Veterinary CMU Mind Friend

Veterinary CMU Mind Friend ส่งเสริมภาวะใจที่ดี บรรเทาใจที่เหนื่อยล้า
ด้วยกระบวนการปรึกษาทางจิตวิทยา
เรื่องของใจ ไม่มีเรื่องไหนไร้สาระ

FROZEN CHILD [มาอ่านนิทานกันจ้า]---กว่าจะเดินทางมาจนถึงช่วงชีวิตในปัจจุบันแบบทุกวันนี้ได้ ทุกคนก็ต้องมีอดีตของตนเองทั้งน...
27/08/2026

FROZEN CHILD [มาอ่านนิทานกันจ้า]
---

กว่าจะเดินทางมาจนถึงช่วงชีวิตในปัจจุบันแบบทุกวันนี้ได้ ทุกคนก็ต้องมีอดีตของตนเองทั้งนั้น ท้ังอดีตที่เปี่ยมสุข และอดีตที่ขื่นขม ไม่ว่าจะเป็นแบบใดเหล่านี้ก็คือประสบการณ์ที่หล่อหลอมให้เรากลายเป็นผู้เป็นคนในแบบฉบับปัจจุบันอย่างปฏิเสธไม่ได้

วันนี้ก่อนเริ่มเข้าเนื้อหา อยากจะชวนอ่านนิทานกันสักเล็กน้อย 🏡

กาลครั้งหนึ่งมีเด็กสาวไร้นามอาศัยร่วมกับพ่อแม่และเพื่อนบ้านหรืออาจจะต้องเรียกว่าผู้ร่วมถิ่นฐานจำนวนหยิบมือ การอาศัยอยู่ที่เขตขั้วโลกนั้นเป็นเหตุให้หมู่คณะจำต้องผลัดย้ายถิ่นอาศัยอยู่บ่อยครั้ง หวังหนีพายุหิมะอันโหดร้ายและพบพานกับแหล่งอาศัยที่มั่นคงในที่สุด

ซึ่งวันนี้ก็เป็นอีกวันที่ทุกคนจำต้องเดินทางมุ่งไปสู่หนทางข้างหน้าที่คาดไว้ว่าคงจะปลอดภัยกว่าพื้นดินผืนนี้ เด็กสาวไร้นามรูปกายผอมบาง แม้นแรงจะเค้นเดินยังยากยิ่ง แต่ผู้ที่เป็นน้องนั้นอ่อนแอกว่ามากจึงมิอาจร้องขอการโอบอุ้มจากมารดาได้ ครั้นบิดาก็แบกหามสัมภาระที่มากโขพอตัว เธอเดินไปข้างหน้าตามหนทาง น่าแปลก ที่ตำแหน่งจากหัวแถวพลันร่นลงมาเรื่อย ๆ จนเดินรั้งอยู่ท้ายแถว

สองขาไร้เรี่ยวแรงหยุดเดินลง เสียงเล็กส่งออกไปแต่ไร้คนตอบสนอง หมู่คณะที่เคยเห็นใกล้กลับไกลห่างออกไปไม่อาจเอื้อม ความหนาวเหน็บเกาะกินผิวหนังทั้งเจ็บและทั้งหนาว ไม่นานนักเด็กสาวไร้นามก็กลายเป็นเพียงก้อนน้ำแข็งไปเสียแล้ว ❄️

เหมือนโชคชะตาฟ้าเป็นใจ กลุ่มนักเดินทางจำนวนไม่มากไม่น้อยเดินทางผ่านมาพบกับก้อนน้ำแข็งมีชีวิต กองไฟถูกก่อขึ้นใกล้ ๆ กัน ผ่านไปแรมเดือนก็ไม่มีทีท่าว่าจะละลายออกมาง่าย ๆ แต่ความรั้นและความปรารถนาจะช่วยเหลือของกลุ่มคนนี้ช่างแรงกล้าเสียจนผ่านไปแรมปีเป้าหมายก็สำเร็จ เด็กสาวไร้นามรับรู้ถึงความอบอุ่นของกองไฟและสามารถก้าวขาออกไปข้างหน้าได้อีกครั้งอย่างมั่นใจ โดยที่ภายในหัวใจก็รู้สึกถึงความอบอุ่นที่ได้รับจากการสังเกตการกระทำกลุ่มคณะเดินทางตลอดปีด้วยเช่นกัน 🔥

จบแล้ว~
---

หลังจากอ่านแล้วทุกคนได้เรียนรู้อะไรจากเรื่องนี้บ้าง? 5555555 มันก็มีแก่นของมันอยู่นะ และจะอธิบายเดี๋ยวนี้แหละ

ถ้าให้เปรียบในเชิงจิตวิทยาแล้วล่ะก็ เด็กสาวไร้นามก็คือเด็กน้อยที่เกิดมาในครอบครัวที่ไม่ค่อยได้มีเวลาอยู่ดูแลด้วยนัก อาจด้วยภาระที่มีอยู่ก่อนแล้ว หรือภาระใหม่ที่เสริมเพิ่มเข้ามา ในเมื่อเด็กสาวโตพอที่จะดูแลตัวเองได้ พ่อแม่จึงหมดห่วงไปได้มาก แต่บางครั้งคำว่า ‘หมดห่วง’ นี้เอง กลับสร้างบาดแผลให้เด็กคนหนึ่งไม่น้อย จากจิตใจที่ร่าเริงพลันเปลี่ยนเป็นหินแข็ง ไม่รับรู้ และไม่รู้สึกต้องการอะไรอีกแล้ว เคยร้องขอ แต่ก็ไม่ได้รับการสนอง

เด็กเหล่านี้เติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ด้วยหลัก “อัตตา หิ อัตตโน นาโถ” หรือก็คือจะเลือกพึ่งตนเอง จนแล้วจนรอดก็จะไม่เอ่ยปากขอความช่วยเหลือเลยสักนิด บางคน-เพราะไม่กล้า ส่วนบางคน-เพราะไม่เคยได้รับมันยามเรียกร้อง เปรียบเสมือนจิตใจที่เริ่มแข็งราวหิน เมื่อไม่ได้ความอบอุ่น ก็ไม่รู้จะเติมมันให้ตัวเองอย่างไร นับวันจิตใจก็เริ่มแช่แข็งไว้เรื่อย ๆ จนหลงลืมความต้องการเบื้องลึกของตัวเอง

นอกจากการขอความช่วยเหลือยากเย็นแล้ว อาจพบได้ในพฤติกรรมเจ้าระเบียบเป๊ะ (Perfectionist) หรือซึมเศร้า (Depress) ก็ได้เช่นกัน

ในตอนสุดท้ายของนิทานคือตอนที่เด็กสาวไร้นามได้รับความอบอุ่นจากกองไฟและผู้คนจนน้ำแข็งละลาย หากเปรียบก็คือบุคคลได้รับการเยียวยาจากสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้น ทั้งในมิติของผู้คนรอบข้างก็ดี และมิติของตัวบุคคลนั้นเองก็ดี - เมื่อบาดแผลได้รับการมองเห็นและถูกรักษาอย่างเหมาะสม แทนที่จะปล่อยให้แผลรับลมอยู่ซ้ำ ๆ เมื่อนั้นก็ราวกับว่าดวงใจที่ถูกแช่แข็งได้รับไฟอุ่นนั่นเอง

🌸 ทุกคนต่างก็มีบาดแผล ไม่ใช่ว่าจะต้องเกิดในครอบครัวลักษณะนี้และจะเติบโตมาในลักษณะนี้แบบถอดแบบกันมา แต่บทความนี้อยากชวนทุกคนมองว่า ไม่ว่าบาดแผลจะหน้าตาเป็นเช่นไร หากเราพร้อมก้มลงไปมองมันและ “ยอมรับ” ว่าบาดแผลนี้มีอยู่และต้องได้รับการดูแลรักษา ก็จะเข้าใจว่าบาดแผลที่คอยกระตุ้นความเจ็บอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันจะสามารถสมานและเหลือไว้เพียงรอยแห่งความทรงจำได้

ขออนุญาตหยิบโควทนี้ขึ้นมา
“those who were not mothered enough must become their own loving mothers.”

