HearLab - เครื่องช่วยฟังยิ้ม

HearLab - เครื่องช่วยฟังยิ้ม เครื่องช่วยฟังทางเลือกเพื่อการฟังอย่างมีความสุข

ผมเคยอยากทำให้เครื่องช่วยฟังมีราคาถูกลงแบบที่ใครก็สามารถมีได้ เพราะการสูญเสียการได้ยินไม่เห็นจำเป็นต้องเป็นความพิการเลย ...
14/09/2026

ผมเคยอยากทำให้เครื่องช่วยฟังมีราคาถูกลงแบบที่ใครก็สามารถมีได้ เพราะการสูญเสียการได้ยินไม่เห็นจำเป็นต้องเป็นความพิการเลย แค่ทำให้กลับมาได้ยิน มันก็น่าจะจบเรื่อง

ในขณะผมกลับมองว่า ระยะเวลาที่ไม่ได้ยิน ต่างหากที่น่ากลัว เพราะถ้ามันนานมากพอ เราอาจเริ่มเห็นความพิการอีกชนิดหนึ่งที่ผมขอเรียกว่า พิการทางความหวัง ที่ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า ระหว่างสองอย่างนี้ อันไหนแย่กว่ากัน

10 ปีที่แล้ว คนที่จะใช้สิทธิเบิกเครื่องช่วยฟังต้องรอนาน 3 ปี มาถึงวันนี้ รอ 7 ปี ก็มีให้เห็นเหมือนกัน ก่อนหน้านี้ผมเคยเล่าให้ฟังว่า ระยะเวลาที่ต้องรอนั้นมันมาจากความล้มเหลวเชิงระบบ ที่ออกแบบกระบวนการมาให้คนที่ต้องใช้ก็รอนาน คนทำงานก็ลำบากแบบไม่ได้อะไร คนขายก็สงสัยว่าทำไม ไม่มีใครได้อะไรสักคน

วันนี้ผมขอเล่าในภาพที่ใหญ่ขึ้นอีกนิดว่า ทำไมเครื่องช่วยฟังถึงราคาแพง หรือจริง ๆ แล้ว คำถามที่น่าสนใจกว่าอาจเป็น ทำไมมันถึงถูกไม่ได้
มันมีอยู่ 2 เรื่องใหญ่

เรื่องแรก คือโครงสร้างของตลาด

ตลาดเครื่องช่วยฟังทั่วโลกไม่ได้มีผู้เล่นอิสระจำนวนมากอย่างที่เรามองเห็นจากชื่อแบรนด์บนชั้นวาง แบรนด์ที่เราคุ้นชื่ออย่าง Phonak, Oticon, Signia, Rexton, ReSound หรือ Widex จริง ๆ แล้วส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นบริษัทที่แยกขาดจากกัน แต่เป็นแบรนด์ที่อยู่ภายใต้บริษัทแม่เพียงไม่กี่กลุ่ม

กลุ่มใหญ่ที่ครองตลาดโลกมีอยู่ประมาณ 5–6 บริษัท และมีสัดส่วนรวมกันมากกว่า 90% ของตลาดเครื่องช่วยฟังทั่วโลก ดังนั้น สิ่งที่เรามองเห็นว่าเป็นทางเลือกหลายสิบแบรนด์ บางครั้งอาจเป็นเพียงทางเลือกหลายชื่อภายใต้เจ้าของไม่กี่ราย นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ตลาดแบบนี้สามารถรักษาระดับราคาไว้ได้ค่อนข้างสูง เพราะการแข่งขันจริง ๆ อาจไม่ได้มากเท่ากับที่เรารู้สึกจากจำนวนแบรนด์

การบอกว่าราคาที่แพงนั้นมาจากต้นทุนการวิจัยและพัฒนานั้นก็ฟังดูมีเหตุผล แต่ตัวเลขกำไรของบริษัทขนาดใหญ่เองก็สะท้อนภาพนี้อยู่พอสมควร บริษัทผู้ผลิตรายใหญ่มี Gross Margin อยู่ประมาณ 70–80% และ EBIT Margin ประมาณ 25% ขณะที่ในสหรัฐฯ เครื่องช่วยฟังคู่หนึ่งมีราคาขายเฉลี่ยประมาณ 4,700–4,800 ดอลลาร์ ซึ่งสำหรับหลายครอบครัวถือเป็นรายจ่ายก้อนใหญ่อันดับ 3 รองจากการซื้อบ้านและรถยนต์

ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ ราคาของเทคโนโลยีเดียวกันในแต่ละระบบกลับต่างกันมาก ในอังกฤษ ระบบ NHS สามารถจัดซื้อเครื่องช่วยฟังแบบเดียวกันได้ในราคาประมาณ 68 ดอลลาร์ เทคโนโลยีไม่ได้ต่างกัน แต่ราคาที่คนจ่ายกลับต่างกันหลายเท่า แม้แต่คลินิกเองก็ไม่ได้ซื้อของในราคาเดียวกันทั้งหมด คลินิกอิสระบางแห่งอาจต้องซื้อเครื่องช่วยฟังในราคาสูงกว่าร้านขนาดใหญ่ที่มีปริมาณการซื้อสูงอย่าง Costco ถึง 3–5 เท่า

อีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้เรามองราคาไม่ออก คือการรวมหลายอย่างเข้าไว้ด้วยกัน เครื่องช่วยฟัง การบริการ การตรวจ การปรับจูน และบริการทางคลินิก ถูกนำมารวมเป็นแพ็กเกจเดียวกันมานาน ทำให้เราไม่รู้จริง ๆ ว่าเงินที่จ่ายไปนั้นเป็นค่าเครื่องเท่าไร และเป็นค่าบริการเท่าไร ทั้งหมดนี้ทำให้โครงสร้างของตลาดมีความสำคัญมากกว่าที่เราคิด

เรื่องที่สอง คือกำแพงกันเด็กใหม่

ผมว่าเรื่องนี้น่าสนใจกว่า เพราะสิ่งที่ทำให้ตลาดแบบนี้อยู่ได้ ไม่ได้มีแค่การที่ผู้เล่นรายใหญ่มีจำนวนไม่กี่ราย แต่มันคือการสร้างกำแพงกันเด็กใหม่
เริ่มต้นตั้งแต่สิทธิบัตร เทคโนโลยีสำคัญจำนวนมากถูกรวมอยู่ในกลุ่มสิทธิบัตรกลางของอุตสาหกรรมอย่าง Hearing Instrument Manufacturers Patent Partnership หรือ HIMPP ซึ่งครอบคลุมสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีเครื่องช่วยฟังไว้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นส่วนประกอบหลักอย่างชิป ซึ่งรวมถึงวิธีการเข้ารหัสจากอนาล็อกเป็นดิจิทัล หรือแม้กระทั่งรูระบายอากาศก็ยังมีสิทธิบัตร

