คลินิกเด็กแพทย์หญิงจิรัชยา หนองบัวลำภู

คลินิกเด็กแพทย์หญิงจิรัชยา หนองบัวลำภู คลินิกเฉพาะทางโรคเด็ก
รักษาโรคเด็ก

ประชาสัมพันธ์ค่ารพ.หนองบัวลำภูมีจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นแล้วนะคะ
27/08/2026

ประชาสัมพันธ์ค่า
รพ.หนองบัวลำภูมีจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นแล้วนะคะ

🏥เปิดให้บริการแล้ว !!

🩺คลินิกพิเศษเฉพาะทางจิตเวชทั่วไป จิตเวชเด็กและวัยรุ่น นอกเวลาราชการ วันอังคาร (เริ่มให้บริการวันอังคาร ที่ 8 กันยายน 2569)

👨🏻‍⚕️นายแพทย์วิชชพงศ์ อริยสุนทร แพทย์เฉพาะทางสาขา จิตเวชเด็กและวัยรุ่น

☎️ติดต่อสอบถาม หรือ จองคิวการรักษาได้ที่ 042-006-006 ต่อ 2123 และ 1166

20/08/2026

บทความนี้ยาว แต่อยากให้อ่านกันนะคะ

เราทราบดีว่า Social media มีทั้งข้อดี ข้อเสีย ถ้าใช้อย่างไม่ถูกวิธี ไม่รู้เท่าทัน ก็อาจมีผลกระทบทางลบตามมาได้

ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ หลายๆ ประเทศเริ่มเห็นว่า ถ้าปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพ่อแม่ฝ่ายเดียวในการดูแลเด็กๆ คงจะยาก เพราะ Social media ถูกออกแบบให้มีเทคนิคมากมายในการดึงให้ผู้ใช้อยู่กับแอพฯ ให้นานที่สุด เช่น เราคงเคยนั่งไถจอดูคลิปสั้นใน Tiktok ไปเรื่อยๆ ใช้เวลาไปหลายชั่วโมง เพราะแอพฯ พวกนี้มีระบบอัลกอริทึมที่คอยนำเสนอเนื้อหาให้ตรงใจ

แถมเด็กและวัยรุ่นนั้น สมองส่วนหน้าที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมตนเอง การยับยั้งชั่งใจ ยังพัฒนาไม่เต็มที่ ดังนั้นการที่ให้พ่อแม่บอกว่า “ลูกจ๋า ใช้มือถือน้อยๆ หน่อย ไปทำอย่างอื่นบ้างนะลูก หนูต้องรู้จักควบคุมตัวเองนะลูก” อาจไม่เพียงพอ

เราจึงเห็นหลายประเทศเริ่มออกกฎหมายเพื่อจำกัดอายุการมีบัญชี Social media ในเด็ก


ยกตัวอย่างประเทศที่มีกฎหมายบังคับใช้แล้ว

1. ออสเตรเลีย เป็นประเทศแรกของโลกที่กำหนดให้ Social media ต้องใช้มาตรการเพื่อป้องกันไม่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี มี Social media (Facebook, Instagram, TikTok, Snapchat, X, YouTube, Reddit, Threads และ Twitch) โดยกฎหมายไม่ได้ลงโทษเด็กหรือพ่อแม่ แต่ลงโทษแพลตฟอร์ม Social media นั้นๆ หากไม่ดำเนินการอย่างเหมาะสม กฎหมายไม่ได้ห้ามเด็กใช้อินเทอร์เน็ตทั้งหมด เด็กยังสามารถใช้งานเพื่อค้นคว้าข้อมูล เรียนออนไลน์ เล่นเกม ส่งข้อความต่างๆ ตามที่ได้รับการยกเว้นได้

2. อินโดนีเซีย จำกัดไม่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีมีบัญชี Social media ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น YouTube, TikTok, Facebook, Instagram, Threads, X, Bigo Live และ Roblox ถือเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่นำมาตรการนี้มาใช้

3. มาเลเซีย เริ่มบังคับไม่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีเปิด Social media ของตนเอง พร้อมกำหนดให้ Social media ตรวจสอบอายุผู้ใช้งานด้วย

