นักกายภาพบำบัดเล่าเรื่อง

นักกายภาพบำบัดเล่าเรื่อง (I accept private cases only.)

I offer holistic physical therapy and osteopathy for chronic pain, athletes, elderly and postpartum women—combining exercise, nutrition, and manual techniques to support recovery, hormone balance, and weight loss.

มีงานวิจัยที่ศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่าง ความทนทานของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว (Core Endurance), ระดับกิจกรรมทางกาย (Physic...
06/04/2026

มีงานวิจัยที่ศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่าง ความทนทานของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว (Core Endurance), ระดับกิจกรรมทางกาย (Physical Activity Level) และ การทรงตัว (Balance) ในกลุ่มพนักงานออฟฟิศ

ผู้วิจัยต้องการทราบว่าพฤติกรรมการทำงานของพนักงานออฟฟิศที่ส่วนใหญ่ มักจะนั่งทำงานอยู่กับที่ (Sedentary Behavior) จะส่งผลต่อสมรรถภาพทางกายอย่างไร โดยเฉพาะ เรื่องการขาดกิจกรรมทางกายส่งผลให้กล้ามเนื้อแกนกลางอ่อนแอลงหรือไม่??? และความอ่อนแอของแกนกลางลำตัวส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทรงตัว ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บหรือปวดหลังเรื้อรัง (Low Back Pain) หรือไม่???

งานวิจัยนี้ ผู้วิจัยจะให้กลุ่มพนักงานออฟฟิศอายุประมาณ 25-45ปี มาประเมินกิจกรรมทางกาย การทดสอบความทนทานแกนกลางลำตัว และการทดสอบการทรงตัว

ซึ่งจากการประเมินและวิเคราะห์ผล ผู้วิจัยพบว่า

- Core Endurance กับ Balance มีความสัมพันธ์กันสูงมาก เพราะพนักงานที่มีความทนทานของกล้ามเนื้อแกนกลางดี จะมีการทรงตัวที่ดีกว่า (ทั้งขณะอยู่กับที่และเคลื่อนไหว) ส่วนแกนกลางที่แข็งแรงนั้น จะช่วยรักษาจุดศูนย์ถ่วง (Center of Mass) ได้แม่นยำ

- กลุ่มพนักงานที่มีกิจกรรมทางกายระดับ "สูง" (เช่น ออกกำลังกายสม่ำเสมอ หรือมีการขยับตัวระหว่างวัน) จะมีค่าความทนทานแกนกลางและการทรงตัวดีกว่ากลุ่มที่นั่งนานๆ อย่างเห็นได้ชัด

- พนักงานออฟฟิศที่กิจกรรมทางกายต่ำ มักมีภาวะกล้ามเนื้อแกนกลางฝ่อตัวหรือทำงานผิดจังหวะ (Delayed Activation) ซึ่งนำไปสู่การทรงตัวที่ไม่มั่นคง และมักสัมพันธ์กับอาการปวดหลังส่วนล่าง

ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า การมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอ สามารถช่วยรักษาความทนทานของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการทำให้พนักงานออฟฟิศมีการทรงตัวที่ดีและลดความเสี่ยงต่ออาการปวดเมื่อยจากการทำงาน ( เช่นอาการปวดหลังที่มักจะพบได้บ่อย เป็นต้น)

ที่มา

The relationship between core endurance, physical activity level and balance in office workers

มีการศึกษาแบบ “การรวบรวมและวิเคราะห์งานวิจัยอย่างเป็นระบบ (Systematic Review) ที่ศึกษาว่า "การออกกำลังกายเพื่อฟื้นฟูสมรร...
03/04/2026

มีการศึกษาแบบ “การรวบรวมและวิเคราะห์งานวิจัยอย่างเป็นระบบ (Systematic Review) ที่ศึกษาว่า "การออกกำลังกายเพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพ" ส่งผลอย่างไรต่อผู้ป่วยที่มีอาการ หมอนรองกระดูกสันหลังส่วนเอวเสื่อม (Lumbar Degenerative Disc Disease - DDD)”

ผู้วิจัยต้องการหาคำตอบว่า ระหว่างการทำกายภาพบำบัดด้วยการออกกำลังกาย กับการรักษาด้วยวิธีอื่น (เช่น การกินยา หรือการอยู่เฉย ๆ) วิธีไหนช่วยให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นได้จริงและยั่งยืนกว่ากัน

ตัวชี้วัดที่เค้าสนใจ จะดูที่ผลลัพธ์ในหลายมิติ ได้แก่

1. ระดับความเจ็บปวด (Pain Intensity) อาการปวดหลังส่วนล่างลดลงไหม?

2. สมรรถภาพทางกาย (Physical Function) กลับไปใช้ชีวิตประจำวัน ก้ม เงย หรือเดินได้คล่องขึ้นหรือไม่?

3. คุณภาพชีวิต (Quality of Life) ผู้ป่วยมีความสุขกับการใช้ชีวิตมากขึ้นแค่ไหน?

