Dr.kamol Clinic The Service of Health about Ear,Nose,Throat and Head&Neck and Allergy by Specialist.

21/07/2026
29/06/2026

ชีวิตของเราไม่ได้ถูกกำหนด...ดูเพิ่มเติม

 #“ความในใจจากหมอคนหนึ่งถึงคนไข้”…👩‍❤️‍💋‍👩😍🌺…
22/06/2026

#“ความในใจจากหมอคนหนึ่งถึงคนไข้”…👩‍❤️‍💋‍👩😍🌺…

ความจริง..“เรื่องการมาหาหมอ”

19/06/2026
05/06/2026

คุณคะ เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (17 พฤษภาคม) ที่ Place des Nations ใจกลางเจนีวา …ลมเย็นมาก คนเดินผ่านไปผ่านมาน้อยกว่าปกติ

แต่สิ่งที่ทำให้ทั้งลานเงียบลงจริง ๆ ไม่ใช่อากาศ
แต่คือ “หน้าจอมือถือ”

50 จอ
50 ชีวิต
50 รูปของเด็กๆที่ไม่มีวันโตขึ้นอีกแล้ว

และสิ่งที่สะเทือนใจที่สุด คือหน้าจอเหล่านั้นไม่ได้โชว์ข่าวสงคราม ไม่ได้โชว์ภาพอุบัติเหตุ

แต่มันคือรูปธรรมดา ๆ

เด็กผู้หญิงยิ้มอยู่กับเค้กวันเกิด เด็กผู้ชายใส่ชุดฟุตบอล
รูปเซลฟี่หน้ากระจก อีกจอคือรูปแมวที่เด็กคนหนึ่งถ่ายไว้ก่อนนอน

ภาพธรรมดามาก ธรรมดาจนฉันรู้สึกเจ็บเลยตอนเดินดูรูปหน้าจอมือถือเหล่านั้น

เพราะมันทำให้เรารู้ว่า เด็กเหล่านี้เคยมีชีวิตปกติ
เคยหัวเราะ
เคยงอแง
เคยกอดพ่อแม่ก่อนนอน

แล้ววันหนึ่ง
โลกออนไลน์ก็ค่อย ๆ กลืนพวกเขาไปเงียบ ๆ😣

งานนี้ชื่อ The Lost Screen Memorial
จัดร่วมกับ WHO - World Health Organization หรือ “องค์การอนามัยโลก”

และ Meghan Markle หรือ Duchess of Sussex ขึ้นพูดบนเวที ในประเด็นที่ทำให้ฉันต้องคิดต่อทั้งคืน และอยากเอามาคุยต่อให้คุณฟังในโพสต์นี้ ไม่ใช่เรื่องราชวงศ์ ไม่ใช่เรื่องดราม่าอะไรเทือกนั้น แต่เป็นคำถามเดียวเลย

“เรารู้ตัวหรือยังว่า เด็กยุคนี้กำลังโตมาในโลกที่อันตรายกว่าที่ผู้ใหญ่เข้าใจมาก”

เมื่อก่อน เวลาพ่อแม่กลัวลูก
เรากลัวอุบัติเหตุ
กลัวยาเสพติด
กลัวคนแปลกหน้า

แต่วันนี้ เด็กจำนวนมากกำลังเจอ “นักล่า” ผ่านหน้าจอมือถือ

โดยที่พ่อแม่นั่งอยู่ห้องข้าง ๆ

มีเคสหนึ่งในอเมริกา
เด็กผู้ชายอายุ 14 ปี ถูกหลอกให้ส่งรูปเปลือยส่วนตัวให้คนแปลกหน้าผ่าน Instagram

หลังจากนั้น เขาถูกข่มขู่เรียกเงิน
หรือที่เรียกว่า sextortion การแบล็กเมล์ทางเพศออนไลน์

เด็กกลัวมาก อายมาก ไม่กล้าบอกพ่อแม่

เช้าวันต่อมา
แม่ของเขาพบว่าลูกฆ่าตัวตายอยู่ในห้องนอน

เด็กบางคนไม่ได้ตายจาก “คนจริง ๆ” อีกต่อไปแล้วค่ะคุณ

แต่ตายจาก notification
ตายจากข้อความ
ตายจากความอับอายที่วิ่งเข้าหาสมองเขาไม่หยุดทั้งคืน

มีเด็กผู้หญิงอีกคนในอังกฤษ
อายุเพียง 14 ปี

ระบบ algorithm หรือ “ระบบคัดเลือกเนื้อหาอัตโนมัติ” ของ social media ค่อย ๆ ส่ง content เกี่ยวกับ self-harm หรือ “การทำร้ายตัวเอง” และ eating disorder หรือ “โรคผิดปกติเกี่ยวกับการกิน” ให้เธอดูซ้ำ ๆ