4. อังกฤษ ประกาศว่าจะใช้กฎหมายเหมือนออสเตรเลียกับเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี คาดว่าจะมีผลในปี 2570 แต่ปัจจุบันเน้นให้ตรวจสอบอายุ และป้องกันเด็กจากสื่อลามกอนาจาร สื่อที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการฆ่าตัวตาย การทำร้ายตัวเอง และความผิดปกติเกี่ยวกับการกิน

5. นอร์เวย์ สเปน เดนมาร์ก และประเทศยุโรปอีกหลายประเทศ อยู่ระหว่างเสนอกฎหมายจำกัดอายุ โดยส่วนใหญ่พิจารณาที่อายุประมาณ 15–16 ปี

6. ฝรั่งเศส เคยผ่านกฎหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีใช้โซเชียลมีเดีย แต่ไม่กี่วันก่อน ศาลรัฐธรรมนูญฝรั่งเศสไม่รับรองกฎหมายดังกล่าว เนื่องจากกังวลเรื่องการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก รัฐบาลจึงต้องกลับไปแก้ไขกฎหมายใหม่


สำหรับประเทศไทย ตอนนี้ยังไม่มีกฎหมายที่กำหนดอายุขั้นต่ำในการมีบัญชี Social media แม้จะมี พรบ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPA ที่มีข้อกำหนดเกี่ยวกับการขอความยินยอมในการเก็บและใช้ข้อมูลของผู้เยาว์ โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี แต่ไม่ได้ห้ามเด็กมีบัญชี Social media


เมื่อยังไม่มีกฎหมาย (หรือแม้จะมีในอนาคตก็ตาม) พ่อแม่ควรดูแลเด็กๆ อย่างไร ในเรื่องการใช้งาน Social media

1. พ่อแม่ควรพิจารณาว่าลูกพร้อมมี Social media หรือยัง

แม้ตอนนี้ จะมีเกณฑ์อายุ 13 ปีที่ Social media ส่วนใหญ่กำหนด อาจไม่ได้แปลว่าเด็กทุกคนพร้อมใช้โซเชียลมีเดียเมื่ออายุ 13 ปี (หรือแม้กระทั่งที่กฎหมายหลายประเทศกำหนดที่ 16 ปี)

พ่อแม่ควรพิจารณาความพร้อมของลูกแต่ละคน เช่น

-ลูกควบคุมเวลาและหยุดใช้อย่างเหมาะสมหรือไม่
-ลูกสามารถแยกแยะว่าอะไรเป็น โฆษณา ข่าวปลอม คนไหนเป็นมิจฉาชีพ บุคคลที่ไม่น่าไว้วางใจได้แค่ไหน
-รับมือได้ไหมเมื่อถูก cyberbullying เช่น ล้อเลียน ถูกปฏิเสธ จัดการปัญหาเฉพาะหน้าได้หรือไม่
-ลูกจะกล้าบอกพ่อแม่ไหม ถ้าเจอเรื่องไม่ดีหรือถ้าเขาทำผิดพลาดใน Social media
-ลูกมีปัญหาเรื่องภาวะอารมณ์ การนอน สมาธิสั้น อยู่เดิม ที่ไม่ได้รักษาให้ดี หรือมีความเสี่ยงว่าจะเป็นมากขึ้นถ้าใช้งาน Social media หรือไม่

ถ้าดูแล้ว ลูกยังไม่น่าจะพร้อม ก็อาจจะต้องปลูกฝังให้ลูกพร้อมก่อนที่จะเข้าสู่โลก Social media

2. ถ้าจะให้ลูกใช้ พ่อแม่ควรเริ่มแบบค่อยเป็นค่อยไป เช่น ตอนแรก ให้ลูกมีบัญชีที่ใช้ร่วมกันกับพ่อแม่ก่อน พ่อแม่จะได้รู้ว่าลูกใช้งานอย่างไร มีความพร้อมหรือยัง ไม่ใช่ว่า ซื้อมือถือให้ลูกแล้วให้ลูกมี Social media ทุกแอพฯ ตรงนั้นก็เปรียบเหมือนให้เด็กขับรถออกถนนโดยยังไม่ได้ฝึกก่อน