ผลการศึกษาที่ได้ จะชี้ไปในทางเดียวกันว่า

1. การออกกำลังกาย ได้ผลดีกว่า การไม่ทำอะไรเลย หรือการรักษาด้วยยาเพียงอย่างเดียว

2. การออกกำลังกาย ช่วยลดความปวดได้ในระยะยาว และลดโอกาสการกลับมาเจ็บซ้ำ

3. หัวใจสำคัญที่สุด ไม่มีการออกกำลังกายแบบใดแบบหนึ่งที่ "ดีที่สุด" สำหรับทุกคน แต่การออกกำลังกายที่สม่ำเสมอและเหมาะสมกับสภาพร่างกายของผู้ป่วย (Individualized program) คือกุญแจสำคัญ📌

และงานวิจัยไม่ได้แนะนำแค่ท่าใดท่าหนึ่ง แต่จะเน้นการผสมผสาน 4 ด้านด้วยกัน เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ได้แก่

- ปลุกกล้ามเนื้อชั้นลึก (Core Stability) ฝึกขยับกล้ามเนื้อท้องและหลังส่วนลึกเบาๆ (เช่น ท่าแขม่วพุงหรือ Bird-Dog) เพื่อล็อคข้อต่อให้มั่นคง

- ปรับท่าทาง (Motor Control) ฝึกสมองให้สั่งการกล้ามเนื้อให้ทำงานสัมพันธ์กัน ไม่ให้หลังต้องรับภาระหนักเกินไปในบางจังหวะ

- ยืดเหยียดตามทิศทาง (McKenzie) หา "ทิศทางที่ใช่" สำหรับตัวเอง เช่น บางคนแอ่นแล้วดีขึ้น บางคนก้มแล้วสบายขึ้น

- เพิ่มความแกร่ง (Strength) เมื่อหายปวดแล้ว ต้องเสริมกล้ามเนื้อก้นและขาให้แข็งแรง เพื่อช่วยรับน้ำหนักตัวเวลาเดินหรือยืน

เห็นผลชัดเจนที่สุดในเรื่องการลดปวด จะเกิดในกลุ่มที่ออกกำลังกายต่อเนื่อง 8-12 สัปดาห์

หมอนรองกระดูกเสื่อมไม่ใช่จุดจบของการเคลื่อนไหว แต่เป็นสัญญาณบอกให้เราต้อง “เปลี่ยนวิธีขยับ” และการออกกำลังกายฟื้นฟูสมรรถภาพไม่ใช่แค่การทำให้แข็งแรงขึ้น แต่คือการสอนให้ร่างกายรู้วิธีปกป้องตัวเอง เพื่อให้เรากลับมาใช้ชีวิตได้เหมือนเดิม

ที่มา

Effects of Exercise-Based Rehabilitation on Lumbar Degenerative Disc Disease: A Systematic Review

จากการศึกษางานวิจัยเรื่อง Balance training improves postural control and performance-related prefrontal brain activation...
02/04/2026

จากการศึกษางานวิจัยเรื่อง Balance training improves postural control and performance-related prefrontal brain activation in healthy older adults: Results of a six-month randomized controlled training intervention (ตีพิมพ์ในวารสาร Frontiers in Aging Neuroscience )

ได้ใจความว่า งานวิจัยนี้ต้องการหาคำตอบว่า การฝึกการทรงตัว (Balance Training) สามารถช่วยพัฒนาได้มากกว่าแค่เรื่องร่างกายหรือไม่ โดยมุ่งเน้นไปที่การทำงานของ สมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) ซึ่งเป็นศูนย์กลางการตัดสินใจและการวางแผนการเคลื่อนไหว เพราะในผู้สูงอายุ สมองส่วนนี้ มักต้องทำงานหนักขึ้นมากเพียงเพื่อจะยืนให้ไม่ล้ม หากเราฝึกร่างกายจนเก่ง สมองส่วนนี้จะทำงานได้เบาแรงและมีประสิทธิภาพขึ้นหรือไม่? มาลองอ่านกัน

งานวิจัยนี้ ได้คัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง เป็นผู้สูงอายุสุขภาพดี (อายุประมาณ 60-80 ปี) แล้วแบ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมฝึกทรงตัว (Training Group) กับกลุ่มควบคุม (Control Group)

กลุ่มที่ได้รับการฝึก ต้องฝึกต่อเนื่องเป็นเวลา 6 เดือน (ความถี่ประมาณ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์) โดยเน้นความท้าทายที่ค่อยๆ เพิ่มระดับ (Progression)

ในโปรแกรมที่ฝึกไม่ได้มีแค่การยืนนิ่งๆ แต่เน้นความท้าทายทางระบบประสาท (Sensorimotor Challenge) เช่น
- ลดฐานการยืน จากยืนแยกเท้า เป็นเท้าชิด จนถึงยืนขาเดียว
- เปลี่ยนพื้นผิว ฝึกบนแผ่นโฟมหนา หรืออุปกรณ์ที่ไม่มั่นคง เพื่อกระตุ้นการรับรู้จากข้อต่อ
- ให้งานซ้อน (Dual-task) คือ ฝึกทรงตัวไปพร้อมกับการทำงานที่ต้องใช้ความคิด เช่น ท่องสูตรคูณ หรือการแก้โจทย์ปัญหา

เมื่อครบระยะเวลา 6 เดือน ผู้วิจัยได้ใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูงเพื่อวัดความเปลี่ยนแปลงแบบ 2 มิติ คือ

1. มิติร่างกาย ใช้ Force Plate วัดการส่ายของร่างกาย (Postural Sway) ดูความนิ่งและความมั่นคง

2. มิติสมองใช้เครื่อง fNIRS (Functional Near-Infrared Spectroscopy) ซึ่งเป็นหมวกเซนเซอร์วัดการไหลเวียนเลือดและระดับออกซิเจนในสมองส่วนหน้า ขณะที่อาสาสมัครกำลังทดสอบการทรงตัว

ผลปรากฏว่า หลังผ่านไป 6 เดือน กลุ่มที่ได้รับการฝึกการทรงตัวให้ผลลัพธ์ที่น่าทึ่ง คือ