ถ้าแปลตรงตัวก็อาจแปลได้ว่า “ผู้ที่ไม่ได้รับการโอบอุ้มดูแล เขานั่นแล คือผู้ที่ควรฝึกดูแลและรักตนบ้าง”

นั่นไม่ได้หมายความว่าให้กลับไปวนอยู่ในวัฏจักรเดิมของการสู้ชีวิต แต่หมายถึงการดูแลตนเองอย่างแท้จริง หากเจ็บก็ว่าเจ็บ หากป่วยก็ว่าป่วย สิ่งไหนทานยาพาราแล้วหาย ก็ไปซื้อพารา สิ่งไหนเพียงนอนพัก ก็อนุญาตให้ตนได้พัก สิ่งไหนจำต้องพึ่งพาโรงพยาบาล ก็ไปโรงพยาบาลซะ เท่านี้เอง

ไม่ตึงไป ไม่หย่อนไป อยู่ตรงกลางที่โอเคกับตนเองและรอบข้าง
---

เพราะงั้นถ้าดูแลไม่ไหว ให้พี่ๆดูแลใจได้นะจ้ะ พลีสทำนัดมาโล้ด วีอาร์เรย์ดี้ 😎

Reference:
- Sara O., (2025). From Frozen to Feeling: The Stone Child and the Healing Power of Trauma Therapy. https://www.saraouimette.com/blog/2025/10/18/from-frozen-to-feeling-the-stone-child-and-the-healing-power-of-trauma-therapy

- Sara O., (2025). Healing from Dysfunctional Family Trauma: The Longing to Be Seen and Loved. https://www.saraouimette.com/blog/2025/9/8/healing-from-dysfunctional-family-trauma-the-longing-to-be-seen-and-loved

---
#ต้องการปรึกษาพี่นักจิตฯประจำคณะ (Location: ห้องรับคำปรึกษาประจำคณะ - แม่เหียะ)
https://m.me/Joodpakjai.VetCMU

#ต้องการปรึกษาพี่นักจิตฯศูนย์สุขใจ (Location: CMU Mind อาคารศูนย์สุขภาพมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ - สวนสัก)
https://www.facebook.com/CMUMinds

#ต้องการประเมินสุขภาพจิตตนเอง (แบบวัดพลังใจ)
https://mentalhealth.cmu.ac.th

“การเสียศูนย์หลังการสูญเสียไม่ได้แปลว่าเราอ่อนแอ” การจากลาไม่ได้พรากเพียง “คนหนึ่งคน” แต่อาจพรากโลกใบเดิมที่เราเคยคุ้นเค...
20/08/2026

“การเสียศูนย์หลังการสูญเสียไม่ได้แปลว่าเราอ่อนแอ”
การจากลาไม่ได้พรากเพียง “คนหนึ่งคน”
แต่อาจพรากโลกใบเดิมที่เราเคยคุ้นเคยไปด้วย

การสูญเสียเป็นประสบการณ์ที่มนุษย์แทบทุกคนต้องพบเจอ
ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียคนรัก สมาชิกในครอบครัว
เพื่อน การเลิกรา การสูญเสียความสัมพันธ์ ความฝัน
หน้าที่การงาน หรือแม้แต่การสูญเสียชีวิตแบบเดิมที่เราเคยคุ้นเคย

สิ่งหนึ่งที่หลายคนเข้าใจผิดคือ เมื่อสูญเสียแล้วเราควร “เข้มแข็ง”
และกลับมาใช้ชีวิตให้ได้โดยเร็ว
แต่ในความเป็นจริง การเสียใจไม่ได้หมายความว่า เราอ่อนแอ
และการร้องไห้ไม่ได้หมายความว่า เรารับมือกับชีวิตไม่ได้

ความเศร้าเป็นกระบวนการตามธรรมชาติของจิตใจ
ที่กำลังปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
บางคนอาจร้องไห้มาก
บางคนอาจเงียบ
บางคนอาจยังทำงานได้ตามปกติ แต่กลับร้องไห้ตอนอยู่คนเดียว
บางคนอาจรู้สึกชา เหมือนไม่รู้สึกอะไร
บางคนอาจสลับระหว่าง “คิดถึงมาก”
กับ “อยากกลับไปใช้ชีวิตเหมือนเดิม”

“แล้วเราจะรับมือการสูญเสียอย่างไร?...ไม่ให้ตัวเองเสียศูนย์”

1. ก่อนอื่นต้องยอมรับว่า “เราเสียใจได้”
เมื่อเกิดการสูญเสีย สมองและจิตใจต้องใช้เวลา
ในการทำความเข้าใจว่า สิ่งที่เคยมีอยู่ไม่ได้อยู่ตรงนั้นอีกแล้ว
ในทางจิตวิทยา เรามักพูดถึงกระบวนการโศกเศร้า หรือ Grief
ซึ่งไม่ได้หมายถึงเพียงความเศร้าเท่านั้น
แต่ครอบคลุมทั้งความคิด อารมณ์ ความทรงจำ พฤติกรรม
และการเปลี่ยนแปลงของชีวิตหลังการสูญเสีย
ดังนั้น หากวันหนึ่งเรารู้สึกว่า
“ทำไมฉันยังร้องไห้อยู่เลย”
“ทำไมผ่านมาตั้งนานแล้วยังคิดถึงเขา”
“ทำไมวันนี้ดูเหมือนจะดีขึ้น แต่พอตื่นขึ้นมากลับเศร้าอีก”
โปรดอย่าเพิ่งตำหนิตัวเอง
เพราะการฟื้นตัวจากความสูญเสีย ไม่ใช่เส้นตรง
บางทีความโศกเศร้าอาจเหมือนรถไฟเหาะตีลังกา
วันนี้อาจดีขึ้น พรุ่งนี้อาจแย่ลง
อีกสองวันอาจกลับมายิ้มได้
นั่นไม่ได้หมายความว่าเราถอยหลัง
แต่หมายความว่าเรากำลัง “ปรับตัว”

2. อย่าพยายาม “ลืม” แต่เรียนรู้ที่จะ “อยู่กับความคิดถึง”
สิ่งที่ทำให้คนจำนวนมากทุกข์มากขึ้น
คือการพยายามบังคับตัวเองว่า
“ห้ามคิดถึง”
“ต้องลืมให้ได้”
“ต้องเข้มแข็ง”
“ห้ามร้องไห้”
แต่ยิ่งเราพยายามผลักความรู้สึกออกไป
บางครั้งความรู้สึกนั้นกลับยิ่งเด่นชัดขึ้น
การเยียวยาที่เป็นประโยชน์กว่าคือ การยอมรับว่า
“ใช่ เราคิดถึง และการคิดถึงไม่ได้แปลว่าเราต้องกลับไปอยู่ในอดีต”
เราสามารถคิดถึงใครบางคน และยังเดินหน้าต่อได้
เราสามารถรักใครบางคน และยอมรับว่าเขาไม่ได้อยู่กับเราแล้ว
เราสามารถเก็บความทรงจำดี ๆ เอาไว้
โดยไม่จำเป็นต้องหยุดชีวิตของตัวเองไว้ตรงนั้น
เพราะเป้าหมายของการเยียวยาอาจไม่ใช่การ “ลืม”
แต่คือ การค่อย ๆ สร้างความสัมพันธ์รูปแบบใหม่
กับความทรงจำและความสูญเสียนั้น

3. อนุญาตให้ความเศร้ามีที่อยู่ แต่ไม่ปล่อยให้ความเศร้ากลายเป็น “ทั้งชีวิต”
การดูแลตัวเองหลังการสูญเสียมีความสำคัญมาก
ลองแบ่งเวลาในแต่ละวันออกเป็น 2 ส่วน

ส่วนที่ 1 — ให้พื้นที่กับความรู้สึก
อาจเป็นเวลา 15–30 นาที สำหรับการร้องไห้
เขียนบันทึก ฟังเพลง ดูรูป หรือพูดคุยกับคนที่ไว้ใจ
บอกตัวเองว่า “ช่วงเวลานี้ ฉันอนุญาตให้ตัวเองเสียใจได้”

