Sriphat Medical Center, Chiang Mai

Sriphat Medical Center, Chiang Mai ศูนย์ศรีพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
Call Center : 0-5393-6900-1 (24 hrs)
Line :

ศูนย์ศรีพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ได้รับการอนุมัติให้จัดตั้งในคราวประชุมสภามหาวิทยาลัย
ครั้งที่ 3/2539 เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2539 ในนาม ศูนย์บริการสุขภาพพิเศษ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2540 เป็นต้นมา และเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2540 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น สถานบริการสุขภาพพิเศษ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น ศูนย์ศรีพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ มหา

วิทยาลัยเชียงใหม่ ตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2551 เป็นต้นมา

ศูนย์ศรีพัฒน์ฯ เป็นหน่วยงานหนึ่งของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้บริการทั้งผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน โดยคณาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะโรคทุกสาขา จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ด้วยเครื่องมือและอุปกรณ์การแพทย์ที่ทันสมัย เพื่อประโยชน์และประสิทธิภาพสูงสุดในการวินิจฉัยโรค รวมทั้งบริการอันอบอุ่นประทับใจ ที่มุ่งเน้นคุณภาพของการบริการที่ก่อให้เกิดความพึงพอใจสูงสุดแก่ผู้ใช้บริการ

😊โรคไข้กาฬหลังแอ่น (Meningococcal Disease)😊ข้อมูลโดย นพ. พาสุข สิทธิโลกแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านโรคติดเชื้อ ยาปฏิชีว...
25/05/2026

😊โรคไข้กาฬหลังแอ่น (Meningococcal Disease)😊

ข้อมูลโดย นพ. พาสุข สิทธิโลก
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านโรคติดเชื้อ ยาปฏิชีวนะ วัคซีน และอายุรกรรมทั่วไป

---

🔎1. โรคไข้กาฬหลังแอ่นคืออะไร?

โรคนี้เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า Neisseria meningitidis ซึ่งสามารถก่อให้เกิดการติดเชื้อรุนแรงได้ 2 รูปแบบหลัก คือ:

• เยื่อหุ้มสมองอักเสบ: มีไข้สูง ปวดศีรษะรุนแรง และ คอแข็ง (Stiff neck)
• การติดเชื้อในกระแสเลือด: เชื้อปล่อยพิษทำให้เลือดออกใต้ผิวหนัง เห็นเป็นจุดเลือดออกหรือปื้นม่วงคล้ำคล้ายรอยจ้ำ ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะช็อกและอวัยวะล้มเหลวได้
ทำไมถึงชื่อ "หลังแอ่น"? ในอดีตเมื่อเกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบรุนแรง ผู้ป่วยจะมีอาการเกร็งของกล้ามเนื้อหลังจนตัวดัดโค้งไปด้านหลัง จึงเป็นที่มาของชื่อโรคนั่นเองครับ

🔎2. การติดต่อและอาการที่ต้องเฝ้าระวัง

เชื้อนี้ติดต่อผ่าน ละอองฝอยน้ำมูก น้ำลาย จากการไอ จาม หรือการจูบ โดยอาการมักจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วภายใน 2-10 วันหลังได้รับเชื้อ:

1. ไข้สูงหนาวสั่นอย่างเฉียบพลัน
2. ปวดศีรษะอย่างรุนแรงและอาเจียน
3. มีผื่นแดงหรือจุดเลือดออกตามตัว
4. ซึม สับสน หรือชัก

---

🔎3. วัคซีนป้องกันโรคไข้กาฬหลังแอ่น

ปัจจุบันวัคซีนที่นิยมใช้และครอบคลุมที่สุดคือ วัคซีนชนิดป้องกันเชื้อได้ 4 สายพันธุ์หลัก คือ A, C, W, และ Y และวัคซีนสำหรับป้องกันสายพันธุ์ B

🔎ข้อบ่งชี้ในการฉีดวัคซีน

เนื่องจากโรคนี้ไม่ได้พบบ่อยเท่าไข้หวัดใหญ่ แต่มีความรุนแรงสูง แพทย์จึงแนะนำการฉีดวัคซีนในกลุ่มดังนี้

🔎นักเรียน/นักศึกษา ผู้ที่จะไปศึกษาต่อในต่างประเทศ (เช่น อเมริกา, อังกฤษ, ยุโรป) ซึ่งมักเป็นข้อบังคับของสถานศึกษา

🔎ผู้แสวงบุญ ผู้ที่จะเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์หรืออุมเราะห์ ณ ประเทศซาอุดีอาระเบีย (บังคับฉีดก่อนเดินทาง)

🔎ผู้มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ที่ไม่มีม้าม, ม้ามทำงานไม่ปกติ หรือผู้ติดเชื้อ HIV

🔎บุคลากรเฉพาะทาง เจ้าหน้าที่ห้องแล็บที่ต้องสัมภัสเชื้อ หรือผู้ที่จะเดินทางไปในพื้นที่ระบาด (African Meningitis Belt)

🔎4. การดูแลตัวเองและการป้องกัน

นอกจากการฉีดวัคซีนแล้ว การดูแลสุขอนามัยพื้นฐานยังคงสำคัญที่สุดครับ:

• ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกัน: เช่น แก้วน้ำ ช้อน ส้อม หรือหลอดดูดน้ำ
• หลีกเลี่ยงที่แออัด: ในช่วงที่มีการระบาด หรือหากต้องไปควรสวมหน้ากากอนามัย
• รักษาสุขภาพให้แข็งแรง: พักผ่อนให้เพียงพอเพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้เต็มที่
• หากมีการสัมผัสโรคไข้กาฬหลังแอ่น ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการติดเชื้อโดยเร็วที่สุดภายใน 1-14 วัน โดยไม่สนว่าได้รับวัคซีนมาก่อนหรือไม่
สรุป: แม้โรคไข้กาฬหลังแอ่นจะดูน่ากลัว แต่ป้องกันได้ด้วยวัคซีนและการรักษาสุขอนามัย หากคุณมีแผนจะเดินทางไปต่างประเทศหรืออยู่ในกลุ่มเสี่ยง การปรึกษาแพทย์เพื่อรับวัคซีนคือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดครับ

---

บทความนี้เป็นบทความทางการแพทย์ทั่วไป หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมแนะนำให้เข้าพบการวินิจฉัยจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หรือเข้ารับการวินิจฉัยที่ ศูนย์ศรีพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หรือ โทร. 053-936900 ถึง 1 หรือติดต่อทาง Line

#ศูนย์ศรีพัฒน์

ปวดหลัง เรื้อรัง ลุกนั่งก็ลำบาก... อย่าปล่อยทิ้งไว้จนส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันนะ ! 🩻💥ศูนย์ศรีพัฒน์ ขอแนะนำ นพ. ธิตินัท...
24/05/2026

ปวดหลัง เรื้อรัง ลุกนั่งก็ลำบาก...
อย่าปล่อยทิ้งไว้จนส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันนะ ! 🩻💥