ร่างกายมั่นคงขึ้น มีการส่ายของตัวน้อยลง ควบคุมจุดศูนย์ถ่วงได้ดีขึ้นอย่างชัดเจน

สมองทำงานฉลาดขึ้น (Neural Efficiency) พบการทำงานของสมองส่วนหน้าที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น สมองไม่ต้อง "เค้น" พลังงานมากเกินไปในกิจกรรมที่เคยยาก ซึ่งช่วยลดความล้าของสมอง

รับมือสถานการณ์ซับซ้อนได้ดี เมื่อต้องทำกิจกรรมหลายอย่างพร้อมกัน (เช่น เดินคุยโทรศัพท์) สามารถทำได้ดีขึ้นโดยไม่เสียการทรงตัว

จะเห็นได้ชัดเจนว่า "การล้มในผู้สูงอายุ ไม่ได้เกิดจากขาอ่อนแรงเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากสมองประมวลผลไม่ทัน" การฝึก Balance Training แบบที่มีความท้าทาย (เหมือนที่งานวิจัยนี้ทำ) จึงเปรียบเสมือนการ "อัปเกรดซอฟต์แวร์สมอง" ให้สั่งการร่างกายได้แม่นยำขึ้นนั่นเอง ช่วยลดความเสี่ยงต่อการหกล้มได้

อย่าลืมชวนผู้สูงอายุในบ้าน ฝึกการทรงตัวกันด้วยนะคะ

ที่มา

Balance training improves postural control and performance-related prefrontal brain activation in healthy older adults: Results of a six-month randomized controlled training intervention

การหกล้ม คือ สาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้สูงอายุต้องเข้าโรงพยาบาลและสูญเสียความสามารถในการใช้ชีวิตจากงานวิจัยล่าสุดในไทย ได้ใช...
02/04/2026

การหกล้ม คือ สาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้สูงอายุต้องเข้าโรงพยาบาลและสูญเสียความสามารถในการใช้ชีวิต

จากงานวิจัยล่าสุดในไทย ได้ใช้การประเมินแบบองค์รวม CGA (Comprehensive Geriatric Assessment) ซึ่งเป็นแบบประเมิน เกี่ยวกับการหาสาเหตุการหกล้มตามมาตรฐานสากล ที่ไม่ได้ดูแค่ขาเจ็บ แต่ใช้การวิเคราะห์ลึกถึงระดับความสามารถในการใช้ชีวิต โดยมีผู้เชี่ยวชาญหลายแขนงร่วมกันดูแล

ผู้วิจัยได้นำแบบประเมินนี้มาช่วยหาคำตอบว่า “ทำไมผู้สูงอายุถึงหกล้ม” โดยศึกษาจากประวัติข้อมูลย้อนหลังของผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลตั้งแต่ช่วงปี 2020 ถึงปี 2023 ผู้วิจัยพบว่า สาเหตุที่ผู้สูงอายุหกล้ม สามารถแบ่งออกเป็น 4 ด้านหลักด้วยกัน คือ

1. ปัจจัยภายในร่างกาย (Intrinsic Factors)
ซึ่งเป็นสิ่งที่งานวิจัยให้ความสำคัญมากที่สุด เพราะเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นจากภายนอก ได้แก่
- ระบบการทรงตัวและสายตา การตอบสนองของประสาทส่วนปลายช้าลง หรือมีปัญหาต้อกระจก ทำให้กะระยะพลาด
- ภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย (Sarcopenia): เมื่อกล้ามเนื้อขาไม่แข็งแรงพอที่จะพยุงตัวเมื่อก้าวพลาดเพียงเล็กน้อยก็ทำให้ล้มได้ง่าย
- โรคประจำตัว เช่น เบาหวาน (ที่ทำให้เท้าชา), ความดันโลหิต (ที่ทำให้หน้ามืดเวลาเปลี่ยนท่าทาง) หรือโรคข้อเข่าเสื่อม
- ภาวะทางสติปัญญา จากการตัดสินใจที่ช้าลงหรืออาการสับสนจากภาวะสมองเสื่อมระยะแรก

2. ปัจจัยจากภายนอกและสิ่งแวดล้อม (Extrinsic Factors)
ปัจจัยนี้มักเป็น "จุดเกิดเหตุ" ที่ทำให้การหกล้มสมบูรณ์ขึ้น
- ในบ้าน เช่น แสงสว่างไม่เพียงพอ, พื้นต่างระดับ, ธรณีประตู, หรือการไม่มีราวเกาะในห้องน้ำ
- เครื่องแต่งกาย เช่น รองเท้าที่พื้นลื่นเกินไป หรือขากางเกงที่ยาวรุ่มร่ามจนสะดุดเอง

3. ปัจจัยด้านพฤติกรรม (Behavioral Factors)
- ความมั่นใจที่มากเกินไปของผู้สูงอายุ โดยบางท่านอาจยังประเมินกำลังตัวเองเท่ากับสมัยหนุ่มสาว ทำให้รีบลุกหรือรีบเดิน
- กิจกรรมที่เสี่ยง เช่น การปีนเก้าอี้หยิบของในที่สูง หรือการรีบเดินไปรับโทรศัพท์/เข้าห้องน้ำ

4. ปัจจัยด้านยา (Medication Factors)
งานวิจัยมักจะย้ำเรื่อง การกินยาหลายชนิด ซึ่งยาบางชนิดมีผลข้างเคียงทำให้ง่วงซึม มึนงง หรือความดันต่ำชั่วคราวเมื่อลุกยืน (เช่น ยากล่อมประสาท, ยาขับปัสสาวะ หรือยาความดันบางประเภท)