ส่วนที่ 2 — กลับมาดูแลชีวิตประจำวัน
กินอาหาร นอนหลับ อาบน้ำ
ออกไปเดิน ทำงานเท่าที่ไหว
พบผู้คน ทำสิ่งที่เคยชอบ
วิธีเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าเรากำลัง “ลืมคนที่จากไป”
แต่หมายความว่า เรากำลังดูแลคนหนึ่งคนที่ยังอยู่ นั่นคือ “ตัวเราเอง”

4. อย่าตัดขาดจากผู้คนในช่วงที่ใจอ่อนไหว
เมื่อเสียใจ หลายคนมีความคิดว่า
“ไม่อยากให้ใครเห็นว่าเราอ่อนแอ”
“ไม่อยากรบกวนใคร”
“อยู่คนเดียวน่าจะดีกว่า”
การอยู่กับตัวเองบ้างเป็นเรื่องดี
แต่การแยกตัวออกจากทุกคนเป็นเวลานาน
อาจทำให้ความคิดด้านลบหมุนวนมากขึ้น
ลองเลือกใครสักคนที่ไว้ใจ และพูดง่าย ๆ ว่า
“ช่วงนี้ฉันยังไม่ค่อยโอเค แต่อยากมีใครสักคนอยู่ด้วย”
เราไม่จำเป็นต้องเล่าเรื่องทั้งหมด
บางครั้งการมีใครสักคนนั่งอยู่ข้าง ๆ โดยไม่ต้องพูดอะไรก็เพียงพอแล้ว

5. ดูแล “ร่างกาย” เพราะใจที่กำลังสูญเสียใช้พลังงานมากกว่าที่คิด
ความสูญเสียไม่ได้กระทบแค่ความรู้สึก
แต่ยังส่งผลต่อการนอน การกิน สมาธิ พลังงาน และการทำงานของร่างกาย
ในช่วงที่ใจไม่ไหว อย่าเพิ่งตั้งเป้าหมายว่าจะต้องกลับมาเป็นคนเดิมทันที
ให้ตั้งเป้าหมายเล็ก ๆ เช่น
- วันนี้ดื่มน้ำให้เพียงพอ
- ออกไปเดิน 10–15 นาที
- พยายามนอนให้เป็นเวลา
- ลดการใช้แอลกอฮอล์หรือสารอื่นเพื่อกดความรู้สึก
เรื่องเล็ก ๆ เหล่านี้อาจดูธรรมดา แต่ในช่วงที่ชีวิตเสียสมดุล
การทำสิ่งพื้นฐานให้ได้คือ รูปแบบหนึ่งของการดูแลใจ

6. ระวังความคิดว่า “ถ้าฉันทำแบบนั้น เขาอาจยังอยู่”
หลังการสูญเสีย หลายคนมีความคิดแบบย้อนกลับไปแก้ไขอดีต เช่น
“ถ้าวันนั้นฉันโทรหาเขา...”
“ถ้าฉันพูดอีกแบบ...”
“ถ้าฉันทำให้ดีกว่านี้...”
“ถ้าฉันรู้เร็วกว่านั้น...”
ความคิดเหล่านี้เป็นเรื่องที่พบได้ในกระบวนการโศกเศร้า
แต่ต้องระวังไม่ให้กลายเป็นการกล่าวโทษตัวเองอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ลองถามตัวเองว่า
“ตอนนั้น ฉันมีข้อมูลและความเข้าใจเท่าที่ฉันมีในวันนี้หรือเปล่า?”
เรามักตัดสิน “ตัวเราในอดีต” ด้วยความรู้ที่เราเพิ่งมีในปัจจุบัน
แต่ความจริงคือ ในเวลานั้นเราอาจทำดีที่สุดแล้วภายใต้ข้อมูล
ความรู้ และกำลังใจที่เรามี

7. ความเจ็บปวดไม่ได้หมายความว่า ความสัมพันธ์นั้นล้มเหลว
บางครั้งเราอยากหยุดเจ็บให้เร็วที่สุด เพราะคิดว่า
“ฉันไม่ควรรู้สึกแบบนี้แล้ว”
แต่หากลองมองอีกมุมหนึ่ง
ความเจ็บปวดคงเป็นราคาที่เราต้องจ่ายให้กับการจากลา
แต่ยิ่งเจ็บ ก็ยิ่งตอกย้ำว่า ความสัมพันธ์ที่ผ่านมามีค่าต่อเรามาก ๆ เช่นกัน
ความเศร้าจึงไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่เราต้องกำจัด
แต่มันอาจเป็นหลักฐานว่า ครั้งหนึ่งเราเคยรัก
เคยผูกพัน เคยมีใครบางคนที่มีความหมายต่อชีวิตของเราอย่างมาก
เพราะถ้าไม่เคยมีความผูกพัน เราก็คงไม่เจ็บปวดจากการสูญเสีย
ดังนั้น แทนที่จะถามตัวเองว่า “เมื่อไหร่ฉันจะเลิกเจ็บเสียที”
เราอาจลองเปลี่ยนเป็น
“ฉันจะเรียนรู้ที่จะอยู่กับความรักและความคิดถึงนี้อย่างไร
โดยที่ยังใช้ชีวิตต่อไปได้”

8. สร้าง “ความหมายใหม่” ให้กับชีวิต
การก้าวต่อไปไม่ได้หมายความว่า เราต้องทิ้งอดีต
เราอาจนำสิ่งดี ๆ จากความสัมพันธ์นั้นติดตัวไปด้วย เช่น
ถ้าคนที่จากไปเคยสอนให้เราดูแลคนอื่น
เราก็อาจใช้ชีวิตด้วยความเมตตามากขึ้น
ถ้าเขาเคยสนับสนุนให้เราทำตามความฝัน
เราอาจค่อย ๆ กลับไปทำสิ่งนั้น
ถ้าเขาเคยทำให้เราเห็นคุณค่าของครอบครัว
เราอาจใช้เวลาที่เหลือกับคนที่เรารักให้มากขึ้น

นี่คือการเปลี่ยนจาก “ฉันสูญเสียเขาไป”
ไปสู่ “สิ่งที่เขาเคยมอบให้ฉันยังมีความหมาย
และฉันสามารถนำความหมายนั้นไปใช้ต่อในชีวิตได้”
ความทรงจำจึงไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่ฉุดเราไว้กับอดีตเสมอไป
บางครั้งมันสามารถกลายเป็นแรงที่พาเราเดินไปข้างหน้าได้

9. หากรู้สึกเสียศูนย์ ในวันที่ใจวุ่นวายมาก
จนไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นจากตรงไหน ลองถามตัวเองว่า

— ตอนนี้ฉันกำลังรู้สึกอะไร ?
ไม่ต้องตอบว่า “โอเค” หรือ “ไม่โอเค”
ลองระบุให้ละเอียดขึ้น เช่น
เศร้า คิดถึง โกรธ รู้สึกผิด โดดเดี่ยว กลัว สับสน
การตั้งชื่อให้ความรู้สึก ช่วยให้เราแยกตัวเองออกจากอารมณ์ได้มากขึ้น
แทนที่จะคิดว่า “ฉันพังแล้ว”
เปลี่ยนเป็น “ตอนนี้ฉันกำลังรู้สึกเศร้ามาก”
สองประโยคนี้ ให้ความหมายกับตัวเรา แตกต่างกัน

— วันนี้ฉันต้องการอะไรที่จำเป็นที่สุด ?
อาจเป็นการพัก อาหาร การนอน การพูดคุย
การร้องไห้ การออกไปสูดอากาศ
หรือเพียงการมีใครสักคนอยู่ข้าง ๆ

— วันนี้ฉันจะดูแลตัวเองให้ได้ 1 อย่างอะไรบ้าง ?
ไม่ต้องคิดถึงทั้งชีวิต คิดเพียง “วันนี้”
เพราะเมื่อชีวิตเสียศูนย์ การพยายามแก้ทุกอย่างพร้อมกันอาจหนักเกินไป
บางครั้งการผ่านวันนี้ให้ได้ ก็เพียงพอแล้ว