ศูนย์ศรีพัฒน์ ขอแนะนำ นพ. ธิตินัท ไม้หอม
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านกระดูกและข้อ และการผ่าตัดกระดูกสันหลัง
พร้อมดูแลทุกปัญหาเรื่องกระดูก ข้อ และอาการปวดหลังอย่างตรงจุด เพื่อให้คุณกลับมาเคลื่อนไหวได้อย่างมั่นใจอีกครั้ง

พร้อมให้การตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด ตั้งแต่
🔸หาสาเหตุที่แท้จริงของอาการปวด
🔸 การวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับคนไข้แต่ละบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการรักษาด้วยวิธีประคับประคอง การทำกายภาพบำบัด ไปจนถึงเทคโนโลยีการผ่าตัดกระดูกสันหลังที่ทันสมัย เพื่อให้คนไข้เจ็บตัวน้อยที่สุด และฟื้นตัวได้ไวที่สุด

#ศูนย์ศรีพัฒน์ #คลินิกกระดูกและข้อ #กระดูดสันหลัง #ปวดหลัง
#ปวดหลังเรื้อรัง #หมอกระดูก

การเข้ารับการประเมินจากแพทย์ จะช่วยค้นหาสาเหตุและวางแผนการรักษาได้อย่างตรงจุด ✨
เพื่อความสะดวกกรุณานัดหมายก่อนเข้ารับบริการ
📍 คลินิกกระดูกและข้อ อาคารผู้ป่วยนอก OPD ศูนย์ศรีพัฒน์ ชั้น 7
☎️ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 0-5393-4642

สามารถติดตามช่องทางเพิ่มเติมได้ที่
• LINE Official :
• Website, Facebook, Instagram, TikTok, X,
:
• Call center : 0-5393-6900-1

💢 “หลัง” คืออวัยวะที่เรามักใช้งานหนักที่สุด…แต่กลับเป็นสิ่งที่หลายคนดูแลน้อยที่สุดเช่นกันทุกวันเราต้องนั่ง ทำงาน ยกของ ข...
23/05/2026

💢 “หลัง” คืออวัยวะที่เรามักใช้งานหนักที่สุด…
แต่กลับเป็นสิ่งที่หลายคนดูแลน้อยที่สุดเช่นกัน
ทุกวันเราต้องนั่ง ทำงาน ยกของ ขับรถ เดิน หรือใช้ร่างกายซ้ำ ๆ
โดยไม่รู้เลยว่า “พฤติกรรมเล็ก ๆ” เหล่านี้
กำลังค่อย ๆ สะสมแรงกดทับให้กระดูกสันหลังทีละนิด 🩺
หลายคนเริ่มต้นจากอาการเล็ก ๆ
แค่เมื่อยหลัง ปวดเอว ตึงบ่า หรือปวดหลังเวลาตื่นนอน
จนวันหนึ่งกลับกลายเป็นอาการเรื้อรัง ลุกก็เจ็บ นั่งก็ปวด ใช้ชีวิตไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป…

⚠️ ความจริงคือ
“อาการปวดหลัง” ไม่ได้เกิดจากการยกของหนักครั้งเดียวเสมอไป
แต่อาจเกิดจาก “ท่าทางผิด ๆ ที่ทำซ้ำทุกวัน”
ไม่ว่าจะเป็น
🔸 ยกของโดยก้มหลังตรง
🔸 นั่งทำงานหลังค่อมนานหลายชั่วโมง
🔸 ออกกำลังกายผิดท่า
🔸 ฝืนยกของหนักเกินกำลัง
🔸 ใช้ที่นอนไม่รองรับแนวกระดูกสันหลัง

สิ่งเหล่านี้อาจเพิ่มแรงกดที่หมอนรองกระดูก
จนเสี่ยงต่อภาวะปวดหลังเรื้อรัง หรือหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทได้ ❗
แต่ข่าวดีคือ…
“การดูแลหลัง” เริ่มต้นได้จากเรื่องง่าย ๆ ในชีวิตประจำวัน 💙
✔️ ย่อตัวใช้แรงจากขาแทนการก้มหลังเวลายกของ
✔️ ถือของใกล้ลำตัวเพื่อลดแรงกดที่หลัง
✔️ จัดโต๊ะทำงานให้อยู่ในระดับเหมาะสม
✔️ เปลี่ยนอิริยาบถและลุกเดินทุก 30–60 นาที
✔️ หลีกเลี่ยงการบิดตัวแรง ๆ ขณะยกของ
✔️ หากของหนักเกินไป ควรขอความช่วยเหลือ
เพราะ “หลัง” เป็นศูนย์กลางของการเคลื่อนไหวทั้งร่างกาย

หากปล่อยให้บาดเจ็บหรือเสื่อมสะสม
อาจส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาวมากกว่าที่คิด
อย่ารอให้ร่างกายต้องส่งสัญญาณแรงกว่านี้
เริ่มดูแลหลังของคุณตั้งแต่วันนี้
ก่อนที่อาการปวดจะกลายเป็นเรื่องปกติของชีวิต ✨

#ศูนย์ศรีพัฒน์ #คลินิกกระดูกและข้อ #กระดูกสันหลัง #ปวดหลังเรื้อรัง #ปวดหลัง #หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท #ดูแลกระดูกและข้อ #ปวดหลังเรื้อรัง #สัญญาณเตือนสุขภาพ #ปวดหลังไม่ควรทน #หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท #ดูแลกระดูกและข้อ #ศูนย์ศรีพัฒน์ #สุขภาพดีเริ่มต้นที่ตัวเรา

หากมีอาการปวดหลังเรื้อรัง ปวดร้าวลงขา ชา หรืออ่อนแรง
ควรเข้ารับการประเมินจากแพทย์ เพื่อค้นหาสาเหตุและดูแลอย่างเหมาะสม 🩺
เพื่อความสะดวกกรุณานัดหมายก่อนเข้ารับบริการ
📍 คลินิกกระดูกและข้อ อาคารผู้ป่วยนอก OPD ศูนย์ศรีพัฒน์ ชั้น 7
☎️ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 0-5393-4642

สามารถติดตามช่องทางเพิ่มเติมได้ที่
• LINE Official :
• Website, Facebook, Instagram, TikTok, X,
:
• Call center : 0-5393-6900-1

22/05/2026

“โรคซึมเศร้า” ไม่ใช่แค่การคิดมาก อ่อนแอ หรือไม่อดทน
แต่เป็นโรคที่ส่งผลต่อทั้งความคิด อารมณ์ และการใช้ชีวิต
บางคนยิ้มได้ หัวเราะได้… แต่ข้างในกำลังเหนื่อยจนแทบไม่ไหว
เพราะสุขภาพจิต ก็สำคัญไม่ต่างจากสุขภาพกาย
ดูคลิปนี้ให้เข้าใจโรคซึมเศร้ามากขึ้น…