(ไว้มีโอกาสจะมาเล่าเหตุการณ์เมื่อปี 1988 ของ 3M ที่เป็นจุดเริ่มต้นของกำแพงสิทธิบัตรนี้ให้ฟัง)

แต่สำหรับผู้เล่นหน้าใหม่ การเข้ามาแข่งขันจึงไม่ได้ง่ายเหมือนการคิดค้นสินค้าใหม่แล้วเอาออกมาขาย เพราะมีต้นทุนของการเข้าถึงเทคโนโลยีเดิมอยู่ด้วย เอาแบบเข้าใจง่าย ๆ ถ้าวันนี้ผมต้องการจะสร้างเครื่องช่วยฟังขึ้นมา ต่อให้เป็นเครื่องแบบโง่ ๆ แต่ถ้ามันมีไมโครโฟน วงจรขยายเสียง และลำโพง ผมต้องจ่ายเฉพาะค่าธรรมเนียมประมาณ 90 ล้านบาท เพื่อเข้าถึงสิทธิบัตรที่จำเป็นบางส่วน และได้เป็นเครือข่ายอย่างชอบธรรม เพราะว่า HIMPP ยังมีบทบาทในการติดตามและคัดค้านสิทธิบัตรของผู้เล่นที่อยู่นอกเครือข่ายด้วย

(ปล. เค้าบอกว่าเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมในการเข้าถึงเทคโนโลยี เลยทำแบบบุฟเฟ่... พ่อง!)

พูดง่าย ๆ คือ คนที่อยู่ในตลาดไม่ได้เพียงแค่แข่งกันขายสินค้า แต่ยังสามารถสร้างกำแพงไม่ให้คนใหม่เข้ามาแข่งได้ง่าย ๆ และถ้ามีเทคโนโลยีใหม่เกิดขึ้นจากบริษัทเล็ก ๆ ที่อาจเข้ามาเปลี่ยนตลาด ก็มีอีกวิธีหนึ่งที่อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ใช้กัน คือซื้อบริษัทนั้น หรือซื้อเทคโนโลยีนั้นไปเสียก่อน มีตัวอย่างบริษัทและเทคโนโลยีอย่าง SoundID, SoundHawk, iHear Medical, Acouva และธุรกิจผู้บริโภคของ Sennheiser ที่ถูกเข้าซื้อหรือถูกดูดรวมเข้าไปอยู่ในบริษัทขนาดใหญ่
มันไม่ได้แปลว่าทุกการซื้อกิจการมีเจตนาร้าย แต่ในมุมของโครงสร้างตลาด การซื้อคู่แข่งที่อาจกลายเป็นภัยคุกคามในอนาคต ย่อมเป็นอีกหนึ่งวิธีในการลดการแข่งขัน

นอกจากนั้นยังมีเรื่องโครงสร้างเบื้องหลังในต่างประเทศที่บันเทิงเข้าไปอีกเพราะไม่ได้จบแค่เรื่องโรงงาน มันลงไปถึงช่องทางที่พาคนไข้ไปหาเครื่องช่วยฟังด้วย

บริษัทขนาดใหญ่บางแห่งไม่ได้เป็นแค่ผู้ผลิต แต่เข้าไปถือครองบริษัทที่ทำหน้าที่จัดการสิทธิประโยชน์ด้านการได้ยินให้กับบริษัทประกันด้วย อย่าง TruHearing และ Hearing Care Solutions ซึ่งอยู่ภายใต้ WS Audiology หรือ Epic Hearing Healthcare ที่ในอดีตอยู่ภายใต้ Sonova และต่อมาพัฒนาไปเป็น UnitedHealthcare Hearing

ตรงนี้ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า Closed Loop:

คนหนึ่งจ่ายเงินให้บริษัทประกัน
บริษัทประกันส่งต่อไปยังระบบผู้ให้บริการ
ระบบผู้ให้บริการอยู่ในเครือหรือมีความสัมพันธ์ทางการเงินกับผู้ผลิต
และสุดท้ายเครื่องช่วยฟังที่ถูกขายก็กลับไปอยู่ในระบบเดียวกัน

คนที่อยู่ปลายทางอาจมองเห็นเพียงว่า กำลังได้รับบริการจากคลินิกแห่งหนึ่ง แต่ในระดับโครงสร้าง บริษัทที่จัดการสิทธิ บริษัทที่จัดเครือข่าย และบริษัทที่ผลิตเครื่องช่วยฟัง อาจเป็นบริษัทเดียวกัน หรือมีความสัมพันธ์กันมากกว่าที่คนทั่วไปจะรู้ นี่จึงเป็นเรื่องของ Conflict of Interest ที่ผู้บริโภคอย่างเรามองไม่เห็น

เรื่องทั้งหมดนี้ไม่ได้แปลว่าเครื่องช่วยฟังไม่มีต้นทุน หรือบริษัทไม่ควรมีความสามารถในการทำกำไร และผมก็ไม่ได้คิดว่าการที่บริษัทมีกำไรสูงนั้นเป็นเรื่องไม่ดี แต่เราเองคงต้องพอเสียทีกับการอยากเห็นของดีราคาถูก

10/09/2026
ซื้อเครื่องช่วยฟังจากต่างประเทศได้ไหม?คำถามนี้เริ่มมีคนถามผมมากขึ้นเรื่อย ๆเพราะถ้าลองค้นหาเครื่องช่วยฟังรุ่นเดียวกับที่...
03/09/2026

ซื้อเครื่องช่วยฟังจากต่างประเทศได้ไหม?

คำถามนี้เริ่มมีคนถามผมมากขึ้นเรื่อย ๆ

เพราะถ้าลองค้นหาเครื่องช่วยฟังรุ่นเดียวกับที่มีขายในประเทศไทยจากเว็บไซต์ในอังกฤษ ยุโรป หรือสหรัฐอเมริกา เราอาจพบว่าราคาต่างกันค่อนข้างมาก

อย่างเช่น Signia Pure Charge&Go 7 IX เครื่องช่วยฟังระดับสูงแบบ RIC ที่ HearLab ขายในราคาคู่ละ 196,000 บาท ในขณะที่ wholesalehearing จำหน่ายในราคาเพียงคู่ละ 81,633 บาท (ไม่รวมค่าขนส่ง)

คำถามคือ

ถ้าซื้อเองจากต่างประเทศ แล้วนำกลับมาใช้ในประเทศไทยได้หรือไม่?

