Jaidee clinic Healingtje mind,Unlockingthe potential

12/07/2026

🖤 ทำไมโรคซึมเศร้า ถึงชอบ “เล่นตลก” รักษากำลังจะหาย...แต่กลับมาดิ่งซ้ำ?
หลายคนเข้าใจผิดว่า “กินยาแล้วหาย = จบ”
แต่ความจริงก็น่าเศร้า... เพราะสมองของผู้ป่วยซึมเศร้ามี “ความพร้อมที่จะดิ่ง” ซ่อนอยู่ตลอดเวลา จากทั้งพันธุกรรม แผลใจในวัยเด็ก หรือแม้กระทั่งแบคทีเรียในลำไส้!
นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมโรคนี้ถึงมีช่วง Relapse (กำเริบระหว่างรักษา) และ Recurrence (หายไปเป็นปีแล้วกลับมาเป็นใหม่) จนเหมือนวงจรอุบาทว์ที่ไม่มีวันสิ้นสุด
💡 3 กุญแจสำคัญที่จะช่วย "ทุบวงจร" นี้ให้พังลง:
* ยาและจิตบำบัด: จุดเริ่มต้นของการดึงสมองขึ้นมาจากก้นเหว
* การออกกำลังกายระดับ Moderate Intensity: ตัวช่วยสร้างสาร BDNF (สารงอกประสาท) ที่ทรงพลังไม่แพ้ยา
* การจัดการกับ Environment: ตัวกระตุ้นในชีวิตจริงที่สลัดยากที่สุด
> "ในวันที่สมองยังพร้อมที่จะดิ่งกับเรื่องลบๆ... เราจะสร้าง 'เกราะป้องกัน' ให้จิตใจไม่ให้กลับไปจุดเดิมได้อย่างไร?"
>
👇 อ่านกลไกการทำงานของสมอง และวิธีป้องกันไม่ให้โรคนี้กลับมาทำร้ายคุณซ้ำสอง ได้ที่คอมเมนต์แรก 👇

Healingtje mind,Unlockingthe potential

01/07/2026

🧠 ทำไมอาการซึมเศร้าเริ่มดีขึ้นแล้ว แต่ยังขี้ลืม จำอะไรยาก อ่านหนังสือไม่ค่อยเข้า ก็เลยมายืนยันค่ะว่า เรื่องความจำ ต้องใช้เวลาฟื้นค่ะ

เหตุผลหลักคือ สมองส่วน Hippocampus
ที่คอยสร้างความจำระยะยาวนั้น
เปราะบางมาก ฝ่อง่าย
กว่าจะฟื้นได้ แวดล้อม (ในตัวมัน) ต้องดี


📌 ขอ scope สั้นๆ ก่อนค่ะว่า ความจำที่พังในซึมเศร้า
คือมันมาได้ 3 ระดับเลย (คนส่วนใหญ่เป็นครบ)

1️⃣ ไม่เข้าหัวตั้งแต่แรก เพราะอยู่โหมดเหม่อ
ปิดข้อมูลการเข้า (Ruminaton/DMN hyperactivation)

2️⃣ ความจำแบบชั่วคราวพัง
เช่น จำตัวเลข จำอะไรสั้นๆ ภายใน 1 นาที
แล้วนึกซ้ำ ลืม จำไม่ได้
บางทีเหมือนไม่เคยได้ยิน (Working memory/dlPFC dysfunction)

3️⃣ สร้างความจำระยะยาวยากขึ้น เรียนรู้ช้าลง
ข้อนี้แหละ เป็นจากตัว Hippocampus ที่พัง


🧬 ช่วงที่เริ่มยาต้านเศร้าไป 2-6 สัปดาห์
เซลล์ประสาทที่หลั่ง serotonin (dorsal Raphe nucleus)
จะเริ่มกลับมากระตุ้น Hippocampus
ให้ทำงานและฟื้นฟูขึ้นละ

