Kids Can Do Chiang Rai

โทร เส้นทาง ติดต่อ คลินิก

Kids Can Do Chiang Rai autism, autistic, occupation therapy, special education, special child, ออทิสติก, ?

ให้บริการกระตุ้นพัฒนาการเด็กที่มีความต้องการพิเศษ พัฒนาการช้า ออทิสติก สมาธิสั้น มีปัญหาด้านการเรียนรู้ CP ฯลฯ และให้คำปรึกษาแก่ผู้ปกครอง โดยนักกิจกรรมบำบัด และครูการศึกษาพิเศษที่มีประสบการณ์ด้านเด็กโดยตรง

17/10/2026

"ลูกพูดจาไม่น่ารักเลย ทำยังไงได้บ้างคะ"

เชื่อว่าในบ้านก็คงประสบปัญหาแบบนี้ ที่ลูกพูดจา ไม่น่ารักแต่เป็นไม่น่ารักในรูปแบบที่ประมาณว่า

"แม่ ทำไมพุงแม่เหมือนมีน้องอีกคน"
"พ่อ ปากเหม็นอะ อย่าหอม"
"ยายคะ ทำไมหน้ายายเหี่ยวเหมือนลูกเกด"

พ่อแม่ได้แต่ยิ้มแห้ง ส่วนยายก็ยิ้ม... แห้งกว่า
ในใจพ่อแม่ก็คิดว่า "ปากเสีย" 555 ทำไมเด็กเล็กพูดตรงขนาดนี้
นี่ไม่ใช่เพราะลูกใจร้าย แต่เพราะสมองยังสร้างไม่เสร็จ

ทักษะที่จะ "คิดก่อนพูด" ต้องอาศัยสมองส่วนหน้าที่ทำหน้าที่ยับยั้งชั่งใจ ส่วนนี้พัฒนาช้าที่สุดในสมอง กว่าจะเต็มที่ก็ราวอายุ 20 กลางๆ ไปแล้ว เด็กเล็กจึงคิดอะไรได้ก็พูดออกมาเลย เหมือนน้ำยังไม่ได้ผ่านเครื่องกรอง เรียล ๆ ว่าซั่น

ทักษะ "การเข้าใจใจคนอื่น" ก็ยังไม่พัฒนา โดยจะเริ่มพัฒนามากขึ้นในช่วงประมาณ 4-5 ขวบ ก่อนหน้านั้นเด็กยังนึกไม่ค่อยออกว่า "ถ้าหนูพูดแบบนี้ ยายจะรู้สึกยังไง" ส่วนการโกหกเพื่อถนอมน้ำใจ แบบที่เราได้ของขวัญไม่ถูกใจแล้วยังบอกว่า "ชอบมากเลย" งานวิจัยพบว่าค่อยๆ พัฒนาขึ้นตามวัย และเด็กโตใช้เป็นมากกว่าเด็กเล็กอย่างชัดเจน ...

แปลแบบอบอุ่นก็คือ ยิ่งโต เราก็ยิ่งถนอมน้ำใจคนมากขึ้น
แปลแบบเพื่อนคุยกัน ก็คือ ยิ่งโต ยิ่งตอแหลเก่ง 55555
อยากให้พ่อแม่แปลความที่ ลูกพูดตรง ๆ เป็นลูกที่มีพัฒนาการปกติ ไม่ใช่ลูกที่เลี้ยงมาผิดนะ

บ้านที่คุยกันได้ทุกเรื่อง คือข่าวดี

หลายบ้านพอได้ยินลูกพูดความจริงที่ไม่น่าฟัง ก็ตกใจ แล้วดุทันที "พูดแบบนี้ได้ยังไง" "ไม่มีมารยาท" ซึ่งเข้าใจได้ แต่ต้องระวังด้วยเพราะสิ่งที่ลูกเรียนรู้จากการโดนดุทุกครั้งที่พูดจริงคือ "อ๋อ พูดจริงแล้วโดน งั้นไม่พูดดีกว่า"

มีงานวิจัยที่น่าสนใจมาก นักวิจัยเปรียบเทียบเด็กในโรงเรียนสองแห่งที่แอฟริกาตะวันตก แห่งหนึ่งลงโทษรุนแรง อีกแห่งไม่ใช้การลงโทษแบบนั้น ผลคือเด็กในโรงเรียนที่ลงโทษหนัก โกหกบ่อยกว่า และโกหกเก่งกว่าด้วย พูดง่ายๆ คือ ความกลัวไม่ได้ทำให้เด็กซื่อสัตย์ขึ้น แต่ทำให้เด็กเนียนขึ้น

อีกงานวิจัยในวัยรุ่นพบว่า สิ่งที่ทำให้พ่อแม่รู้ว่าลูกไปไหน ทำอะไร คบใคร ส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากการตามสอดส่อง แต่มาจาก "ลูกเล่าให้ฟังเอง" และลูกจะเล่าก็ต่อเมื่อรู้สึกว่าเล่าแล้วปลอดภัย ไม่โดนตัดสินทันที

ถ้าวันนี้ลูกยังกล้าบอกว่าแม่ทำกับข้าวเค็ม พรุ่งนี้ตอนวัยรุ่น เขาก็จะยังกล้าบอกว่ามีเพื่อนชวนสูบบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งอันหลังนี่แหละที่เราอยากรู้จริงๆ ...