สุดท้ายแล้ว เมื่อเราทราบสาเหตุของการหกล้มแล้ว เราก็จะสามารถป้องกันหรือลดความเสี่ยงจากการหกล้มได้

ที่มา

Factors Associated with Falls in Older Adults: A Retrospective Hospital-Based Study Using Comprehensive Geriatric Assessment in Thailand (2020–2023)

วันนี้จะมาเล่าเรื่องงานวิจัยที่อ่านเจอ ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับ  การเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักตัวหลังคลอด ที่สัมพันธ์กับภาวะอ้...
01/04/2026

วันนี้จะมาเล่าเรื่องงานวิจัยที่อ่านเจอ ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับ การเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักตัวหลังคลอด ที่สัมพันธ์กับภาวะอ้วน และตัวบ่งชี้ความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดในช่วง3ปีหลังคลอด จากผู้หญิงในโครงการ Project Viva (เป็นโครงการการศึกษาแบบติดตามระยะยาว (Prospective Cohort Study) ในหญิงตั้งครรภ์และลูก ในรัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา)

วิธีการศึกษา
นักวิจัยจะติดตาม น้ำหนักตัวในช่วง 2 ปีแรก เพื่อนำมาทำนายสุขภาพในช่วงปีที่ 3 หลังคลอด

โดยศึกษาในกลุ่มผู้หญิงที่มาฝากครรภ์และคลอดบุตร ซึ่งมีการเก็บข้อมูลตั้งแต่วันที่เริ่มตั้งครรภ์ ไปจนถึงช่วงหลังคลอด โดยเก็บข้อมูลน้ำหนักตัวอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ 1 เดือน ไปจนถึง 24 เดือนหลังคลอด แล้วใช้วิธีทางสถิติเพื่อแบ่งกลุ่มตามแนวโน้ม การเปลี่ยนแปลงของน้ำหนัก (เช่น กลุ่มที่ลดลงเร็ว, กลุ่มที่น้ำหนักคงที่, หรือกลุ่มที่น้ำหนักเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ)

เมื่อครบ 3 ปีหลังคลอด นักวิจัยจะทำการวัดค่าสำคัญต่างๆ ได้แก่ ดัชนีมวลกาย ระดับน้ำตาล ระดับไขมัน ความดันโลหิต รวมไปถึงการบันทึกข้อมูลอื่นๆ เพื่อนำมาวิเคราะห์ร่วมด้วย เช่น พฤติกรรมการบริโภคอาหาร, การออกกำลังกาย (การเดิน), พฤติกรรมเนือยนิ่ง (เช่น การดูโทรทัศน์) และปัจจัยทางสังคมและเศรษฐกิจ เพื่อให้ผลการศึกษามีความแม่นยำมากขึ้น

และจากการศึกษาข้อมูลดังกล่าว นิกวิจัยก็ได้ข้อสรุปที่น่าสนใจ ว่า

แม้ผู้หญิงหลังคลอดสามารถแบ่งออกได้เป็นหลายกลุ่มตามพฤติกรรมน้ำหนัก แต่กลุ่มที่น่ากังวลที่สุดคือ

กลุ่มที่มีน้ำหนักค้างสูง (High Retention) คือกลุ่มที่น้ำหนักหลังคลอดไม่ลดลงเลย หรือลดลงน้อยมากเมื่อเทียบกับน้ำหนักก่อนตั้งครรภ์

กับกลุ่มที่น้ำหนักพุ่งสูงขึ้น (Weight Gainers) คือกลุ่มที่หลังคลอดไปแล้วน้ำหนักกลับค่อยๆ เพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม

ผู้หญิงในกลุ่มที่ "น้ำหนักค้าง" หรือ "น้ำหนักเพิ่มขึ้น" ในช่วง 2 ปีแรกนี้ เมื่อผ่านไปถึงปีที่ 3 จะมี ปริมาณไขมันสะสมสูงขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะไขมันบริเวณหน้าท้องและรอบเอว และมีค่า BMI สูงขึ้น ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วนในระยะยาว

นอกจากนี้ สิ่งที่น่าตกใจก็คือ แม้จะผ่านไปเพียง 3 ปี แต่ร่างกายเริ่มส่งสัญญาณเตือนของโรคเรื้อรังแล้วในกลุ่มที่น้ำหนักไม่ลด คือ

1. ภาวะดื้ออินซูลิน (Insulin Resistance) ร่างกายเริ่มจัดการกับน้ำตาลได้แย่ลง ซึ่งนำไปสู่โรคเบาหวานประเภทที่ 2ได้

2. ระดับไขมันในเลือดผิดปกติ มีระดับคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL) และไตรกลีเซอไรด์ที่สูงกว่ากลุ่มที่น้ำหนักลดปกติ

3. ความดันโลหิตสูงขึ้น พบแนวโน้มความดันโลหิตที่สูงขึ้น ซึ่งสัมพันธ์กับความเสี่ยงโรคหัวใจ

และงานวิจัยยังชี้ให้เห็นว่าพฤติกรรมมีผลอย่างมากต่อน้ำหนัก คือ การดูโทรทัศน์นานๆ (พฤติกรรมเนือยนิ่ง) และการกินอาหารที่มีพลังงานสูง สัมพันธ์กับกลุ่มที่น้ำหนักเพิ่มขึ้น

แต่ทางกลับกัน การเดินออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และการกลับมาคุมอาหารตั้งแต่วันแรกๆ หลังคลอด ช่วยให้เข้าสู่กลุ่ม "น้ำหนักลดเร็ว" ได้ดีกว่า

