Health & Care Community

Health & Care Community ปัจจุบันขายของออนไลน์
(280)

06/05/2026

นักวิจัยชี้! รอยสักไม่ใช่แค่งานศิลปะ แต่มันคือ "สงครามทางชีววิทยา" ที่ซ่อนอยู่ใต้ผิวหนังของคุณไปตลอดชีวิต!... เมื่อเราก้าวเท้าเข้าไปในร้านสัก และยินยอมปล่อยใจปล่อยกายให้ช่างตอกเข็มพร้อมหมึกสีลงบนชั้นผิวหนัง ร่างกายของเราจะไม่ได้มองว่านี่คืองานศิลปะ แต่มองว่ากำลังมีผู้บุกรุกแปลกปลอมเข้ามาในระบบของเรา ทำให้เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดกลืนกินที่เรียกว่า แมคโครฟาจ (Macrophage) รีบพุ่งตรงเข้ามาล้อมและพยายามกลืนกินอนุภาคหมึกเหล่านั้นเพื่อทำลายทิ้งทันที
แต่อย่างไรก็ตาม หมึกสักเป็นสิ่งที่มีขนาดใหญ่และร่างกายย่อยสลายไม่ได้ ท้ายที่สุดเซลล์เม็ดเลือดขาวผู้พิทักษ์เหล่านี้ก็จะตายลงและตัวแตกออก ปล่อยอนุภาคหมึกกลับคืนสู่เนื้อเยื่อผิวหนังรอบๆ
เปิดโอกาสให้เซลล์เม็ดเลือดขาวชุดใหม่เดินทางเข้ามากินหมึกที่เพิ่งถูกปล่อยออกมาแล้วก็ตายวนลูปแบบนี้ไปเรื่อยๆ เกิดตายเวียนวนอยู่อย่างนั้น
นักภูมิคุ้มกันวิทยา แอนนา บารานสกา (Anna Baranska) เรียกวัฏจักรนี้ว่า "การจับ-ปล่อย-จับใหม่" ซึ่งนี่แหละคือกลไกหลักที่ทำให้รอยสักติดทนอยู่บนผิวเราไปตลอดชีวิตนั่นเอง
ทว่าการต่อสู้ที่ไม่มีวันจบนี้ ก็แลกมาด้วยการเกิดภาวะอักเสบเรื้อรังระดับต่ำๆ ใต้ผิวหนัง แถมอนุภาคหมึกบางส่วนยังแอบหลุดเข้าไปไหลเวียนใน ระบบน้ำเหลือง (Lymphatic system) และไปสะสมตัวอยู่ที่ ต่อมน้ำเหลือง (Lymph nodes) อย่างถาวรอีกด้วย
ทีนี้มาถึงประเด็นฮิตในเน็ตที่ชอบแชร์กันว่า "สักแล้วทำให้วัคซีนด้อยประสิทธิภาพลง" เรื่องนี้ถูกแค่ครึ่งเดียว งานวิจัยล่าสุดปี 2025 จากทีมของ ซานติอาโก กอนซาเลซ (Santiago F. Gonzalez) พบว่าหมึกที่สะสมในต่อมน้ำเหลือง จะไปลดประสิทธิภาพการสร้างแอนติบอดีเฉพาะกับ วัคซีนชนิดเอ็มอาร์เอ็นเอ (mRNA vaccine) เช่น วัคซีนโควิด-19 จริงๆ เพราะเม็ดเลือดขาวที่อมหมึกเอาไว้จะทำงานและแสดงออกโปรตีนได้น้อยลง
แต่ในทางกลับกัน ภาวะอักเสบเฉพาะจุดจากรอยสัก ดันไปทำหน้าที่เหมือนสารกระตุ้นภูมิคุ้มกันชั้นดี ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดเชื้อตาย (UV-inactivated influenza vaccine) ได้ตอบสนองและทำงานได้ดีขึ้นกว่าเดิมซะงั้น!
นอกจากเรื่องวัคซีนแล้ว การอักเสบเรื้อรังที่บวกเข้ากับสารเคมีและโลหะหนัก (เช่น นิกเกิล) ในหมึกสัก ยังแฝงความเสี่ยงด้านสุขภาพในระยะยาวด้วย งานวิจัยทางระบาดวิทยาระดับชาติของสวีเดน นำโดย คริสเทล นีลเซน (Christel Nielsen) เผยว่าคนที่มีรอยสักมีความเสี่ยงเกิด โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง (Malignant lymphoma) เพิ่มขึ้น 21% เมื่อเทียบกับคนที่ไม่ได้สัก โดยความเสี่ยงนี้จะพุ่งสูงสุดในช่วง 2 ปีแรกหลังสัก และกลับมาสูงอีกครั้งในกลุ่มที่สักมาแล้ว 11 ปีขึ้นไป
และที่หลายคนอาจคาดไม่ถึงคือ การพยายามลบรอยสักด้วยเลเซอร์ วิธีนี้กลับยิ่งเสี่ยงต่อมะเร็งต่อมน้ำเหลืองมากขึ้นไปอีก! เพราะความร้อนจากเลเซอร์จะไปทลายพันธะเคมี ทำให้สารก่อมะเร็งที่เคยเสถียรอยู่ในหมึก ถูกปลดปล่อยเข้าสู่ร่างกาย
ดังนั้น แม้รอยสักจะเป็นศิลปะที่สวยงามและสะท้อนตัวตนของเราได้ทรงพลังแค่ไหน แต่มันก็คือจุดเริ่มต้นของ "สงครามทางชีววิทยา" ระหว่างระบบภูมิคุ้มกันและสารเคมีแปลกปลอม ที่จะฝังตัวอยู่คู่กับร่างกายเราไปตลอดชีวิตเช่นกันครับ

[แหล่งอ้างอิง]
[1] Nielsen, C., Jerkeman, M., & Joud, A. S. (2024). Tattoos as a risk factor for malignant lymphoma: a population-based case-control study. eClinicalMedicine.
[2] Capucetti, A., Falivene, J., Pizzichetti, C., Latino, I., Mazzucchelli, L., Schacht, V., ... & Gonzalez, S. F. (2025). Tattoo ink induces inflammation in the draining lymph node and alters the immune response to vaccination. Proceedings of the National Academy of Sciences.
[3] Baranska, A., Shawket, A., Jouve, M., Baratin, M., Malosse, C., Voluzan, O., ... & Malissen, B. (2018). Unveiling skin macrophage dynamics explains both tattoo persistence and strenuous removal. Journal of Experimental Medicine.
#รอยสัก #วิทยาศาสตร์ #ความรู้ #สุขภาพ #ระบบภูมิคุ้มกัน #สักลาย #มะเร็งต่อมน้ำเหลือง #วัคซีน #สาระน่ารู้