10. เมื่อไหร่ที่ควรขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ ?
ความเศร้าหลังการสูญเสียเป็นเรื่องธรรมชาติ
แต่หากความทุกข์รุนแรง ต่อเนื่อง
หรือส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตอย่างมาก
การพูดคุยกับนักจิตวิทยา หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต
สามารถช่วยให้เราไม่ต้องแบกรับทุกอย่างเพียงลำพัง
โดยเฉพาะเมื่อพบว่า
- ไม่สามารถทำกิจวัตรพื้นฐาน หรือทำงานได้เป็นเวลานาน
- นอนไม่หลับ หรือกินอาหารผิดปกติอย่างต่อเนื่อง
- แยกตัวจากผู้คนอย่างมาก
- รู้สึกสิ้นหวัง หรือไร้คุณค่าอย่างรุนแรง
- มีความรู้สึกผิดที่ควบคุมไม่ได้
- ความทุกข์รบกวนชีวิตประจำวันอย่างต่อเนื่อง
- หรือมีความคิดว่าไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อ
การขอความช่วยเหลือ ไม่ใช่การยอมแพ้
แต่เป็นการยอมรับว่า
“เรื่องนี้หนักเกินกว่าที่ฉันควรต้องรับมือเพียงคนเดียว”
และนั่นเป็นความกล้ารูปแบบหนึ่งเช่นกัน

---

หลังการสูญเสีย เราอาจไม่ได้กลับไปเป็นคนเดิมอย่างสมบูรณ์
และบางทีเราไม่จำเป็นต้องกลับไปเป็นคนเดิมด้วยซ้ำ
เพราะประสบการณ์บางอย่างเปลี่ยนเรา
ทำให้เราเข้าใจความรักมากขึ้น
เข้าใจความเปราะบางของชีวิตมากขึ้น
เห็นคุณค่าของเวลามากขึ้น
และเรียนรู้ว่า คนที่เรารักมีความหมายกับเรามากเพียงใด

การเยียวยาจึงไม่จำเป็นต้องจบลงด้วยการที่เราลืมคนที่จากไป
แต่อาจจบลงด้วยการที่วันหนึ่ง เราสามารถนึกถึงเขา
แล้วพูดกับตัวเองได้ว่า
“ฉันยังคิดถึงนะ แต่ฉันสามารถใช้ชีวิตต่อไปได้แล้ว”
น้ำตาอาจยังมีบ้าง
ความคิดถึงอาจกลับมาในบางวัน
แต่เราจะค่อย ๆ เรียนรู้ว่า ความคิดถึงสามารถอยู่ร่วมกับการใช้ชีวิตได้
และในวันที่เรากลับมายิ้มได้อีกครั้ง
นั่นไม่ได้หมายความว่าเรารักหรือคิดถึงคนที่จากไปน้อยลง
มันหมายความว่า เรากำลังอนุญาตให้ตัวเองมีชีวิตต่อ
โดยพาความทรงจำอันมีค่าเหล่านั้นเดินทางไปกับเราด้วย

สุดท้ายนี้ หากวันนี้คุณกำลังสูญเสียใครบางคน
หรือกำลังเผชิญกับการจากลาที่หนักหนา
อย่าเพิ่งบังคับตัวเองให้ “หายเศร้า”
ขอเพียงค่อย ๆ หายใจ
ค่อย ๆ ดูแลตัวเอง
ค่อย ๆ ผ่านแต่ละวัน
และจำไว้ว่าการจากลาของใครบางคน
ไม่ได้หมายความว่า “คุณ” หมดความหมายไปพร้อมกับเขา

วันนี้อาจยังไม่ต้องเข้มแข็งก็ได้ค่ะ
แค่ยังอยู่ตรงนี้ และค่อย ๆ พาตัวเอง
ผ่านวันนี้ไป ก็เก่งมากแล้ว

เรายังเป็นคนสำคัญของใครสักคนอยู่นะคะ
เพราะฉะนั้น เราต้องอยู่ต่อและใช้ชีวิตให้ดี....
ไม่ว่าตอนนี้จะเผชิญกับเรื่องอะไรอยู่
เราขอเป็นกำลังใจและส่งกอดแน่นๆ นะคะ

อาบป่า เติมใจ (Forest bathing) 🏡-----ในยุคที่มองไปทางไหนก็เจอแต่ตึกรามบ้านช่องสร้างขึ้นมาในทุกขณะลมหายใจ แต่สิ่งหนึ่งที่...
17/08/2026

อาบป่า เติมใจ (Forest bathing) 🏡
-----

ในยุคที่มองไปทางไหนก็เจอแต่ตึกรามบ้านช่องสร้างขึ้นมาในทุกขณะลมหายใจ แต่สิ่งหนึ่งที่เคยอยู่ควบคู่กับการถือกำเนิดของมนุษย์กลับถดถอยหายไปเรื่อย ๆ นั่นคือ ‘ต้นไม้’ หรือธรรมชาติใบเขียวที่ทำหน้าที่ผลิตออกซิเจนให้เรานั่นแหละ

เพราะแบบนั้นเทรนด์แห่งยุคที่กำลังมาแรงคงจะหนีไม่พ้น ‘การเดินป่า’ ไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็มักจะพบกับกลุ่มคนที่เริ่มรวมตัวกันกลับคืนสู่ธรรมชาติมากขึ้น อีกอย่างเทรนด์นี้ก็ยังตีคู่มากับเทรนด์ ‘การดูแลสุขภาพ’ อีกต่างหาก ผู้คนจึงไม่ได้เลือกการท่องเที่ยวตามธรรมชาติในแบบเดิม แต่กลับเลือกวิธีที่จะได้สัมผัสกับธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง ซึ่งสร้างความท้าทาย ความตื่นเต้น ความสนุกสนานร่วมกันกับหมู่คณะ และการเสริมสร้างสุขภาพกายที่ดีขึ้นอย่างรอบด้านอีกด้วย
-----

Forest bathing หรือแปลตรงตัวก็คือการอาบป่า 🏡 แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องไปอาบน้ำ หรือชำระล้างร่างกายอะไรทำนองนั้นนะ ลองนึกภาพอ่างอาบน้ำอ่างใหญ่ที่เต็มไปด้วยน้ำเย็น ในวันที่อากาศร้อนเราได้หย่อนตัวลงไปและไหลต่ำลงไปเรื่อย ๆ จนเหลือแค่ส่วนใบหน้าที่สัมผัสอากาศดูสิ การอาบป่าให้ความรู้สึกแบบนั้นเลย 🛀

ซึ่งการอาบป่าจริง ๆ แล้วก็ไม่ได้มีหลักการตายตัวว่าต้องทำอะไรแบบใด ในบางกลุ่มก็เลือกที่จะเดินชมธรรมชาติอย่างเงียบ ๆ หรือมีกิจกรรมโอบรอบต้นไม้เพื่อกระตุ้นประสาทสัมผัสให้ใกล้ชิดกับธรรมชาติมากขึ้น ส่วนในอีกกลุ่มหนึ่งก็อาจจะเป็นการเดินป่า โดยกระตุ้นประสาทสัมผัสผ่านการได้มีปฏิสัมพันธ์กับธรรมชาติรอบ ๆ ที่จำเป็นต้องใช้ในการเดินต่อไปถึงจุดหมายนั่นเอง

ผัสสะทั้ง 5 ได้รับการกระตุ้นจาก

- การ 'มองเห็น'ความงามของธรรมชาติ
- การ 'ได้ยิน' เสียงขับร้องของนก แมลง หรือแม้แต่เสียงของลมพัด
- การ 'สัมผัส' กับเปลือกไม้ หรือโขดหินแข็ง ๆ ที่รู้สึกผ่านรองเท้าคู่หนา
- การ 'ได้กลิ่น' ชื้น ๆ ของป่าฝน และสุดท้ายจากการ 'รับรส' ทางปาก (บางคนก็อาจจะอยากลองลิ้มรสเปลือกไม้ดู? หรือจะเป็นการชิมน้ำใส ๆ จากลำธาร ก็นับเช่นกันนะ)
-----

อืมม…แล้วถ้าเกิดว่าเราติดเรียน หรือไม่สามารถปลีกตัวจากงานประจำเพื่อไปใช้เวลากับการท่องป่าได้อย่างมีประสิทธิภาพล่ะ? ทำยังไงดี?