แต่จำไว้นะ ความจริงไม่ตาย แต่ถ้าพูดไม่น่ารัก เดี๋ยวเอ็งตายได้ 555 อะไรกันอีกเนี่ย แม่ งงแล้วนะคะ ...

บ้านที่คุยกันได้ทุกเรื่อง ไม่ได้แปลว่าพูดอะไรก็ได้ตามใจ ความซื่อตรงกับความไม่มีกาลเทศะเป็นคนละเรื่องกัน หน้าที่ของพ่อแม่ไม่ใช่ปิดปากลูก แต่คือสอนให้ลูกส่งความจริงไปถึงคนฟังได้โดยไม่ทำร้ายใคร

ลองสอนลูกแบบนี้ดู แล้วก็สอนตัวเองไปด้วยในตัว

เรื่องที่เขาแก้ไม่ได้ใน 5 นาที ไม่ต้องพูดค่ะ ... ผักติดฟัน ซิปกางเกงเปิด แบบนี้บอกได้ เพราะแก้ได้ทันที แต่หน้าเหี่ยว ตัวเตี้ย ผิวดำ อ้วน แบบนี้ไม่ต้องพูด เพราะพูดไปก็ไม่ได้ช่วยอะไร นอกจากทำให้คนฟังเจ็บ

บางความจริงต้องกระซิบ ไม่ต้องประกาศ ... "พ่อปากเหม็น" ไม่ผิดที่จะบอก แต่บอกเบาๆ ตอนอยู่กันสองคน ไม่ใช่ประกาศกลางวงข้าวตอนญาติมาครบ (ใครเคยโดนจะรู้ว่าแผลนี้ลึกแค่ไหน) ... ตอนสมัยเรียน มีเพื่อนคนนึงบอกเพื่อนอีกคนกลางโต๊ะว่า "มีใครเคยบอกแกไหมว่า เวลาพูด ปากแกเหม็นมาก แกควรไปหาหมอฟัน" เพื่อนอึ้ง กรรมการอึ้ง คนฟังหน้าเจื่อน (แต่ทั้งโต๊ะก็คือ เออ อีนี่ปากเหม็นจริง แต่มันใช่ที่จะพูดไหมล่ะ)

พูดถึงความรู้สึกตัวเอง แทนการตัดสินคนอื่น แทนที่จะพูดว่า "แม่ทำกับข้าวไม่อร่อย" ลองเป็น "หนูว่าวันนี้มันเค็มไปนิดนึง" แบบนี้เรียกว่า I-message คือพูดจากมุมของเรา คนฟังจะรู้สึกว่าโดนชี้ทางมากกว่าโดนชี้หน้า

โกรธได้ แต่พูดจาทำร้ายไม่ได้ ... ให้แยกให้ออกระหว่างความรู้สึกกับวิธีพูด ความรู้สึกของลูกถูกเสมอ แต่คำหยาบหรือคำที่ตั้งใจทำร้าย ไม่โอเค ลองบอกว่า "แม่รู้ว่าหนูโกรธมาก บอกแม่ได้เลยว่าโกรธเรื่องอะไร แต่ใช้คำแบบนี้กับแม่ไม่ได้นะ"

ชมความกล้าพูดก่อน แล้วค่อยปรับวิธีพูด "ขอบคุณที่บอกแม่ตรงๆ นะ ครั้งหน้าลองพูดแบบนี้ดูไหม..." ลูกจะได้ทั้งความรู้สึกว่าพูดความจริงแล้วปลอดภัย และวิธีพูดที่ดีขึ้น

พ่อแม่ต้องเป็นตัวอย่างก่อนนะ

เด็กเรียนรู้จากสิ่งที่เห็นมากกว่าสิ่งที่ได้ยิน ถ้าเราสอนลูกเรื่องความซื่อตรง แต่ลูกเห็นเรายิ้มหวานใส่ป้าข้างบ้าน แล้วพอปิดประตูก็นินทายาวสามย่อหน้า ลูกก็จะจำแบบหลังไปใช้ ไม่ใช่แบบแรก 55555555555555555555 จริงเสียยิ่งกว่าจริง