15/03/2026

💣 Route to “หุ่นลีนกระชับ” — แผนลับที่ทำให้ไขมันหาย แต่กล้ามไม่หาย

หลายคนพยายามลดน้ำหนักจน “ผอม”
แต่หุ่นยังดูย้วย แขนยังแกว่ง พุงยังนิ่ม

เพราะจริง ๆ แล้ว
หุ่นลีนกระชับไม่ได้เกิดจากการลดน้ำหนัก
แต่มันเกิดจาก Route ที่ทำถูกลำดับ

ถ้าทำผิด Route
จะเจอแบบนี้
• น้ำหนักลง แต่หุ่นแฟบ
• พุงยังนิ่ม
• แขนขาไม่กระชับ

นี่คือ Route ที่คนหุ่นลีนใช้กันจริง

🔥 Route 1: ล้างไขมันบวม (รีเซ็ตตัวก่อน)
โฟกัส: เอา “พุงปลอม” ออกก่อน
กิน
• ดื่มน้ำ 2–2.5 ลิตร
• ลดของเค็มจัด ของแปรรูป
• ลดน้ำหวาน ชานม ขนม
• เพิ่มผักในทุกมื้อ
ขยับ
• เดินเร็ว 20–30 นาที
• ลุกขยับทุก 1 ชั่วโมง
🎯 ผลที่ควรเกิด
• หน้ายุบ
• พุงแฟบลงเล็กน้อย
• ตัวเบาขึ้น
หลายคนผ่านด่านนี้
เสื้อผ้าหลวมทันที

🔥 Route 2: เปิดโหมดเผาไขมัน
โฟกัส: ทำให้ร่างกายใช้ไขมันจริง
กิน
• โปรตีนทุกมื้อ
• กินครบ 3 มื้อ
• ลดน้ำตาลแฝง
• ไม่กินจุกจิกตอนดึก
ขยับ
• เวททั้งตัว 2–3 วัน
• คาร์ดิโอเบา 2–3 วัน
🎯 ผลที่ควรเกิด
• พุงเริ่มยุบ
• น้ำหนักเริ่มลง
• หิวเป็นเวลา
นี่คือช่วงที่ ไขมันเริ่มถูกดึงมาใช้

🔥 Route 3: ดันกล้ามให้แน่น
โฟกัส: เปลี่ยนจาก “ผอม” → “ลีน”
ขยับ
• เวท 3 วัน (ก้น ขา หลัง)
• เวทแกนกลางลำตัว
• เดินเยอะขึ้น
กิน
• โปรตีนยังต้องชัด
• แป้งพอดี ไม่งด
🎯 ผลที่ควรเกิด
• แขนเริ่มตึง
• ขาแน่นขึ้น
• เอวเริ่มคอด
หุ่นจะเริ่มดู กระชับขึ้นจริง

🔥 Route 4: เผาไขมันดื้อ
โฟกัส: รีดไขมันชั้นสุดท้าย
ขยับ
• เวท 3–4 วัน
• คาร์ดิโอ 2–3 วัน
• เดินวันละ 8,000–10,000 ก้าว
กิน
• ลดของทอด
• คุมหวานจริงจัง
• โปรตีนทุกมื้อ
🎯 ผลที่ควรเกิด
• พุงแบนลง
• เซลลูไลท์จาง
• หุ่นดู “ฟิต”

🔥 Route 5: ล็อกหุ่นลีน
โฟกัส: ทำให้มันกลายเป็นนิสัย
สิ่งที่คนหุ่นลีนทำประจำ
• เวทอย่างน้อย 3 วัน/สัปดาห์
• เดินเยอะ
• นอนพอ
• ไม่กินหลุดทั้งวันเพราะมื้อเดียว
🎯 ผลที่ควรเกิด
• เอวชัด
• แขนกระชับ
• ขาแน่น
นี่คือจุดที่คนเริ่มทักว่า
“ไปออกกำลังกายอะไรมา หุ่นดูฟิตขึ้นมาก”

💣 สรุป Route หุ่นลีนกระชับ
1️⃣ ล้างตัวบวม
2️⃣ เปิดระบบเผาผลาญ
3️⃣ สร้างกล้าม
4️⃣ เผาไขมันดื้อ
5️⃣ ล็อกหุ่น

ไม่ต้องผอมที่สุด
แต่คุณจะเป็น
เวอร์ชันที่ลีนที่สุดของตัวเอง

#หุ่นลีน
#ลดไขมัน
#สร้างกล้ามเนื้อ
#ออกกำลังกาย
#หุ่นกระชับ
#ฟิตหุ่น

10/03/2026

🔥 “สูตรรีเซ็ตนาฬิกาชีวิต 30 วัน” ที่หลายคนมองข้าม…แต่คนทำจริงบอกว่า พุงยุบแบบงง ๆ

สูตรนี้ไม่ได้เน้นว่า “กินอะไร”
แต่เน้นว่า “กินตอนไหน”

แนวคิดคือให้ร่างกายกลับไปทำงานตาม นาฬิกาชีวิตตามธรรมชาติ
หรือที่เรียกว่า Circadian Rhythm

หลายคนลดน้ำหนักไม่ลง ไม่ใช่เพราะกินเยอะ
แต่เพราะ กินผิดเวลา

💡 สูตรนี้เรียกว่า The Circadian Reset
กิมมิกง่ายมาก
กินตอนพระอาทิตย์ขึ้น
หยุดกินตอนพระอาทิตย์ตก
ให้ร่างกายกลับไปใช้ระบบเผาผลาญแบบธรรมชาติอีกครั้ง