แต่ถ้าแวดล้อมตอนนั้นยังมีเครียดเรื้อรัง
มีปัจจัยกระตุ้น ระบบ cortisol จะยังเข้ามา
ยับยั้งการงอกปลายประสาท/และการสร้างเซลล์ใหม่อยู่


วิธีที่ดีที่สุดที่จะช่วยให้ฟื้นความจำกลับมา ต้องทำหลายกลไกพร้อมกัน เพื่อระดมกระตุ้นให้เซลล์ประสาทมันหลั่งสารงอกประสาท BDNF/NGF ระดมใส่ Hippocampus

✅ กินยาต้านเศร้าต่อเนื่อง อันนี้น่าจะรู้กันดีอยู่แล้ว
✅ ออกกำลังกาย: อันนี้ recommend มากๆ เลยค่ะ ถ้าฟื้นตัวได้บ้างแล้ว ลุกมาออกเลย เพราะเป็นตัวเพิ่ม BDNF ดีมาก แถมแก้อาการเชื่องช้า/อ่อนเพลียด้วย แต่เน้นย้ำว่า หากเริ่มออกได้แล้ว ให้เพิ่มความหนักเป็น ‘ออกจนเหนื่อย จนหอบ’ นะคะ เดินเฉยๆ ไม่พอ (แต่เป็นจุดเริ่มต้นได้)
✅ จัดระเบียบการนอน ถ้าเริ่มดีขึ้น แล้วเริ่มจัดการนอนเลยค่ะ ซึ่ง ณ ตอนนั้นยังต้องพึ่งยาช่วยหลับอยู่แน่นอน แต่พยายามจัดตารางชีวิตเป็นกิจลักษณะเลย เข้าโซนเวลานอน ปิด social ปิดกิจกรรมเลย ถ้ายังดิ่ง คิดวน ให้ทำอย่างอื่นที่ไม่ใช่ electronics
✅ ฝึกเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ดีขึ้นแล้ว เคยลองอยากทำอะไร ทำเลย ทำเลยค่ะ ไม่เอา perfect ขอให้ได้ทำ บางทีอาจจะสิ้นยินดีอยู่ กัดฟัน ทำมันก่อนเลย
✅ ฝึกจัดระเบียบความรู้สึก มีปัญหาเข้ามาปุ๊บ เข้าสู่กระบวนการแยกปัญหาก่อนเลย อันไหนสำคัญเร่งด่วน สำคัญแต่ไม่เร่งด่วน ไม่สำคัญแต่เร่งด่วน ไม่สำคัญและไม่เร่งด่วน ถ้าจัดเป็น ฝึกจัดบ่อย มันจะตัดอันสุดท้ายไปก่อนเลย (ส่วนใหญ่จะเป็นปัญหาจิปาถะรายวัน)

หลายคนพอจำอะไรไม่ได้ ก็คิดว่าตัวเองไม่เหมือนเดิมแล้ว แต่จริงๆ แล้ว ช่วงนี้เป็นช่วงที่สมองกำลังป่วยอยู่ค่ะ ขอเพียงให้เวลากับมัน และค่อยๆ แก้ทุกปัจจัยไปพร้อมๆ กัน แม้จะมีบางปัจจัยที่แก้ยากอย่างสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ เช่น ชีวิตความเป็นอยู่ พิษภัยที่อยู่รอบตัว

✨ แม้มันจะฟื้นช้า แต่มันฟื้นแน่นอน เพราะ Hippocampus แม้จะเปราะบาง แต่เป็นจุดเดียวที่ ณ ตอนนี้มีการยืนยันคือ สามารถสร้างเซลล์ใหม่ได้เลย คือเอาเก่ากาก ปล่อยเลย มันสร้างใหม่เลย มหัศจรรย์มาก แต่ต้องให้เวลามันค่ะ


ปล. อ้อ ถ้าเป็นความจำเชิงลบ
ยังจำแม่นนะคะ เหอะๆ
เพราะมี amygdala ช่วย ลำไยจริงๆ

[สูตรลับ 2 นาที] วิธี "Hack" ร่างกายให้หายเครียดและตัดสินใจคมขึ้น ด้วยหลักวิทยาศาสตร์ 🧠✨รู้ไหมครับว่าเราสามารถสั่งให้สมอ...
22/06/2026