สุดท้าย บทสรุปของผลการศึกษาเน้นย้ำว่า "ช่วงเวลา 1-2 ปีแรกหลังคลอด" คือช่วงตัดสินสุขภาพในอนาคตของแม่ หากปล่อยให้น้ำหนักค้างเกิน 1 ปี จะส่งผลเสียต่อระบบเผาผลาญและหัวใจอย่างรวดเร็ว (ภายใน 3 ปี) ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของรูปร่างภายนอกเท่านั้น

เพราะฉะนั้น "Golden Year" หรือ 1 ปีแรกหลังคลอด คือช่วงตัดสินสุขภาพหัวใจในอีก 10 ปีข้างหน้า รวมไปถึงการเดินหรือการเคลื่อนไหวร่างกายที่ไม่ใช่แค่การออกกำลังกายหนักๆ (Non-Exercise Activity Thermogenesis) ก็มีผลอย่างมากต่อรูปแบบน้ำหนักตามที่งานวิจัยระบุ

รู้แบบนี้แล้ว แม่ๆ อย่าลืมขยับเนื้อขยับตัวกันนะคะ ☺️

ที่มา

Weight Trajectories After Delivery are Associated with Adiposity and Cardiometabolic Markers at 3 Years Postpartum Among Women in Project Viva

…ไม่จำเป็นต้องป่วย หรือปวดหนักๆ ก็มาปรับโครงสร้างจัดโครงสร้างกันได้ 🥰 ขอบคุณคนไข้(ที่รักษากันไปมาจนสนิทกัน อิอิ) ที่แวะม...
02/06/2025

…ไม่จำเป็นต้องป่วย หรือปวดหนักๆ ก็มาปรับโครงสร้างจัดโครงสร้างกันได้ 🥰 ขอบคุณคนไข้(ที่รักษากันไปมาจนสนิทกัน อิอิ) ที่แวะมาหากันค่า ปรับโครงสร้างก่อนเดินทางทัวร์ยุโรปยาวๆไป เดินทางปลอดภัยนะคะ 🙏🏻🥰

“ปวดเรื้อรัง” ไม่ได้กระทบแค่ร่างกาย…⁉️👉🏻 แต่ยังส่งผลต่อการนอน อารมณ์ พลังงาน สมาธิ และความสุขในชีวิตประจำวันหลายคนอยู่กั...
10/04/2025

“ปวดเรื้อรัง” ไม่ได้กระทบแค่ร่างกาย…⁉️

👉🏻 แต่ยังส่งผลต่อการนอน อารมณ์ พลังงาน สมาธิ และความสุขในชีวิตประจำวัน

หลายคนอยู่กับความเจ็บปวดมานาน เพราะคิดว่าไม่มีทางเลือกนอกจากกินยา หรือผ่าตัด

🩺 แต่จริง ๆ แล้ว เราสามารถดูแลอาการเหล่านี้ได้ด้วยแนวทางธรรมชาติ โดยการรักษาด้วยการทำกายภาพบำบัด + ออสธีโอพาที

🫶🏻 ปรับการเคลื่อนไหวให้สมดุล
🫶🏻 คลายจุดตึงด้วย manual techniques
🫶🏻 ฟื้นฟูร่างกายจากภายในด้วยการออกกำลังกายและการกินที่เหมาะสม

เจ็บมานาน… ถึงเวลาให้ร่างกายได้กลับมาหายใจโล่งอีกครั้ง

(ปล. ตอนนี้รับเฉพาะเคสส่วนตัวเท่านั้นนะคะ)

กินอะไรดี⁉️ เมื่อเกล็ดเลือดต่ำ 🩸✨หากมีปัญหาเกล็ดเลือดต่ำ อ่อนเพลีย หรือฟื้นตัวช้า อาหารบางชนิดสามารถช่วยกระตุ้นการสร้างเ...
31/03/2025

กินอะไรดี⁉️ เมื่อเกล็ดเลือดต่ำ 🩸✨

หากมีปัญหาเกล็ดเลือดต่ำ อ่อนเพลีย หรือฟื้นตัวช้า อาหารบางชนิดสามารถช่วยกระตุ้นการสร้างเกล็ดเลือดและเสริมสุขภาพเลือดได้ เรามาดูกันนะคะว่ามีอะไรบ้าง 👇🏻

🥩 1. อาหารที่อุดมไปด้วยธาตุเหล็ก

ธาตุเหล็กช่วยเพิ่มการสร้างเม็ดเลือดแดงและเกล็ดเลือด
✅ เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน เช่น เนื้อวัว เนื้อหมู ไก่
✅ ตับ (แหล่งของธาตุเหล็กและวิตามินบี 12)
✅ ไข่แดง
✅ ผักใบเขียวเข้ม เช่น คะน้า ผักโขม บรอกโคลี

🥑 2. อาหารที่มีกรดโฟลิกสูง

กรดโฟลิกช่วยให้ร่างกายผลิตเซลล์เม็ดเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
✅ ถั่วต่างๆ เช่น ถั่วเขียว ถั่วเลนทิล
✅ ผักใบเขียว เช่น หน่อไม้ฝรั่ง กะหล่ำดาว
✅ อะโวคาโด
✅ ผลไม้รสเปรี้ยว เช่น ส้ม มะนาว ฝรั่ง

🐟 3. อาหารที่ให้วิตามินบี 12

วิตามินบี 12 ช่วยกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงและเกล็ดเลือด
✅ ปลาและอาหารทะเล เช่น แซลมอน ปลาทูน่า หอยนางรม
✅ นมและผลิตภัณฑ์จากนม เช่น โยเกิร์ต ชีส
✅ เนื้อสัตว์และไข่