💡 วิธีทำเข้าใจง่าย

1️⃣ กินมื้อเช้าให้ “ใหญ่ที่สุดของวัน”
นี่คือกฎเหล็กของสูตรนี้

ช่วงเช้าเป็นเวลาที่
ระบบเผาผลาญทำงานดีที่สุด
อินซูลินตอบสนองดีที่สุด

ถ้ากินพลังงานช่วงนี้
ร่างกายมีแนวโน้ม นำไปใช้มากกว่าสะสม

ตัวอย่างมื้อเช้า
• ไข่
• โปรตีน
• คาร์บเชิงซ้อน
• ผลไม้
• ผัก

มื้อเช้าควรเป็นมื้อที่ อิ่มจริง
เพราะถ้ามื้อเช้าเล็ก
ร่างกายมักจะไป หิวตอนกลางคืนแทน

2️⃣ มื้อกลางวันกินปกติ แต่ไม่ต้องหนัก
มื้อกลางวันคือมื้อ สมดุล

กินได้ทั้ง
• โปรตีน
• ผัก
• คาร์บ

แต่ไม่ต้องใหญ่เท่ามื้อเช้า
แนวคิดคือ
พลังงานควร ค่อย ๆ ลดลงตามเวลาของวัน

3️⃣ มื้อเย็นต้องเบาที่สุด
นี่คือจุดที่หลายคนพลาด

ร่างกายช่วงเย็น
ระบบเผาผลาญจะเริ่มช้าลง

ถ้ากินหนักช่วงนี้
โอกาสสะสมเป็นไขมันจะสูงขึ้น

มื้อเย็นควรเน้น
• โปรตีน
• ผัก
• อาหารเบา ๆ

ลด
• ของทอด
• ของหวาน
• คาร์บหนัก

4️⃣ ห้ามกินหลัง 19:00
นี่คือกฎสำคัญ

หลังทุ่มตรง
ฮอร์โมนหลายตัวจะเริ่มเตรียมร่างกายเข้าสู่โหมดพัก
ถ้ายังกินอยู่
ร่างกายจะต้องเลือกว่าจะ

“เผาผลาญอาหาร” หรือ “เตรียมนอน”

ผลคือระบบจะรวน
หลายคนแค่ ตัดมื้อดึกออก
พุงก็เริ่มยุบลงเอง

5️⃣ ห้ามกินในที่มืด หรือหน้าจอ
กฎนี้หลายคนไม่รู้

การกินในที่มืด
หรือกินพร้อมจอมือถือ / ทีวี
แสงสีฟ้าจากหน้าจอ

สามารถรบกวน
• ฮอร์โมนการนอน
• ระบบเผาผลาญ
• นาฬิกาชีวิต

ทำให้ร่างกายสับสนว่า
ตอนนี้คือ
“กลางวัน หรือ กลางคืน”

ทางที่ดีที่สุดคือ
กินในที่มีแสงปกติ
และ วางมือถือก่อนกิน

🏃‍♀️ เรื่องออกกำลังกาย
สูตรนี้ไม่ได้บังคับให้ออกกำลังกายหนัก
แต่ถ้าเพิ่ม
• เดินวันละ 5,000–10,000 ก้าว
• รับแสงแดดยามเช้า
จะช่วยให้
นาฬิกาชีวิตของร่างกาย รีเซ็ตเร็วขึ้น

✨ สิ่งที่หลายคนเจอหลังทำ
• หิวตอนดึกน้อยลง
• พุงยุบลงแบบไม่ต้องอด
• ตื่นเช้าง่ายขึ้น
• นอนหลับลึกขึ้น
• หน้าบวมลดลง
• สมองโล่งขึ้น
• กินจุกจิกน้อยลง

หลายคนบอกว่า
แค่ เปลี่ยนเวลากิน
น้ำหนักก็เริ่มลดเอง

⚠️ ข้อควรรู้
• สัปดาห์แรกอาจหิวตอนกลางคืนบ้าง
• ต้องพยายามตื่นเช้าให้ได้
• หลีกเลี่ยงการกินดึกต่อเนื่อง

🔥 ความลับของสูตรนี้คือ

ร่างกายมนุษย์ถูกออกแบบมาให้
กินตอนมีแสง
พักตอนมืด

แต่ชีวิตสมัยใหม่ทำให้หลายคน
กินตอนเที่ยงคืน
และนอนตีสอง

บางครั้งการลดไขมัน
ไม่ใช่การ “กินให้น้อยลง”
แต่อาจเป็นแค่
กลับไปกินให้ตรงเวลาที่ร่างกายถูกสร้างมา

#ลดหุ่นตามนาฬิกาชีวิต #สูตรลดพุง #ลดน้ำหนักง่ายๆ #พุงยุบ

01/03/2026

โด๊ปยาเป็นกำ...ก็ไม่รอด..
หอบยาเป็นกระสอบก็ไม่ช่วย

การได้รับยาที่อาจไม่ถูกต้องพอเหมาะ และสมเหตุสมผล และเกิดปฏิกิริยาข้างเคียงต่อกันเป็นลูกโซ่

คนไข้รายนี้เป็นหนึ่งในหลาย 10 รายซ้ำซากที่เจอ
คุณสมชาย (นามสมมติ) อายุ 56 ปี ครอบครัวพามาพบหมอเพื่อช่วยให้รักษาโรคสมองเสื่อม อัมพฤกษ์ โรคพาร์กินสัน และอื่นๆ การตรวจสอบยาพบว่า คุณสมชายมียา 22 ชนิด (43 เม็ดต่อวัน) และมียาฉีดอาทิตย์ละครั้ง

เดิมมีสุขภาพดีมาตลอด ลงพุงเล็กน้อย มีไขมัน คอเลสเทอรอลสูงประมาณ 260 โดยที่มีไขมันเสียที่เรียกว่า LDL เท่ากับ 120 และมีไขมันดี หรือ HLD 45
ซึ่งไขมันระดับนี้คุมอาหาร ออก กำลังสม่ำเสมอ ควรจะเพียงพอ
ไม่สูบบุหรี่ ดื่มเหล้าเพื่อสุขภาพ คือวันละ 2 เป๊ก วิสกี้ต่อวัน ความดันโลหิตไม่เคยสูงกว่า 130/85 มาตลอด ซึ่งถือว่าไม่มีความดันโลหิตสูง
ออกกำลังตามสะดวก หมายความว่า ออกน้อยมาก หรือไม่ออกเลย แต่ยังคงทำงานธุรกิจได้อย่างกระฉับกระเฉง ครอบครัวไม่มีใครเจ็บป่วยทางโรคเส้นเลือดของหัวใจ หรือสมองและไม่มีสมองเสื่อม