[สูตรลับ 2 นาที] วิธี "Hack" ร่างกายให้หายเครียดและตัดสินใจคมขึ้น ด้วยหลักวิทยาศาสตร์ 🧠✨

รู้ไหมครับว่าเราสามารถสั่งให้สมองสลับจากโหมด "เครียด/สู้" (Fight or Flight) มาเป็นโหมด "ผ่อนคลาย" (Rest and Digest) ได้ทันที ผ่านการกระตุ้น เส้นประสาทเวกัส (Vagus Nerve)

ไม่ต้องพึ่งอุปกรณ์ แค่ใช้ "ลมหายใจ" ด้วย 5 เทคนิคนี้:
⏱️ สูตร 4:8 (หายใจออกยาวกว่าเข้า) แค่ 2 นาที ช่วยเพิ่ม HRV และช่วยให้ตัดสินใจดีขึ้น
🌬️ สูตร 5:5 (Coherent Breathing) ลดความดันเลือด ปรับสมดุลหัวใจและปอด
🧘‍♂️ หายใจด้วยกะบังลม และฝึก Pursed Lip บำบัดความเครียดลึกถึงระดับเซลล์

ใครกำลังเจอเรื่องเครียดๆ หรือต้องใช้สมองหนักๆ ลองเอา 5 เทคนิคนี้ไปใช้ดูครับ! (รายละเอียดวิธีทำอยู่ในโพสต์เลย 👇)

#สุขภาพ

พระหน่อกษัตริย์ทรงคุณอนันต์อนันต์เนืองพระปรีชาชาญเรืองธ สถิตระยับชนม์ส่องแสงพระกฎหมายนรวายอนาทพ้น“กรุงเทพฯ กฎ” สากลยกระด...
15/06/2026

พระหน่อกษัตริย์ทรง
คุณอนันต์อนันต์เนือง
พระปรีชาชาญเรือง
ธ สถิตระยับชนม์

ส่องแสงพระกฎหมาย
นรวายอนาทพ้น
“กรุงเทพฯ กฎ” สากล
ยกระดับสตรีไทย

พระทูตสิริสกล
ดุจฝนกุศลใส
ชุบราษฎร์ธราลัย
สุขศานติยั่งยืน

ยามองค์เสด็จสู่
ทิพยตรูลุกาลฝืน
โศกสลดมิอาจคืน
ระลึกกรุณาคุณ

น้อมกราบสิโรราบ
ผิวกายพระการุญ
เดชะพระบุญหนุน
สถิตฟ้านิรันดร์เทอญ

15/05/2026

หลายคนคิดว่า “แผลโหดร้ายใจวัยเด็ก” ฝากไว้แค่ในความทรงจำ แต่จริงๆ มันสามารถฝากร่องรอยไว้ลึกถึงระดับ DNA (Epigenetics) และค่อยๆ ปรับสมองให้เสี่ยงซึมเศร้าและโรคจิตเวชอื่นๆ มากขึ้นได้ค่ะ


อย่างที่เคยได้กล่าวไป ซึมเศร้า และโรคอื่นๆ ทางจิตเวช ไม่ใช่จู่ๆ ก็เป็นได้กันทุกคน แต่มันเกิดจากสมการง่ายๆ อย่าง

[สมองที่เสี่ยง] + [ตัวกระตุ้น] → เซลล์ประสาทถูกทำร้าย → สมองแต่ละจุดเริ่มทำงานผิดปกติ (ทั้งมากขึ้น/น้อยลง) → pattern ของสมองที่เสียหาย

จะบอกว่าสุดท้ายเป็นโรคอะไร เช่น โดนหนักที่ส่วน mood (HPC/AMYG/sgACC) เสี่ยงซึมเศร้า, โดนหนักส่วน switch (Thalamus/Striatum/SN) เสี่ยงไบโพลาร์, โดนหนักที่วงจรโดปามีน เสี่ยงจิตเภท ฯลฯ