🥦 4. อาหารที่มีวิตามินเค

วิตามินเคช่วยให้เลือดแข็งตัวเร็วขึ้น
✅ ผักใบเขียว เช่น คะน้า ผักกาดหอม ผักปวยเล้ง
✅ บรอกโคลี กะหล่ำปลี

🍉 5. อาหารที่ช่วยกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือด

✅ น้ำทับทิม
✅ ฟักทองและเมล็ดฟักทอง
✅ มะละกอและใบมะละกอ

🍊 6. เพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็กด้วยวิตามินซี

กินอาหารที่มี วิตามินซี คู่กับอาหารที่มีธาตุเหล็ก จะช่วยให้ร่างกายดูดซึมได้ดีขึ้น
✅ ส้ม มะนาว ฝรั่ง มะเขือเทศ พริกหวาน

❌ อาหารที่เราควรหลีกเลี่ยง
-แอลกอฮอล์ (ยับยั้งการสร้างเม็ดเลือด)
-เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น กาแฟ ชา (ลดการดูดซึมธาตุเหล็ก)

แต่หากเกล็ดเลือดต่ำมาก ก็ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุและแนวทางรักษาที่เหมาะสมต่อไปนะคะ 🫶🏻☺️

#เกล็ดเลือดต่ำ #อาหารบำรุงเลือด #สุขภาพดีสร้างได้

👉🏻“นอนไม่พอ = ฟื้นฟูร่างกายไม่เต็มที่ เสี่ยงพังทั้งระบบ” ⁉️รู้ไหมคะ ช่วงที่เราหลับลึก (Deep Sleep) เป็นเวลาที่ร่างกายซ่อ...
30/03/2025

👉🏻“นอนไม่พอ = ฟื้นฟูร่างกายไม่เต็มที่ เสี่ยงพังทั้งระบบ” ⁉️

รู้ไหมคะ ช่วงที่เราหลับลึก (Deep Sleep) เป็นเวลาที่ร่างกายซ่อมแซมตัวเอง ทั้งกล้ามเนื้อ สมอง และระบบภูมิคุ้มกัน แต่ถ้านอนไม่พอ หรือไม่หลับลึก ร่างกายจะฟื้นตัวได้ไม่ดี ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ ดังนี้ค่ะ 👇🏻

🛑 กล้ามเนื้อซ่อมแซมช้า
-โกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) หลั่งน้อยลง ทำให้กล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อฟื้นตัวช้า เสี่ยงบาดเจ็บง่าย

🛑 ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ
-ร่างกายสร้าง “ไซโตไคน์” ลดลง ทำให้ป่วยง่าย ติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียได้ง่ายขึ้น

🛑 สมองล้า-ความจำแย่ลง
-ระบบ Glymphatic System ทำงานไม่เต็มที่ ของเสียสะสมในสมอง เสี่ยงอัลไซเมอร์ สมาธิลดลง

🛑 ฮอร์โมนรวน น้ำหนักขึ้นง่าย
-คอร์ติซอล (ฮอร์โมนความเครียด) สูงขึ้น ทำให้เครียดง่าย และกระตุ้นความอยากอาหาร เพิ่มโอกาสอ้วน

🛑 ระบบหัวใจและหลอดเลือดทำงานหนักขึ้น
-ความดันโลหิตสูงขึ้น หัวใจไม่ได้พัก เสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดมากขึ้น

💡 หากเราอยากให้ร่างกายฟื้นตัวได้ดี เราต้องนอนให้พอและมีคุณภาพ

✅ นอน 7-9 ชั่วโมงทุกคืน
✅ หลีกเลี่ยงคาเฟอีนหลังบ่าย
✅ ลดแสงสีฟ้าก่อนนอน 1-2 ชั่วโมง
✅ จัดห้องนอนให้เงียบ มืด และเย็นสบาย
✅ มีตารางนอนที่สม่ำเสมอทุกวัน

การนอนดี = การฟื้นฟูดี หากเราดูแลการนอนให้ดี ร่างกายเราก็จะแข็งแรงไปยาวๆนะคะ 💪💤

เคยสังเกตกันไหม⁉️ อาจจะมีอาหารที่เราทานอยู่ กระตุ้นอาการภูมิแพ้โดยไม่รู้ตัวได้ 🩺🥘เคยไหม? อยู่ดีๆ อาการภูมิแพ้ก็กำเริบขึ้...
20/03/2025

เคยสังเกตกันไหม⁉️ อาจจะมีอาหารที่เราทานอยู่ กระตุ้นอาการภูมิแพ้โดยไม่รู้ตัวได้ 🩺🥘

เคยไหม? อยู่ดีๆ อาการภูมิแพ้ก็กำเริบขึ้นมา ทั้งที่ไม่ได้สัมผัสฝุ่น ควัน หรือสิ่งกระตุ้นอื่นๆ อาจเป็นเพราะ อาหารบางชนิด ที่เรารับประทานไปกระตุ้นให้เกิดอาการโดยที่เราไม่รู้ตัว แล้วอาหารอะไรบ้างที่อาจทำให้อาการแพ้แย่ลง

1. อาหารที่ก่อภูมิแพ้โดยตรง

อาหารบางชนิดเป็นสารก่อภูมิแพ้ที่พบบ่อย แม้เราจะไม่เคยแพ้มาก่อน ก็อาจมีอาการแพ้แฝงได้ เช่น
✅ นมวัว และผลิตภัณฑ์จากนม (ชีส โยเกิร์ต)
✅ ไข่ โดยเฉพาะไข่ขาว
✅ ถั่วลิสง และถั่วเปลือกแข็ง เช่น อัลมอนด์ วอลนัท
✅ อาหารทะเล และหอย
✅ ถั่วเหลือง และผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง
✅ ข้าวสาลี และกลูเตน