อาการเริ่มต้น เมื่อคุณสมชายเริ่มบ่นให้ภรรยาฟังว่ามี “บ้านหมุนโคลงเคลง” เมื่อ 6 เดือนที่แล้ว อาการหมุนไม่รุนแรง ไม่เคยล้ม ขณะที่ล้มตัวลงนอนตะแคงข้างขวา จะเกิดอาการเวียนหัวเป็นระยะสั้นๆ หรือเมื่อเปลี่ยน ท่าก็ดูเหมือนอาการจะหายไป เดินเหินยังทำได้ปกติ ไม่มีเห็นภาพซ้อน หูไม่มี เสียงดัง ไม่มีชาหรืออ่อนแรงครึ่งซีก หรือมีมือ-แขนแกว่งจับของไม่ถูก

ภรรยาพาคุณสมชายไปพบแพทย์ ณ โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ได้รับการวินิจฉัยเกือบในทันทีที่เอ่ยถึงอาการบ้านหมุนว่า น่ากลัวจะเป็นเส้นเลือดตีบในสมอง และถูกจับตัวเข้าทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT) และคอมพิวเตอร์สนามแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) ตามลำดับ และการตรวจอีกสารพัด
และได้รับคำบอกเล่าว่าโชคดีที่ยังไม่เป็นมาก แต่ต้องรีบรักษาป้องกันไว้ก่อน
โดยได้ยาแก้เวียน 2 ขนาน นามชื่อ Flunarizine และ Cinnarizine ซึ่งมีการอ้างสรรพคุณด้วยว่าช่วยระบบไหลเวียนเลือดสมองดีขึ้น (ซึ่งไม่จริง) ได้ยาบำรุงสมอง ซึ่งในเวลาที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันยังไม่เคยได้รับการพิสูจน์สรรพคุณว่าเก่งจริง อีก 5 ขนาน

และเพื่อเป็นการเพิ่มพูนความเฉียบคมของสมอง ได้ยาป้องกันสมองเสื่อมอีก 2 ขนาน (ซึ่งไม่เป็นความจริงเช่นเคย) พร้อมกับยาป้องกันเส้นเลือดตีบ 2 ขนาน ซึ่ง 1 ใน 2 นั้น มียาแอสไพรินเป็นส่วนผสม

นอกจากนั้นเพื่อเป็นการปกป้องเส้นเลือดจากไขมันตกตะกอนจึงได้ยาลดไขมันอีก 2 ขนาน

ภายในสัปดาห์แรก คุณสมชายดูจะดีขึ้นจากบ้านหมุนโคลงเคลง แต่หลังจากสัปดาห์ที่ 4 คุณสมชายตัวแข็งๆ มือสั่น เดินช้า ตาไม่ค่อยกะพริบ หน้าเคร่ง เฉยเมย และมีอาการปวดเมื่อยตามไหล่ หลัง ขาทั้ง 2 ข้าง จนนอนไม่ค่อยหลับและท้องอืด เมื่อกลับไปพบคุณหมอคนแรก ได้รับการวินิจฉัยว่า คุณสมชายเริ่มมีอาการของโรคพาร์กินสัน ต้องได้รับยาอีก 2 ขนาน และยาแก้ปวดเมื่อยอีก 1 ขนาน ยาท้องอืดอีก 1 ขนาน

ซึ่งโดยความเป็นจริงแล้ว อาการของโรคพาร์กินสัน เกิดจากยาแก้เวียน ซึ่งข้อบ่งชี้กำหนดให้ใช้เป็นระยะเวลาสั้นๆ และผลข้างเคียงจะก่อให้เกิดโรคพาร์กินสันได้หากใช้ติดต่อกัน

โรคพาร์กินสัน ตามปกติจะค่อยๆเป็นค่อยๆไป จนระยะเวลาเป็นหลายปี จึงมีสภาพเช่นนี้ ยกเว้น มีการโด๊ปยาช่วยโรคพาร์กินสันอย่างมโหฬารจะเกิดอาการเลวลงอย่างรวดเร็วได้

อาการปวดเมื่อยเกิดจากผลข้างเคียงของยาลดไขมัน ซึ่งกรณีนี้ได้รับ 2 ตัวพร้อมกัน เพื่อลดทั้งคอเลสเทอรอล และไขมันไตรกลีเซอไรด์จะยิ่งเพิ่มอัตราของอาการข้างเคียงนี้ ในกรณีของคุณสมชายยังได้วิตามินบำรุงหลายกำมือ

ผ่านไปอีก 3 อาทิตย์อาการตัวแข็งยังเป็นอยู่ และมีอาการงกๆเงิ่นๆ มากขึ้น เริ่มมีพฤติกรรมเปลี่ยน หวาดระแวง กลัวสมบัติจะหาย เห็นภาพหลอน จึงไปพบคุณหมอคนที่ 2 ซึ่งก็ได้ให้ยารักษาโรคจิตและยานอนหลับ

ทั้งนี้อาการทางจิตเป็นปฏิกิริยาหรือผลข้างเคียงต่อยาสมองเสื่อมและยาช่วยบรรเทาโรคพาร์กินสัน

ยาป้องกันสมองเสื่อม 2 ขนานที่ว่านี้ไม่มีผลใดๆในการชะลอหรือรักษาต้นเหตุ เป็นเพียงกระตุ้นสารเคมีในสมองให้รู้สึกตื่นตัว ฉับไว จะได้จำได้มากขึ้นบ้างเล็กน้อย

นอกจากนี้ คุณหมอคนที่ 2 ยังได้ให้ยาแก้โรคกระเพาะท้องอืดมาอีก 1 ขนาน

อาการทั้งหมด ดี-เลว สลับกันไป จนทรุดหนักลงเรื่อยๆในช่วง 4 เดือนหลังจนถึงกับเดินลำบาก ต้องนั่งรถเข็นและพูด “ถามคำ ตอบคำ” ซึ่งน่าจะเป็นผลของยาโรคจิต ซึ่งทำให้อาการพาร์กินสันเลวลง

และคุณสมชายกลายเป็นซอมบี้ มีอาการของโรคพาร์กินสันจริง ร่วมกับอิทธิพลของยานอนหลับ ซึ่งจะทำให้สมองและประสาทรับรู้การโต้ตอบ สั่งงานเชื่องช้าไปด้วย