ตอนแรกแค่คลิปเศร้า
ต่อมาคือคลิปทำร้ายตัวเอง
จากนั้นกลายเป็นโลกทั้งใบที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง

พ่อแม่ของเธอไม่รู้เลย

เพราะลูกยังนั่งกินข้าวด้วยกัน ยังตอบว่า “โอเค” ทุกครั้งเวลาถาม

จนวันที่ลูกจากไป

หลังจากนั้น ศาลอังกฤษถึงกับระบุว่า
social media “contributed more than minimally” หรือ “มีส่วนต่อการเสียชีวิตอย่างชัดเจน”

ลองคิดดูนะคะ

โลกเรามาถึงจุดที่
เด็กคนหนึ่งสามารถถูกทำลายทางจิตใจได้หนักมาก
โดยที่ไม่มีใครแตะตัวเขาเลยแม้แต่ครั้งเดียว

และสิ่งที่ฉันคิดว่าน่ากลัวที่สุด คือมันเกิดแบบเงียบมาก

เงียบจนพ่อแม่จำนวนมากไม่รู้ว่าลูกกำลังจมน้ำทางอารมณ์

เพราะเด็กยุคนี้ไม่ได้ร้องไห้ให้เห็นเสมอไป

บางคนแค่เงียบลง
บางคนเริ่มไม่อยากออกจากห้อง
บางคนเริ่มเปรียบเทียบตัวเองกับคนทั้งโลกทุกคืนก่อนนอน

และ social media วันนี้ ถูกออกแบบมาให้ “ไม่มีวันพอ”

ไม่มีวันสวยพอ ไม่มีวันรวยพอ ไม่มีวันดังพอ

เด็กอายุ 12–13 ปีจำนวนมาก เริ่มรู้สึกว่าตัวเอง “ไม่มีค่า” ถ้าไม่มีคนกด like

ฟังดูเล็กน้อยใช่ไหมคะ แต่สำหรับสมองเด็ก มันไม่เล็กเลย

นักประสาทวิทยาหลายคนเตือนว่า สมองเด็กยังพัฒนาไม่เสร็จ โดยเฉพาะส่วน prefrontal cortex หรือ “สมองส่วนควบคุมอารมณ์และการตัดสินใจ”

แต่แพลตฟอร์มใหญ่ ๆ กลับสร้างระบบ dopamine loop หรือ “วงจรเสพติดความพึงพอใจ” ผ่าน notification, like, video สั้น และ endless scroll หรือ “การไถหน้าจอแบบไม่มีวันจบ”

เด็กหลายคนจึงโตมากับสมองที่เหนื่อยตลอดเวลา
เปรียบเทียบตัวเองตลอดเวลา
และรู้สึกโดดเดี่ยวตลอดเวลา

แม้จะออนไลน์ทั้งวัน

และนี่คือเหตุผลที่หลายประเทศเริ่ม “เอาจริง” กับเรื่องนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ

ฝรั่งเศส สั่งห้ามใช้มือถือในโรงเรียนสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ตั้งแต่ปี 2018 เพราะรัฐบาลมองว่ามือถือเริ่มกระทบสมาธิ การเข้าสังคม และสุขภาพจิตของเด็กอย่างชัดเจน

เนเธอร์แลนด์ เริ่มจำกัดมือถือและ tablet หรือ “แท็บเล็ต” ในห้องเรียน เพื่อให้เด็กกลับมา concentrate หรือ “จดจ่อ” กับการเรียนจริง ๆ

สวีเดน ซึ่งเคยผลักดัน digital classroom หรือ “ห้องเรียนดิจิทัล” อย่างหนัก ตอนนี้เริ่มกลับไปใช้หนังสือกระดาษอีกครั้ง หลังนักวิจัยเตือนว่าเด็กอ่านจอมากเกินไปจนกระทบพัฒนาการด้านภาษาและความเข้าใจในการอ่าน

ออสเตรเลีย กำลังผลักดันระบบ age verification หรือ “ระบบยืนยันอายุ” สำหรับ social media เพื่อป้องกันเด็กเล็กเข้าถึง content รุนแรงหรือสื่อลามกเร็วเกินไป

ส่วนในอเมริกา หลายรัฐเริ่มฟ้องบริษัท social media โดยกล่าวหาว่าแพลตฟอร์มต่าง ๆ “ออกแบบระบบให้เด็กเสพติดโดยตั้งใจ”