ซึ่งสมองที่เสี่ยงนั้น มีตั้งแต่พันธุกรรมที่ฝากมาใน DNA จากพ่อแม่เลย, บุคลิกภาพที่เสี่ยงต่อโรคนั้น, จุลินทรีย์ในลำไส้เสียสมดุลเรื้อรังจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต

แต่ที่วันนี้จะมาพูด คือเหตุการณ์ที่เกิดกับ DNA เหมือนกัน
แต่ถ้าไม่ได้อยู่สายชีววิทยาไม่ค่อยรู้จักกัน

นั่นคือ ‘ประสบการณ์เลวร้ายในวัยเด็ก’
สร้างรอยแผลเชิง Epigenetics ค่ะ


ประสบการณ์เลวร้ายไม่ว่าจะเป็น
▪️การถูกทำร้ายร่างกาย
▪️การถูกทอดทิ้ง
▪️การถูกล่วงละเมิดทางเพศ
▪️การกระทบกระเทือนจิตใจรุนแรง
▪️หรือแม้แต่โรคเรื้อรังที่หนักมากพอในวัยเด็ก

สิ่งเหล่านี้สามารถเปลี่ยน “ระบบตอบสนองต่อความเครียด” ของสมองที่กำลังพัฒนาได้เลยค่ะ

โดยเฉพาะผ่านกลไกที่เรียกว่า Epigenetics
ซึ่งเป็นการ “ปิดผนึก” บางตำแหน่งบนสาย DNA
โดยไม่ได้เปลี่ยนลำดับพันธุกรรมตรงๆ


⚠️ หนึ่งในตำแหน่งสำคัญคือยีน NR3C1
ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสร้าง “ตัวเบรก” ของระบบ cortisol

เมื่อจุดนี้ถูกปิดผนึกมากเกินไป
สมองส่วน hypothalamus จะสร้างตัวเบรกได้น้อยลง

ผลคือ เวลาเกิดความเครียดขึ้นมา
ระบบตอบสนองต่อความเครียดจะทำงานแรงและนานกว่าปกติ

cortisol จึงหลั่งสูงลอยอยู่นาน
เหมือนสมองถูกสอนให้ “เตรียมสู้ตลอดเวลา”
เพื่อเอาชีวิตรอดจากโลกที่เคยโหดร้าย


และผลเหล่านี้นี่แหละค่ะ ฝากกับสมองมายันโต
หากมี trigger อะไรที่ทำให้เกิดความเครียด

cortisol ก็จะสูงลอยได้ยาวนานกว่าคนอื่น
แล้วเมื่อทุกอย่างเหมาะเจาะพอ

cortisol ที่สูงสามารถเร่งความผิดปกติ
กับเซลล์ประสาทหลายจุด
บางจุดเริ่มฝ่อลง เช่น
▪️Hippocampus: สร้างความจำระยะยาว, ควบคุมโหมดเตือนภัย
▪️Prefrontal cortex: ควบคุมอารมณ์เชิงลบ, การตัดสินใจ, การโฟกัส

ขณะที่บางจุดกลับไวเกินไปและทำงานรุนแรงขึ้น เช่น amygdala ที่ตอบสนองต่ออารมณ์เชิงลบ

สุดท้ายจึงค่อยๆ เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคซึมเศร้า วิตกกังวล
และการกลับมาเป็นซ้ำได้ง่ายขึ้นค่ะ

ซึ่งกรณีนี้โรคอื่น จะโดนจุดอื่น
ขึ้นกับว่าคนนั้นมีความเสี่ยงร่วมคืออะไร


สิ่งที่น่ากลัวคือ Epigenetic scar พวกนี้ค่อนข้างเสถียร
มันไม่ได้หายไปง่ายๆ แม้อาการจะดีขึ้นแล้วก็ตาม