คำตอบคือ มีช่องทางตามกฎหมายสำหรับการนำเข้าเครื่องมือแพทย์เพื่อใช้เฉพาะตัว โดยหนึ่งในช่องทางที่เกี่ยวข้องคือ มาตรา 27 (5) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องมือแพทย์

แต่มีเรื่องสำคัญที่ต้องเข้าใจก่อน

ใช้เฉพาะตัว ไม่ได้หมายความว่าสั่งจากเว็บไซต์แล้วส่งมาไทยได้ทันที

การนำเข้ายังต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของ อย. และต้องผ่านพิธีการศุลกากรอย่างถูกต้อง

โดยภาพรวม กระบวนการจะประมาณนี้

ตรวจสอบเงื่อนไข → เตรียมเอกสาร → ยื่นขออนุญาต → ได้ LPI → ดำเนินพิธีการศุลกากร → รับสินค้า

ดังนั้น ถ้ากำลังคิดจะซื้อเครื่องช่วยฟังจากต่างประเทศ คำถามจึงไม่ควรมีแค่ว่า

ที่ไหนขายถูกกว่า?

แต่ควรถามต่อว่า

รุ่นนี้เหมาะกับการได้ยินของเราหรือไม่?

และ

ถ้าเครื่องมาถึงประเทศไทยแล้ว ใครจะช่วยปรับและดูแล?

ก่อนซื้อเครื่อง อย่าเริ่มจากราคา

สิ่งแรกที่ควรมีคือ Audiogram และความเข้าใจว่าตัวเองมีปัญหาเรื่องการฟังอย่างไร

เพราะคนที่มีระดับการสูญเสียการได้ยินใกล้เคียงกัน อาจมีปัญหาในการใช้ชีวิตแตกต่างกันมาก

บางคนฟังในบ้านได้ดี แต่ฟังร้านอาหารไม่ได้

บางคนได้ยินเสียงคนพูด แต่แยกคำพูดออกจากเสียงรอบข้างไม่ได้

บางคนรู้สึกว่าเครื่องเดิมเสียงดังเกินไป

และบางคนมีปัญหาที่อธิบายง่าย ๆ ว่า

ได้ยิน แต่ฟังไม่รู้เรื่อง

สิ่งเหล่านี้สำคัญกว่าคำถามว่า

รุ่นไหนดีที่สุด?

เพราะไม่มีเครื่องช่วยฟังรุ่นไหนดีที่สุดสำหรับทุกคน

มีแต่รุ่นที่ เหมาะกับคนคนหนึ่งมากกว่าอีกรุ่นหนึ่ง

แล้วถ้าจะซื้อจากต่างประเทศ ต้องระวังอะไร?

รายละเอียดเล็ก ๆ ตอนสั่งซื้อมีผลกับการใช้งานภายหลังมากกว่าที่คิด

เช่น

เลือกข้างซ้าย ข้างขวา หรือเป็นคู่
Receiver ขนาดและกำลังเท่าไร
Dome แบบไหน
Charger และอุปกรณ์ที่รวมมาในชุด
รุ่นและระดับเทคโนโลยี
เอกสารการซื้อขาย โดยเฉพาะ Commercial Invoice

และที่สำคัญคือ อย่าสั่งเพียงเพราะเห็นว่าราคาถูกกว่า

เพราะถ้าสั่ง configuration ผิด หรือเลือกเครื่องที่ไม่เหมาะกับการสูญเสียการได้ยิน การประหยัดเงินตอนซื้ออาจกลายเป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในภายหลัง

แล้ว HearLab ช่วยอะไรได้บ้าง?

นี่เป็นส่วนที่ผมคิดว่าสำคัญที่สุด

คุณสามารถซื้อเครื่องช่วยฟังจากที่ไหนก็ได้ แต่ไม่จำเป็นต้องดูแลทุกอย่างด้วยตัวเอง

HearLab สามารถช่วยได้ตั้งแต่ก่อนซื้อ

ก่อนสั่งซื้อ

ช่วยดู Audiogram และความต้องการในการใช้งาน เพื่อประเมินว่ารูปแบบและรุ่นไหนเหมาะกับเรา รวมถึงช่วยตรวจสอบ configuration ที่กำลังจะสั่ง

หลังเครื่องมาถึงประเทศไทย

ให้บริการ Hearing Aid Fitting และ Sound Adjustment เพื่อปรับเครื่องให้เหมาะกับการได้ยินและความรู้สึกในการฟังของแต่ละคน

เพราะเครื่องที่ออกจากกล่อง ไม่ได้แปลว่าเป็นเครื่องที่ปรับเหมาะกับเราแล้ว

ระหว่างใช้งาน

ถ้ารู้สึกว่าเสียงพูดยังไม่ชัด เสียงบางอย่างดังเกินไป เสียงรบกวนมากเกินไป หรือยังมีสถานการณ์ที่ฟังไม่รู้เรื่อง

เราสามารถกลับมาปรับ Fine-tuning ตามปัญหาที่เกิดขึ้นจริงได้

ในระยะยาว

HearLab ยังมีบริการ Maintenance และตรวจสภาพเครื่องช่วยฟัง

เพราะเครื่องช่วยฟังต้องเจอกับเหงื่อ ความชื้น ขี้หู และฝุ่นอยู่ทุกวัน

บางครั้งที่รู้สึกว่าเครื่องเริ่มไม่ดี ไม่ได้หมายความว่าเครื่องเสีย

อาจเป็นเพียง Receiver, Wax Filter, Dome หรือส่วนประกอบบางอย่างที่ต้องได้รับการดูแล

ซื้อจากต่างประเทศ หรือซื้อในไทย แบบไหนดีกว่า?

จริง ๆ แล้วไม่มีคำตอบเดียว

ถ้าคุณมี Audiogram มีความรู้ และสามารถจัดการเรื่องการนำเข้าได้ การซื้อจากต่างประเทศก็เป็นทางเลือกหนึ่ง

แต่ถ้าไม่อยากจัดการทุกอย่างด้วยตัวเอง HearLab สามารถเข้ามาช่วยในส่วนที่เกี่ยวกับการเลือกเครื่อง การตรวจสอบ configuration การ fitting การปรับเสียง และการดูแลหลังการขาย