2. อาหารที่กระตุ้นอาการแพ้ทางอ้อม

บางชนิดอาจไม่ใช่สารก่อภูมิแพ้โดยตรง แต่ทำให้ร่างกายหลั่งฮีสตามีนมากขึ้น ส่งผลให้ภูมิแพ้กำเริบ เช่น
⚡ อาหารหมักดอง เนยแข็ง ไวน์ เบียร์
⚡ มะเขือเทศ อะโวคาโด สตรอว์เบอร์รี
⚡ อาหารแปรรูปที่มีสารกันบูด เช่น ผงชูรส ซัลไฟต์ ไนเตรต

3. อาหารที่ทำให้ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ

บางอย่างอาจไม่กระตุ้นอาการแพ้โดยตรง แต่ทำให้ร่างกายอักเสบและไวต่อสารก่อภูมิแพ้มากขึ้น เช่น
❌ น้ำตาลสูง เช่น เครื่องดื่มหวาน ขนมเค้ก
❌ อาหารทอด ไขมันทรานส์
❌ แอลกอฮอล์ และคาเฟอีนในปริมาณมาก

ทำอย่างไรดี?

✔ สังเกตตัวเองหลังรับประทานอาหาร
✔ ลองงดอาหารที่สงสัยว่ากระตุ้นอาการ (Elimination diet)
✔ เลือกอาหารที่ช่วยลดการอักเสบ เช่น ผัก ผลไม้ โอเมก้า-3
✔ อ่านฉลากอาหารอย่างละเอียด

หากใครที่มีอาการภูมิแพ้ที่หาสาเหตุไม่ได้ หรือมีอาการภูมิแพ้อยู่ ลองปรับอาหารดูก่อน อาจช่วยให้สุขภาพดีขึ้นได้นะคะ🫶🏻☺️

✋🏻 หยุดผมร่วง 👉🏻 ฟื้นฟูเส้นผมด้วยโภชนาการและการดูแลแบบองค์รวมผมร่วง เป็นปัญหาที่หลายคนเผชิญ และสาเหตุอาจมาจากทั้งโภชนากา...
19/03/2025

✋🏻 หยุดผมร่วง 👉🏻 ฟื้นฟูเส้นผมด้วยโภชนาการและการดูแลแบบองค์รวม

ผมร่วง เป็นปัญหาที่หลายคนเผชิญ และสาเหตุอาจมาจากทั้งโภชนาการ ฮอร์โมน ความเครียด และพฤติกรรมการใช้ชีวิต การแก้ปัญหาแบบ Holistic & Nutritional คือการดูแลจากภายในสู่ภายนอก ดังนี้

1. บำรุงจากภายในด้วยโภชนาการที่เหมาะสม
- โปรตีน: โครงสร้างหลักของเส้นผม (พบใน ไข่ ปลา ถั่ว)
- ธาตุเหล็ก: ป้องกันผมร่วงจากภาวะโลหิตจาง (พบใน เนื้อสัตว์ ผักใบเขียว)
- สังกะสี (Zinc): กระตุ้นการงอกใหม่ของเส้นผม (พบใน อาหารทะเล เมล็ดฟักทอง)
- วิตามินบีรวม (B-complex): โดยเฉพาะ ไบโอติน (B7) ช่วยให้เส้นผมแข็งแรง
- โอเมก้า-3 และวิตามินดี: ลดการอักเสบของหนังศีรษะ ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของเส้นผม
- สารต้านอนุมูลอิสระ: ปกป้องรากผมจากความเสียหาย (พบใน เบอร์รี่ ถั่ว ผักใบเขียว)

2. ปรับสมดุลฮอร์โมน ลดความเครียด
- ตรวจเช็กไทรอยด์หากมีอาการผมร่วงผิดปกติ
- ภาวะ PCOS อาจทำให้ผมบางในผู้หญิง
- ลดความเครียดด้วยการ ออกกำลังกาย โยคะ และนอนหลับให้เพียงพอ

3. ปรับพฤติกรรมและดูแลภายนอก
- หลีกเลี่ยงสารเคมีและความร้อนจากการทำผม
- นวดหนังศีรษะด้วย น้ำมันมะพร้าว น้ำมันละหุ่ง หรือน้ำมันโรสแมรี่
- สระผมด้วยสมุนไพรไทย เช่น มะกรูด อัญชัน

4. ตรวจเช็กสุขภาพผม
👉🏻 หากผมร่วงมากเกินไป อาจเกิดจาก
- การขาดสารอาหาร เช่น เฟอร์ริตินต่ำ (Ferritin) หรือ วิตามินดีต่ำ
- โรคเกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน เช่น Alopecia Areata
- ปัญหาลำไส้ เช่น ภาวะลำไส้รั่วที่ทำให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้ไม่ดี

✅ การดูแลผมร่วงให้ได้ผลต้องมองแบบองค์รวม ปรับโภชนาการ ดูแลฮอร์โมน ลดความเครียด และบำรุงจากภายนอก ลองปรับพฤติกรรมดูนะคะ 🧡☺️

#สุขภาพเส้นผม #บำรุงจากภายใน

🤱🏻 ฮอร์โมนในคุณแม่ให้นมบุตรมีผลต่อการสร้างกล้ามเนื้อหรือไม่ ⁉️👉🏻 หลังคลอด คุณแม่ที่ให้นมบุตรจะมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน...
14/03/2025