เอาเป็นว่า โลกภายนอกมีหน้ากากเยอะพออยู่แล้ว ทั้งยิ้มให้แต่ไม่จริงใจ ชมต่อหน้าแต่แซะลับหลัง แต่ถ้าบ้านของเราเป็นที่เดียวที่ทุกคนถอดหน้ากากได้ พูดความจริงได้ โดยไม่ต้องกลัวว่าจะโดนทิ้ง ก็ถือว่าเราสร้างสิ่งที่มีค่ามากให้ลูกแล้ว

แค่อย่าลืมสอนเขาด้วยว่า ความจริงที่ดีที่สุด คือความจริงที่มาพร้อมความเมตตา (ย้ำกับทุกคน รวมถึงตัวเองด้วย เพราะเป็นคนปากเสียที่กำลังพัฒนาตัวเองอยู่ในทุกวัน)

#เพจเลี้ยงลูกตามใจหมอ

สั่งหนังสือเกี่ยวกับสุขภาพเด็กและการเลี้ยงลูกของหมอวินทั้ง 5 เล่ม
รวมถึง นิทานชุด ‘เด็กชายช่างสงสัย’ ได้ที่

อินบอกซ์ http://m.me/tamjaimorbooks
และ https://tamjaimorbooks.page365.net/

S. SUPERHEALTHY เลี้ยงลูกให้แข็งแรงแบบซูเปอร์ [NEW 2569] ***

A. เลี้ยงลูกให้กินง่าย แก้ไขเด็กกินยาก ฉบับปรับปรุง
(ปลูกฝังพฤติกรรมการกินที่ดี แก้ปัญหากินยาก)
B. อย่าปล่อยให้พ่อแม่รังแกฉัน (การเลี้ยงลูกเชิงบวก)
C. The Parent's Guide to The First Year
เคล็ด(ไม่)ลับ สำหรับพ่อแม่มือใหม่
D. สู่วิถีเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ฉบับชีวิตจริง
Survival Guide to Breastfeeding
E. นิทานชุด มิน เด็กชายช่างสงสัย (3 เล่ม - เสียงอะไรน่ะ, แปรงฟัน แปรงฟัน, ก็ผมไม่อยากนอนนี่นา)

https://www.facebook.com/share/1Erbk22eoz/
09/10/2026

https://www.facebook.com/share/1Erbk22eoz/

✏️✍️ ทำไมเด็กยังควรได้ “เขียนด้วยมือ” ในยุคที่เด็กใช้ iPad และคอมพิวเตอร์มากขึ้น?
ทุกวันนี้เด็กเรียนรู้ผ่านหน้าจอมากขึ้น
พิมพ์งานบนแท็บเล็ต ใช้คอมพิวเตอร์ทำการบ้าน และจดโน้ตด้วยแป้นพิมพ์
แล้วการเขียนด้วยมือยังจำเป็นอยู่ไหม?

🧠 พบข้อมูลจากงานวิจัยทางประสาทวิทยาที่น่าสนใจคือ
“✍️ การเขียนด้วยมือ ยังจำเป็น และมีเหตุผลที่เราควรรักษาไว้”
🧠 งานวิจัยของ Van der Weel และ Van der Meer (2024) ศึกษานักศึกษามหาวิทยาลัย 36 คน โดยใช้ EEG ที่มีเซนเซอร์ถึง 256 จุด เพื่อดูการทำงานและการเชื่อมต่อระหว่างบริเวณต่าง ๆ ของสมอง ขณะที่ผู้เข้าร่วม
📝 เขียนคำด้วยปากกาดิจิทัล
เทียบกับ
⌨️ พิมพ์คำเดียวกันด้วยแป้นพิมพ์

🎯 ผลพบว่า ขณะเขียนด้วยมือ สมองมีรูปแบบการเชื่อมต่อระหว่างบริเวณต่าง ๆ ที่กว้างและซับซ้อนกว่าขณะพิมพ์
โดยเฉพาะบริเวณสมองส่วน central และ parietal และในช่วงคลื่น theta และ alpha ซึ่งเกี่ยวข้องกับกระบวนการทางสมองที่สำคัญต่อการเรียนรู้และการสร้างความจำ

✍️ การเขียนด้วยมืออาจทำให้สมองต้องประสานข้อมูลหลายอย่างพร้อมกัน เช่น
👀 การมองเห็น
✋ การเคลื่อนไหวของมือ
📍 การรับรู้ตำแหน่งของมือและนิ้ว
🧠 การจดจำรูปร่างและลำดับของตัวอักษร
เพราะตัวอักษรแต่ละตัวต้องใช้การเคลื่อนไหวที่แตกต่างกัน

💻ในขณะที่การพิมพ์ เรากดปุ่มแต่ละตัวด้วยการเคลื่อนไหวที่ค่อนข้างเหมือนกัน

💡 ดังนั้น การเขียนด้วยมือจึงเป็นกิจกรรมที่ต้องใช้การประสานงานระหว่างการมองเห็น👀 การเคลื่อนไหว✍️ และการประมวลผลของสมอง🧠 มากกว่าในบางลักษณะ

🤔แล้วผู้ปกครองควรทำอย่างไร?