ตั้งแต่

ก่อนซื้อ
ปรึกษาและช่วยเลือกเครื่อง



ก่อนสั่ง
ตรวจสอบรุ่นและ configuration



หลังได้รับเครื่อง
Fitting และปรับแต่งเสียง



ระหว่างใช้งาน
Fine-tuning ตามปัญหาที่เกิดขึ้นจริง



ระยะยาว
Maintenance และดูแลสภาพเครื่อง

คุณไม่จำเป็นต้องซื้อเครื่องจาก HearLab เพื่อให้ HearLab ช่วยดูแลคุณ

นี่คือสิ่งที่ยิ้มอยากให้คนรู้

ถ้าคุณเจอเครื่องช่วยฟังจากต่างประเทศที่สนใจ

ส่ง รุ่นเครื่อง + Audiogram + ลักษณะการใช้งาน มาให้เราปรึกษาก่อนได้

เราไม่ได้ต้องการให้คุณซื้อเครื่องที่แพงที่สุด

ไม่ได้ต้องการให้คุณซื้อเครื่องจากเราเพียงเพราะเราเป็นผู้ให้บริการ

สิ่งที่สำคัญกว่าคือ

เครื่องนั้นเหมาะกับคุณหรือไม่

และเมื่อซื้อมาแล้ว

เราจะทำอย่างไรให้เครื่องนั้นทำงานได้ดีที่สุดกับการได้ยินของคุณ

เพราะเครื่องช่วยฟังที่ดี

ไม่ได้จบที่วันที่เปิดกล่อง

และมาตรา 27 (5) ก็ไม่ได้ทำให้ขั้นตอนทั้งหมดจบลงทันทีที่เครื่องผ่านศุลกากร

ตรงกันข้าม

เมื่อเครื่องมาอยู่ที่หูของเราแล้ว

การเดินทางที่สำคัญกว่ากำลังเริ่มต้นขึ้น

ทำอย่างไรให้เราฟังสิ่งที่เราอยากฟังได้อย่างมีความสุขครับ

---

หมายเหตุ: ข้อมูลเกี่ยวกับการนำเข้าเครื่องมือแพทย์เพื่อใช้เฉพาะตัว หลักเกณฑ์ เอกสาร ขั้นตอนการยื่นคำขอ LPI รวมถึงภาษีและพิธีการศุลกากร อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามประกาศและแนวทางของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้สนใจควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดกับ อย. และกรมศุลกากรก่อนดำเนินการทุกครั้ง เนื้อหานี้จัดทำเพื่อให้ความรู้เบื้องต้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย

ท่านใดมีความรู้ด้านกฏหมายลองดูประกาศฉบับนี้แล้วบอกผมหน่อยว่าผมเข้าใจถูกต้องหรือไม่ ว่าตอนนี้เราสามารถสั่งซื้อเครื่องช่วย...
02/09/2026

ท่านใดมีความรู้ด้านกฏหมายลองดูประกาศฉบับนี้แล้วบอกผมหน่อยว่าผมเข้าใจถูกต้องหรือไม่ ว่าตอนนี้เราสามารถสั่งซื้อเครื่องช่วยฟังจากต่างประเทศได้ด้วยตนเองโดยที่ไม่จำเป็นต้องผ่านคนกลาง และไม่ต้องขออนุญาต ในกรณีที่นำมาใช้เองไม่ได้นำเข้ามาขาย

ถ้าเป็นอย่างนั้น เครื่องช่วยฟังที่ราคาห้าหมื่นบาท นี่เหลือเครื่องละหมื่นต้น ๆ เอง

HearLab - พร้อมให้บริการปรับเสียงและชี้เป้าครับ

#คนไทยใช้ของแพงเสมอโดยเฉพาะของจำเป็น

ผมได้ดูเนเน่ในการแสดง AGT แล้วรู้สึกว่า มันว้าวมากครับถ้าเราฟัง Black Hole Sun ของเนเน่ในฐานะคนฟังทั่วไป เราก็คงรู้สึกว่...
29/08/2026

ผมได้ดูเนเน่ในการแสดง AGT แล้วรู้สึกว่า มันว้าวมากครับ

ถ้าเราฟัง Black Hole Sun ของเนเน่ในฐานะคนฟังทั่วไป เราก็คงรู้สึกว่า เขาร้องดีมาก เสียงมีพลัง แล้วดนตรีโดยรวมก็ดีจัง

แต่ถ้าขออนุญาตเล่าในมุมของคนที่ทำงานด้านอะคูสติก และเคยเป็นนักดนตรีมาก่อน รวมถึงเรียนด้านดนตรีมา ผมรู้สึกว่าโชว์นี้มีอะไรให้เรา Appreciate มากกว่านั้นเยอะ

สิ่งแรกที่ผมสังเกตคือ มันไม่ได้มีแค่เรื่องเทคนิคการร้อง มันมีทั้งเรื่องอะคูสติก การออกเสียง ภาษา จังหวะ ฮาร์โมนี และที่สำคัญที่สุดคือ Taste
เพราะคำถามไม่ใช่เนเน่ร้องเพลงนี้ได้อย่างไร แต่เป็นเนเน่เลือกที่จะทำให้เพลงนี้ออกมาเป็นอย่างไร วันนี้เลยขออนุญาตนอกเรื่อง แล้วมาเล่าให้ฟังว่า มีเรื่องไหนบ้างที่เราควรต้องชื่นชมในความสามารถของเนเน่

อย่างเรื่องการออกเสียง

ถ้าเราฟังดี ๆ เนเน่ไม่ได้ร้อง Black Hole Sun แบบเพลงร็อกภาษาอังกฤษทั่วไปเลย เนเน่มีการออกแบบเสียงของตัวเอง

บางคำมีการปรับรูปของเสียงสระ เปลี่ยนรูปปาก เปลี่ยนตำแหน่งลิ้น และเปลี่ยนพื้นที่ในช่องปาก เพื่อให้ Resonance ของเสียงเปลี่ยนไป

บางช่วงมีความเป็นเสียงขึ้นจมูก หรือมีลักษณะคล้าย Twang ซึ่งทำให้สีของเสียงมันเปลี่ยนไป โดยเฉพาะบางคำอย่าง Summer Stretch
ฟังแล้วขนลุกเลย

เพราะมันไม่ใช่แค่การร้องโน้ตให้ถูก แต่เหมือนเขากำลังออกแบบว่า โน้ตนี้จะต้องมีหน้าตาเป็นอย่างไร

ตั้งแต่การเปลี่ยนรูปปาก เปลี่ยนตำแหน่งลิ้น เพื่อปรับเปลี่ยน Resonance แล้ว Spectrum ของเสียงก็เปลี่ยนตามไปด้วย

พูดง่าย ๆ คือ เนเน่กำลังควบคุม Acoustic Characteristic ของร่างกายตัวเอง เพื่อสร้าง Character ของเสียงที่ผมรู้สึกว่า มันโคตรเท่เลยครับ

อีกเรื่องที่ผมชอบมากคือเสียงแตก หรือ Distortion
เสียงของเนเน่มีความดิบ มีความร้อนแรง แต่มันไม่ได้เกิดจากการตะโกนสุดแรง มันคือ เทคนิคที่เจ๋งกว่านั้น

ในมุมของ Vocal Mechanism สิ่งที่เกิดขึ้นเกี่ยวข้องกับการควบคุม Airflow และแรงดันใต้เส้นเสียง รวมถึงการทำงานของบริเวณเหนือกล่องเสียง ทำให้เกิด Harmonic Content และ Texture บางอย่างขึ้นมา