ที่จริงแล้วธรรมชาติก็ไม่ได้มีแค่ป่าใช่ไหมล่า การได้ไปเดินสวนสาธารณะก็ช่วยเหมือนกันนะ แต่ถ้าสิ่งนี้ยังไม่สะดวกอีก! ก็ยังเหลือการสร้างมันขึ้นมาเอง ‘การปลูกต้นไม้/ดอกไม้’ ยังไงล่ะ 🌳

แต่สำหรับบางคนอาจจะรู้สึกว่าสิ่งกระตุ้นเร้าที่ได้รับจากสวนหรือต้นไม้ที่ปลูกเองนั้นน้อยกว่าการได้ไปป่า

อาจสามารถทำ ‘สมุดบันทึกธรรมชาติ (Nature Journaling) ได้นะ’ การได้จดบันทึกนั้นช่วยให้เราสังเกตสิ่งเล็ก ๆ ได้นานขึ้นและละเอียดขึ้น คุณอาจจะนั่งมองต้นไม้ใบหญ้าไปสักพักและบรรยายสิ่งที่เห็นแบบตรง ๆ ไปเลยก็ได้ 📓🌳

เช่น “ต้นไม้มีหลายต้น แต่ต้นตรงหน้าไม่ได้ใหญ่มาก เด็ก ๆ วิ่งซุกซนอีกต่างหาก แต่ก็ยังดีที่ไม่ได้วิ่งเหยียบนกแถวนั้น” หรือ “วันนี้แสงแดดไม่ปรานี แต่โชคดีที่ร่มไม้ของต้นนี้ใหญ่พอที่จะบังร่างของเราให้หนีจากความร้อนได้” ☀

หรือหากไม่ทำการจดบันทึก จะแค่นั่งเฉย ๆ และหายใจเข้าออกเป็นจังหวะ ก็ได้เช่นกัน 🧘‍♀️ ไม่มีวิธีที่ถูกผิดสำหรับการเสพสุขจากธรรมชาติหรอก มีเพียงวิธีที่มันตรงกับใจเรามากที่สุดเท่านั้นแหละ

ท้ายที่สุดนี้หวังว่าทุกคนจะมีสุขภาพกายและสุขภาพใจที่แข็งแรงขึ้นในทุก ๆ วันนะคะ ขออวยพรให้ทุกคนได้สัมผัสกับธรรมชาติที่ตรงกับใจนะ ♥
-----

Reference:

- Psychologytoday. (2026). Forest Bathing. https://www.psychologytoday.com/us/basics/forest-bathing -mindful-experience

- Jennifer Verdolin. (2025). Reconnect With Nature to Improve Mental Well-Being. https://www.psychologytoday.com/us/blog/wild-connections/202505/reconnect-with-nature-to-improve-mental-well-being

ประกาศวันหยุดราชการประจำเดือน สิงหาคม 2569 ค่ะเนื่องในโอกาสวันแม่แห่งชาติ หลาย ๆ คนคงจะเลือกใช้เวลานี้ไปกับการพักผ่อน หร...
12/08/2026

ประกาศวันหยุดราชการประจำเดือน สิงหาคม 2569 ค่ะ

เนื่องในโอกาสวันแม่แห่งชาติ หลาย ๆ คนคงจะเลือกใช้เวลานี้ไปกับการพักผ่อน หรือการใช้เวลาคุณภาพกับครอบครัว

ท้ายที่สุดนี้ไม่ว่าคนที่เราเลือกสนทนา หรือเลือกใช้เวลาด้วยจะเป็นแม่ผู้ให้กำเนิดหรือเป็นใคร ก็ขออวยพรให้ทุกคนสมหวังปรารถนา ได้ทำในสิ่งที่วางแผนเอาไว้นะคะ :)

เมื่ออารมณ์ของคนอื่น...ค่อย ๆ เข้ามาอยู่ในใจเราบางวัน...หัวใจของเราต้องพบเจอผู้คน เรื่องราว และอารมณ์มากมายบางครั้งเราเป...
27/07/2026

เมื่ออารมณ์ของคนอื่น...ค่อย ๆ เข้ามาอยู่ในใจเรา

บางวัน...หัวใจของเราต้องพบเจอผู้คน
เรื่องราว และอารมณ์มากมาย

บางครั้งเราเปิดโทรศัพท์ อาจเจอข้อความหนึ่งบนโทรศัพท์
ข่าวหนึ่งข่าวในโซเชียล หรือคำพูดสั้น ๆ จากใครบางคน
ก็อาจทำให้ความรู้สึกและอารมณ์ของเรา
เปลี่ยนไปโดยไม่ทันสังเกต
เพราะหัวใจของมนุษย์...
ไม่ได้เพียงรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง
แต่ยังเปิดรับความรู้สึกของผู้คนรอบข้างอยู่เสมอ

จึงไม่ใช่เรื่องแปลก หากบางวันเราจะรู้สึกเหนื่อย
หนักใจ หรือรู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเอง
ทั้งที่ดูเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับเราโดยตรง

แต่เมื่อค่อย ๆ หยุดฟังหัวใจของตัวเอง เราอาจค้นพบว่า...
ความรู้สึกบางอย่าง อาจไม่ได้เริ่มต้นจากเราเลย

#อารมณ์...ที่ส่งต่อถึงกัน

ในทางจิตวิทยา มีแนวคิดที่เรียกว่า Emotional Contagion
หรือ การแพร่กระจายของอารมณ์ ซึ่งอธิบายว่า
มนุษย์สามารถรับรู้และได้รับอิทธิพลจากอารมณ์ของคนรอบข้าง
ผ่านสีหน้า น้ำเสียง ท่าทาง และบรรยากาศได้โดยไม่รู้ตัว

นั่นจึงเป็นเหตุผลว่า.....บางวันที่เราเริ่มต้นด้วยรอยยิ้ม
แต่หลังจากอยู่กับคนที่กำลังเครียดหรือหงุดหงิด
ใจของเรากลับค่อย ๆ หนักขึ้นโดยไม่รู้ตัว

ในชั่วโมงปรึกษาทางจิตวิทยา
นักจิตวิทยามักชวนผู้รับบริการตั้งคำถามกับตัวเองว่า

> > "ความรู้สึกที่เกิดขึ้นตอนนี้ เป็นความรู้สึกของเรา...
หรือเราเพียงกำลังรับความรู้สึกของใครบางคนเข้ามา"

คำถามนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อปฏิเสธความรู้สึก
แต่เพื่อช่วยให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น
และค่อย ๆ แยกแยะว่า
สิ่งใดเป็นประสบการณ์ของเรา
และสิ่งใดเป็นอารมณ์ที่เราได้รับอิทธิพลมาจากคนรอบข้าง

#คนที่เข้มแข็ง...ไม่ใช่คนที่ไม่รู้สึก

หลายคนเติบโตมากับความเชื่อว่า
คนเข้มแข็งต้องไม่ร้องไห้ ไม่โกรธ
และไม่แสดงความอ่อนแอ

แต่ในมุมมองของนักจิตวิทยาการปรึกษา
ความเข้มแข็งไม่ได้หมายถึงการเก็บซ่อนอารมณ์

หากแต่หมายถึง

>+ การรับรู้ ยอมรับ และดูแลอารมณ์ของตนเอง
ด้วยความอ่อนโยน ก่อนที่จะเลือกตอบสนองอย่างเหมาะสม

เราเสียใจได้ เหนื่อยได้ ผิดหวังได้
เพราะการมีอารมณ์....เป็นส่วนหนึ่งของการเป็นมนุษย์
ไม่ใช่สัญญาณของความอ่อนแอ

#แล้วเมื่ออารมณ์ของคนอื่น #เข้ามากระทบใจเรา

เช่น....