ไม่ได้หมายความว่า
❌ ห้ามเด็กใช้ iPad
❌ ห้ามใช้คอมพิวเตอร์
❌ ต้องเขียนทุกอย่างด้วยมือ
❌ การพิมพ์ไม่ดีต่อสมอง
แต่หมายความว่า...
✏️✍️“อย่าให้การเขียนด้วยมือหายไปจากชีวิตของเด็ก”
โดยเฉพาะในช่วงที่เด็กกำลังเรียนรู้ตัวอักษร การอ่าน และการเขียน📚📒

ลองให้เด็กมีโอกาส
📝 เขียนชื่อตัวเอง
📝 วาดรูปแล้วเล่าเรื่อง
📝 ฝึกเขียนตัวอักษรและคำศัพท์
📝 เขียนรายการของที่อยากได้
📝 จดสิ่งที่เรียนด้วยลายมือตัวเอง
📝 เขียนการ์ดหรือจดหมายสั้น ๆ ให้คนในครอบครัว
ไม่จำเป็นต้องเป็น “การบ้านเพิ่ม”
เพียงให้การเขียนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน

iPad หรือคอมพิวเตอร์ยังใช้ได้ และมีประโยชน์
🎯 เทคโนโลยีช่วยให้เด็กค้นคว้า สร้างสรรค์ และเข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว
แต่ เทคโนโลยีไม่ควรมาแทนที่ประสบการณ์การเขียนด้วยมือทั้งหมด

✅️เด็กควรได้เรียนรู้ทั้งสองอย่าง
✍️✏️ เขียนด้วยมือ เพื่อฝึกการประสานงานระหว่างตา–มือ–สมอง
และ
⌨️ ใช้เทคโนโลยี เพื่อเรียนรู้และสร้างสรรค์อย่างเหมาะสม
เพราะทักษะแต่ละอย่างมีประโยชน์แตกต่างกัน

❤️ สิ่งสำคัญสำหรับพ่อแม่
ไม่ต้องเลือกว่าจะเป็น
“เด็กยุคดิจิทัล” หรือ “เด็กที่เขียนหนังสือ”
เด็กควรเป็นได้ทั้งสองอย่าง

✳️ให้เขาใช้เทคโนโลยีอย่างรู้เท่าทัน
ขณะเดียวกันก็ยังได้สัมผัสกระดาษ ดินสอ สี และปากกา
✍️เพราะการเขียนด้วยมือไม่ได้เป็นเพียงการ “สร้างตัวหนังสือ”
แต่มันเป็นกิจกรรมที่ทำให้ ตา มือ และสมองต้องทำงานร่วมกัน
และในวัยที่สมองกำลังพัฒนา
กิจกรรมง่าย ๆ แบบนี้ก็ยังมีคุณค่า

✏️บางครั้ง สิ่งที่ดูธรรมดาอย่าง “หยิบดินสอขึ้นมาเขียน”
อาจเป็นการออกกำลังสมองที่ดีอย่างหนึ่งของเด็ก 🧠❤️

📚 อ้างอิง
1. Van der Weel FR, Van der Meer ALH. Handwriting but not typewriting leads to widespread brain connectivity: a high-density EEG study with implications for the classroom. Front Psychol. 2024;14:1219945. doi:10.3389/fpsyg.2023.1219945.
2. Mueller PA, Oppenheimer DM. The Pen Is Mightier Than the Keyboard: Advantages of Longhand Over Laptop Note Taking. Psychol Sci. 2014;25(6):1159–1168. doi:10.1177/0956797614524581.