ผลที่เราได้ยินจึงเป็นเสียงที่มีความแตก มีความหยาบ แต่ไม่ได้รู้สึกว่าเขากำลังบีบคอแล้วตะโกนออกมา นี่คือสิ่งที่ผมเรียกว่า Acoustic Efficiency
คือไม่ได้ใช้แรงแบบที่คนฟังรู้สึกว่า กำลังพยายามอย่างหนัก แต่กลับสร้าง Texture ที่ทรงพลังออกมาได้

นึกถึง Amy Winehouse

แล้วสิ่งที่สำคัญมากอีกอย่างคือ เนเน่รู้จัก เบา ไม่ได้รู้จักแต่ดัง

ถ้าเราฟังเพลงนี้จะเห็นว่า Dynamic Contrast มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด
มีช่วงที่เสียงสะอาด มีช่วงที่เติม Texture มีช่วงที่เสียงเริ่มแตก แล้วก็กลับมาใสอีกครั้ง สิ่งนี้ทำให้เพลงมี Movement

เพราะถ้าร้องด้วย Distortion หนัก ๆ ตลอดทั้งเพลง ต่อให้เสียงดีแค่ไหน สุดท้ายมันก็จะกลายเป็นเสียงเดียวกันไปหมด แต่การเอา Clean Voice มาสลับกับ Distortion มันทำให้เกิด Contrast

มองในเชิงอะคูสติก เนเน่กำลังเปลี่ยนทั้ง Spectral Content และ Dynamic Envelope ของเสียง

มองในเชิงดนตรี มันก็คือการสร้าง Tension และ Release
และผมว่ามันทำให้ Performance นี้มีมิติมากขึ้นมาก

อีกอย่างหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าน่าสนใจคือ Harmony

Chord Progression บางส่วนอาจไม่ได้ซับซ้อนแบบเพลงแจ๊ส แต่เวลาฟังเราจะรู้สึกว่า Harmony กับ Melody ของเพลงมันมีความหลอน ๆ อยู่

ซึ่งมันเกิดจากการที่ Harmony ที่กำลังเคลื่อนอยู่ด้านล่างเพื่อรองรับ Melody แต่ Melody ดันไม่ได้เดินตามแบบที่เราคาดไว้ตลอด

มันมีบางช่วงที่เสียงร้องไปอยู่ในตำแหน่ง Dissonant ทำให้เกิด Tension แล้วค่อยกลับมา Resolve กลับมาทีหลัง มันเลยเกิดความรู้สึกตึง ๆ
ที่ทั้งแปลก ทั้งหลอน แต่ในขณะเดียวกันก็สวยงาม ซึ่งผมเชื่อว่า เนเน่เข้าใจมันดีกว่าใคร

มีอีกเรื่องหนึ่งที่ผมคิดว่าหลายคนอาจไม่ได้สังเกต

คือเรื่องจังหวะ

โดยเฉพาะบางช่วงของเพลงที่มีการเล่นกับ Meter และการแบ่งจังหวะที่ไม่ได้ตรงกับความรู้สึกพื้นฐานแบบ 1-2-3-4 ที่เราคุ้นเคย

อย่างช่วงกีตาร์โซโล่ ถ้าเราลองนับตามดี ๆ จะรู้สึกว่าจังหวะมันเหมือนกำลังขัดกับความรู้สึกของเรา

นั่นเป็นเพราะว่ามันคือจังหวะ 9/4

คือต้องนับ 1 ถึง 9

ซึ่งไม่ง่ายนะครับ

เพราะในทาง Cognitive Function สมองกำลังประมวลผล Pattern ของจังหวะอยู่ตลอดเวลา

ยิ่งเป็นอะไรที่ฝืนธรรมชาติของการนับจังหวะที่เราคุ้นเคย มันยิ่งต้องใช้การประมวลผลมากขึ้น

แต่เนเน่สามารถอยู่กับความซับซ้อนตรงนั้นได้ โดยที่ Performance ที่ออกมากลับดูเป็นธรรมชาติมาก

คือถ้าไม่สังเกตจริง ๆ ก็แทบไม่รู้เลยว่า มันเป็น Odd Meter หรือจังหวะที่กำลังฝืนความรู้สึกพื้นฐานของเราอยู่

ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถเป็นศิลปิน

การเข้าใจ Emotional Architecture ของเพลง แล้วเอามันมาสร้างใหม่เป็น Character ของตัวเอง การที่สามารถเอาเพลงต้นฉบับมากางออก ทำความเข้าใจมัน แล้วประกอบกลับขึ้นมาใหม่ในแบบของตัวเอง จนคนจำได้ว่า

นี่มัน Black Hole Sun เวอร์ชั่นของ เนเน่
นี่ล่ะ คุณสมบัติของศิลปินที่แท้จริง

(ซึ่งตัวผมเองไม่เคยมี)

สุดท้ายแล้วการแสดงของเนเน่ในรอบนี้ทำให้ผมได้คำตอบให้กับตัวเองอยู่เรื่องหนึ่งคือ กูเรียนดนตรีมาเพื่ออะไร

หากเป้าหมายในการซื้อเครื่องช่วยฟังของคุณ คือการได้อุปกรณ์ชิ้นเล็กๆ หน้าตาทันสมัย มาเก็บไว้ในลิ้นชักข้างเตียงผมขอแสดงความ...
27/08/2026

หากเป้าหมายในการซื้อเครื่องช่วยฟังของคุณ คือการได้อุปกรณ์ชิ้นเล็กๆ หน้าตาทันสมัย มาเก็บไว้ในลิ้นชักข้างเตียง

ผมขอแสดงความยินดีด้วยครับ เพราะคุณมาถูกทางแล้ว

จากประสบการณ์ที่ผมได้เป็น เพื่อนร่วมทาง ร่วมเดินทางกับผู้รับบริการมาหลายปี นี่คือ 5 เคล็ดลับที่จะการันตีว่าคุณจะทนเสียงเครื่องช่วยฟังไม่ได้ และยอมแพ้ภายใน 2 สัปดาห์อย่างแน่นอน:

ใส่เฉพาะตอนจะออกจากบ้านเท่านั้น (ห้ามใส่ตอนอยู่บ้านเด็ดขาด!)