เพื่อนร่วมงานพูดกับเราด้วยน้ำเสียงที่แข็ง
เราอาจเผลอคิดว่า "เราคงทำได้ไม่ดีพอแน่ ๆ"
ทั้งที่ความจริง อีกฝ่ายอาจกำลังเผชิญแรงกดดันในแบบของเขา

หรือเมื่อคนในครอบครัวตอบตำถามเราเพียงสั้น ๆ
เราอาจตีความว่าเขาโกรธเรา
แต่ภายหลังจึงรู้ว่า เขาเพียงเหนื่อยจากงานที่กำลังถาโถม

หลายครั้ง สิ่งที่ทำให้เราเจ็บปวด
ไม่ใช่เพียงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
แต่เป็นความหมายที่ใจของเรารีบเติมลงไป

#หากวันนี้... #ใจเริ่มเหนื่อย
ลองมอบช่วงเวลาสั้น ๆ ให้กับตัวเอง

🌿 หยุด และหายใจช้า ๆ สักสองสามครั้ง

🌿 รับรู้ความรู้สึก โดยไม่รีบตัดสินว่าถูกหรือผิด

🌿 ยอมรับอารมณ์ของตัวเอง
เหมือนกำลังรับฟังคนที่เรารักด้วยความเข้าใจ

🌿 เลือกตอบสนองในแบบที่อ่อนโยน ทั้งต่อตัวเองและผู้อื่น

เพราะระหว่างสิ่งที่เกิดขึ้น กับการตอบสนองของเรา
ยังมีพื้นที่เล็ก ๆ ที่เรียกว่า "การเลือก"
และพื้นที่เล็ก ๆ นั้นเอง
คือจุดเริ่มต้นของการดูแลหัวใจ (การักตัวเองอย่างแท้จริง)

สุดท้ายนี้....เราอาจไม่สามารถป้องกัน
ไม่ให้ "คลื่นอารมณ์" ทุกลูกพัดเข้ามาในชีวิตได้
แต่เราสามารถเรียนรู้ที่จะอยู่กับคลื่นเหล่านั้น
โดยไม่หลงลืมที่จะดูแลหัวใจของตัวเอง

Empathy คือ การเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น
ไม่ใช่การรับเอาความทุกข์ของทุกคนมาไว้กับตัว

บางครั้ง...การดูแลหัวใจของตัวเองให้มั่นคง
ไม่ใช่การเห็นแก่ตัว แต่เป็นการเติมพลัง
ให้เรายังคงมีพื้นที่ สำหรับการเข้าใจ
และอยู่เคียงข้างผู้อื่นได้อย่างอ่อนโยน

เพราะเมื่อหัวใจของเราได้รับการดูแลให้มั่นคง
เราก็จะมีพลังมากพอที่จะดูแลผู้อื่นได้ดีขึ้น

#ไม่ตัดสิน (non-judgmental)
#เน้นการตระหนักรู้ (awareness)
#การยอมรับ (acceptance)
#และการมีเมตตาต่อตนเอง (self-compassion)

ประกาศวันหยุดราชการ Veterinary CMU Mind Friend---------------------🏡 เดือนกรกฎาคม 2569 🏡 🌟 วันที่ 28 กรกฎาคม วันเฉลิมพระ...
24/07/2026

ประกาศวันหยุดราชการ Veterinary CMU Mind Friend
---------------------
🏡 เดือนกรกฎาคม 2569 🏡
🌟 วันที่ 28 กรกฎาคม วันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
🌟 วันที่ 29 กรกฎาคม วันอาสาฬหบูชา
🌟 วันที่ 30 กรกฎาคม วันเข้าพรรษา
---------------------
หมายเหตุ: นศ. และ บุคลากร สามารถติดต่อเข้ามาทำนัดหมายได้ปกติค่ะ แต่อาจตอบล่าช้า หรือตอบในวันราชการถัดไปค่ะ
---------------------
🏡 ขอให้ช่วงวันหยุดทุกคนได้มีช่วงเวลาพักผ่อนที่ดีนะคะ

---------------------
#ต้องการปรึกษาพี่นักจิตฯประจำคณะ (Location: ห้องรับคำปรึกษาประจำคณะ - แม่เหียะ)
https://m.me/Joodpakjai.VetCMU

#ต้องการปรึกษาพี่นักจิตฯศูนย์สุขใจ (Location: CMU Mind อาคารศูนย์สุขภาพมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ - สวนสัก) [บุคลากรสามารถเข้ารับบริการได้เช่นกัน]
https://www.facebook.com/CMUMinds

#ต้องการประเมินสุขภาพจิตตนเอง (แบบวัดพลังใจ)
https://mentalhealth.cmu.ac.th

ปรับตัวยังไง ไม่ให้ใจพัง 💔——สวัสดีค่าาา 😊  เปิดเทอมกันมาค่อนข้างหลายวีคแล้ว เป็นยังไงกันบ้างน้อ คงจะพบเจออะไรใหม่ ๆ เยอะ...
16/07/2026

ปรับตัวยังไง ไม่ให้ใจพัง 💔
——

สวัสดีค่าาา 😊 เปิดเทอมกันมาค่อนข้างหลายวีคแล้ว เป็นยังไงกันบ้างน้อ คงจะพบเจออะไรใหม่ ๆ เยอะน่าดูเลยสิน้า ทั้งแผนการเรียนใหม่ อาจารย์ที่คุ้นหน้าแต่ไม่ค่อยคุ้นเคย หรือจะเป็นสังคมเพื่อนใหม่ที่จำเป็นต้องทำความรู้จักกัน 🧍

——

แต่เอ…ในหลายสิ่งด้านบนที่ยกมาเนี่ย มีใครเคยรู้สึกเหมือนกันมั้ยนะ ว่ายิ่งปรับตัว ยิ่งเข้าหา ยิ่งเข้าร่วม ทำไมถึงรู้สึกว่า ฝืนใจ และ เหนื่อยใจ มากขนาดนี้กันล่ะ? 😓


☔ ขอลองยกตัวอย่างนะ เช่น มีเพื่อนมาชวนเราออกไปเที่ยวด้วยกันหลังเลิกเรียน


- บางครั้งความต้องการ (Want) ของเราอาจจะไม่ได้อยากไปหรอก อาจเพราะเหนื่อย อยากนอน อยากเล่นเกมอะไรก็แล้วแต่ 🛌


- แต่ Needs บางอย่างของเรากลับทำงานขึ้นมาด้วย เช่น
“อยากได้รับการยอมรับ” 😢

หรือ

“อยากเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม” 🏡


นอกจากนี้มันมักทำงานร่วมกับ ‘ต่อมกังวล’ ของเราอีกด้วยนะ 😰
“ถ้าไม่ไป แล้วคราวหน้าเพื่อนจะยังชวนเราไปไหนมาไหนอีกไหม ถ้าเขาไม่ชวนแล้วล่ะ?”


พอคิดได้เช่นนั้น สุดท้ายแล้วก็ต้องจูงตัวเองให้ออกไปตามนัดเสียทุกที เพราะไม่อยากสูญเสียโอกาสในการเติมเต็ม Needs นั้น ๆ จนเหนื่อย จนไม่เหลือเวลาในการได้เป็นตัวเองในพื้นที่ของเราเลย🫠

——

การอยากเป็นที่ยอมรับ หรือการเข้าสังคมมันไม่ใช่เรื่องผิดหรอกนะ มันเป็นความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ทุกคนที่เป็นสัตว์สังคมแหละ 🏡 แต่บางครั้งการทำจนเกินพอดี อาจไม่ได้ทำให้เราเข้าสังคมได้ด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มอย่างเต็มที่ แต่ภายในใจของเราจะเริ่มถดถอยลงไปเรื่อย ๆ จนเกิดเป็นความทุกข์ใจที่แม้แต่เราเองก็อาจทำความเข้าใจได้ยาก 💔

——

เพราะงั้นเราลองมาดูกันดีกว่าว่าแท้จริงแล้วสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ตอนนี้ คือ ‘การปรับตัว’ หรือเป็นเพียง ‘การยอมตาม’ จากเสียงความกังวลกันนะ ? 🔍


1. การปรับตัว (Adjustment) - คือความสามารถในการเปลี่ยนแปลงตนเองให้กลมกลืนได้กับสภาพแวดล้อม และสามารถเลือกกระทำได้อย่างยืดหยุ่น โดยเป็นการเลือกที่อยู่บนฐานของความสบายใจส่วนตัวของตนและไม่ได้เดือดร้อนใคร 🧍