หมอแนะนำให้คุณสมชาย หยุดยาทั้ง 23 ชนิด รวมทั้งยาฉีด

1 เดือนผ่านไปจนหมอลืมไปแล้วด้วยซ้ำ คุณสมชายเดินเข้ามาพบหมอในห้องตรวจพร้อมกับครอบครัวในสภาพปกติ จากอาการทั้งหมด คุณสมชายมีอาการบ้านหมุนจาก “ตะกอนน้ำในหูไม่เท่ากัน” ซึ่งเป็นโรคไม่ร้ายแรงแต่อาจเป็นๆ หายๆ

และวิธีการรักษา คือใช้ยาแก้เวียนแต่น้อยเท่าที่จำเป็น และให้มีการเคลื่อนไหวหรือมีการบริหารท่าต่างๆ เพื่อปรับสมดุลจาก “ตะกอนน้ำในหู” นำไปสู่การวินิจฉัย “อัมพฤกษ์”
ซึ่งไม่เป็นจริงและได้ยาบำรุงรวมทั้งยาผีบอกอีกนับไม่ถ้วน

และจากความเชื่อของคุณสมชายเองยังได้เสาะหาอาหารเสริมที่โฆษณาในทีวี-นิตยสารอีก 3-4 ชนิด จนตัวคุณสมชายได้กลายเป็น “สนามรบ” ของยาหลายชนิดและเป็นที่มาของการเกิดปฏิกิริยาไม่พึงประสงค์...

การเลิกนิสัยที่อะไรๆต้องกินยาก่อน น่าจะเป็นบทเรียนของคุณสมชายและเพื่อนแพทย์ทุกคนครับ

ศ นพ ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา

21/02/2026

ผลลัพธ์ใน 1 เดือน!

แผนลีนทั้งตัวแบบ ค่อยเป็นค่อยไป แต่สัดส่วนเปลี่ยนจริง
เหมาะกับคนที่ไม่ได้อยากผอมอย่างเดียว
แต่อยาก ตัวเฟิร์ม หน้าท้องแบน เอวชัด กล้ามสวย

🎯 สิ่งที่เห็นได้ชัดหลังครบ 30 วัน
• ตัวแน่นขึ้น แต่ไม่บวม
• เอวคอด เสื้อผ้าฟิตสวย
• พุงยุบ ไขมันอ่อนลง
• รูปร่างดูมีทรง ไม่ย้วย

🥗 โครงสร้างการกินเพื่อ “ลีน” ไม่ใช่อด
เช้า
• โปรตีนเป็นหลัก + คาร์บพอประมาณ
• ช่วยเปิดระบบเผาผลาญ ไม่เพลีย ไม่โหย
กลางวัน
• โปรตีน + คาร์บคุณภาพ + ผัก
• มื้อนี้คือพลังงานหลักของวัน
เย็น
• โปรตีน + ผัก
• ตัดแป้ง เพื่อให้ร่างกายดึงไขมันมาใช้

🌝 สิ่งที่ต้องงด — ถ้าอยากลีนจริง
❌ น้ำหวาน ชานม น้ำอัดลม
❌ ของทอด ของมัน ไขมันทรานส์
❌ แป้งขัดขาว น้ำตาลสูง

✅ เลือกแทน
• คาร์บไม่ขัดสี
• ไขมันดี
• โปรตีนคุณภาพ

⭐️ แนะนำ
• สังเกตกระจก เสื้อผ้า ความกระชับ
• อย่าดูแค่ตัวเลข

🌟 แผนลีน 4 สัปดาห์ (โครงเดิม ข้อมูลใหม่)
📅 สัปดาห์ที่ 1
(ช่วงปลุกระบบเผาผลาญ)
1️⃣ กินเป็นเวลา ไม่กินจุกจิก
2️⃣ ตัดของหวาน ของมันแบบจริงจัง
3️⃣ ดื่มน้ำก่อนมื้ออาหาร
4️⃣ ขยับร่างกายทุกวัน เดินเยอะ ๆ ยืดตัวบ่อย ๆ
⭐️ อาทิตย์นี้อาจยังไม่เห็นทรง
แต่ตัวจะเริ่มเบา ไม่อืด

📅 สัปดาห์ที่ 2
(เริ่มเห็นความกระชับ)
1️⃣ รักษาโครงกินเดิม เพิ่มโปรตีน
2️⃣ เริ่มคาร์ดิโอระดับกลาง 3–4 วัน
3️⃣ ดื่มน้ำให้พอ ร่างกายจะไม่บวมน้ำ
4️⃣ หน้าท้องเริ่มยุบ กล้ามเริ่มรู้สึกตึง
⭐️ หลายคนเริ่มรู้สึกว่าเสื้อผ้าใส่สวยขึ้น

📅 สัปดาห์ที่ 3
(ลีนชัดเป็นทรง)
1️⃣ มื้อเย็นเบาที่สุดของวัน
2️⃣ เพิ่มเวทเทรนนิ่ง เน้นท้อง สะโพก ขา
3️⃣ คาร์ดิโอสั้นแต่แรง
4️⃣ พักผ่อนให้พอ กล้ามถึงจะขึ้น
⭐️ ช่วงนี้หุ่นจะเริ่ม “จับทรงได้”

📅 สัปดาห์ที่ 4
(เฟิร์ม ชัด ไม่ย้วย)
1️⃣ กินเหมือนสัปดาห์ก่อน ต่อเนื่อง
2️⃣ เพิ่มการยืดเหยียด ลดอาการตึง
3️⃣ เวท + คาร์ดิโอผสมกัน
4️⃣ ความกระชับจะเห็นชัดจากกระจก
⭐️ นี่คือช่วงที่หลายคนพูดเหมือนกันว่า
“หุ่นดูแพงขึ้น”

🎯 เคล็ดลับลีนที่ทำให้ผลลัพธ์ต่าง
• โปรตีนต้องถึงทุกวัน
• ไม่อด แต่เลือกให้เป็น
• ดื่มน้ำให้พอ = ลดบวมน้ำ
• อย่านั่งนาน อย่าปล่อยตัวอืด
• วัดผลจาก “ทรง” ไม่ใช่ตัวเลข

💬 ลีนไม่ใช่ผอม
แต่คือร่างกายที่กระชับ มีรูปทรง
ถ้าทำครบ 30 วัน
คุณจะรู้สึกได้เองว่าหุ่นเปลี่ยนจริง 🔥

🛒 ถ้าใครท้องผูกง่าย รีบปรับสมดุลการขับถ่ายเลย ไม่งั้นพุงไม่ยุบ ไม่มีทางลีน 🍃
📌 https://s.shopee.co.th/1LZn8Y6SjD

#ลีนทั้งตัว #หุ่นกระชับ #เอวชัด

17/02/2026

🔥 จัดชีวิตตาม “นาฬิกาทองของร่างกาย” แล้วคุณจะผอมง่าย ผิวใส สมองพุ่ง แบบไม่ต้องฝืน!