#โรคซึมเศร้่า #สุขภาพจิต #ป่วยซึมเศร้า
#ซึมเศร้า #โรงพยาบาลเชียงใหม่ #ศูนย์ศรีพัฒน์ #เชียงใหม่

💧อาการบวมเกิดจากอะไรได้บ้าง?💧ข้อมูลโดย นพ.ณัฐพล เลาหเจริญยศแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางโรคไต และอายุรกรรมทั่วไป---อาการบวมต...
22/05/2026

💧อาการบวมเกิดจากอะไรได้บ้าง?💧
ข้อมูลโดย นพ.ณัฐพล เลาหเจริญยศ
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางโรคไต และอายุรกรรมทั่วไป

---

อาการบวมตามร่างกาย (Edema) เป็นอาการที่เกิดขึ้นเมื่อมีของเหลวหรือน้ำสะสมอยู่ในเนื้อเยื่อส่วนต่างๆ ของร่างกายมากเกินไป ซึ่งมักจะสังเกตได้ชัดเจนบริเวณเปลือกตา มือ แขน ขา ข้อเท้า และเท้า

อาการบวมไม่ใช่โรค แต่เป็น "สัญญาณเตือน" จากร่างกายว่ากำลังมีบางอย่างผิดปกติ ซึ่งเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่พฤติกรรมในชีวิตประจำวันไปจนถึงโรคร้ายแรง ดังนี้ครับ

🌟1. สาเหตุจากพฤติกรรมและการใช้ชีวิต

บางครั้งอาการบวมก็ไม่ได้เกิดจากโรค แต่เกิดจากไลฟ์สไตล์ของเราเอง:

• กินเค็ม (โซเดียมสูง): เมื่อเรากินอาหารที่มีโซเดียมสูง ร่างกายจะกักเก็บน้ำไว้มากขึ้นเพื่อเจือจางโซเดียม ทำให้เกิดอาการบวมน้ำ
• การยืนหรือนั่งท่าเดิมเป็นเวลานาน: เช่น การนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวัน หรือการเดินทางไกล แรงโน้มถ่วงจะทำให้เลือดและของเหลวไหลลงไปสะสมอยู่บริเวณขาและเท้า

🌟2. สาเหตุจากโรคและการเจ็บป่วยภายใน

หากมีอาการบวมเรื้อรัง หรือบวมโดยไม่ทราบสาเหตุ อาจเกิดจากอวัยวะภายในหรือระบบฮอร์โมนเริ่มทำงานผิดปกติ:

• โรคไตทั่วไป: ไตเสื่อมทำให้ขับน้ำและโซเดียมออกได้น้อยลง จนเกิดการคั่งของน้ำ มักบวมที่ตาในตอนเช้า หรือบวมที่ขาและเท้า
• โรคไตเนโฟรติก (Nephrotic Syndrome): เป็นภาวะไตอักเสบทำให้ตัวกรองของไตเสียหาย ร่างกายสูญเสียโปรตีนไปทางปัสสาวะในปริมาณมาก เมื่อโปรตีนในเลือด (อัลบูมิน) ต่ำลง น้ำในหลอดเลือดจึงรั่วไหลเข้าสู่เนื้อเยื่อ ผู้ป่วยมักจะมีอาการบวมไปทั้งตัวอย่างรวดเร็ว ตาบวม หน้าบวม และขาบวมกดบุ๋มอย่างเห็นได้ชัด
• ภาวะไฮโปไทรอยด์ (Hypothyroidism): หรือภาวะพร่องฮอร์โมนไทรอยด์ (ไทรอยด์ทำงานต่ำ) ทำให้ระบบเผาผลาญของร่างกายทำงานช้าลงอย่างมาก ส่งผลให้มีสารคาร์โบไฮเดรตชนิดหนึ่ง (Mucopolysaccharides) ไปสะสมใต้ผิวหนังและดึงน้ำไว้ มักเกิดอาการบวมแบบไม่กดบุ๋ม (Non-pitting edema) โดยจะบวมที่หน้า ตา มือบวม เท้าบวม ร่วมกับอาการเฉื่อยชา ขี้หนาว น้ำหนักขึ้นง่าย และผมร่วง
• โรคหัวใจ: เมื่อหัวใจปั๊มเลือดได้ไม่ดี เลือดจะค้างอยู่ที่ส่วนล่างของร่างกาย ทำให้บวมที่ขา ข้อเท้า และมักมีอาการเหนื่อยง่ายร่วมด้วย
• โรคตับ: โรคตับแข็งจะทำให้ตับผลิตโปรตีนได้น้อยลง น้ำจึงรั่วไหลเข้าสู่เนื้อเยื่อ ทำให้เกิดอาการบวมที่ขาและมีน้ำสะสมในช่องท้อง (ท้องมาน)
• ระบบน้ำเหลืองหรือหลอดเลือดดำบกพร่อง: เช่น ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำส่วนลึก (DVT) มักจะทำให้เกิดอาการบวมแค่ข้างใดข้างหนึ่ง

🌟3. สาเหตุอื่นๆ

• การตั้งครรภ์: ร่างกายผลิตน้ำมากขึ้น ประกอบกับมดลูกโตขึ้นไปกดทับหลอดเลือดดำ ทำให้คุณแม่ตั้งครรภ์มักมีอาการขาและข้อเท้าบวม
• ผลข้างเคียงจากยา: ยาบางชนิดส่งผลให้ร่างกายมีอาการบวม เช่น ยาลดความดันโลหิตบางกลุ่ม(เช่น ยา amlodipine ,nifedipine) ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs, ยาสเตียรอยด์
• การบาดเจ็บหรืออักเสบ: เช่น ข้อเท้าแพลง แมลงสัตว์กัดต่อย หรือการติดเชื้อ

อาการเตือนที่ต้องพบแพทย์ด่วน:

• บวมข้างเดียวอย่างกะทันหัน พร้อมมีอาการปวด แดง หรือร้อน (เสี่ยงลิ่มเลือดอุดตัน)
• บวมร่วมกับมีอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่อิ่ม หรือหายใจลำบากตอนนอนราบ (เสี่ยงโรคหัวใจ/น้ำท่วมปอด)
• ปัสสาวะเป็นฟองมาก ปัสสาวะน้อยลง หรือสีเข้มผิดปกติ (เสี่ยงโรคไต)
สรุป: อาการบวมเป็นได้ตั้งแต่อาการชั่วคราวจากการกินเค็ม ไปจนถึงเป็นโรคต่างๆเช่น โรคระบบต่อมไร้ท่อ (ไทรอยด์) และโรคไต โรคตับ โรคหัวใจ หากพบว่าตนเองมีอาการบวมเรื้อรัง หน้าเปลี่ยนรูป รู้สึกเหนื่อยง่าย หรือปัสสาวะผิดปกติ ควรเข้าพบแพทย์เพื่อเจาะเลือดและตรวจปัสสาวะหาสาเหตุที่แท้จริงครับ