2. การยอมตาม (Compliance) - คือการยอมทำ ยอมไป ยอมเข้าร่วม เพียงเพราะไม่ต้องการให้เกิดความขัดแย้ง หรือทำไปเพราะกลัวว่าผู้อื่นจะมองเราไม่ดี 😔


เห็นความแตกต่างของสองคำนี้ไหม? ฉะนั้นการปรับตัวไม่ใช่การทำทุกอย่างให้เราตอบสนองความต้องการของผู้อื่นได้ทั้งหมด แต่เป็นการที่เรามีจุดยืนเป็นของตัวเองและเลือก “ตรงกลาง” ที่พอดีสำหรับทุกฝ่าย (โดยเฉพาะตัวเราเอง 🙂‍↕️)

——

การสร้างพื้นที่ตรงกลางอาจเรียกได้ว่าเป็นการสร้าง “ขอบเขต” หรือ Boundary ให้กับความสัมพันธ์ ซึ่งขอบเขตที่ยืดหยุ่นเป็นทางออกที่ตรงใจและใจดีสำหรับทุกฝ่าย เพราะมันเหมือนกับสาส์นที่สื่อถึงใจเราได้ โดยที่ไม่จำเป็นต้องสรรหาคำสร้อยหรือประโยคใด ๆ มาอธิบายให้เราเหนื่อยเหมือนกับพี่เสกเลย ,_,


ก็เลยมาร้องเพลงบอก แค่อยากให้เธอนั้นเข้าใจ
ไอ่สิ่งที่ชั้นทำลงไป ใจสั่งมา~ 🥀


อะแฮ่ม เข้าเรื่องกันต่อเน้อะ

การจะสร้างขอบเขตนั้นง่ายมั่ก ลองพิจารณาสามสเต็ปนี้ดูนะ อาจจะง่ายกว่าที่คิด 😎


1. เริ่มจากสังเกตตัวเอง:

🏡 ความรู้สึกอึดอัด ไม่สบายใจ หรือเหนื่อยเมื่อคิดถึงกิจกรรมนั้นๆ มันไม่ใช่เพราะว่าเราเป็นคนไม่ดี หรือเป็นพวกต่อต้านสังคมหรอกนะ นั่นเป็น ‘สัญญาณของใจ’ ต่างหาก

🏡สัญญาณนี้เข้ามาเตือนเราว่าขอบเขตของเรากำลังถูกล้ำเส้น / หรือเส้นขอบเขตอาจจะกำลังเลือนไป เพราะถึงแม้เราจะเป็นสัตว์สังคมแต่บางครั้งก็อยากใช้เวลาอยู่กับกิจกรรมที่ตัวเองชอบเพียงคนเดียวเท่านั้นเอง


2. ต่อมาซื่อสัตย์ต่อตนเองและผู้อื่น:
เมื่อเราไม่สบายใจ เรามี ‘สิทธิ’ ที่จะปฏิเสธ เราสามารถเป็นคนที่น่ารักและยินดีช่วยเหลือผู้อื่นได้ พร้อม ๆ กับการปฏิเสธในสิ่งที่เราไม่ไหว ☔ การพูดว่า...


🧍 “อยากไปมาก ๆ เลย แต่วันนี้ยังไม่สะดวกจริง ๆ”
นั่นคือความประนีประนอมที่เราพอจะให้ได้กับทั้งตนเองและผู้อื่นแล้ว


3. และสุดท้ายต่อรองเพื่อพื้นที่ตรงกลาง:
🍒 ขั้นสุดท้ายนี้ เหมือนการวางเชอร์รี่ลงไปบนเค้กแบบสวย ๆ 🎂


“แต่ในครั้งหน้าถ้าเธอชวนอีก เราคิดว่าตอนนั้นน่าจะสะดวกนะ ขอบคุณมากๆเลยที่นึกถึงกัน”

หรือ

“เราอยากช่วยเธอนะ แต่วันนี้เราไม่สะดวกจริง ๆ เอาเป็นว่าถ้าพรุ่งนี้เธอยังหาคนช่วยอยู่ เราก็พร้อมนะ”


เป็นการปฏิเสธที่ถนอมน้ำใจของอีกฝ่าย และเปิดโอกาสให้ตนเองในอนาคตอีกครั้ง นี่แหละการสร้างพื้นที่ตรงกลางที่สมดุลของทั้งสองฝ่าย ⚖

——
#ต้องการปรึกษาพี่นักจิตฯประจำคณะ (Location: ห้องรับคำปรึกษาประจำคณะ - แม่เหียะ)
https://m.me/Joodpakjai.VetCMU


#ต้องการปรึกษาพี่นักจิตฯศูนย์สุขใจ (Location: CMU Mind อาคารศูนย์สุขภาพมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ - สวนสัก)
https://www.facebook.com/CMUMinds


#ต้องการประเมินสุขภาพจิตตนเอง (แบบวัดพลังใจ)
https://mentalhealth.cmu.ac.th

"เราใช้เวลามากมายกังวลกับ 'อนาคต' จนเผลอทำ 'ปัจจุบัน' หล่นหายไป... หรือเปล่า"ในมุมมองทางจิตวิทยา ความกังวลไม่ใช่ศัตรูเสม...
15/07/2026

"เราใช้เวลามากมาย
กังวลกับ 'อนาคต'
จนเผลอทำ 'ปัจจุบัน'
หล่นหายไป... หรือเปล่า"

ในมุมมองทางจิตวิทยา ความกังวลไม่ใช่ศัตรูเสมอไป เพราะมันเป็นกลไกของสมองที่พยายามปกป้องเราจากความเสี่ยง แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อเราใช้เวลาคิดถึง "สิ่งที่ยังไม่เกิด" มากเสียจนไม่มีพลังเหลือสำหรับ "สิ่งที่กำลังเกิด"

หลายคนเคยนอนไม่หลับ เพราะคิดว่าพรุ่งนี้งานจะผ่านไหม สอบจะได้หรือเปล่า หรืออนาคตจะมั่นคงแค่ไหน แต่เมื่อเช้ามาถึง กลับไม่มีสมาธิกับงานตรงหน้า ทำงานผิดพลาด ทำข้อสอบไม่ได้ จนสุดท้ายความกังวลที่มี กลายเป็นสิ่งที่ทำให้ผลลัพธ์แย่ลงจริง ๆ

#แล้วในชีวิตประจำวันเคยไหมที่...

- กินข้าวแต่ใจคิดถึงงาน จึงจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าอาหารรสชาติเป็นอย่างไร

- นั่งคุยกับคนที่รัก แต่สายตาอยู่ที่โทรศัพท์ เพราะกังวลเรื่องที่ยังมาไม่ถึง

- พักผ่อนทั้งวัน แต่สมองไม่เคยหยุดคิด จนรู้สึกเหมือนไม่ได้พักเลย

อนาคตเป็นสิ่งที่เราวางแผนได้ แต่ไม่อาจควบคุมทั้งหมด สิ่งเดียวที่เราควบคุมได้จริง คือการลงมือทำใน "ปัจจุบัน"

บางครั้ง...การดูแลอนาคตที่ดีที่สุด
ไม่ใช่การคิดให้มากขึ้น
แต่คือการทำวันนี้ให้ดีที่สุด
เพราะปัจจุบันที่มีคุณภาพ
คือรากฐานของอนาคตที่มั่นคง

จำไว้ว่า...
"อย่าให้ความกังวลกับวันพรุ่งนี้
ขโมยคุณค่าของวันนี้ไป
เพราะชีวิตไม่ได้เกิดขึ้นในอนาคต
แต่เกิดขึ้นในทุกลมหายใจของปัจจุบัน"

 #ปลดล็อกกับดักของคำว่า "รู้งี้" มาเปลี่ยนความเสียดายในอดีต เป็นพลังแห่งสติในปัจจุบันกันเถอะในชีวิตการเรียนและการทำงานขอ...
02/07/2026

#ปลดล็อกกับดักของคำว่า "รู้งี้"
มาเปลี่ยนความเสียดายในอดีต
เป็นพลังแห่งสติในปัจจุบันกันเถอะ
ในชีวิตการเรียนและการทำงานของพวกเรา
ทั้งในบทความหรือเรื่องเล่าต่าง ๆ
มักมีคำหนึ่งที่วนเวียนมาทักทายในใจเสมอ
ยิ่งเวลาที่เราทำอะไรผิดพลาด
คำสั้น ๆ คำเดียวนี้ยังได้ยิน คือคำว่า "รู้งี้......"