3. ช่วงแรกที่เริ่มใช้ สอนให้ลูกตั้งค่าเป็นส่วนตัว จำกัดผู้ติดตาม ไม่ต้องเป็นสาธารณะทั้งหมด ปิดการระบุตำแหน่งโลเคชั่น ปิดข้อความจากคนแปลกหน้า และปิดการแจ้งเตือนที่ไม่จำเป็น พ่อแม่ควรช่วยตั้งค่าความปลอดภัยร่วมกับลูก ไม่ใช่ปล่อยให้ลูกไปจัดการเอง

4. มีกติกาการใช้งานให้ชัดเจนก่อนให้ลูกใช้ Social media เช่น

-ไม่ใช้ระหว่างกินข้าว เรียน หรือทำการบ้าน
-ไม่ใช้ในห้องนอนหลังเวลาที่กำหนด
-วางโทรศัพท์และอุปกรณ์หน้าจอไว้นอกห้องนอนตอนกลางคืน เช่น เอามาชาร์จที่ห้องพ่อแม่
-ไม่ควรโพสต์ข้อมูลส่วนตัว โรงเรียน ที่อยู่ หรือสถานที่ที่กำลังอยู่ (เคยมีเด็กถูกลักพาตัวจากการเปิดโลเคชั่น)
-ไม่รับเพื่อนที่ไม่รู้จักหรือนัดพบคนในออนไลน์โดยไม่ปรึกษาพ่อแม่
-ก่อนโพสต์ภาพของผู้อื่นต้องขออนุญาตเจ้าตัวก่อน เพราะเป็นข้อมูลส่วนบุคคล
-หากมีคนส่งภาพโป๊ ข่มขู่ ชักชวนทางเพศ หรือบอกให้โอนเงิน อะไรที่แปลกๆ น่าสงสัย ต้องบอกผู้ใหญ่ทันที

หมอคิดว่ากติกาเดียวกันควรใช้กับผู้ใหญ่ในบ้านด้วย เพราะเด็กเรียนรู้จากสิ่งที่ผู้ใหญ่ทำมากกว่าสิ่งที่ผู้ใหญ่สอน

5. พ่อแม่ควรรู้ว่าลูกดูอะไรในจอ ไม่ใช่แค่จำกัดว่า ดูกี่นาที กี่ชั่วโมง

เด็กที่ใช้เวลาใน Social media 1 ชั่วโมงเพื่อคุยกับเพื่อนหรือทำงาน ไม่น่าห่วงเท่าเด็กที่ใช้เวลาไม่กี่นาที ดูคลิปเกี่ยวกับรูปร่าง การลดน้ำหนัก ความรุนแรง หรือการทำร้ายตัวเอง

พ่อแม่จึงควรดูด้วยว่า

-ลูกดูอะไร คุยอะไรกับใครบ้าง
-ดูแล้วรู้สึกอย่างไร
-การใช้นั้นมีผลกับการนอน การเรียน การออกกำลังกาย และความสัมพันธ์ในชีวิตจริงหรือไม่

สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียง ดูว่าลูกใช้ Social media นานแค่ไหน แต่คือ ใช้อย่างไร และหลังใช้แล้วลูกเป็นอย่างไร

6. พ่อแม่ต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีกับลูก ให้ลูกกล้าพูด กล้าบอก หรือขอความช่วยเหลือจากพ่อแม่ได้

เด็กบางคนไม่เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นออนไลน์ เพราะกลัวถูกดุหรือถูกยึดมือถือ พ่อแม่จึงควรทำให้ลูกไว้ใจ ควรบอกลูกตั้งแต่ต้นว่า “ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น เช่น ลูกเผลอส่งรูปไม่เหมาะสม ถูกหลอก ถูกขู่ หรือทำอะไรผิดพลาดไป บอกพ่อแม่ได้ เราจะช่วยแก้ปัญหากัน ไม่ต้องกลัวว่าพ่อแม่จะทำโทษ แต่สิ่งสำคัญคือความปลอดภัยของลูก”