เมื่อได้เครื่องมา ให้เก็บไว้ในกล่องอย่างดี รอจนกว่าจะมีงานเลี้ยง งานแต่งงาน หรืองานรวมญาติเสียงดังๆ แล้วค่อยหยิบมาใส่

วิธีนี้รับประกันผลได้ยอดเยี่ยม เพราะสมองของคุณที่คุ้นชินกับความเงียบมานานหลายปี จะต้องเจอกับคลื่นเสียงรบกวนมหาศาลถาโถมเข้ามาพร้อมกันในคราวเดียว
สมองจะเกิดอาการช็อกและล้าอย่างรุนแรง จนคุณต้องรีบถอดเก็บแทบไม่ทัน

ความจริงคือ: สมองต้องการการปรับตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป เริ่มจากใส่ในบ้านวันละ 2–4 ชั่วโมง เพื่อให้สมองค่อยๆ จำเสียงพัดลม เสียงก้าวเดิน และเสียงจานชามให้ได้เสียก่อน

ตัดสินประสิทธิภาพของเครื่องด้วย เสียงทีวี ในวันแรก

ทันทีที่กลับถึงบ้าน ให้เปิดโทรทัศน์ฟังข่าวทันที ถ้ายังฟังผู้ประกาศข่าวพูดไม่รู้เรื่อง ให้สรุปทันทีว่าเครื่องนี้ใช้งานไม่ได้ผล
ความจริงคือ: เสียงจากโทรทัศน์คือ บททดสอบสุดหิน ลำโพงทีวีส่วนใหญ่หันเข้าผนัง เสียงจึงสะท้อนไปมาก่อนจะเข้าหู แถมสัญญาณเสียงยังผ่านการบีบอัดแบบดิจิทัล
การฟังทีวีจึงยากกว่าการพูดคุยกับคนตรงหน้าแบบเห็นริมฝีปากหลายเท่าตัวครับ

เก็บเป็นความลับขั้นสุดยอด อย่าบอกใครว่าเราใส่เครื่อง

พยายามซ่อนเครื่องช่วยฟังไว้ใต้ผม อย่าบอกเพื่อนร่วมงาน และอย่าบอกคนในครอบครัว
เมื่อไม่มีใครรู้ ทุกคนก็จะยังคงตะโกนคุยกับคุณจากในครัว พูดเร็วเป็นจรวด หรือพูดพึมพำขณะเดินหันหลังให้
แล้วเมื่อคุณฟังไม่ทัน... คุณก็จะได้โทษเครื่องช่วยฟังอย่างสบายใจ

ความจริงคือ: การได้ยินที่ดีคือ ความร่วมมือ 4 ประสาน (หู + สมอง + เครื่องมือ + คนรอบข้าง) การบอกคนอื่นว่าเรากำลังปรับตัว จะช่วยให้คู่สนทนาช่วยหันหน้ามาคุยและพูดด้วยจังหวะที่ชัดเจนขึ้น

คาดหวังว่าเครื่องช่วยฟังจะทำงานเหมือน แว่นตา
คิดไว้เสมอว่า ทันทีที่ใส่เครื่องเข้าไป โลกแห่งเสียงจะต้องใสปิ๊ง คมชัด 100% เหมือนคนอายุยี่สิบโดยไม่ต้องฝึกฝนอะไรเลย

ความจริงคือ: หูทำหน้าที่รับคลื่นเสียง แต่สมองคือผู้แปลความหมาย
แว่นตาแก้ปัญหาหักเหแสงที่ดวงตาได้ทันที แต่ระบบประสาทการได้ยินที่ขาดการกระตุ้นมานาน ต้องใช้เวลาฟื้นฟูเครือข่ายเซลล์ประสาท เฉลี่ย 6–12 สัปดาห์ เหมือนการเริ่มเข้ายิมยกเวทวันแรก

มีเสียงก้อง เสียงสะท้อน หรือเจ็บหู... ให้ทนเงียบๆ คนเดียว

ถ้าใส่แล้วรู้สึกว่าเสียงตัวเองก้องเหมือนพูดอยู่ในโอ่ง หรือใส่แล้วเจ็บช่องหู อย่าติดต่อผู้เชี่ยวชาญเด็ดขาด ให้ทนจนหงุดหงิดแล้วถอดทิ้งไปเลย

ความจริงคือ: เครื่องช่วยฟังไม่ใช่สินค้าสำเร็จรูปที่ซื้อแล้วจบ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทาง
อาการเสียงก้องหรือความรู้สึกไม่สบายหู สามารถแก้ไขได้ด้วยการปรับช่องระบายอากาศ หรือปรับแต่งย่านความถี่ ร่วมกับ เพื่อนร่วมทาง ของคุณ

การฟื้นฟูการได้ยินไม่ใช่เรื่องของการทนทรมาน
และเครื่องช่วยฟังก็ไม่สมควรต้องไปจบชีวิตอยู่ในลิ้นชัก

หากคุณกำลังรู้สึกว่าการปรับตัวเป็นเรื่องยาก... โปรดอย่าลืมว่า เราสามารถปรับเครื่องช่วยฟังแทนได้

HearLab - รับปรับ ไม่จำกัดยี่ห้อ

รอเครื่องช่วยฟัง 7 ปี เมื่อวานนี้ผมได้คุยกับน้องคนหนึ่ง แล้วก็ได้อัปเดตเรื่องหนึ่งว่า สมัยนี้บางที่ คนที่จะรับเครื่องช่ว...
27/08/2026

รอเครื่องช่วยฟัง 7 ปี

เมื่อวานนี้ผมได้คุยกับน้องคนหนึ่ง แล้วก็ได้อัปเดตเรื่องหนึ่งว่า สมัยนี้บางที่ คนที่จะรับเครื่องช่วยฟังเขารอคิวกัน 7 ปีเลย

คือโรงพยาบาลสามารถให้เครื่องช่วยฟังได้ปีละประมาณ 100 เครื่อง แต่ตอนนี้มีคนรออยู่ 700 กว่าคน

ถ้าเป็นคิวที่ 700 กว่า ก็แปลว่า จริง ๆ แล้วอาจจะ 7 ปี หรือบางที 8 ปีด้วยซ้ำ

ผมก็เลยสงสัยว่า

หรือจริง ๆ แล้วมันเป็นเรื่องที่โอเค?

เพราะมีการศึกษาทางวิชาการที่พูดกันว่า คนที่มีปัญหาการได้ยิน กว่าจะตัดสินใจเริ่มใส่เครื่องช่วยฟัง มันใช้เวลาประมาณ 7 ปี

งั้นก็อาจจะเป็นว่า

โอเค รู้แล้วว่ามีปัญหา ก็ให้รอทำใจไปก่อน

ครบ 7 ปีเมื่อไหร่ นี่ไง ได้เครื่องพอดีเลย

นี่เหรอ?

แต่ผมก็สงสัยว่าจริง ๆ แล้วเรื่องนี้มันเป็นปัญหาหรือเปล่า?

แล้วถ้ามันเป็นปัญหา ตอนนี้ใครกำลังแก้ปัญหานี้อยู่?

