysphagia ทุกชนิด

📚 Evidence เป็นอย่างไร
• หลักฐานหลักยังเป็น การศึกษาต้นฉบับของ Kojima et al. (Dysphagia, 2002)
• งานที่ใหม่กว่าเริ่มนำ K-point ไปใช้ในกลุ่มอื่น เช่น ผู้ป่วย disorders of consciousness (DoC) มีการศึกษาโดย Zhang et al. ปี 2017 และ 2023
• ปี 2025 มี การศึกษา retrospective cohort เรื่องการใช้ K-point ร่วมกับ oral care แบบใช้ความต่างของอุณหภูมิ ในผู้ป่วย post-stroke dysphagia ซึ่งพบว่าช่วยส่งเสริมการฟื้นตัวของการกลืนและ functional outcomes เมื่อเทียบกับ routine care โดยไม่เพิ่มความเสี่ยงของ adverse events

แต่ส่วนใหญ่ยังเป็น small study / retrospective ยังขาด RCT ขนาดใหญ่ที่ศึกษา K-point แบบเดี่ยวๆ จึงควรใช้เป็น "หนึ่งในเทคนิค facilitation" ร่วมกับการประเมินและการรักษาอื่น

#กลืนลำบาก #ฝึกกลืน #กลืน

ที่อยู่

31 ถ. แผ่นดินทอง ต. ตลาด อ. เมือง
Chanthaburi

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 18:00
อังคาร 09:00 - 18:00
พุธ 09:00 - 18:00
พฤหัสบดี 09:00 - 18:00
ศุกร์ 09:00 - 18:00
เสาร์ 09:00 - 18:00
อาทิตย์ 10:00 - 11:00

เบอร์โทรศัพท์

+66619532565

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ เต๋อหมิงคลินิก ฝังเข็ม ครอบแก้ว ยาจีน จันทบุรีผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง เต๋อหมิงคลินิก ฝังเข็ม ครอบแก้ว ยาจีน จันทบุรี:

ทางลัด

แชร์