ต้องตั้งสติ เมื่อเด็กมาบอก ขอบคุณที่ลูกไว้ใจเรา เก็บหลักฐาน บล็อกและรายงานบัญชีที่เกี่ยวข้อง แล้วจึงค่อยหาทางจัดการดูแล ป้องกันปัญหาเพื่อไม่ให้เกิดซ้ำ

6. พ่อแม่ควรสังเกตสัญญาณว่าการใช้ Social media มีผลเสียกับลูก เช่น

-นอนดึก ไม่รักษาเวลา
-หงุดหงิดรุนแรงเมื่อถูกจำกัดการใช้งาน
-ผลการเรียนลดลงหรือสมาธิแย่ลง
-แยกตัวจากครอบครัวและกิจกรรมอื่นๆ ที่เคยชอบ
-รู้สึกเปรียบเทียบตัวเองกับคนใน Social media เช่น รูปร่าง อาจเริ่มบอกว่าจะลดน้ำหนักให้เหมือนคนใน Social media มีพฤติกรรมการกินผิดปกติ
-อารมณ์ไม่ดี อาจเศร้า หดหู่ หลังใช้ Social media
-มีภาวะการถูกคุกคาม ถูกแบล็กเมล
-เริ่มพูดถึงการทำร้ายตัวเอง ความตาย หรือไม่อยากมีชีวิตอยู่

ถ้ามีความเสี่ยงต่อการทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น ควรพาไปพบผู้เชี่ยวชาญ


หมอคิดว่า ข้อดีที่เห็นได้ชัดอย่างหนึ่งของการมีกฎหมายที่กำหนดอายุขั้นต่ำคือ อาจช่วยลดแรงกดดันของพ่อแม่ เพราะเด็กคงไม่สามารถพูดกดดันพ่อแม่ได้ง่ายๆ (อย่างประโยคที่พ่อแม่เจอบ่อยมาก คือ “ทำไมไม่ให้หนูมีอ่ะ เพื่อนทุกคนก็ยังมี ทำไมหนูยังไม่มี หนูตามเพื่อนไม่ทันแล้วนะ” อะไรประมาณนี้ ฟังลูกพูดแล้วพ่อแม่บางคนก็ใจอ่อน)

แต่ต้องยอมรับว่ากฎหมายเพียงอย่างเดียวคงไม่สามารถป้องกันเด็กจากทุกความเสี่ยง เด็กอาจหลบเลี่ยง แอบใช้ กรอกอายุแบบหลอกๆ หรือถึงมีอายุตามที่กฎหมายอนุญาต เราคงเคยเห็นกรณีวัยรุ่น(หรือผู้ใหญ่หลายคน)ก็ยังขาดทักษะในการดูแลตัวเองเวลาใช้ Social media


ทางแก้ปัญหาเรื่องพิษภัยจาก Social media คงไม่ได้ทำได้ง่ายๆ แค่มีกฎหมาย ให้เด็กไม่มีโซเชียลมีเดีย

หมอคิดว่าเป้าหมายสำคัญที่สุด คือ การช่วยให้เด็กเติบโตไปเป็นคนที่รู้เท่าทันเทคโนโลยี Social media ควบคุมตนเองได้ คิดก่อนพูด ก่อนทำ เคารพในสิทธิความเป็นส่วนตัวของตัวเองและผู้อื่น และมีทักษะการแก้ปัญหาที่เหมาะสม


ดังนั้นแม้ว่าประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายกำหนดอายุขั้นต่ำ แต่พ่อแม่ก็สามารถมีหลักการและวิธีดูแลลูกๆ ในเรื่องนี้ได้ ตามที่หมอได้เขียนมา