---

บทความนี้เป็นบทความทางการแพทย์ทั่วไป หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมแนะนำให้เข้าพบการวินิจฉัยจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หรือเข้ารับการวินิจฉัยที่ ศูนย์ศรีพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หรือ 📞โทร. 053-936900 ถึง 1 หรือ 💬Line #ศูนย์ศรีพัฒน์

✨เวียนหัวบ้านหมุน! รู้จัก “โรคหินปูนในหูหลุด” โรคยอดฮิตของคนวัยทำงานและผู้สูงอายุ✨ข้อมูลโดย พญ.ชนัญชิดา จำปาแพทย์เฉพาะทา...
22/05/2026

✨เวียนหัวบ้านหมุน! รู้จัก “โรคหินปูนในหูหลุด” โรคยอดฮิตของคนวัยทำงานและผู้สูงอายุ✨

ข้อมูลโดย พญ.ชนัญชิดา จำปา
แพทย์เฉพาะทางด้านก้อนมะเร็ง ศีรษะและลำคอ

---

เคยไหมคะ กำลังจะล้มตัวลงนอน พลิกตัวตะแคงซ้ายขวา หรือแค่ก้มลงไปเก็บของ แล้วอยู่ๆ โลกก็หมุนขึ้นมา บางคนถึงขั้นคลื่นไส้อาเจียน อาการแบบนี้อย่าเพิ่งตกใจคิดว่าเป็นโรคร้ายแรงในสมอง เพราะส่วนใหญ่มักมีสาเหตุมาจากโรคที่ชื่อว่า "โรคหินปูนในหูชั้นในหลุด" หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่า BPPV (Benign Paroxysmal Positional Vertigo) นั่นเองค่ะ

✨หินปูนในหูคืออะไร แล้วมันหลุดได้อย่างไร?

ภายในหูชั้นในของมนุษย์เราจะมีอวัยวะรับเสียง และอวัยวะควบคุมการทรงตัว ภายในอวัยวะควบคุมการทรงตัวจะมี "ตะกอนหินปูน“ เกาะอยู่เพื่อรับรู้การเคลื่อนไหวและตำแหน่งของศีรษะ แต่เมื่อใดก็ตามที่เราเคลื่อนไหวศีรษะเร็วหรือแรง เช่น พลิกตัว นอนหงาย ก้ม หรือเงยหน้า โดยเฉพาะในผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีความเสื่อมของหูชั้นในอยู่แล้ว หินปูนเหล่านี้อาจ "หลุด" ออกจากตำแหน่งเดิม ซึ่งหินปูนที่กลิ้งไปมาจะไปกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้เกิดอาการ "บ้านหมุน" ขึ้นมาทันที

✨เช็กอาการ...แบบไหนคือหินปูนในหูหลุด?

• เวียนหัวบ้านหมุนทันทีเมื่อเปลี่ยนท่าทางของศีรษะ เช่น ลุกจากที่นอน พลิกตัว หรือก้มหยิบของ
• อาการบ้านหมุนมักเกิดขึ้นสั้นๆ ส่วนใหญ่จะอยู่แค่ไม่กี่วินาทีหรือไม่เกิน 1 นาที แล้วจะค่อยๆ ทุเลาลงเมื่ออยู่นิ่งๆ
• อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ร่วมด้วยในรายที่อาการรุนแรง
• ไม่มีอาการหูอื้อ ไม่มีเสียงวิ้งๆ ในหู และไม่มีอาการแขนขาอ่อนแรง (หากมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย อาจเป็นโรคอื่น ควรพบแพทย์ทันที)

✨ใครบ้างที่มีความเสี่ยง?

1. ผู้สูงอายุ: เนื่องจากความเสื่อมตามวัยทำให้หินปูนหลุดง่ายขึ้น
2. ผู้ที่เคยได้รับอุบัติเหตุที่ศีรษะ: แม้จะโดนกระแทกไม่แรงมากก็อาจทำให้หินปูนหลุดได้
3. คนวัยทำงานที่พักผ่อนน้อย: ความเครียด อดนอน หรือการนอนนิ่งๆ ในท่าเดิมนานๆ
4. ผู้ที่มีการติดเชื้อในหูชั้นใน

✨การรักษาและการดูแลตัวเอง

ข่าวดีคือ โรคนี้ไม่ได้อันตรายถึงชีวิต และสามารถรักษาให้หายได้ โดยวิธีหลักๆ มีดังนี้

1. การทำกายภาพบำบัดหมุนศีรษะ (Canalith Repositioning Procedure)

นี่คือวิธีรักษาที่ได้ผลดีที่สุดและตรงจุดที่สุด โดยแพทย์เฉพาะทางหู คอ จมูก จะทำการขยับศีรษะของผู้ป่วยเป็นท่าทางต่างๆ เพื่อกลิ้งให้หินปูนที่หลุดนั้นกลับเข้าที่เดิม หลายคนทำเสร็จแล้วหายเวียนหัวทันทีกลิ้ง

2. การรักษาด้วยยา

ยาแก้เวียนหัวหรือยาแก้อาเจียนจะช่วยบรรเทาอาการในระยะเฉียบพลันเท่านั้น ไม่ได้ทำให้หินปูนกลับเข้าที่ ดังนั้นจึงควรใช้ตามแพทย์สั่งและไม่ควรซื้อทานเองต่อเนื่องนานๆ

3. การปฏิบัติตัวที่บ้าน

• ในช่วง 1-2 วันแรกหลังหินปูนหลุด พยายามเลี่ยงการก้มต่ำ การเงยหน้าสุด หรือการพลิกตัวอย่างรวดเร็ว
• เวลานอนหนุนหมอนให้สูงขึ้นเล็กน้อย
• หลีกเลี่ยงสารกระตุ้น เช่น ชา กาแฟ และแอลกอฮอล์
ข้อควรระวัง: แม้โรคนี้จะหายได้เองในบางราย แต่อันตรายที่สุดของโรคหินปูนในหูหลุดคือ "อุบัติเหตุจากการล้ม" ดังนั้น หากมีอาการเวียนหัวบ้านหมุนเฉียบพลัน ให้รีบหาที่ยึดเกาะ นั่งพัก รอจนอาการนิ่ง แล้วควรรีบไปพบแพทย์หู คอ จมูก เพื่อทำการรักษาอย่างถูกต้อง จะได้กลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจ โลกไม่หมุนอีกต่อไป

---

บทความนี้เป็นบทความทางการแพทย์ทั่วไป หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมแนะนำให้เข้าพบการวินิจฉัยจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หรือเข้ารับการวินิจฉัยที่ ศูนย์ศรีพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หรือ โทร. 053-936900 ถึง 1 หรือติดต่อทาง Line #ศูนย์ศรีพัฒน์

✨รอยแผลในวัยเยาว์: เมื่อบาดแผลทางใจวัยเด็ก (Childhood Trauma) สลักลึกถึงสมองและร่างกาย✨เรียบเรียงโดย นพ. สุวัฒนชัย พรหมป...
22/05/2026