🤱🏻 ฮอร์โมนในคุณแม่ให้นมบุตรมีผลต่อการสร้างกล้ามเนื้อหรือไม่ ⁉️

👉🏻 หลังคลอด คุณแม่ที่ให้นมบุตรจะมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนหลายชนิด ซึ่งอาจส่งผลต่อกระบวนการสร้างกล้ามเนื้อเมื่อเทียบกับคนที่ไม่ได้ให้นมบุตร แต่มันมีผลมากน้อยแค่ไหน ❓ วันนี้เรามาหาคำตอบด้วยกันค่ะ❓

ฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงในช่วงให้นมบุตร ได้แก่

1.เอสโตรเจน (Estrogen) และโปรเจสเตอโรน (Progesterone)
👉🏻 ระดับของฮอร์โมนทั้งสองลดลงอย่างมากหลังคลอด
👉🏻 อาจส่งผลต่อมวลกล้ามเนื้อ เนื่องจากเอสโตรเจนมีบทบาทในการป้องกันการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อและกระตุ้นกระบวนการฟื้นฟูของร่างกาย

2.โปรแลคติน (Prolactin)
👉🏻 เป็นฮอร์โมนที่กระตุ้นการผลิตน้ำนม
👉🏻 มีหลักฐานว่าโปรแลคตินอาจส่งผลให้ร่างกายสะสมไขมันมากขึ้น ซึ่งอาจมีผลต่อองค์ประกอบของร่างกาย แต่ไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับผลกระทบต่อมวลกล้ามเนื้อ

3.ออกซิโทซิน (Oxytocin)
👉🏻 ช่วยกระตุ้นการหลั่งน้ำนมและทำให้มดลูกหดตัว
👉🏻 แม้ว่าจะมีบทบาทในการลดความเครียดและช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวเร็วขึ้น แต่ยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนว่าออกซิโทซินช่วยเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ

4.คอร์ติซอล (Cortisol)
👉🏻 ฮอร์โมนความเครียดที่อาจสูงขึ้นในช่วงหลังคลอดและการเลี้ยงลูก
👉🏻 หากระดับสูงเป็นเวลานาน อาจส่งผลให้เกิดการสลายกล้ามเนื้อมากขึ้น

🤷🏻‍♀️ แล้วคุณแม่ให้นมสามารถสร้างกล้ามเนื้อได้มากน้อยแค่ไหน ⁉️

👉🏻 เมื่อเทียบกับผู้หญิงที่ไม่ได้ให้นมบุตร คุณแม่ให้นมอาจมีความท้าทายบางอย่างในการสร้างกล้ามเนื้อ เช่น

- พลังงานที่ร่างกายใช้ไปในการผลิตน้ำนม (ประมาณ 400-500 kcal/วัน)
- การพักผ่อนที่อาจไม่เพียงพอ ส่งผลต่อการฟื้นตัวของกล้ามเนื้อ
- การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนที่อาจส่งผลต่อระบบเผาผลาญ

✨แต่ข่าวดี ✨ คือ คุณแม่ให้นมบุตรยังสามารถสร้างกล้ามเนื้อได้นะคะ

หากมีโภชนาการที่เหมาะสมและออกกำลังกายอย่างถูกต้อง ร่างกายสามารถตอบสนองต่อการฝึกแรงต้าน (Resistance Training) ได้ดี ไม่ว่าจะให้นมบุตรหรือไม่ก็ตาม

📍แนวทางออกกำลังกายสำหรับคุณแม่ให้นมที่ต้องการเพิ่มกล้ามเนื้อ

✅ กินโปรตีนให้เพียงพอ ▶️ โปรตีนเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างกล้ามเนื้อ คุณแม่ให้นมควรได้รับโปรตีนอย่างน้อย 1.5-2.0 กรัม/กิโลกรัมของน้ำหนักตัวต่อวัน

✅ เลือกการออกกำลังกายแบบแรงต้าน (Resistance Training) ▶️ ควรเริ่มต้นจากน้ำหนักเบา-ปานกลาง แล้วค่อย ๆ เพิ่มความหนักเมื่อร่างกายปรับตัวได้

✅ ให้เวลากับการฟื้นตัว ▶️ การนอนหลับไม่เพียงพออาจลดประสิทธิภาพของการสร้างกล้ามเนื้อ พยายามพักผ่อนให้เพียงพอ

✅ เติมพลังงานให้เหมาะสม ▶️ อย่าลืมว่าร่างกายต้องใช้พลังงานมากขึ้นในการผลิตน้ำนม ดังนั้นควรรับประทานอาหารให้เพียงพอ

เห็นไหมคะ ว่า 👉🏻 คุณแม่ให้นมบุตรสามารถสร้างกล้ามเนื้อได้ไม่ต่างจากคนที่ไม่ได้ให้นมบุตร แต่ต้องให้ความสำคัญกับโภชนาการ การพักผ่อน และรูปแบบการฝึกที่เหมาะสม ปัจจุบันยังไม่มีงานวิจัย 📝 ที่ระบุชัดเจนว่าการให้นมบุตรทำให้สร้างกล้ามเนื้อได้มากหรือน้อยกว่าปกติ แต่การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและการดูแลตัวเองจะช่วยให้คุณแม่แข็งแรงขึ้นอย่างแน่นอน

หากคุณแม่หลายๆท่าน กำลังวางแผนออกกำลังกาย อย่าลืมปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อความปลอดภัยนะคะ 💪☺️🫶🏻

ที่อยู่

มหิดล
Chiang Mai
50100

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00

เบอร์โทรศัพท์

+66918512418

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ นักกายภาพบำบัดเล่าเรื่องผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แนะนำ

แชร์