25/09/2026

คุณแม่ท่านหนึ่งบอกหมอว่า อ่านเพจของหมอทุกวัน แต่ก็ยังพูดกับลูกได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ บางครั้งเวลาโกรธก็เผลอพูดแรง จนกลายเป็นทะเลาะกัน

คุณแม่เลยอยากให้หมอช่วยเขียนเรื่อง “การพูดกับลูก” แบบสั้นๆ เพื่อจะเอาไปแปะไว้ที่กระจกโต๊ะเครื่องแป้ง อ่านเตือนตัวเองทุกเช้า

หมอเลยบอกคุณแม่ว่า จริงๆ แค่มีความตั้งใจแบบนี้ก็ดีมากแล้วค่ะ เพราะเป็นธรรมดามากที่เวลาเราโกรธ เราอาจเผลอพูดบางอย่างออกไปโดยไม่ได้ตั้งใจ

หมอเองปกติถนัดเขียนยาวๆ 😅 คราวนี้เลยพยายามสรุปให้สั้นที่สุด เผื่อจะเอาไปแปะไว้แล้วอ่านได้ทุกวัน

และถ้าวันไหนยังเผลอพูดไม่ดี ก็ไม่ต้องเครียดหรือโทษตัวเองนะคะ พ่อแม่ทุกคนมีวันที่เหนื่อย มีวันที่หงุดหงิด และมีวันที่ทำได้ไม่อย่างที่ตั้งใจ

สิ่งสำคัญไม่ใช่การพูดได้ดีทุกครั้ง แต่คือ เมื่อรู้ตัวแล้ว เรากลับมาแก้ไข และค่อยๆ ทำให้ดีขึ้นในครั้งต่อไป

เป็นกำลังใจให้พ่อแม่ทุกๆ คนนะคะ ❤️

#หมอมินบานเย็น

21/09/2026
14/09/2026

การถูกบูลลี่ไม่ใช่เรื่องเล็ก และไม่ใช่ความผิดของคนที่ถูกกระทำ
คำพูด การล้อเลียน การกีดกัน หรือการกลั่นแกล้งซ้ำ ๆ อาจส่งผลต่อความรู้สึก ความมั่นใจ และสุขภาพใจได้

สิ่งสำคัญคือ รู้วิธีปกป้องตัวเอง รู้ว่าเมื่อไหร่ควรถอย และรู้ว่าเมื่อไหร่ควรขอความช่วยเหลือ

ชวนเรียนรู้วิธีรับมืออย่างปลอดภัย และดูแลใจตัวเองเมื่อเผชิญกับการบูลลี่
เพราะการขอความช่วยเหลือ ไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่คือการดูแลตัวเอง

สามารถอ่านเนื้อหาเพิ่มเติม หรือ ฟังเทคนิคการเลี้ยงลูก ที่เหมาะกับคุณได้ที่
🔵Website CAMRI : https://camri.go.th/th/knowledge/article/ar2
🔴Youtube CAMRI : https://www.youtube.com/
⚫️TikTok CAMRI : https://www.tiktok.com/?_r=1&_t=ZS-95PX3J8JJrc

#สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ #กรมสุขภาพจิต #ดูแลใจ #สุขภาพจิตดี #สายด่วนสุขภาพจิต1323 #ทุกวัยทุกคน #สุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่น #พ่อแม่ยุคใหม่