✨รอยแผลในวัยเยาว์: เมื่อบาดแผลทางใจวัยเด็ก (Childhood Trauma) สลักลึกถึงสมองและร่างกาย✨
เรียบเรียงโดย นพ. สุวัฒนชัย พรหมประสิทธิ์
จิตแพทย์
---

บ่อยครั้งที่เราอาจตั้งคำถามกับตัวเองว่า เหตุใดเราจึงมักมีความรู้สึกว่างเปล่า วิตกกังวล หรือมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อความเครียดที่รุนแรงกว่าคนทั่วไป หลายคนพยายามค้นหาสาเหตุในปัจจุบัน โดยลืมไปว่ารากฐานของอารมณ์และสุขภาพร่างกายในวัยผู้ใหญ่ ล้วนถูกสร้างขึ้นตั้งแต่วัยเยาว์ ประสบการณ์เลวร้ายในวัยเด็กหรือที่ทางการแพทย์เรียกว่า Childhood Trauma ไม่ใช่เพียงแค่อดีตที่ผ่านไป แต่คือรอยแผลที่สลักลึกอยู่ในการทำงานของระบบประสาท สมอง และร่างกาย

การศึกษาทางการแพทย์ในปัจจุบันยืนยันแล้วว่า บาดแผลทางใจในวัยเด็กสามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางชีววิทยาของมนุษย์ได้ หากไม่ได้รับการทำความเข้าใจและเยียวยาอย่างถูกต้อง บาดแผลเหล่านี้จะกลายเป็นจุดกำเนิดของโรคทางจิตเวชและโรคเรื้อรังทางกายที่คอยกัดกินคุณภาพชีวิตเมื่อเราเติบโตขึ้น การทำความเข้าใจกลไกนี้จึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญที่สุดในการปลดล็อกตัวเองจากพันธนาการของอดีต

✨บาดแผลทางใจวัยเด็ก (Childhood Trauma) คืออะไร

บาดแผลทางใจในวัยเด็ก คือเหตุการณ์หรือสภาพแวดล้อมที่สร้างความหวาดกลัว คุกคาม หรือก่อให้เกิดความเครียดอย่างรุนแรงและเรื้อรัง (Toxic Stress) ในช่วงเวลาที่สมองของเด็กกำลังพัฒนา ซึ่งความรุนแรงนี้เกินกว่าที่ระบบประสาทของเด็กจะรับมือได้ ทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนความเครียดออกมาตลอดเวลา

ความเครียดที่เป็นพิษเหล่านี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การถูกทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรง แต่ยังรวมถึงสถานการณ์ที่เด็กต้องเผชิญอย่างต่อเนื่อง โดยสามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มหลักๆ ได้ดังนี้

• การถูกล่วงละเมิด ไม่ว่าจะเป็นทางร่างกาย ทางจิตใจ หรือทางเพศ
• การถูกทอดทิ้ง ทั้งการเพิกเฉยต่อความต้องการทางกายภาพ และการละเลยทางอารมณ์
• ความเปราะบางในครอบครัว เช่น การเห็นความรุนแรงในบ้าน การมีบุคคลในครอบครัวติดสารเสพติด หรือมีปัญหาสุขภาพจิตรเรื้อรัง

ผลกระทบต่อโครงสร้างสมองและการเกิดโรคทางจิตเวช

✨การเผชิญกับ Trauma ในวัยเด็กส่งผลโดยตรงต่อการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของสมอง ฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ที่หลั่งออกมามากเกินไปจะไปทำลายเซลล์ประสาทในสมองส่วนฮิปโปแคมปัส (Hippocampus) ที่ควบคุมความจำและการเรียนรู้ ในขณะเดียวกัน สมองส่วนอะมิกดะลา (Amygdala) ที่ทำหน้าที่จับสัญญาณอันตรายจะไวต่อสิ่งเร้ามากขึ้น

ความเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างนี้ ทำให้ระบบประสาททำงานในโหมดระแวดระวังภัยอยู่ตลอดเวลา นำไปสู่ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลในการเกิดโรคทางจิตเวชและปัญหาสุขภาพ ดังนี้

• โรคซึมเศร้าเรื้อรัง (Major Depressive Disorder) และโรควิตกกังวล (Anxiety Disorders)
• ภาวะบาดหมางทางใจหลังเผชิญเหตุการณ์กระทบกระเทือนจิตใจแบบซับซ้อน (Complex PTSD)
• พฤติกรรมพึ่งพาสารเสพติด เพื่อใช้เป็นกลไกในการจัดการกับความเจ็บปวดทางอารมณ์
• โรคทางกายที่มีสาเหตุจากความเครียดเรื้อรัง เช่น กลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือด หรือโรคแพ้ภูมิตัวเอง (Autoimmune diseases)

สัญญาณเตือน เมื่ออดีตกำลังส่งผลต่อปัจจุบัน

✨สัญญาณเตือน เมื่ออดีตกำลังส่งผลต่อปัจจุบัน

หลายครั้งผู้ที่มีบาดแผลทางใจอาจไม่ทราบแน่ชัดว่าตนเองกำลังเผชิญกับผลลัพธ์ของ Trauma ในอดีต หมออยากให้ลองสังเกตสัญญาณเตือนในชีวิตประจำวัน ซึ่งมักจะแสดงออกผ่านร่างกายและอารมณ์ ดังต่อไปนี้

1. มีปฏิกิริยาตอบสนองทางอารมณ์ที่รุนแรงเกินกว่าเหตุ (Emotional Dysregulation) โดยเฉพาะเมื่อมีสิ่งเร้าที่ทำให้นึกถึงความรู้สึกไร้ค่าหรือการถูกปฏิเสธ
2. มีอาการเจ็บป่วยทางกายที่หาสาเหตุไม่ได้ เช่น ปวดศีรษะเรื้อรัง ปวดตามกล้ามเนื้อ หรือมีปัญหาเกี่ยวกับระบบลำไส้แปรปรวน
3. มีปัญหาตื่นตกใจง่าย คอบระแวดระวังภัยตลอดเวลา สมาธิไม่ดี
4. มีปัญหาการนอนหลับเรื้อรัง เช่น นอนไม่หลับ ฝันร้าย หรือตื่นกลางดึกมากกว่า 2-3 ครั้งต่อคืนโดยไม่สามารถกลับไปหลับต่อได้ง่าย

แนวทางการรักษาเชิงลึกเพื่อฟื้นฟูบาดแผลทางใจ

✨แนวทางการรักษาเชิงลึกเพื่อฟื้นฟูบาดแผลทางใจ

การเยียวยา Childhood Trauma เป็นกระบวนการที่ละเอียดอ่อนและต้องใช้ระยะเวลา เนื่องจากเป้าหมายไม่ใช่การลบความทรงจำ แต่เป็นการปรับเปลี่ยนการตอบสนองของระบบประสาทให้กลับมาสมดุล และช่วยให้ผู้ป่วยสามารถบูรณาการประสบการณ์เหล่านั้นโดยไม่ถูกครอบงำ