บทความนี้ยาวสักหน่อย แต่เชื่อว่าถ้าได้อ่านจนจบจะมีประโยชน์กับทุกๆ ครอบครัวค่ะ

#หมอมินบานเย็น

19/08/2026

พุธที่ 19 สิงหา
คลินิกเปิดเฉพาะรอบเย็นนะคะ

เนื่องจากคุณหมอติดภาระกิจศุกร์ ที่ 14 สิงหา และ พุธที่ 19 สิงหาคลินิกเปิดเฉพาะรอบเย็น 17.00-19.00นะคะ
13/08/2026

เนื่องจากคุณหมอติดภาระกิจ
ศุกร์ ที่ 14 สิงหา และ พุธที่ 19 สิงหา
คลินิกเปิดเฉพาะรอบเย็น 17.00-19.00นะคะ

10/08/2026

12 สิงหา เปิดเฉพาะช่วงเช้า
9.00-12.00นะคะ

02/08/2026

จันทร์ที่ 3 ส.ค.
เปิดเฉพาะรอบเย็น
17.00-19.00นะคะ

27/07/2026

อังคารที่ 28 ก.ค.
คลินิกเปิด 9.00-12.00
และ17.00-19.00 นะคะ

แจ้งวันปิดทำการล่วงหน้าน้องๆนัดวัคซีนกำลังทะยอยโทรเลื่อนนัดนะคะ❤️
24/07/2026

แจ้งวันปิดทำการล่วงหน้า
น้องๆนัดวัคซีนกำลังทะยอยโทรเลื่อนนัดนะคะ❤️

17/07/2026

"คุณหมอคะ… ทำยังไงไข้ลูกก็ไม่ลงเลย" 😭
ให้กินยาลดไข้ก็แล้ว
เช็ดตัวก็แล้ว
อาบน้ำก็แล้ว
ผ่านไป 4 ชั่วโมง ไข้ก็กลับขึ้นมาอีก

มีวิธีไหนที่จะทำให้ไข้ลูกลงดีกว่านี้ไหมคะ?

==================

เชื่อว่าหลายบ้านคงเคยผ่านช่วงเวลาแบบนี้มาก่อนเหมือนกัน

ยิ่งเห็นลูกตัวร้อน เล่นไม่ได้เหมือนเดิม
ใจของคนเป็นพ่อเป็นแม่ก็ยิ่งไม่อยู่กับเนื้อกับตัว

หลายคนพยายามทำทุกอย่าง

ยอมอดหลับอดนอนทั้งคืน
คอยป้อนยา
คอยเช็ดตัว
คอยวัดไข้แทบทุกชั่วโมง

เพราะหวังเพียงอย่างเดียว…
“ขอให้ลูกไข้ลงสักที”

และก็ไม่รู้ทำไม ช่วงเวลาแบบนี้
มันก็มักจะผ่านไปช้ามากกว่าปกติ...

==================

แต่ก่อนจะหาวิธีทำให้ไข้ลง
อยากชวนเข้าใจเรื่องหนึ่งก่อนครับ

เวลาเด็กเป็นไข้ สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อ
โดยเฉพาะช่วง 1–2 วันแรกของโรคเนี่ย
ไข้มักจะลงได้ค่อนข้างยากมากๆ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเป็นโรคบางอย่าง เช่น
ไข้หวัดใหญ่ (Influenza)
เฮอร์แปงไจน่า (Herpangina)
ส่าไข้ (Roseolar infantum)
หรือติดเชื้อโควิดครั้งแรกของชีวิต

หลายครั้งให้ยาลดไข้แล้ว ไข้ก็ลดลงแค่ช่วงสั้นๆ
อีก 3–4 ชั่วโมงก็กลับมาสูงใหม่

สิ่งนี้เป็นธรรมชาติของโรค

ไม่ใช่เพราะพ่อแม่ดูแลลูกไม่ดี
และไม่ใช่สิ่งที่เราควบคุมได้ทั้งหมด

แต่ไข้มันจะดีขึ้น ก็ต่อเมื่อการติดเชื้อมันเริ่มเบาลง
ซึ่งส่วนใหญ่ ก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3-5 วัน

==================

แล้วเราลดไข้ไปเพื่ออะไร?