จึงอาจเป็นเหตุผลว่า ทำไมบางคนเหมือน “หายแล้วกลับมาเป็นอีก” เพราะสมองยังคงมีความเปราะบางซ่อนอยู่ แม้หลายงานวิจัยจะบอกว่า ตัวกลไกมันคือการเติมหมู่เคมี (Methylation/Histone acetylation) เท่านั้น แต่ยังไม่มีระยะเวลาชัดเจนว่า มันจะปลดเมื่อไหร่


แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่าฟื้นฟูไม่ได้ค่ะ

สมองยังมีความสามารถในการปรับตัวได้เสมอ ทั้งจากยา จิตบำบัด การออกกำลังกาย การนอน การมีความสัมพันธ์ที่ปลอดภัย และการค่อยๆ เรียนรู้ที่จะอยู่กับ trigger ต่างๆ

แม้ใช้เวลานาน แต่สมองสามารถค่อยๆ เรียนรู้ความปลอดภัยใหม่ได้จริงค่ะ เพราะสมองคืออวัยวะที่ปรับตัวอยู่เสมอ ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ก็ตาม


ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่กำลังต่อสู้อยู่กับบาดแผลเหล่านี้นะคะ

"เพราะ 'การหายไป' ไม่ใช่ความขี้เกียจ แต่มันคือเสียงตะโกนที่ไร้เสียง..."หลายครั้งที่เราเลือกปิดมือถือ ปฏิเสธเพื่อน หรือขั...
07/05/2026

"เพราะ 'การหายไป' ไม่ใช่ความขี้เกียจ แต่มันคือเสียงตะโกนที่ไร้เสียง..."
หลายครั้งที่เราเลือกปิดมือถือ ปฏิเสธเพื่อน หรือขังตัวเองในห้อง ไม่ใช่เพราะเราไม่อยากไปต่อ แต่เพราะสมองเรากำลัง 'แบก' จนเกินพิกัด
ทำไมยิ่งหนี ยิ่งจม? พฤติกรรม Avoidance ในโรคซึมเศร้าหน้าตาเป็นยังไง?
อ่านต่อในคอมเมนต์ครับ 👇

"เพราะซึมเศร้าไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่คือกลไกสมองที่ต้องการการดูแล"
05/05/2026

"เพราะซึมเศร้าไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่คือกลไกสมองที่ต้องการการดูแล"

04/05/2026

ซึมเศร้าไม่ใช่แค่มองไปในทางลบง่าย (Negative bias) แต่ยัง ‘ขยาย’ ความคิดหวังในขั้นรุนแรงมากเวลาทำอะไรพลาด หรือเจอสิ่งที่ไม่ตรงกับที่คาดการณ์ แล้วสมองส่วนมองแง่ลบก็คอมโบต่อด้วยโทษตัวเอง


เคยมั้ยคะ เรื่องไร้สาระมากๆ (ในมุมเราที่มองย้อนไป) ที่ทำพลาดไปแล้ว กลับเสียใจรุนแรง ดิ่ง เอาแต่โทษตัวเอง

ผู้หญิงหลายคนอาจเป็นตั้งแต่ยังไม่ซึมเศร้าแล้ว คือช่วงมีภาวะก่อนมีประจำเดือน (Premenstrual syndrome: PMS) แต่สเกลไม่ได้แรงและนานเท่าซึมเศร้า

หลายครั้งก็ไม่เข้าใจตัวเองว่า มันจะอะไรเ_ี้ยอะไรนักหนา สมองส่วนตรรกะ (PFC) เหมือนรับรู้ว่าตรรกะของปัญหานี้มันไม่มีอะไรเลย แต่เหมือนสมองส่วนอารมณ์มันกำลังบ้าอยู่


สมองจุดหนึ่งที่มีปัญหามากๆ ในบริบทนี้คือ
dorsal anterior cingulate cortex (dACC)
เป็นสมองที่ฝังอยู่ใจกลางสมอง เหนือแต่แนวแบ่งสมองซ้ายขวา


จุดนี้จะคอยตรวจจับ ‘ความขัดแย้ง’ (Conflict monitoring) ของสองสัญญาณ เช่น ความคาดหวัง กับ สิ่งที่เกิดขึ้นจริง