แนวทางการรักษาในปัจจุบันที่มีประสิทธิภาพและได้รับการยอมรับในระดับสากล มีการผสมผสานศาสตร์หลากหลายแขนงเข้าด้วยกัน เพื่อให้การดูแลเป็นไปอย่างครอบคลุม ดังนี้

• การบำบัดทางจิตเวชที่เน้นบาดแผลทางใจ (Trauma-Focused Cognitive Behavioral Therapy - TF-CBT) เพื่อปรับโครงสร้างความคิด
• การบำบัดด้วยวิธี EMDR (Eye Movement Desensitization and Reprocessing) ซึ่งใช้การเคลื่อนไหวของดวงตาเพื่อช่วยให้สมองประมวลผลความทรงจำที่เจ็บปวดใหม่
• การบำบัดที่เน้นร่างกาย (Somatic Experiencing) เพื่อปลดปล่อยความตึงเครียดที่ถูกกักเก็บไว้ในระบบประสาทและกล้ามเนื้อ
• การใช้ยาทางจิตเวช ควบคู่ไปกับการทำจิตบำบัด เพื่อรักษาอาการซึมเศร้า วิตกกังวล หรือช่วยเรื่องการนอนหลับ

คำแนะนำในการดูแลตนเองเพื่อโอบกอดตัวตนในวัยเยาว์

✨คำแนะนำในการดูแลตนเองเพื่อโอบกอดตัวตนในวัยเยาว์

นอกจากการเข้ารับการรักษาจากผู้เชี่ยวชาญแล้ว การดูแลตนเองในชีวิตประจำวันเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้กระบวนการเยียวยาเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน การสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้แก่ตนเองในปัจจุบัน คือการค่อยๆ ส่งข้อความไปบอกระบบประสาทว่า บัดนี้เราปลอดภัยแล้ว

การเริ่มต้นดูแลตนเองสามารถทำได้ผ่านการปรับพฤติกรรมและการสร้างความตระหนักรู้ต่อสภาวะอารมณ์ของตนเองอย่างค่อยเป็นค่อยไป ดังนี้

• การฝึกสติและการดึงตัวเองกลับมาสู่ปัจจุบัน (Grounding Techniques) เช่น การกำหนดลมหายใจ หรือการรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้าเมื่อรู้สึกถูกกระตุ้นทางอารมณ์
• การเรียนรู้ที่จะกำหนดขอบเขต (Boundary Setting) ทั้งกับตนเองและผู้อื่น เพื่อปกป้องพลังงานและความรู้สึกของตนเอง
• การดูแลสุขภาพกายพื้นฐาน ทั้งการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การออกกำลังกายที่เหมาะสม และการรักษาเวลาการนอนหลับให้เป็นเวลา
• การฝึกเมตตาต่อตนเอง (Self-Compassion) อนุญาตให้ตนเองรู้สึกอ่อนแอได้โดยไม่ตัดสิน และปฏิบัติต่อตนเองเหมือนเพื่อนที่แสนดี

---
✨สำหรับมุมมองที่อาจมีความแตกต่างกันนั้น หมอเห็นว่าบางท่านอาจมีความเชื่อที่ว่า ความยากลำบากหรือประสบการณ์ที่เลวร้ายในวัยเด็ก จะเป็นเสมือนวัคซีนที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้คนเราเติบโตขึ้นมาเข้มแข็งและทนทานต่อโลกความเป็นจริง แต่ในมุมมองทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์ทางสมอง ความเครียดที่เป็นพิษ (Toxic Stress) ในช่วงวัยที่สมองกำลังพัฒนา ไม่ได้สร้างความแข็งแกร่งเสมอไป แต่กลับทำให้ระบบประสาทเปราะบางและเสียสมดุล การยอมรับความจริงข้อนี้ไม่ใช่การกล่าวโทษอดีต แต่คือความกล้าหาญที่จะทำความเข้าใจ เพื่อนำไปสู่การรักษาที่ถูกต้องและคืนอิสรภาพในการใช้ชีวิตให้แก่ตนเอง
---

✨บทความนี้เป็นบทความทางการแพทย์ทั่วไป หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมแนะนำให้เข้าพบการวินิจฉัยจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หรือเข้ารับการวินิจฉัยที่ ศูนย์ศรีพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หรือ ✨โทร. 053-936900 ถึง 1 หรือติดต่อทาง ✨Line
---

#บาดแผลทางใจวัยเด็ก #สุขภาพจิต #จิตแพทย์ #โรคซึมเศร้า #ความเครียดเรื้อรัง #การเยียวยาจิตใจ #พัฒนาการเด็ก #ศูนย์ศรีพัฒน์ #มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

🩺 “บางท่าในชีวิตประจำวัน”อาจกำลังทำร้ายหลังของคุณ…โดยไม่รู้ตัวหลายคนคิดว่าอาการปวดหลังเกิดจากอายุที่มากขึ้นหรือแค่ใช้งาน...
22/05/2026

🩺 “บางท่าในชีวิตประจำวัน”
อาจกำลังทำร้ายหลังของคุณ…โดยไม่รู้ตัว
หลายคนคิดว่าอาการปวดหลังเกิดจากอายุที่มากขึ้น
หรือแค่ใช้งานร่างกายหนักเกินไป
แต่ความจริงแล้ว “พฤติกรรมเล็ก ๆ ที่ทำซ้ำทุกวัน”
อาจเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้อาการปวดหลังเรื้อรังหนักขึ้นเรื่อย ๆ ❗
โดยเฉพาะคนวัยทำงาน คนที่นั่งนาน ยกของบ่อย
หรือออกกำลังกายผิดท่า
ร่างกายอาจกำลังสะสมแรงกดทับที่กระดูกสันหลังโดยไม่รู้ตัว

⚠️ ท่าที่ควรหลีกเลี่ยงสำหรับคนที่มีปัญหาหลัง ได้แก่
🔸 ยกของหนักโดยก้มหลังตรง ๆ
🔸 นั่งหลังค่อมนานเกินไป
🔸 บิดตัวแรง ๆ หรือก้มเงยบ่อย
🔸 ออกกำลังกายหนักเกินไปโดยใช้ท่าที่ไม่ถูกต้อง
🔸 นอนบนที่นอนนุ่มยวบเกินไป

บางครั้ง…อาการปวดหลังไม่ได้เกิดขึ้นทันที
แต่เกิดจาก “พฤติกรรมเดิม ๆ” ที่สะสมมาเป็นเวลานาน
อย่ารอให้ความปวดกลายเป็นเรื่องปกติของชีวิต
เพราะเมื่อกระดูกและกล้ามเนื้อเริ่มส่งสัญญาณ