ใช่ค่ะ
คำว่า “เสพติด” ไม่ได้เป็นคำพูดเกินจริงอีกต่อไป

เพราะตอนนี้ นักวิทยาศาสตร์จำนวนมากเริ่มมองว่า social media มีผลต่อสมองเด็กไม่ต่างจากการพนันหรือสารเสพติดบางประเภท

สิ่งที่ฉันอยากบอกพ่อแม่ทุกคนมาก ๆ คือ

อย่าคิดว่า
“ลูกฉันยังเล็ก ไม่น่าจะเป็นอะไร”

โลกออนไลน์วันนี้ไม่เหมือนตอนที่เราโตมาแล้ว

ตอนเราเด็ก
ถ้าโดน bully หรือ “กลั่นแกล้ง”
อย่างน้อยกลับบ้านก็จบ

แต่เด็กยุคนี้ การ bullying ตามเข้าห้องนอน

ตามเข้าเตียง
ตามเข้าหัวใจ
และตามเข้าความคิดเขาตอนตีสอง

ตลอดเวลา

สิ่งที่เศร้ามาก คือพ่อแม่จำนวนมากทำทุกอย่างเพื่อปกป้องลูก

เลือกโรงเรียนดี ๆ
ซื้ออาหาร organic หรือ “อาหารปลอดสาร”
พาไปเรียนพิเศษ
ซื้อบ้านใกล้โรงเรียน

แต่กลับปล่อยให้ algorithm ของบริษัทเทคโนโลยี
เลี้ยงสมองลูกวันละ 6–8 ชั่วโมง

โดยไม่รู้เลยว่ามันกำลังใส่อะไรเข้าไปในหัวลูกบ้าง

ฉันไม่ได้บอกว่าให้เกลียดเทคโนโลยี

มือถือไม่ใช่ปีศาจ
social media เองก็มีด้านดีมหาศาล

แต่ฉันคิดว่าเราต้องคิดอะไรหาทางแก้เรื่องนี้จริงจังได้แล้วว่าเด็กไทยกำลังโดนสิ่งเดียวกัน แต่เราไม่มีมาตรการเรื่องนี้เลย

เพราะตอนนี้ มันไม่ใช่แค่เรื่อง entertainment หรือ “ความบันเทิง”

แต่มันคือเรื่อง mental health หรือ “สุขภาพจิต”
เรื่องพัฒนาการสมอง
และในบางกรณี…เรื่องชีวิตของเด็ก

คืนนั้นที่เจนีวา ฉันยืนดูหน้าจอทั้ง 50 จออยู่นานมาก

แล้วคิดอยู่ว่า พ่อแม่ยุคนี้ อาจไม่ได้ต้องปกป้องลูกจาก “โลกภายนอก” อย่างเดียวอีกแล้ว

แต่ต้องปกป้องลูก จากโลกที่ไหลเข้าหาพวกเขา
ผ่านหน้าจอเล็ก ๆ ทุกคืน

และบางที สิ่งสำคัญที่สุดที่เด็กต้องการ อาจไม่ใช่ iPhone รุ่นใหม่

แต่อาจเป็นผู้ใหญ่ …ที่กล้ายึดมือถือออกจากมือเขาบ้าง
กล้าจำกัดการใช้งาน กล้าขัดใจลูก กล้าเข้าไปดูว่าเขาตามfollowอะไรอยู่
กล้าพาเขาออกไปเดิน
กล้ากอดเขา
กล้าฟังเขาจริง ๆ

ก่อนที่ algorithm จะรู้จักลูกของคุณ
มากกว่าคุณเอง

แอนนาเบล
17.05.2026

ปล.อยากให้คุณมาแบ่งปันเล่าให้ฟังในคอมเมนท์ว่าคุณแต่ละคนที่เป็นพ่อแม่ หรือ เป็นคุณครู มีวิธีจัดการกับเรื่องนี้ยังไงบ้าง พ่อแม่คนอื่นๆจะได้เป็นไอเดียไปใช้ที่บ้านบ้าง

ที่อยู่

70/47 Pattanakarn Kukwang Road
Nakon Sri Tammarat

เวลาทำการ

จันทร์ 11:30 - 13:30
17:30 - 19:30
อังคาร 11:30 - 13:30
17:30 - 19:30
พุธ 11:30 - 13:30
17:30 - 19:30
พฤหัสบดี 11:30 - 13:30
17:30 - 19:30
ศุกร์ 11:30 - 13:30
17:30 - 19:30
เสาร์ 10:00 - 14:00

เบอร์โทรศัพท์

+66858819189

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Dr.kamol Clinicผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์

ประเภท