08/09/2026

"การสร้างเด็กวันนี้ง่ายกว่าการซ่อมเขาในตอนโต"
ครั้งหนึ่งเคยมีคุณแม่สองท่านมาปรึกษาในเวลาไล่เรี่ยกัน
คุณแม่ท่านที่หนึ่งปรึกษาว่า
"พ่อแม่ไปทำงานทั้งคู่ให้ลูกอยู่กับพี่เลี้ยงเป็นหลัก ตอนนี้ลูกอายุ 15 แล้วค่ะ ไม่ค่อยฟังแม่เลย เล่มเกมทั้งวัน งานไม่ส่ง สอบไม่ผ่าน และเริ่มไม่อยากไปโรงเรียน แม่บอกให้กลับมาตั้งใจเรียน ลูกไม่เถียง แต่ไม่ฟังและไม่ทำค่ะ ไม่รู้จะทำยังไงดีเลยค่ะ"
คุณแม่ท่านที่สองปรึกษาว่า
"ลูก 12 ขวบค่ะ แม่ทำงานกรุงเทพฯ หาเงินส่งให้เขากับปู่ย่าที่ต่างจังหวัดมาตลอด ปีนี้เขาขึ้น ม.1 เราเลยเอาเขากลับมาอยู่ด้วย เพื่อจะให้เขามาเรียนที่กรุงเทพฯ เขาเล่นแต่มือถือ ไม่ช่วยงานบ้าน ไม่ตั้งใจเรียน ต้องทำอย่างไรดีคะ"
***
💔
คุณแม่ทั้งสองท่านมีต้นเหตุที่เหมือนกัน คือ...
ในวัยที่ลูกต้องการคุณพ่อคุณแม่มากที่สุด
คุณพ่อคุณแม่ไม่มีเวลาให้เขา
ผลลัพธ์ของการไม่มีเวลาคุณภาพให้ลูกในวันนั้น...
"สายสัมพันธ์" ที่จะฉุดรั้งเขาไว้ให้กลับมาตามเสียงเรียกเราจึงไม่มี
ลูกอาจมองพ่อแม่เป็น "คนนอก" และเขาก็มองตัวเองเป็น "คนนอก" ของพ่อแม่เช่นกัน
ผนวกกับพัฒนาการของเด็กวัยรุ่น
เด็กให้ความสำคัญกับ "ตัวตน" และ "เพื่อน"
เมื่อความมั่นใจในตัวเองไม่ดี
จึงรู้สึกไม่มั่นใจเวลาอยู่กับเพื่อน
เด็กจึงเลือกที่จะถอยหนี เก็บตัว
และอยู่ในโลกที่เขารู้สึกปลอดภัย
ดังนั้นเด็กวัยรุ่นที่ความมั่นใจไม่ดี
จึงเลือกที่จะ...
-อยู่ในโลกออนไลน์
-เก็บตัวในห้องนอน
-ไม่อยากไปโรงเรียน
-หลีกหนีการเผชิญปัญหา
ซึ่งเมื่อปล่อยไว้นานวันสุขภาพกาย-ใจจะเสื่อมโทรม
โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล และโรคอื่นๆ ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในวัยรุ่น
💔
**********
สำหรับพ่อแม่ที่พลาดไปแล้วและลูกกำลังเป็นเช่นนี้
ขอให้กลับมาตั้งหลักกันใหม่ เพื่อเดินหน้าต่อ
❤️‍🩹 (1) "หยุดโทษตัวเองก่อน"
ถ้ารู้ว่าเราทำพลาดกับลูกไปแล้ว
เราควรให้อภัยตัวเอง
แล้วเดินหน้าช่วยเหลือลูก
ตราบใดที่เรายังมีชีวิตอยู่
และลูกยังอยู่ตรงหน้าเรา
เรายังทำอะไรได้
***
❤️‍🩹 (2) "พ่อแม่เปลี่ยน ลูกเปลี่ยน"
เริ่มจากปรับเปลี่ยนตัวเองก่อน
ปรับเปลี่ยนสิ่งที่ทำได้
ได้แก่
-ความคิด "มุ่งช่วยลูกให้กลับมาหาเราก่อนและจึงแก้ปัญหา"
-รับฟัง "ฟังก่อน ไม่พูดแทรก ไม่ตัดสิน ฟังให้จบ"
-คำพูด "พูดชัด บ่นน้อย คำไหนคำนั้น รักษาสัญญา"
-แก้ปัญหาบ้านอบอุ่นก่อน "กินอิ่ม นอนหลับ"
-แก้ปัญหาลูก "พฤติกรรม แก้ด้วยการตั้งกติกาและทำร่วมกันทุกคน"
-แก้ปัญหาโรคหรือสิ่งที่เกินกำลัง "จูงมือกันไปพบผู้เชี่ยวชาญ จิตแพทย์ นักจิตวิทยา"
***
❤️‍🩹 (3) "ให้เวลา ทำสม่ำเสมอ ทำต่อไป"
การซ่อมแซมสิ่งที่พังไปแล้วต้องใช้เวลานานพอๆ กับระยะเวลาที่สิ่งนั้นพังลง
ดังนั้นถ้าเราทิ้งไว้นานเท่าไหร่ เราก็ต้องให้เวลาสิ่งนั้นมากเท่านั้น หรือ มากกว่านั้น
ระหว่างกระบวนการซ่อมแซม สิ่งที่จะพาเรากับลูกเดินไปข้างหน้าจนข้ามผ่านปัญหาไปได้ คือ "สายสัมพันธ์" ที่ต้องสร้างขึ้นมาใหม่
สายสัมพันธ์ไม่ได้สร้างได้เพียงเวลาสั้นๆ แต่ถ้าอยากให้เกิดขึ้นเร็วที่สุด พ่อแม่ต้องเป็นผู้เริ่มก่อน
สายสัมพันธ์ประกอบด้วย
-"ความรัก" ซึ่งมาจากการทำให้ด้วยรัก บ้านที่ปลอดภัย อาหารอุ่นๆ กอดแน่นๆ ความรู้สึกชื่นชม ขอบคุณที่มอบให้กัน
-"การยอมรับ" ยอมรับในสิ่งเป็น และแม้ในวันที่แย่ที่สุด พ่อแม่ก็พร้อมจะรักเขา
-"ความเชื่อใจให้เกียรติ" ซึ่งมักจะมาจากการพูด และการกระทำต้องตรงกัน พูดความจริง คำไหนคำนั้น รักษาสัญญาเสมอ
-"การให้อภัย" ในวันที่พ่อแม่หรือลูกผิดพลาด เราให้อภัยกัน
-"เวลา" ยิ่งมากพอ ยิ่งสม่ำเสมอ ยิ่งแน่นแฟ้น
**********
🍼👶🏻💖
สำหรับพ่อแม่ที่ยังมีลูกวัยเล็ก
ขอแสดงความยินดีด้วยนะคะ