ก่อนอื่นผมขอออกตัวก่อนว่า สิ่งที่ผมเขียนต่อไปนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของคนนอกคนหนึ่งเท่านั้น



ถ้าเราอยากรู้ว่าทำไมมันถึงเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ผมคิดว่าเราต้องย้อนกลับไปดูตั้งแต่กฎระเบียบในการจ่ายเครื่องช่วยฟัง สำหรับคนที่ใช้สิทธิ์ผู้พิการก่อน

#ปัญหาอาจเริ่มตั้งแต่ระบบถูกออกแบบมา

ถ้าเราไปดูระเบียบ เราจะเห็นว่ามีข้อกำหนดอยู่เยอะมาก

ซึ่งผมเข้าใจนะครับว่าทำไมถึงต้องมีก็เพื่อให้แน่ใจว่าคนที่ได้รับเครื่องไป

มีความจำเป็นจริง

ได้เครื่องแล้วได้ประโยชน์จริง

แล้วก็เพื่อป้องกันการทุจริต

ตั้งแต่คุณหมอหูคอจมูกต้องตรวจช่องหูว่าเรียบร้อยดีไหม

ไปตรวจการได้ยิน

ให้แน่ใจว่ามีการสูญเสียการได้ยินจริง

จากนั้นก็ไปขึ้นทะเบียนเป็นผู้พิการ

แล้วกลับมาที่โรงพยาบาลอีกครั้ง เพื่อขอรับเครื่องช่วยฟัง

อันนี้ผมมองว่าเป็นปัญหาในส่วนของกฎระเบียบที่ค่อนข้างซับซ้อน

แต่ปัญหาที่ตามมาก็คือ

กฎระเบียบที่ซับซ้อนเหล่านี้ มันเพิ่มงานให้กับคนที่มีหน้าที่ต้องทำเรื่องเหล่านี้ด้วย

เพราะคนทำงานเขาก็ต้องทำตามทุกข้อ ถ้าทำไม่ครบ เวลาหน่วยงานที่จ่ายเงินกลับมาตรวจสอบ คนที่รับผิดชอบก็ซวยอีก

ลองนึกภาพกระบวนการจริง ๆ ดูนะครับ

คนหนึ่งคนจะได้เครื่องช่วยฟัง

ต้องไปหาหมอหนึ่งครั้ง

ตรวจการได้ยิน

บางคนอาจตรวจได้ในวันนั้นเลย

จากนั้นไปขึ้นทะเบียนผู้พิการ

แล้วกลับมาที่โรงพยาบาลอีก เพื่อทดลองเครื่องหลาย ๆ แบบ

จากนั้นก็ต้องมีการวัดอะไรบางอย่างที่เป็น Objective Measurement จะเป็น REM หรือวิธีไหนก็ว่ากันไปตามข้อกำหนด

แค่นี้ก็ใช้เวลาของทั้งหมอ ทั้งนักแก้ไขการได้ยินไปแล้ว

รวม ๆ กันก็น่าจะครึ่งวันสำหรับคนหนึ่งคน

แต่ยังไม่จบ

พอกลับมารับเครื่องอีกครั้ง ก็ต้องมีการปรับเครื่อง ประเมินผล

แล้วก็มาติดตามผลอีก 1 ครั้ง 2 ครั้ง 3 ครั้ง 4 ครั้ง แล้วแต่ข้อกำหนด

เพราะทุกอย่างต้องมีข้อมูลลงระบบให้ครบ

ลองรวมเวลาทั้งหมดดู

คนหนึ่งคนอาจใช้เวลาของโรงพยาบาลประมาณ 4 ครึ่งวัน หรือประมาณ 2 วันเต็ม ๆ

ทีนี้ลองเอาไปหารกับจำนวนวันทำงานของโรงพยาบาล

ผมว่าตัวเลข 100 เครื่องต่อปีก็เริ่ม Make Sense ขึ้นมา

เพราะถ้ากระบวนการมันต้องใช้คนและใช้เวลาขนาดนี้

มันก็ทำมากกว่านั้นได้ยาก

#แล้วถ้าคนที่ต้องการมีเป็นพันคนล่ะ?

ผมยกตัวอย่างจังหวัดนนทบุรีที่ผมอยู่

ประชากรเป็นล้านคน

คนที่มีปัญหาการได้ยินจริง ๆ น่าจะเป็นหมื่น

คนที่ต้องใช้เครื่องช่วยฟังก็มีจำนวนไม่น้อย

แล้วตอนนี้คนที่อยู่ในคิวก็หลายร้อยคน

แต่ทั้งจังหวัด ศูนย์บริการที่สามารถให้บริการเรื่องเครื่องช่วยฟังได้จริง ๆ มีอยู่ที่เดียว

และมีนักแก้ไขการได้ยินอยู่คนเดียว

ทีนี้ถ้าเขาต้องรับผิดชอบคนที่มีปัญหาการได้ยินทั้งหมดทั้งจังหวัด ก็เลือกเอาว่า ไม่ทำช้า ก็ทำจนตายแน่ ๆ

ถูกไหมครับ

ผมเข้าใจคนทำงานนะ

ถ้ากฎระเบียบมันเป็นแบบนั้น ใครจะอยากทำ

เพราะคุณก็ต้องทำตามทุกอย่าง

งานก็เยอะ

คนก็เยอะ

ทรัพยากรก็มีเท่าเดิม

และสุดท้ายคุณยังต้องเป็นคนรับผิดชอบด้วย

ผมก็เข้าใจคนที่รอ

ผมเข้าใจบริษัทต่าง ๆ ที่อยากเข้าไปช่วย

สิ่งเดียวที่ผมไม่ค่อยเข้าใจคือ

กฎระเบียบที่ดูเหมือนจะออกมาโดยไม่ได้คำนึงถึงความต้องการที่มี และ ทรัพยากรที่ต้องใช้ 

#มันน่าจะมีวิธีแก้มากมาย

ถ้าสิ่งนี้เป็นปัญหา ผมเชื่อว่ามันมีวิธีแก้และบางวิธีน่าจะทำได้แทบจะทันทีด้วยซ้ำ

ยกตัวอย่าง

ทำไมทุกอย่างต้องเกิดขึ้นในโรงพยาบาล?

ทำไมทุกอย่างต้องให้นักแก้ไขการได้ยินในโรงพยาบาลเป็นคนทำทั้งหมด?

ถ้าลองแยกหน้าที่ดู

หน้าที่ของหมอกับนักแก้ไขการได้ยินจริง ๆ คืออะไร?

ถ้าไม่ใช่การรักษาโรค ก็คือทำให้แน่ใจว่า คนคนนี้ไม่มีโรคอะไรที่สามารถรักษาได้

ถ้าตรวจแล้วพบว่าไม่มีอะไรที่รักษาได้

และสรุปแล้วว่าเป็นการสูญเสียการได้ยินที่ต้องฟื้นฟูด้วยเครื่องช่วยฟัง

ตรงนั้นผมคิดว่าหน้าที่หลัก ๆ ของโรงพยาบาลมันจบแล้ว

(นอกจากทรัพยากรเหลือนะ ถ้าไม่เหลือมันจบแล้วจริงๆตรงนี้)

ส่วนการใส่เครื่องช่วยฟัง

การทดลอง

การปรับ

การติดตาม

ทำไมต้องให้โรงพยาบาลทำทุกอย่าง?

