17/10/2026
"ลูกพูดจาไม่น่ารักเลย ทำยังไงได้บ้างคะ"
เชื่อว่าในบ้านก็คงประสบปัญหาแบบนี้ ที่ลูกพูดจา ไม่น่ารักแต่เป็นไม่น่ารักในรูปแบบที่ประมาณว่า
"แม่ ทำไมพุงแม่เหมือนมีน้องอีกคน"
"พ่อ ปากเหม็นอะ อย่าหอม"
"ยายคะ ทำไมหน้ายายเหี่ยวเหมือนลูกเกด"
พ่อแม่ได้แต่ยิ้มแห้ง ส่วนยายก็ยิ้ม... แห้งกว่า
ในใจพ่อแม่ก็คิดว่า "ปากเสีย" 555 ทำไมเด็กเล็กพูดตรงขนาดนี้
นี่ไม่ใช่เพราะลูกใจร้าย แต่เพราะสมองยังสร้างไม่เสร็จ
ทักษะที่จะ "คิดก่อนพูด" ต้องอาศัยสมองส่วนหน้าที่ทำหน้าที่ยับยั้งชั่งใจ ส่วนนี้พัฒนาช้าที่สุดในสมอง กว่าจะเต็มที่ก็ราวอายุ 20 กลางๆ ไปแล้ว เด็กเล็กจึงคิดอะไรได้ก็พูดออกมาเลย เหมือนน้ำยังไม่ได้ผ่านเครื่องกรอง เรียล ๆ ว่าซั่น
ทักษะ "การเข้าใจใจคนอื่น" ก็ยังไม่พัฒนา โดยจะเริ่มพัฒนามากขึ้นในช่วงประมาณ 4-5 ขวบ ก่อนหน้านั้นเด็กยังนึกไม่ค่อยออกว่า "ถ้าหนูพูดแบบนี้ ยายจะรู้สึกยังไง" ส่วนการโกหกเพื่อถนอมน้ำใจ แบบที่เราได้ของขวัญไม่ถูกใจแล้วยังบอกว่า "ชอบมากเลย" งานวิจัยพบว่าค่อยๆ พัฒนาขึ้นตามวัย และเด็กโตใช้เป็นมากกว่าเด็กเล็กอย่างชัดเจน ...
แปลแบบอบอุ่นก็คือ ยิ่งโต เราก็ยิ่งถนอมน้ำใจคนมากขึ้น
แปลแบบเพื่อนคุยกัน ก็คือ ยิ่งโต ยิ่งตอแหลเก่ง 55555
อยากให้พ่อแม่แปลความที่ ลูกพูดตรง ๆ เป็นลูกที่มีพัฒนาการปกติ ไม่ใช่ลูกที่เลี้ยงมาผิดนะ
บ้านที่คุยกันได้ทุกเรื่อง คือข่าวดี
หลายบ้านพอได้ยินลูกพูดความจริงที่ไม่น่าฟัง ก็ตกใจ แล้วดุทันที "พูดแบบนี้ได้ยังไง" "ไม่มีมารยาท" ซึ่งเข้าใจได้ แต่ต้องระวังด้วยเพราะสิ่งที่ลูกเรียนรู้จากการโดนดุทุกครั้งที่พูดจริงคือ "อ๋อ พูดจริงแล้วโดน งั้นไม่พูดดีกว่า"
มีงานวิจัยที่น่าสนใจมาก นักวิจัยเปรียบเทียบเด็กในโรงเรียนสองแห่งที่แอฟริกาตะวันตก แห่งหนึ่งลงโทษรุนแรง อีกแห่งไม่ใช้การลงโทษแบบนั้น ผลคือเด็กในโรงเรียนที่ลงโทษหนัก โกหกบ่อยกว่า และโกหกเก่งกว่าด้วย พูดง่ายๆ คือ ความกลัวไม่ได้ทำให้เด็กซื่อสัตย์ขึ้น แต่ทำให้เด็กเนียนขึ้น
อีกงานวิจัยในวัยรุ่นพบว่า สิ่งที่ทำให้พ่อแม่รู้ว่าลูกไปไหน ทำอะไร คบใคร ส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากการตามสอดส่อง แต่มาจาก "ลูกเล่าให้ฟังเอง" และลูกจะเล่าก็ต่อเมื่อรู้สึกว่าเล่าแล้วปลอดภัย ไม่โดนตัดสินทันที
ถ้าวันนี้ลูกยังกล้าบอกว่าแม่ทำกับข้าวเค็ม พรุ่งนี้ตอนวัยรุ่น เขาก็จะยังกล้าบอกว่ามีเพื่อนชวนสูบบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งอันหลังนี่แหละที่เราอยากรู้จริงๆ ...
แต่จำไว้นะ ความจริงไม่ตาย แต่ถ้าพูดไม่น่ารัก เดี๋ยวเอ็งตายได้ 555 อะไรกันอีกเนี่ย แม่ งงแล้วนะคะ ...