ที่คุณพ่อคุณแม่ยังมีเวลาสร้าง
"พ่อแม่ที่มีอยู่จริง" และ "สายสัมพันธ์กับลูก"
ขอเป็นกำลังใจให้คุณพ่อคุณแม่ทำสิ่งเหล่านี้
❤️ (1) "พ่อแม่เป็นคนหลักในการดูแลลูก"
พ่อแม่ควรสอนลูก และดูเขาเติบโต
ถ้าเราให้คนอื่นเลี้ยง เมื่อเกิดปัญหา
ผู้ที่ต้องแก้ไม่ใช่ใครอื่นแต่คือ "พ่อแม่"
ดังนั้นหากต้องทำงาน พ่อแม่ต้องแบ่งสรรเวลาในวันนั้น
กลับมาดูแลลูก เชื่อมสายสัมพันธ์กับเขาในช่วงเวลาที่มีอยู่ให้ดีที่สุด
วางงานทุกอย่างเมื่ออยู่กับลูก แบ่งงานให้คนอื่นช่วยงานที่ไม่ใช่เรื่องของลูก
เช่น งานทำความสะอาด งานที่เราไม่จำเป็นต้องดูเอง ปล่อยวางให้คนอื่นทำ
เพื่อให้ "ลูก" อยู่กับเรามากที่สุด
***
❤️ (2) "มอบรัก = ให้เวลาคุณภาพกับลูก"
อ่านนิทาน เล่นกับลูก นอนกอด ทำงานบ้าน และอื่นๆ
ใช้เวลาอย่างคุ้มค่า และสร้างช่วงเวลาแห่งความสุขกับลูกในวัยที่เขาต้องการเรามากที่สุด ลูกไม่ได้เป็นเด็กตลอดกาล และเขาไม่ได้ต้องการพ่อแม่ตลอดไป
***
❤️ (3) "สอนสิ่งสำคัญในชีวิต = สอนวินัย"
วินัยต้องสอนตั้งแต่วัยเยาว์
-Self care คือ การช่วยเหลือดูแลตัวเอง
เช่น กินข้าว อาบน้ำ แปรงฟัน แต่งตัว
-Self responsibility คือ การรับผิดชอบของของตัวเอง งานของตัวเอง และพื้นที่ของตัวเอง (ห้องนอน)
เช่น เล่นแล้วเก็บ ทำการบ้านก่อนไปเล่น ทำงานบ้านที่ได้รับมอบหมาย
-Self control คือ ความสามารถในการควบคุมตัวเองจึงจะเกิดขึ้นเมื่อเด็กๆ ฝึกวินัยสม่ำเสมอ ซึ่งสิ่งนี่ทำให้เมื่อเด็กๆ เติบโตเป็นวัยรุ่น เขาจะยับยั้งช่างใจและตัดสินใจไม่ผิดพลาด
❌ Self-care ไม่มี
เด็กจะไม่ดูแลตัวเองและประเมินร่างกายตัวเองไม่เป็น
↓
❌ Self-reponsibility จะไม่เกิด
เด็กจะไม่รู้หน้าที่และสิ่งจำเป็นที่ต้องทำ
↓
❌ Self-control จะไม่สร้าง
เด็กจะทำอะไรผิดพลาดจากการขาดการยั่งคิดยั่งทำ
↓
❌ สุดท้าย Self-value (การรับรู้คุณค่าในตัวเอง) จะไม่มี
ในวันที่ลูกยังเล็ก เขายังฟังเรา
แม้จะดูเหนื่อยในการสอน เพราะถ้าลูกไม่อยากทำอะไร เขาอาจจะร้องไห้อย่างหนัก ตีอกชกลม แต่พ่อแม่ยังสามารถสอนเขาได้อยู่ เมื่อเด็กเรียนรู้วินัยแล้ว เขาจะเรียนรู้สิ่งนั้นตลอดไป
❗อย่าลืมข้อสำคัญ "พ่อแม่ที่มีวินัย ลูกจะมีวินัย"
ดังนั้นพ่อแม่ต้องเป็นแบบอย่างให้กับลูก
อย่าสอนเพียงพูดบอก พ่อแม่ต้องทำให้เขาดูด้วย
***
❤️ (4) "ทำผิดพลาด แล้วรีบให้อภัยตัวเอง"
เป็นพ่อแม่ ไม่ได้แปลว่าเรา เป็นผู้วิเศษ
พ่อแม่ก็ยังเป็นคนธรรมดา
เราเป็นพ่อแม่ครั้งแรกในวันที่มีลูก
เราทำผิด ทำพลาดอยู่บ่อยครั้ง
ให้อภัยตัวเอง และลูกให้เร็ว
ทำผิดเราขอโทษกันและแก้ไข
ถ้าพ่อแม่ทำผิด เราก็พูดขอโทษลูกได้เช่นกัน
***
❤️ (5) "ขอบคุณและชื่นชมสิ่งต่างๆ"
ถึงจะเป็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ หรือ เรื่องธรรมดาๆ
เช่น
-ลูกช่วยถือของ
-ลูกพยายามทำอะไรเอง
-ลูกอยากช่วยอะไรเรา
แม้จะทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง
แต่สิ่งเหล่านั้นคือหลักฐานของการเติบโตของทั้งเราและลูก
ขอบคุณทุกๆ วันที่เรามีกันและกัน
"เราโชคดีที่ได้เป็นพ่อแม่
และลูกโชคดีที่มีเราเป็นพ่อแม่"
**********
🫘➜🌱➜🌳
สุดท้าย "การเลี้ยงลูก คือ การลงทุน"
เวลาที่เราไม่ให้เขาในวัยเยาว์
ดอกเบี้ยราคาแพงคือค่าซ่อมแซมเด็กคนหนึ่งที่เสียหาย
การเป็นพ่อแม่ที่ทำงานด้วย เลี้ยงลูกเองด้วยนั้นต้องใช้คำว่า "เหนื่อยแสนสาหัส" แต่นั่นไม่ได้แปลว่าเป็นไปไม่ได้ ทุกวันไม่ต้องดีเลิศเลอสมบูรณ์แบบ เละเทะบ้างก็ไม่เป็นไร เหนื่อยก็พัก ตราบใดที่เรายังมีชีวิต และเรายังอยู่ด้วยกันกับลูกตรงนี้ พรุ่งนี้ค่อยเริ่มใหม่ได้เสมอ
การลงทุนเรื่องเวลากับลูก
ให้เวลาคุณภาพ แม้วันละนิด
แต่ทุกวันสม่ำเสมอ ดอกผลนั้นงดงามแน่นอน
🌻
ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามใจนักจิตวิทยา

https://www.facebook.com/share/p/1BdQ26o7We/
31/08/2026

https://www.facebook.com/share/p/1BdQ26o7We/

เด็กไม่นิ่ง…ไม่ได้แปลว่าเลี้ยงไม่ดี

เด็กซน เด็กอยู่ไม่นิ่ง เด็กวอกแวกง่าย หลายครั้งผู้ใหญ่อาจเผลอมองว่าเป็นเพราะ “นิสัย” หรือ “การเลี้ยงดู” แต่ความจริงแล้ว พฤติกรรมเหล่านี้อาจมีเหตุผลมากกว่าที่เราเห็น

เพราะ **“สมาธิสั้น” ไม่ใช่แค่เรื่องของนิสัย** แต่เกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองและพัฒนาการของเด็ก

ก่อนจะตำหนิว่า “ทำไมไม่อยู่นิ่ง”
ลองเปลี่ยนเป็น “เขากำลังต้องการความช่วยเหลืออะไร?” ❤️

มาทำความเข้าใจเด็กสมาธิสั้นให้มากขึ้น เพื่อให้เด็กได้เติบโตอย่างเข้าใจและไม่ถูกตีตรา

สามารถอ่านเนื้อหาเพิ่มเติม หรือ ฟังเทคนิคการเลี้ยงลูก ที่เหมาะกับคุณได้ที่
🔵Website CAMRI : https://camri.go.th/th/knowledge/article/ar2
🔴Youtube CAMRI : https://www.youtube.com/
⚫️TikTok CAMRI : https://www.tiktok.com/?_r=1&_t=ZS-95PX3J8JJrc

#สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ #กรมสุขภาพจิต #ดูแลใจ #สุขภาพจิตดี #สายด่วนสุขภาพจิต1323 #ดูแลใจทุกวัยทุกคน #สุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่น #พ่อแม่ยุคใหม่

ที่อยู่

หมู่บ้านสินธานี3 ซอย 8/2
Chiang Rai
57000

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 18:30
อังคาร 09:00 - 18:30
พุธ 09:00 - 18:30
ศุกร์ 09:00 - 18:30
เสาร์ 09:00 - 18:30
อาทิตย์ 09:00 - 17:00

เบอร์โทรศัพท์

+66846479812

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ Kids Can Do Chiang Rai โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ติดต่อ คลินิก

ส่งข้อความของคุณถึง Kids Can Do Chiang Rai:

ทางลัด

แชร์