นั่นอาจหมายถึงร่างกายกำลังต้องการการดูแลอย่างจริงจัง 💙
เริ่มต้นง่าย ๆ ด้วยการปรับท่าทางในชีวิตประจำวัน
และหากมีอาการปวดเรื้อรัง ปวดร้าว ชา หรืออ่อนแรง
ควรเข้ารับการประเมินจากแพทย์ เพื่อหาสาเหตุและป้องกันปัญหาในระยะยาว 🩺✨

#ศูนย์ศรีพัฒน์ #คลินิกกระดูกและข้อ #กระดูกสันหลัง #ปวดหลังเรื้อรัง #ปวดหลัง #หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท #ดูแลกระดูกและข้อ #ปวดหลังเรื้อรัง #สัญญาณเตือนสุขภาพ #ปวดหลังไม่ควรทน #หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท #ดูแลกระดูกและข้อ #ศูนย์ศรีพัฒน์ #สุขภาพดีเริ่มต้นที่ตัวเรา

การเข้ารับการประเมินจากแพทย์ จะช่วยค้นหาสาเหตุและวางแผนการรักษาได้อย่างตรงจุด ✨
เพื่อความสะดวกกรุณานัดหมายก่อนเข้ารับบริการ
📍 คลินิกกระดูกและข้อ อาคารผู้ป่วยนอก OPD ศูนย์ศรีพัฒน์ ชั้น 7
☎️ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 0-5393-4642

สามารถติดตามช่องทางเพิ่มเติมได้ที่
• LINE Official :
• Website, Facebook, Instagram, TikTok, X,
:
• Call center : 0-5393-6900-1

⚠️ “ปวดหลัง” อาจไม่ใช่แค่เรื่องธรรมดาอีกต่อไป…หลายคนใช้ชีวิตกับอาการปวดหลังทุกวันตื่นมาก็ปวด นั่งนานก็ปวด ยืนนานก็เมื่อย...
21/05/2026

⚠️ “ปวดหลัง” อาจไม่ใช่แค่เรื่องธรรมดาอีกต่อไป…
หลายคนใช้ชีวิตกับอาการปวดหลังทุกวัน
ตื่นมาก็ปวด นั่งนานก็ปวด ยืนนานก็เมื่อย
บางคนกินยา ทายา นวด พัก… แล้วบอกตัวเองว่า
“เดี๋ยวก็คงหาย”

แต่ความจริงคือ ร่างกายกำลังพยายามส่งสัญญาณบางอย่างให้คุณหยุดฟัง 🩺
อาการปวดหลังเรื้อรัง ไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับผู้สูงอายุ
คนวัยทำงาน คนที่นั่งหน้าคอมนาน ๆ คนยกของหนัก
หรือแม้แต่คนที่ใช้ชีวิตแบบเร่งรีบทุกวัน ก็สามารถเกิดปัญหาได้เช่นกัน
และสิ่งที่น่ากังวล คือหลายคนเริ่ม “ชิน” กับความปวด
จนมองข้ามสัญญาณเตือนสำคัญของร่างกาย ❗

หากคุณกำลังมีอาการเหล่านี้…
🔸 ปวดหลังต่อเนื่องนานเกิน 3 เดือน
🔸 ปวดร้าวลงสะโพกหรือขา
🔸 มีอาการชา หรืออ่อนแรงร่วมด้วย
🔸 ปวดจนรบกวนการนอนหรือการใช้ชีวิต
🔸 ลุก นั่ง เดิน หรือก้มตัวได้ลำบาก

อาการเหล่านี้ อาจเกี่ยวข้องกับ
🦴 หมอนรองกระดูกเสื่อม
🦴 หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท
🦴 ข้อกระดูกสันหลังเสื่อม
🦴 กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นอักเสบเรื้อรัง

บางครั้ง…สิ่งที่เราคิดว่า “ปวดเมื่อยธรรมดา”
อาจกำลังค่อย ๆ กลายเป็นปัญหาเรื้อรังที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในอนาคต
อย่าปล่อยให้ความเคยชิน ทำให้มองข้ามสุขภาพของตัวเอง 💙
เพราะการรักษาที่ดีที่สุด คือการดูแลตั้งแต่เริ่มมีสัญญาณเตือน
หากอาการปวดเริ่มรบกวนชีวิตประจำวัน
อย่าฝืนทน หรือรอให้หนักกว่านี้

#ศูนย์ศรีพัฒน์ #คลินิกกระดูกและข้อ #กระดูกสันหลัง #ปวดหลังเรื้อรัง #ปวดหลัง #หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท #ดูแลกระดูกและข้อ #ปวดหลังเรื้อรัง #สัญญาณเตือนสุขภาพ #ปวดหลังไม่ควรทน #หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท #ดูแลกระดูกและข้อ #ศูนย์ศรีพัฒน์ #สุขภาพดีเริ่มต้นที่ตัวเรา

การเข้ารับการประเมินจากแพทย์ จะช่วยค้นหาสาเหตุและวางแผนการรักษาได้อย่างตรงจุด ✨
เพื่อความสะดวกกรุณานัดหมายก่อนเข้ารับบริการ
📍 คลินิกกระดูกและข้อ อาคารผู้ป่วยนอก OPD ศูนย์ศรีพัฒน์ ชั้น 7
☎️ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 0-5393-4642

สามารถติดตามช่องทางเพิ่มเติมได้ที่
• LINE Official :
• Website, Facebook, Instagram, TikTok, X,
:
• Call center : 0-5393-6900-1

💬กลัวว่ายาจิตเวชจะทำให้ติดยา เป็นคำถามที่ถามได้และควรถาม💬ข้อมูลโดย นพ. นนทเกียรติ สมทรัพย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง สาขา...
21/05/2026

💬กลัวว่ายาจิตเวชจะทำให้ติดยา เป็นคำถามที่ถามได้และควรถาม💬

ข้อมูลโดย นพ. นนทเกียรติ สมทรัพย์
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง สาขาจิตเวชศาสตร์

---

เวลาหมอคุยเรื่องเริ่มยาจิตเวช คำถามที่เจอบ่อยมากคือ “ถ้ากินแล้วจะติดไหม” บางคนถามตรงๆ บางคนไม่ได้ถาม แต่กลับบ้านไปแล้วลังเล ไม่กล้าเริ่มยา หรือกินบ้างหยุดบ้าง เพราะกลัวว่าวันหนึ่งจะเลิกไม่ได้

ความกังวลนี้เข้าใจได้ครับ เพราะคำว่า “ยาจิตเวช” ถูกพูดรวมกันกว้างมาก ทั้งยารักษาซึมเศร้า ยาคลายกังวล ยานอนหลับ ยารักษาโรคจิต ยาควบคุมอารมณ์ และยาอื่นๆ อีกหลายกลุ่ม พอทุกอย่างถูกเรียกรวมกัน คนจึงมักนึกว่าเสี่ยงติดยาเหมือนกันทั้งหมด ทั้งที่จริงแล้วแต่ละกลุ่มไม่เหมือนกัน