หลายคนอาจคิดว่า…
ยิ่งไข้ลงเร็ว ก็ยิ่งปลอดภัย

แต่จริงๆ แล้ว จุดประสงค์สำคัญของการลดไข้คือ

❤️ ทำให้เด็กสบายตัว
(Treat discomfort)

ไม่ใช่ลดตัวเลขบนหน้าปรอท
และไม่ใช่ลดไข้เพื่อป้องกันไข้ชัก

จากข้อมูลทางการแพทย์ที่มีในปัจจุบัน
เรารู้กันชัดเจนแล้วว่า
"การลดไข้ไม่สามารถป้องกันไข้ชักได้"

เด็กที่มีแนวโน้มจะเกิดไข้ชัก
แม้ว่าเราจะลดไข้อย่างดีที่สุดแล้วก็ตาม
แม้ว่าเด็กจะมีไข้ต่ำหรือไข้สูง ก็อาจชักได้อยู่ดี

ในขณะที่เด็กส่วนใหญ่ ต่อให้ไข้สูงแค่ไหน ก็ไม่เคยมีอาการชักเลย
ดังนั้น อย่ากดดันตัวเอง
จนต้องพยายามทำทุกวิถีทาง เพียงเพื่อให้ตัวเลขบนปรอทลดลงครับ

==================

ที่สำคัญกว่าตัวเลข คือดูว่า…

ลูกยังยิ้มไหม
ยังเล่นได้ไหม
ยังดื่มน้ำได้ไหม
ยังนอนหลับได้ไหม

ถ้ายังพอทำสิ่งเหล่านี้ได้
ถือว่าเป็นสัญญาณที่น่าอุ่นใจ

และเน้นย้ำว่าเป้าหมายของเราคือคอยดูแลให้เขาสบายที่สุด
ในระหว่างที่ร่างกายกำลังต่อสู้กับเชื้อโรค

หลายคนอาจไม่เคยรู้ว่า
ไข้เป็นกลไกนึงที่ร่างกายใช้ต่อสู้กับเชื้อโรค

ไข้ช่วยให้ภูมิคุ้มกันทำงานได้ดีขึ้น
ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรคบางชนิดอีกด้วย

==================

ทีนี้ ถ้ามีไข้ แล้วลูกดูไม่สบายตัวจริงๆ
สิ่งที่เราทำได้ก็มีดังนี้ครับ

💊 ให้กินยาพาราเซตามอล

เน้นว่าต้องให้ในขนาดที่ถูกต้องตามน้ำหนักตัว

ถ้าให้น้อยเกินไป ไข้อาจไม่ลด
แต่ถ้าให้มากเกินไป ก็อาจเป็นอันตรายต่อตับได้

หากให้พาราเซตามอลแล้วผ่านไป 1–2 ชั่วโมง ลูกยังมีไข้ แล้วไม่สบายตัวมากๆ
อาจพิจารณาใช้ไอบูโพรเฟนได้

แต่ต้องมั่นใจว่าเด็กไม่ได้เป็นไข้เลือดออก
และไม่ได้อยู่ในภาวะขาดน้ำ เพราะยาอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการมีเลือดออกหรือมีผลต่อไตได้

ถ้าไม่แน่ใจควรปรึกษาแพทย์ก่อนครับ

==================

🛁 การเช็ดตัวทำร่วมกับการกินยาลดไข้ได้
แต่ต้องทำให้ถูกวิธี

ใช้น้ำอุ่น
เช็ดเบาๆ
ไม่ต้องขัด ไม่ต้องถูแรงๆ
ห้ามใช้น้ำเย็น น้ำแข็ง หรือ แอลกฮอล์

และถ้าเช็ดแล้วลูกหนาวสั่นหรือร้องไห้มาก ควรหยุด
เพราะการหนาวสั่นเป็นสัญญาณว่าร่างกายกำลังสร้างความร้อนเพิ่มขึ้น