สมองส่วนนี้จะสร้าง ‘drive’ ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงซักอย่าง ประสานงานไปยังสมองส่วนตรรกะให้แก้ไข หรือประสานไปยังสมองส่วนอารมณ์ให้รู้สึก ‘ไม่สบายใจ’ (ในหลายๆ เลเวล: นอย, หงุดหงิด, กังวล, ดิ่ง)

เพื่อบีบให้เจ้าของร่างขับเคลื่อนแก้ปัญหานั้น ความผิดพลาดนั้น ให้หายไปจากสารระบบ


แต่ในซึมเศร้า dACC ทำงานได้รุนแรงเกินไป แถมยังประสานงานกับสมองส่วนตรรกะ (dlPFC) แย่ลงมาก (เพราะทางนั้นก็ฝ่อ)

ผลคือแค่เจอ ‘ความขัดแย้ง’ ระหว่างสิ่งที่คาด กับ ผลลัพธ์จริงๆ เล็กน้อย หรืออาจจะขนาดความผิดพลาดค่อนข้างใหญ่ แต่เป็นเรื่องไม่จริงจัง

เท่านี้ สมองส่วน dACC ก็ยิงสัญญาณอย่างบ้าระห่ำ ประหนึ่งว่าที่พลาดไปนั้น ระดับโลกแตก apocalypse day ทำให้ฝ่ายอารมณ์อย่าง amygdala ที่จ้องจะเล่นคุณอยู่แล้ว ก็เปิดโหมดแย่ๆ สุด จับมือคู่กับ sgACC ประสานความดิ่ง

และโหมดนี้ที่เกิดขั้นสุด มันจะตีข้อมูลภายในขึ้นมาเปรียบเทียบ เพราะโหมดเหม่อลอยทำงานอยู่เป็นประจำ (อ่านบทความก่อนหน้านี้นะ) นั่นแหละ เลยทำให้โทษตัวเองไง เพราะปกติก็โทษอยู่แล้ว


และนี่คืออีกหนึ่งจุดที่ควรรีบไปรักษาค่ะ เพราะแมร่งจะทำอะไรไม่ได้ซักอย่าง มันต้องรับมือกับความผิดหวังอีกแล้ว อีกแล้ว อีกแล้ว ซ้ำไปซ้ำมา ทั้งๆ ที่ตอนที่เราปกติ การผิดพลาดเหล่านี้ แมร่งโคตรจะ normal เลย มันคือส่วนหนึ่งของชีวิตไม่ใช่เหรอ แล้วสมองตอนนี้ มันเป็นอะไรวะ

นั่นแหละค่ะ ใครที่ยังไม่รักษาอย่ารอช้าไปพบจิตแพทย์

ใครที่สงสัยว่าตัวเองเป็น เริ่มส่งผลต่อการใช้ชีวิตรีบพบจิตแพทย์

ใครที่รักษาอยู่ช่วงแรกๆ แล้วเกิดผลข้างเคียง ปรึกษาจิตแพทย์ เปลี่ยนยา/ปรับโดส แต่อย่าหยุดเอง

ใครที่รักษาจนเริ่มดีขึ้นบ้างแล้ว อย่าชะล่าใจ ปฏิบัติการดูแลส่วนอื่นๆ ให้ครบ ทำจิตบำบัด ออกกำลังกาย ปรับอาหาร ฯลฯ​ (เดี๋ยวแปะไว้ในคอมเมนท์)


ขอให้หายดีทุกท่านค่ะ

ที่อยู่

อาคารพาณิชย์ BIZPOINT 2
Chiang Mai
50100

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 19:30
อังคาร 09:00 - 19:30
พุธ 09:00 - 19:30
พฤหัสบดี 09:00 - 19:30
ศุกร์ 09:00 - 19:30
เสาร์ 09:00 - 12:00

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Jaidee clinicผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง Jaidee clinic:

ทางลัด

แนะนำ

แชร์