เลิกโทษว่าตัวเองไม่มีวินัยก่อนนะคะ
บางทีคุณไม่ได้ “ขี้เกียจ”
แต่คุณกำลังใช้ร่างกายผิดเวลาอยู่ต่างหาก 😏

ร่างกายเรามีตารางลับของมันเอง
ถ้าคุณเล่นให้ถูกจังหวะ…
ทุกอย่างจะง่ายขึ้นแบบโกงระบบชีวิต ✨

นี่คือ “ช่วงทอง” ที่คนอยากหุ่นดี หน้าเด็ก สมองไบรท์ ต้องรู้!

🌅 05.00 – 07.00 น. : ลำไส้ใหญ่ตื่นแล้ว!

ช่วงนี้ร่างกายพร้อมขับของเสียที่สุด
• ดื่มน้ำอุ่น 1 แก้วทันทีหลังตื่น
• อย่าไถมือถือก่อนเข้าห้องน้ำ

ถ้าคุณถ่ายคล่องตอนเช้า = ระบบเผาผลาญทั้งวันจะไหลลื่น
ท้องแฟบง่าย ผิวใสขึ้นแบบเห็นผลจริง 💧

🍳 07.00 – 09.00 น. : กระเพาะดูดซึมเก่งที่สุด

นี่คือ “หน้าต่างทองของมื้อเช้า”
• โปรตีนต้องมา
• ไขมันดีต้องมี
• เลี่ยงน้ำตาลจัด ๆ

ใครอดมื้อเช้าบ่อย ๆ แล้วบอกว่าเผาผลาญพัง…
อาจกำลังพลาดจังหวะทองนี้อยู่ก็ได้

🧠 10.00 – 12.00 น. : สมองพีคสุดของวัน

ช่วงนี้สมาธิและความจำขึ้นจุดสูงสุด

งานยาก
งานใช้ตรรกะ
งานตัดสินใจสำคัญ

ควรอัดไว้ช่วงนี้เลย
อย่าเอาไปทิ้งกับโซเชียลค่ะ 🔥

🏋️‍♀️ 15.00 – 17.00 น. : เวลาเทพของการออกกำลังกาย

อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น
กล้ามเนื้อยืดหยุ่นที่สุด
แรงดีที่สุด

ถ้าอยากซ้อมให้ได้ประสิทธิภาพสูง
นี่คือช่วงที่ร่างกายพร้อมลุยที่สุด 💪

🌙 21.00 – 23.00 น. : โหมดซ่อมแซมเริ่มทำงาน

ร่างกายเริ่มหลั่ง “เมลาโทนิน”
เตรียมเข้าสู่โหมดพักผ่อน

ภูมิคุ้มกันเริ่มซ่อมตัวเอง
ระบบน้ำเหลืองเริ่มจัดการของเสีย

ถ้ายังจ้องจอมือถืออยู่…
คุณกำลังขัดขวางกระบวนการฟื้นฟูตัวเองแบบเต็ม ๆ ⚠️

แสงสีฟ้าจะไปกดการหลั่งเมลาโทนิน
แล้วกระทบยาวไปถึงโกรทฮอร์โมนช่วง 22.00 – 02.00 น.

ผลลัพธ์คือ
• ผิวโทรม
• ไขมันลงยาก
• ฟื้นตัวช้า

🔥 ช่วงลับที่คนอยากหน้าเด็กต้องรู้

02.00 – 04.00 น. : ตับกำจัดสารพิษหนักสุด
ถ้าหลับลึกช่วงนี้
ตับจะกรองของเสียและซ่อมเซลล์เต็มที่
ตื่นมาผิวจะสดกว่าอย่างเห็นได้ชัด

04.00 – 05.00 น. : หลับลึกที่สุดของวัน
อุณหภูมิร่างกายต่ำสุด
ถ้าโดนปลุกช่วงนี้จะเพลียมาก

🎯 ถ้าเป้าหมายคุณคืออะไร เลือกเวลาให้ถูก!

อยากเผาผลาญไขมันเก่า
ออกกำลังกายตอนเช้าขณะท้องว่าง
ร่างกายจะดึงไขมันสะสมมาใช้ได้ดีขึ้น

อยากสร้างกล้ามเนื้อให้พุ่ง
ช่วง 16.00 – 18.00 น. คือพลังสูงสุดของกล้ามเนื้อ
แรงดีที่สุด ยกได้หนักกว่า เห็นผลไวกว่า

หลายคนพยายามเปลี่ยนชีวิตด้วย “ความพยายาม”
แต่คนที่ได้ผลเร็วกว่า
คือคนที่ใช้ “จังหวะของร่างกาย” ให้เป็น