การอาบน้ำให้ลูก
ก็ใช้หลักการเดียวกันกับเช็ดตัวนี่แหละ

==================

💧 ระวังการขาดน้ำ

เวลาเด็กมีไข้ ร่างกายจะสูญเสียน้ำมากกว่าปกติ
การดื่มน้ำให้เพียงพอ จะช่วยให้ร่างกายระบายความร้อนได้ดีขึ้น
ลองสังเกตว่าลูกยังปัสสาวะได้ดี สีปัสสาวะไม่เข้ม ก็เป็นสัญญาณที่ดีครับ

และถ้าเด็กกินได้น้อย ปัสสาวะออกน้อย
เริ่มมีการขาดน้ำ อาจจะมีความจำเป็นต้องนอนรพ. เพื่อให้น้ำเกลือ

==================

👕 เสื้อผ้าก็ไม่จำเป็นต้องหนาจนเกินไป
ผ้าห่มก็ไม่ต้องบังคับ

เวลาเป็นไข้ ให้ใส่เสื้อผ้าบางๆ

เด็กจะมีช่วงที่ร้อนและช่วงที่หนาวสลับกัน

ถ้าช่วงไข้กำลังขึ้น เด็กจะรู้สึกหนาวสั่น เขาจะหยิบผ้ามาห่ม
ถ้าช่วงไข้กำลังลด เด็กจะรู้สึกร้อน เหงื่อแตก เขาจะถีบผ้าห่มออก

ปล่อยให้เขาเลือกตามที่ร่างกายรู้สึกได้เลย

บางบ้าน เด็กถีบผ้าออก แม่ก็ห่มไปใหม่
เด็กก็ถีบออกอีก ทำวนไปทั้งคืนก็มี

==================

สุดท้าย…

ถ้าทำทุกอย่างแล้ว ไข้ยังไม่ลด
บางครั้ง สิ่งที่เราทำได้ดีที่สุดก็คือ “รอ”

เพราะเมื่อร่างกายค่อยๆ กำจัดเชื้อโรคได้
ไข้ก็จะค่อยๆ ลดลงเอง

ไม่จำเป็นต้องไปหาวิธีแปลกๆ
อย่างการใช้น้ำแข็ง การแช่น้ำเย็น หรือวิธีที่อาจทำให้ลูกยิ่งทรมานกว่าเดิม

==================

แต่ระหว่างที่รอ อย่าลืมเฝ้าสังเกตอาการของลูกด้วยนะครับ

🚨 ไข้นานเกิน 3 วัน
🚨 ซึมลงมาก
🚨 กินหรือดื่มไม่ได้
🚨 หายใจหอบเหนื่อย
🚨 หรือมีอาการผิดปกติอื่นๆ

ควรพาไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ

==================

สุดท้ายนี้…

เวลาลูกมีไข้

อย่าให้ “ตัวเลขบนหน้าปรอท”
ทำให้เราเครียด กังวล จนลืมมองที่ตัวลูก

เด็กที่ไข้ 39 องศา
แต่ยังยิ้ม ยังเล่น ยังดื่มน้ำได้ ยังนอนได้ปกติ

อาจน่าเป็นห่วงน้อยกว่า

เด็กที่ไข้ไม่สูงมาก
แต่ซึม กินไม่ได้ และหายใจหอบเหนื่อย

เพราะเวลาเด็กป่วย....

สิ่งที่เรารักษา ไม่ใช่ตัวเลขบนหน้าปรอท

แต่เรากำลังดูแลเด็กคนหนึ่ง
ที่กำลังพยายามต่อสู้กับเชื้อโรค

หน้าที่ของเรา
คือช่วยให้เขาผ่านช่วงเวลานี้ไปได้อย่างปลอดภัย ❤️

#หมอม็อดหมอเด็กขอเล่า #ไข้

13/07/2026

วันพุธที่ 15 ก.ค.
เปิดเฉพาะรอบเช้าและเที่ยง
ไม่เปิดรอบเย็นนะคะ

ที่อยู่

113 หมู่3 ถ. ดำรงค์บูรณะ ต. หนองบัว อ. เมือง จ. หนองบัวลำภู
Nong Bua Lamphu
39000

เบอร์โทรศัพท์

0931146921

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ คลินิกเด็กแพทย์หญิงจิรัชยา หนองบัวลำภูผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์