"รู้งี้... ตั้งใจอ่านหนังสือเล่มนี้ตั้งแต่สัปดาห์ก่อนดีกว่า"
"รู้งี้... ปฏิเสธงานชิ้นนั้นไปก็ดี จะได้มีเวลาพักผ่อน"

ในทางจิตวิทยา เราเรียกปรากฏการณ์ความรู้สึกนี้ว่า
"Counterfactual Thinking" (การคิดย้อนทวนข้อเท็จจริง)
ซึ่งเป็นกลไกทางสมองที่พยายามจินตนาการ
ถึงสิ่งที่เป็นไปได้ในแง่บวก
หากเราเลือกเดินอีกทางหนึ่งในอดีต การคิดแบบนี้ในมุมหนึ่ง
อาจดูเหมือนช่วยให้เราถอดบทเรียนได้
แต่หากเราตกหลุมพราง
จมดิ่งอยู่กับคำว่า "รู้งี้" ซ้ำ ๆ
มันจะกลายเป็นก้อนความทุกข์ที่คอยบั่นทอนพลังใจ
นำไปสู่ความวิตกกังวล ความเครียดสะสม
และความรู้สึกผิดที่กัดกินพลังบวกในชีวิต
ของทั้งนักศึกษาและบุคลากรอย่างไม่รู้ตัว

# # # แล้วเราจะทำอย่างไร ถึงจะไม่ตกหลุมพลางของคำว่า "รู้งี้"

1. โอบกอดอดีต...
เพราะบางเรื่องไม่ได้ต้องการให้เรากลับไปแก้ไข
ไม่มีใครในโลกนี้ที่ตัดสินใจถูกต้อง 100% ตลอดเวลา
วันนี้จึงอยากชวนทุกคนมองย้อนกลับไปในวันที่เราทำพลาด
ด้วยความเห็นอกเห็นใจตัวเอง (Self-Compassion)
ณ วินาทีนั้น ด้วยข้อมูลที่มี ด้วยประสบการณ์ที่มี
และด้วยสภาพจิตใจในตอนนั้น
***เราได้ตัดสินใจทำดีที่สุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะทำได้แล้ว***
>>> อดีตมีไว้ให้เรา "เรียนรู้"
ไม่ได้มีไว้ให้เรา "ลงทัณฑ์" ตัวเอง

2. ใช้ "วันนี้" อย่างมีสติ (Mindfulness)
เมื่อเราตระหนักได้ว่าเราไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขอะไรได้
สิ่งสำคัญที่สุด ที่จะช่วยเยียวยาจิตใจของเรา
คือ การดึงตัวเองกลับมาสู่ **"ปัจจุบัน"**
การฝึกใช้ชีวิตอยู่กับวันนี้อย่างมีสติ
จะช่วยลดแรงเหวี่ยงของความเสียดายลง
เมื่อเรามีสติ เราจะมองเห็นสิ่งรอบตัวชัดเจนขึ้น
ได้ยินเสียงความต้องการของร่างกายและจิตใจตัวเองชัดเจนขึ้น
และลดการใช้อารมณ์ในการตัดสินใจลงอย่างเห็นได้ชัด

3. อนาคตที่ไม่มีคำว่า "รู้งี้" เริ่มต้นที่ปัจจุบัน
เราจะสร้างอนาคตที่ไร้ความเสียดายได้อย่างไร ?
คำตอบนั่นคือ **" การไม่ละเลยสิ่งสำคัญในปัจจุบันเสมอ "**


*** สำหรับนักศึกษา ***
สิ่งสำคัญอาจเป็นการแบ่งเวลาอ่านหนังสือ
ควบคู่ไปกับการได้นอนหลับอย่างเต็มอิ่ม
การกล้าออกไปใช้ชีวิต หรือการเอ่ยปากขอความช่วยเหลือ
เมื่อรู้สึกว่าเรียนไม่ไหว


*** สำหรับบุคลากร ***
สิ่งสำคัญอาจเป็นการกำหนดขอบเขตระหว่างงานกับชีวิตส่วนตัว
การได้ทานอาหารตรงเวลา หรือการหาเวลาสั้น ๆ ชงชาแก้วโปรด
เพื่อพักสายตาระหว่างวัน

ไม่ว่าภาระงานจะหนักหนา หรือตารางเรียนจะแน่นขนาดไหน
อยากให้ระลึกไว้เสมอว่า **" สุขภาพจิตของคุณคือสิ่งสำคัญอันดับแรก "**
การหันมาดูแลใจตัวเอง ไม่ใช่ความเห็นแก่ตัว
แต่คือการเติมพลังงานชีวิต
เพื่อให้เรามีแรงขับเคลื่อนต่อไปได้อย่างมั่นคง

หากวันนี้ในหัวของคุณยังมีคำว่า "รู้งี้" ลอยอยู่
ลองสูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วบอกกับตัวเองเบา ๆ
ว่า “ไม่เป็นไรนะ วันนั้นทำเต็มที่แล้ว วันนี้เอาใหม่”
เปลี่ยนพลังความเสียดาย
ให้กลายเป็นการกระทำเล็ก ๆ ที่ดีต่อใจในปัจจุบัน
เริ่มต้นใส่ใจความรู้สึกตัวเองตั้งแต่วินาทีนี้
เพื่อที่ในอนาคตข้างหน้า
เราจะได้หันหลังกลับมามองวันนี้...
แล้วยิ้มให้กับตัวเองได้อย่างเต็มภาคภูมิ

🌳 ต้นไม้ผลัดใบเก่า ถึงเวลาของการผลิใบใหม่----------☔ ที่ผ่านมากว่าจะสอบเข้ามาเรียนที่นี่ได้ คงไม่ใช่เรื่องง่ายเลยใช่ไหม ...
18/06/2026

🌳 ต้นไม้ผลัดใบเก่า ถึงเวลาของการผลิใบใหม่

----------

☔ ที่ผ่านมากว่าจะสอบเข้ามาเรียนที่นี่ได้ คงไม่ใช่เรื่องง่ายเลยใช่ไหม ตอนนี้ความพยายามของทุกคนเกิดผลแล้วนะ และแน่นอนว่าใน Chapter ใหม่ของชีวิตนี้ ก็จะมีสิ่งใหม่ให้ได้ลองสัมผัสและประสบด้วยตนเองอยู่เสมอ


- ทั้งการจากบ้านมาใช้ชีวิตตัวคนเดียว จัดสรรค่าขนมด้วยตนเอง

- การปรับตัวเข้ากับสังคมใหม่ ๆ

- การปรับตัวเข้ากับอาจารย์

- การปรับตัวเข้ากับวิชาที่ยากกว่าระดับมัธยม


☔ มันไม่ง่ายเลย แต่เชื่อเถอะว่าในหนทางข้างหน้าที่เราจะก้าวไปนั้น เราไม่ได้ตัวคนเดียวนะ
ยังมีเพื่อน ๆ พี่ ๆ และบุคลากรคณะสัตวแพทย์ทุกคน ที่พร้อมก้าวไปกับ "น้อง ๆ" ทุกย่างก้าว


🏡 หากพบเจอปัญหาที่ยากจะรับมือไหว หรือต้องการที่พึ่ง ไม่เป็นไรเลยถ้าจะเดินเข้ามาหาพี่ ๆ นักจิต อ่อนแอได้นะ ไม่จำเป็นต้องเข้มแข็งตลอดเวลา เพราะสุขภาพใจของน้องๆทุกคน สำคัญเสมอ ไม่ว่าปัญหานั้นจะเล็กน้อยเพียงใดก็ตาม


นักจิตวิทยา:
พี่อัยย์วี่ และพี่กระแต ♥

ที่อยู่

คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยChiang Mai
Chiang Mai

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 16:30
อังคาร 08:30 - 16:30
พุธ 08:30 - 16:30
พฤหัสบดี 08:30 - 16:30
ศุกร์ 08:30 - 16:30

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Veterinary CMU Mind Friendผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แนะนำ

แชร์