บ้านที่คุยกันได้ทุกเรื่อง ไม่ได้แปลว่าพูดอะไรก็ได้ตามใจ ความซื่อตรงกับความไม่มีกาลเทศะเป็นคนละเรื่องกัน หน้าที่ของพ่อแม่ไม่ใช่ปิดปากลูก แต่คือสอนให้ลูกส่งความจริงไปถึงคนฟังได้โดยไม่ทำร้ายใคร
ลองสอนลูกแบบนี้ดู แล้วก็สอนตัวเองไปด้วยในตัว
เรื่องที่เขาแก้ไม่ได้ใน 5 นาที ไม่ต้องพูดค่ะ ... ผักติดฟัน ซิปกางเกงเปิด แบบนี้บอกได้ เพราะแก้ได้ทันที แต่หน้าเหี่ยว ตัวเตี้ย ผิวดำ อ้วน แบบนี้ไม่ต้องพูด เพราะพูดไปก็ไม่ได้ช่วยอะไร นอกจากทำให้คนฟังเจ็บ
บางความจริงต้องกระซิบ ไม่ต้องประกาศ ... "พ่อปากเหม็น" ไม่ผิดที่จะบอก แต่บอกเบาๆ ตอนอยู่กันสองคน ไม่ใช่ประกาศกลางวงข้าวตอนญาติมาครบ (ใครเคยโดนจะรู้ว่าแผลนี้ลึกแค่ไหน) ... ตอนสมัยเรียน มีเพื่อนคนนึงบอกเพื่อนอีกคนกลางโต๊ะว่า "มีใครเคยบอกแกไหมว่า เวลาพูด ปากแกเหม็นมาก แกควรไปหาหมอฟัน" เพื่อนอึ้ง กรรมการอึ้ง คนฟังหน้าเจื่อน (แต่ทั้งโต๊ะก็คือ เออ อีนี่ปากเหม็นจริง แต่มันใช่ที่จะพูดไหมล่ะ)
พูดถึงความรู้สึกตัวเอง แทนการตัดสินคนอื่น แทนที่จะพูดว่า "แม่ทำกับข้าวไม่อร่อย" ลองเป็น "หนูว่าวันนี้มันเค็มไปนิดนึง" แบบนี้เรียกว่า I-message คือพูดจากมุมของเรา คนฟังจะรู้สึกว่าโดนชี้ทางมากกว่าโดนชี้หน้า
โกรธได้ แต่พูดจาทำร้ายไม่ได้ ... ให้แยกให้ออกระหว่างความรู้สึกกับวิธีพูด ความรู้สึกของลูกถูกเสมอ แต่คำหยาบหรือคำที่ตั้งใจทำร้าย ไม่โอเค ลองบอกว่า "แม่รู้ว่าหนูโกรธมาก บอกแม่ได้เลยว่าโกรธเรื่องอะไร แต่ใช้คำแบบนี้กับแม่ไม่ได้นะ"
ชมความกล้าพูดก่อน แล้วค่อยปรับวิธีพูด "ขอบคุณที่บอกแม่ตรงๆ นะ ครั้งหน้าลองพูดแบบนี้ดูไหม..." ลูกจะได้ทั้งความรู้สึกว่าพูดความจริงแล้วปลอดภัย และวิธีพูดที่ดีขึ้น
พ่อแม่ต้องเป็นตัวอย่างก่อนนะ
เด็กเรียนรู้จากสิ่งที่เห็นมากกว่าสิ่งที่ได้ยิน ถ้าเราสอนลูกเรื่องความซื่อตรง แต่ลูกเห็นเรายิ้มหวานใส่ป้าข้างบ้าน แล้วพอปิดประตูก็นินทายาวสามย่อหน้า ลูกก็จะจำแบบหลังไปใช้ ไม่ใช่แบบแรก 55555555555555555555 จริงเสียยิ่งกว่าจริง
เอาเป็นว่า โลกภายนอกมีหน้ากากเยอะพออยู่แล้ว ทั้งยิ้มให้แต่ไม่จริงใจ ชมต่อหน้าแต่แซะลับหลัง แต่ถ้าบ้านของเราเป็นที่เดียวที่ทุกคนถอดหน้ากากได้ พูดความจริงได้ โดยไม่ต้องกลัวว่าจะโดนทิ้ง ก็ถือว่าเราสร้างสิ่งที่มีค่ามากให้ลูกแล้ว
แค่อย่าลืมสอนเขาด้วยว่า ความจริงที่ดีที่สุด คือความจริงที่มาพร้อมความเมตตา (ย้ำกับทุกคน รวมถึงตัวเองด้วย เพราะเป็นคนปากเสียที่กำลังพัฒนาตัวเองอยู่ในทุกวัน)
#เพจเลี้ยงลูกตามใจหมอ
สั่งหนังสือเกี่ยวกับสุขภาพเด็กและการเลี้ยงลูกของหมอวินทั้ง 5 เล่ม
รวมถึง นิทานชุด ‘เด็กชายช่างสงสัย’ ได้ที่
อินบอกซ์ http://m.me/tamjaimorbooks
และ https://tamjaimorbooks.page365.net/
S. SUPERHEALTHY เลี้ยงลูกให้แข็งแรงแบบซูเปอร์ [NEW 2569] ***
A. เลี้ยงลูกให้กินง่าย แก้ไขเด็กกินยาก ฉบับปรับปรุง
(ปลูกฝังพฤติกรรมการกินที่ดี แก้ปัญหากินยาก)
B. อย่าปล่อยให้พ่อแม่รังแกฉัน (การเลี้ยงลูกเชิงบวก)
C. The Parent's Guide to The First Year
เคล็ด(ไม่)ลับ สำหรับพ่อแม่มือใหม่
D. สู่วิถีเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ฉบับชีวิตจริง
Survival Guide to Breastfeeding
E. นิทานชุด มิน เด็กชายช่างสงสัย (3 เล่ม - เสียงอะไรน่ะ, แปรงฟัน แปรงฟัน, ก็ผมไม่อยากนอนนี่นา)