ลองจัดชีวิตตามนาฬิกาทองนี้ดู 7 วัน
คุณอาจรู้สึกเลยว่า

ผอมง่ายขึ้น
สมองชัดขึ้น
ผิวสดขึ้น
โดยไม่ต้องฝืนตัวเองเลย ✨

บางทีความลับของคนดูดี
ไม่ใช่เขาทำมากกว่า
แต่เขาทำ “ถูกเวลา” มากกว่าต่างหาก

#ตารางเวลาร่างกาย

17/09/2025

Longevity ไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นอนาคตและความมั่นคงของประเทศ
ผมอยากสารภาพเรื่องหนึ่งกับทุกคนครับ ช่วงที่ผ่านมาหลายคนน่าจะเห็นผมหันมาออกกำลังกาย กินอาหารดี ๆ มากขึ้น ซึ่งตอนแรกที่ผมกลับมาดูแลตัวเอง ผมเคยมองว่าเป้าหมายของเรื่องนี้ก็คือการทำให้ร่างกายแข็งแกร่งขึ้น มีเรี่ยวแรงในการทำงาน พาบริษัทให้เติบโต
ผมในวันนั้น คิดว่าสนใจแค่สุขภาพของตัวเองก็เพียงพอแล้ว แต่ปรากฏว่าผมคิดผิด ยิ่งทำ ยิ่งศึกษามากขึ้น ผมก็เข้าใจว่าเรื่องสุขภาพของ ‘ตัวเอง’ มันเล็กแค่ไหน เมื่อเทียบกับวิกฤตใหญ่ที่ประเทศไทยกำลังเจอ นั่นคือวิกฤตสุขภาพ
และที่น่าตกใจกว่านั้น คือการที่ผมไม่ดูแลสุขภาพตัวเอง ดันเป็นจิ๊กซอว์เล็ก ๆ ที่สร้างวิกฤตนี้ให้กับประเทศ
ว่ากันว่าความเคยชินคือพฤติกรรมที่น่ากลัวที่สุด เพราะมันทำให้เรายอมทนอยู่ในสภาพแวดล้อมเดิม ๆ โดยที่ไม่รู้เลยว่าปัญหามันคืบคลานมาใกล้เรามากขึ้นเรื่อย ๆ วิกฤตสุขภาพก็เช่นเดียวกัน
ที่ผ่านมาเราเคยชินกับการป่วยก็ ‘รักษา’ แต่ไม่เคยให้ความสำคัญกับการ ‘ป้องกัน’
เราเคยชินกับการเห็นคนแก่นอนติดเตียง แต่ไม่เคยตั้งคำถามว่าทำอย่างไรถึงจะไม่กลายเป็นคนนั้น
เราเคยชินกับการเป็นผู้รับโอกาส แต่ไม่เคยลุกขึ้นมาสร้างโอกาสด้วยตัวเอง
การที่เรามองความเคยชินเป็นสิ่งปกติเป็นเรื่องที่น่ากลัวมากครับ เพราะมันแปลว่าปัญหาจะสะสมและขยายตัวเป็นปัญหาที่ใหญ่และซับซ้อนขึ้น เมื่อถึงจุดที่เราทนไม่ไหวและต้องการจะแก้ไข ก็อาจจะสายเกินไปแล้ว
ทุกวันนี้ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคม Super-Aged Society พร้อมกับที่เรามีผู้ป่วยติดเตียงมากขึ้นเรื่อย ๆ อายุเฉลี่ย (Lifespan) ของชายไทยอยู่ที่ 75 ปี แต่กลับมีช่วงชีวิตที่มีสุขภาพดี (Healthspan) จนถึงเพียง 65 ปี ซึ่งหมายความว่าช่องว่าง 10 ปีนั้น คนส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างคนสุขภาพดี อาจจะไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ กลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง หรือต้องพึ่งพาคนในครอบครัว
นอกจากปัญหาด้านสุขภาพแล้ว ประเทศของเรายังมีปัญหาเรื่องคนเกิดใหม่ที่ลดลงเรื่อย ๆ ซึ่งส่งผลให้ในระยะยาว สัดส่วนประชากรในประเทศจะไปกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มผู้สูงอายุ เด็กเกิดใหม่น้อย มีคนแก่มาก และคนแก่เหล่านั้นยังเป็นคนป่วยอีก ปัญหาเหล่านี้จะกระทบกันเป็นทอด ๆ ไปถึงเรื่องกองทุนสุขภาพ ประกันสังคม หรือกองทุนเลี้ยงชีพต่าง ๆ
ทุกคนลองจินตนาการดูนะครับ หากประเทศของเรายังติดกับดักนี้ต่อไป ในอีก 5 ปีข้างหน้ากองทุนเหล่านี้จะไม่มีศักยภาพในการดูแลสุขภาพของคนไทย และในอีก 50 ปีข้างหน้า ประชากรจาก 70 ล้านคน จะเหลือราว 33 ล้านคน
นี่แหละครับคือความสำคัญที่แท้จริงของ ‘Longevity’
อย่างที่พูดไปในตอนแรก สำหรับผม Longevity ไม่ใช่เรื่องบุคคลอีกต่อไปแล้ว แต่มันเป็นเรื่องความมั่นคง และโอกาสของประเทศ ดังนั้น การจะขับเคลื่อนเรื่อง Longevity ควรเป็นวาระระดับสังคมและโครงสร้าง ที่เราต้องมาทบทวนและเริ่มวางรากฐานกันใหม่ตั้งแต่การทำความเข้าใจกับคนในสังคม ไปจนถึงระดับนโยบาย เพื่อให้ทุกภาคส่วนทำงานสอดคล้องกันมากที่สุด
อย่างแรก ในส่วนของนโยบาย เราควรให้ความสำคัญกับการ ‘ป้องกัน’ มากกว่า ‘รักษา’ เปลี่ยนจาก 30 บาทรักษาทุกโรค ให้กลายเป็น 30 บาทป้องกันทุกโรค
ที่ผ่านมา ประเทศไทยใช้งบประมาณในการรักษาคนเป็นมะเร็ง 1 คน เทียบเท่ากับงบประมาณที่ประเทศฟินแลนด์ทำโปรแกรมป้องกันสุขภาพให้ประชากร 10,000 คน ซึ่งในระยะยาว ประชากรที่มีสุขภาพดี 10,000 คนนี้ ก็จะกลายเป็นกำลังสำคัญในการสร้างเศรษฐกิจที่แข็งแรงให้กับประเทศ อีกทั้งยังช่วยประหยัดงบประมาณในการรักษาโรคต่าง ๆ ในอนาคตอีกด้วย
อย่างต่อมา คือวิถี Longevity ต้องเป็นโปรแกรมพื้นฐานการดูแลสุขภาพในสถานพยาบาล เหล่าผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ต้องยกระดับทักษะจากการรักษาสู่การป้องกัน เพื่อให้เท่าทันกับสภาพแวดล้อมและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป
สำหรับอย่างที่สาม คือ การปรับกติกาและความเข้าใจร่วมในสังคมใหม่ โดยเฉพาะในส่วนของกองทุนสุขภาพ ประกันสังคม หรือกองทุนเลี้ยงชีพต่าง ๆ ว่าจะมีการจัดสรรและปรับเปลี่ยนอย่างไรเพื่อให้สอดคล้องกับสัดส่วนของประชากรที่คนส่วนใหญ่จะกลายเป็นผู้สูงอายุ ขณะที่คนวัยทำงานซึ่งเป็น ‘เดอะแบก’ มีจำนวนลดลงเรื่อย ๆ ผมมองว่าประเด็นนี้ถือเป็นเรื่องที่ต้องรีบจัดการอย่างเร่งด่วน เพราะหากเราเปลี่ยนแปลงช้าเกินไป จะเกิดผลกระทบจำนวนมากต่อประเทศ
และอย่างสุดท้าย ที่สำคัญที่สุดและมีผลกระทบใหญ่ที่สุดคือ การเปลี่ยนความคิดคนในสังคม ปัจจุบันคนจำนวนมากยังมองว่า Longevity เป็นเรื่องไกลตัว หรือไม่ก็เป็นการดูแลสุขภาพแบบที่มีต้นทุนสูง และเป็นภาระ
ในฐานะที่ผมมีโอกาสได้ทดลองเทคโนโลยีที่ช่วยเรื่องสุขภาพมากมาย ผมบอกได้เลยว่าเทคโนโลยีเหล่านั้นเป็นแค่ 20% ที่มาช่วยอุดช่องโหว่ของคนที่ยังมีข้อจำกัดในการดูแลตัวเองเท่านั้น สิ่งสำคัญที่แท้จริงคือ 6 Power Laws ซึ่งล้วนสามารถทำได้ด้วยตัวเอง เป็น Longevity 0 บาทที่ไม่ต้องใช้ต้นทุน แถมยังให้ผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่กว่าเทคโนโลยีทั้งหมดด้วย
1. การนอน : นอนให้ครบ 8 ชั่วโมง (หลับฝัน (REM) 2 ชั่วโมง และหลับลึก (Deep) 2 ชั่วโมง) ที่สำคัญพยายามนอนในช่วงนาฬิกาชีวภาพ แม้ปัจจุบันมนุษย์จะไม่ได้อาศัยในป่า นอนในถ้ำ แต่ DNA ในร่างกายของเราไม่สามารถวิวัฒนาการให้ทันสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้น เราควรนอนให้ตรงตามนาฬิกาชีวภาพเพื่อให้ร่างกายภายในไม่รวน
2. อาหาร : เลี่ยงการกินอาหารแปรรูปขั้นสูง (Ultra-Processed Foods) รวมถึงน้ำตาล แป้ง น้ำมันพืช นมวัว ซึ่งส่งผลให้ร่างกายอักเสบ การเน้นกินอาหารจากธรรมชาติ และโปรตีน จะทำให้ท้องและลำไส้ของเราแข็งแรงมากขึ้นครับ
3. ออกกำลังกาย : สะสมกล้ามเนื้อตั้งแต่วันนี้เพื่อให้เรายังสุขภาพดีเมื่ออายุมากขึ้น เนื่องจากหลังจากอายุ 35 ปีไป ร่างกายเราจะเสียกล้ามเนื้อประมาณ 1% ทุกปี เป็นสาเหตุของภาวะสูญเสียกล้ามเนื้อ (Sarcopenia) ซึ่งเราสามารถรักษากล้ามเนื้อด้วยการออกกำลังกายที่บ้านอย่างสควอต หรือวิดพื้นครับ
4. มีการเคลื่อนไหวและเติมน้ำให้ร่างกาย : การลุกขึ้นเดินทุก 45 นาที ดีกว่าการนั่ง 8 ชั่วโมงและวิ่งทีเดียว 10 กิโลฯ เพราะร่างกายเราไม่ได้ถูกออกแบบมาให้อยู่เฉย ๆ และอย่าลืมดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวันครับ
5. สภาพแวดล้อม : พยายามเลี่ยงการอยู่ในพื้นที่ปิดและมีสารเคมี เช่น ห้องที่กำลังทาสี หรือมีเฟอร์นิเจอร์เก่าซึ่งเป็นแหล่งสะสมของเชื้อรา ไปจนถึงอย่าอยู่กลางแจ้งในช่วงที่ฝุ่นเยอะ เพราะสิ่งที่เราสูดดมไป จะส่งผลโดยตรงต่อร่างกายของเราครับ
6. มีเป้าหมายในชีวิต / มีสังคม : การที่เรามีแรงขับเคลื่อนในชีวิตช่วยให้เราอายุยืนขึ้นได้ราว 7 ปี อีกทั้งการได้อยู่ท่ามกลางคนที่รัก เพื่อนที่ดี สังคมที่ดี และคนที่เข้าใจเรา ก็จะทำให้เรามีสุขภาพใจและสุขภาพกายแข็งแรงขึ้นครับ
ที่ผ่านมา ระบบสาธารณสุขและการแพทย์ของไทยเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ชาวโลกชื่นชมและยอมรับในความสามารถ ซึ่งนี่นับเป็นอีกหนึ่งจุดแข็งที่ผมเชื่อว่าเราสามารถนำภาพลักษณ์ที่ดีตรงนี้มาต่อยอดร่วมกับเรื่อง Longevity ที่เราจะขับเคลื่อนให้เป็นวาระระดับชาติได้
หากวันนี้เราสามารถสร้าง Ecosystem Longevity ที่ครบครัน ทั้งความเข้าใจของคนในประเทศ ความเชี่ยวชาญของบุคลากรการแพทย์ และความพร้อมของสถานพยาบาล เราก็จะสามารถพลิกวิกฤตเรื่อง Super-aged Economy ให้กลายเป็นโอกาสในการเป็น Longevity Hub ของโลกได้ และนี่จะกลายเป็น New S-Curve ใหม่ที่จะพาเศรษฐกิจไทยกลับมาแข็งแกร่ง (และสุขภาพดี) อีกครั้งครับ

ที่อยู่

ลาดปลาเค้า
Muang Chainat
10220

เวลาทำการ

อังคาร 09:30 - 19:30
พุธ 10:00 - 19:00
พฤหัสบดี 09:30 - 19:30
ศุกร์ 09:30 - 19:30
เสาร์ 09:30 - 19:30
อาทิตย์ 09:30 - 19:30

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Health & Care Communityผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง Health & Care Community:

แชร์