คำตอบที่ตรงที่สุดคือ ยาจิตเวชส่วนใหญ่ไม่ได้ทำให้ “ติดยา” ในความหมายที่คนทั่วไปกลัว แต่ยาบางกลุ่มต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง เพราะอาจเกิดการพึ่งพิงยา หรือมีอาการไม่สบายเมื่อหยุดกะทันหันได้

---

คำว่า “ติดยา” ในทางการแพทย์ไม่ได้หมายถึงแค่ “กินยานาน” หรือ “หยุดแล้วมีอาการ” เท่านั้น โดยทั่วไปการติดยามักเกี่ยวกับความอยากยา ควบคุมการใช้ไม่ได้ ใช้มากขึ้นเรื่อยๆ หรือยังใช้ต่อทั้งที่เกิดผลเสียชัดเจน

แต่ยาบางชนิดอาจทำให้เกิด “อาการถอนยา” หรือ “อาการจากการหยุดยาเร็วเกินไป” ได้ แม้ไม่ได้ติดยาในความหมายข้างต้น เช่น เวียนหัว นอนไม่หลับ ใจสั่น คลื่นไส้ หรือรู้สึกไม่สบายตัว อาการเหล่านี้พบได้ในยาหลายกลุ่ม รวมถึงยาต้านเศร้าบางชนิด ถ้าหยุดทันทีโดยไม่ได้ค่อยๆ ปรับลด

ประเด็นนี้สำคัญ เพราะบางคนกินยาดีขึ้นแล้วหยุดเอง พอมีอาการกลับมา ก็สรุปว่า “แปลว่าติดยาแน่เลย” ทั้งที่บางครั้งเป็นอาการของโรคที่กลับมา หรือเป็นอาการจากการหยุดยาเร็วเกินไป ซึ่งแพทย์สามารถช่วยแยกและวางแผนลดยาให้ปลอดภัยกว่าได้

ยากลุ่มที่ควรระวังเป็นพิเศษคือยาคลายกังวลบางชนิดและยานอนหลับบางกลุ่ม โดยเฉพาะถ้าใช้ต่อเนื่องนาน ใช้เกินขนาด หรือเพิ่มยาเอง ยากลุ่มนี้อาจเกิดการพึ่งพิงยาได้ จึงควรใช้ตามข้อบ่งชี้ ใช้ระยะเวลาที่เหมาะสม และติดตามกับแพทย์ ไม่ควรยืมยาคนอื่นมากกิน หรือซื้อกินเองเพราะเห็นว่า “ช่วยให้นอนหลับเร็ว”

ในทางกลับกัน ยารักษาซึมเศร้า ยารักษาโรคจิต หรือยาควบคุมอารมณ์ ไม่ได้ออกฤทธิ์เพื่อทำให้เมา เคลิ้ม หรืออยากเพิ่มขนาดยาเอง เป้าหมายของยาเหล่านี้คือช่วยปรับสมดุลการทำงานของสมอง ลดอาการที่รบกวนชีวิต และป้องกันการกลับเป็นซ้ำในบางโรค การต้องกินยาต่อเนื่องช่วงหนึ่งจึงคล้ายกับการรักษาโรคเรื้อรังหลายอย่าง ไม่ได้แปล่ว่าคนไข้ติดยาเสมอไป

ถ้ากังวลเรื่องยา ควรถามแพทย์ตรงไหนบ้าง

คำถามเหล่านี้ช่วยให้การใช้ยาปลอดภัยและสบายใจขึ้นครับ

• ยาตัวนี้อยู่ในกลุ่มไหน และมีโอกาสพึ่งพิงยาหรือไม่
• ถ้าจะหยุดยาในอนาคต ต้องค่อยๆ ลดอย่างไร
• ผลข้างเคียงที่ควรสังเกตคืออะไร และแบบไหนควรติดต่อกลับ
• ต้องกินต่อเนื่องประมาณนานเท่าไร ก่อนประเมินอีกครั้ง
• มียา อาหารเสริม แอลกอฮอล์ หรือโรคประจำตัวอะไรที่ต้องระวังร่วมกันไหม
หมออยากให้มองการใช้ยาจิตเวชเป็นการตัดสินใจร่วมกัน ไม่ใช่การรับคำสั่งแบบไม่มีคำถาม ถ้ากังวลเรื่องติดยา บอกแพทย์ได้เลยครับ ความกังวลนี้มีประโยชน์ ถ้ามันทำให้เราใช้ยาอย่างเข้าใจและติดตามอย่างเหมาะสม

สิ่งที่น่าเป็นห่วงกว่าการถามเรื่องยา คือการกลัวจนไม่กล้ารักษา หรือหยุดยาเองเงียบๆ ทั้งที่อาการยังไม่มั่นคง เพราะสุดท้ายอาจทำให้อาการกลับมาแรงกว่าเดิม และทำให้การรักษายากขึ้นโดยไม่จำเป็น

---

บทความนี้เป็นบทความทางการแพทย์ทั่วไป หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมแนะนำให้เข้าพบการวินิจฉัยจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หรือเข้ารับการวินิจฉัยที่ ศูนย์ศรีพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หรือ โทร. 053-936900 ถึง 1 หรือติดต่อทาง Line

---

#ยาจิตเวช #กลัวติดยา #สุขภาพจิต #จิตเวช #ยาต้านเศร้า #ยาคลายกังวล #ยานอนหลับ #ศรีพัฒน์ #โรงพยาบาลศรีพัฒน์ #มช

📍เชิญร่วมรับฟัง FM100 เสียงสื่อสารมวลชน ช่วงห้องแพทย์พร้อมกันในหัวข้อเรื่อง"บุหรี่กับโรคร้าย: สิ่งที่ร่างกายต้องจ่ายจากก...
20/05/2026

📍เชิญร่วมรับฟัง FM100 เสียงสื่อสารมวลชน ช่วงห้องแพทย์พร้อมกันในหัวข้อเรื่อง
"บุหรี่กับโรคร้าย: สิ่งที่ร่างกายต้องจ่ายจากการสูบ"

⏰วันพุธที่ 27 พฤษภาคม 2569 เวลา 11.15 - 12.00 น
พญ.ปนัดดา ภัทโรพงศ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญอายุรกรรมทั้วไป
Facebook Live : FM100 เสียงสื่อสารมวลชน และ Sriphat Medical Center

#ศูนย์ศรีพัฒน์ #บุหรี่ #บุหรี่กับโรคร้าย #สูบบุหรี่ #เพราะเราอยากให้คุณสุขภาพดี

สามารถติดตามช่องทางเพิ่มเติมได้ที่
• LINE Official :
• Website, Facebook, Instagram, TikTok, X,
:
• Call center : 0-5393-6900-1

ที่อยู่

110/392 ถ. อินทวโรรส ต. ศรีภูมิ อ. เมือง จ. Chiang Mai
Chiang Mai
50200

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Sriphat Medical Center, Chiang Maiผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง Sriphat Medical Center, Chiang Mai:

ทางลัด

แนะนำ

แชร์

ประเภท