คนอื่นทำไม่ได้เหรอ?

#ลองเปลี่ยนวิธีคิดดู

สมมติว่าผมตื่นขึ้นมาแล้วไม่ได้ยิน

ผมไปโรงพยาบาล

โอเค หาหมอ

หมอก็ให้ไปตรวจการได้ยิน

ตรวจเสร็จ อาจจะนัดผมมาอีกรอบก็ได้

ตรวจซ้ำ เพื่อให้แน่ใจว่าการได้ยินมันเป็นแบบนั้นจริง ๆ

และแน่ใจว่าไม่ได้มีอะไรที่รักษาได้

พอตรวจเสร็จ สรุปว่า

โอเค ผมเป็นคนที่สูญเสียการได้ยิน เพราะประสาทหูเสื่อม รักษาไม่ได้แล้ว และต้องฟื้นฟูด้วยเครื่องช่วยฟัง

สิ่งที่โรงพยาบาลต้องเอาให้ผมในวันนั้น อาจจะเป็นแค่ Voucher ใบหนึ่ง

หรือจะเป็นรหัสอะไรก็ได้

ผมถือมันออกจากโรงพยาบาลไป

แล้วผมจะไปบริษัทไหน

หรือไปศูนย์การได้ยินที่ไหน

อันนั้นเป็นเรื่องของผม

โรงพยาบาลไม่ต้องทำอะไรต่อแล้ว

Voucher ใบนี้เอาไปแลกเป็นเงินไม่ได้

แต่มันใช้สำหรับไปรับบริการจากผู้ให้บริการที่ลงทะเบียนไว้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ร้านหรือศูนย์นั้นก็ทำหน้าที่ของเขา

ทดลองเครื่อง

เลือกเครื่อง

ปรับเครื่อง

ใส่เครื่องให้ผม

ติดตามผม

พอให้บริการเสร็จ ผู้ให้บริการก็เอา Voucher หรือรหัสนี้ไปยื่นกับหน่วยงานเพื่อเปลี่ยนเป็นเงิน

จบ

#แล้วถ้ากลัวว่าร้านจะบริการชุ่ยล่ะ

ผมว่าคำถามนี้น่าสนใจ

ถ้ากลัวว่าร้านบริการไม่ดี จะทำยังไง?

ผมอาจจะทำได้แค่ร้องเรียนในครั้งแรก

แต่สิ่งหนึ่งที่ผมทำได้แน่นอนคือ

ครั้งหน้าผมไม่ไปร้านเดิม

เท่ากับว่าแต่ละที่ที่ให้บริการ ต้องแข่งขันกันด้วยคุณภาพ

คุณภาพของบริการ

คุณภาพของการปรับเครื่อง

คุณภาพของอุปกรณ์

คุณภาพของการดูแลหลังการขาย

ช่วง 3 ปีแรกมันอาจจะเละเทะหน่อยก็ได้

แต่ผมมั่นใจว่าอีก 3 ปีถัดมา

ที่ไหนที่ทำดีมา ที่นั่นก็จะมีคนเลือก

มียอดขาย

มีรายได้

มีกำไร

ในขณะที่ที่ไหนทำแบบชุ่ย ๆ  ก็คงต้องหาวิธีอื่นในการทำธุรกิจ เพราะถ้าไม่มียอดขายซ้ำซะอย่างมันก็คงไปต่อได้ลำบาก 

เพราะสุดท้ายกลไกการตลาดมันจะจัดการของมันเอง

ที่ไหนคนน้อยร้านก็ปิดไป จังหวัดไหนคนเยอะเดี๋ยวร้านเค้าก็ไปเปิดให้บริการเอง 

#และโรงพยาบาลก็ไม่ต้องแบกทุกอย่าง

สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับผมคือ

โรงพยาบาลก็จะไม่ได้มีภาระอะไรที่ไม่จำเป็น
และได้ให้เวลากับงานที่ตรงกับหน้าที่ของเค้าจริงๆ

ปล. นักแก้ไขการได้ยิน สามารถประเมิน ความคุ้มค่าของงบประมาณได้ทุกครั้งที่ใจต้องการ
ด้วยการกดดู Datalog ท่านจะรู้ทันทึว่า อุปกร์ถูกใช้วันละกี่ชั่วโมง ใช้ที่ไหน ใช้ยังไง

หน่วยงานก็ทำหน้าที่กำหนดมาตรฐานและตรวจสอบ

ส่วนคนที่มีหน้าที่ให้บริการเครื่องช่วยฟัง ก็ทำหน้าที่ให้บริการ

การตรวจสอบคุณภาพก็ให้มันเป็นไปตามกลไกตลาด 

เพราะปัจจุบัน คนที่ต้องรับภาระทุกอย่างคือคนโรงพยาบาล

ทั้งทำงาน

ทั้งเก็บข้อมูล

ทั้งต้องทำตามกฎ

ทั้งต้องถูกตรวจสอบ

แล้วลองคิดดูนะครับ

ถ้าคุณเป็นคนทำงานในโรงพยาบาล

คุณต้องทำงานเพิ่มขึ้นเยอะมาก

แต่เงินเดือนก็ไม่ได้เพิ่มตามจำนวนงาน
เพราะว่าถ้ามันเพิ่ม มันจะเริ่มดูทะแม่ง ๆ ละ 

เชื่อว่าวิธีแก้ปัญหามันมี ไม่จำกัด 

แต่ก่อนอื่นเลย ต้องเห็นว่า การที่มีคนที่ยังเข้าไม่ถึงมันเป็นปัญหาเสียก่อน 

7 ปีของคนหนึ่งคน มันมีราคาเท่าไหร่?

ผมรู้สึกว่าเรื่องนี้มันตลกดีนะครับ

คนต้องรอเครื่องช่วยฟัง 7 ปี

นี่ขนาดเป็นเครื่องมือแพทย์ที่น่าจะง่ายที่สุดแล้ว

มีอยู่แค่ไมโครโฟน ลำโพง เครื่อง กับถ่าน

มันยากขนาดนี้เลยเหรอนี่

7 ปีที่ไม่ได้ยิน

7 ปีที่พลาดโอกาสบางอย่างไป

มันราคาเท่าไหร่กันแน่ 



แต่ถ้าการรอเครื่องช่วยฟัง 7 ปีเป็นปัญหา
เชื่อว่ามันน่าจะมีอะไรที่สามารถทำได้ 

ไม่ใช่เพื่อให้ใครทำงานน้อยลง

ไม่ใช่เพื่อให้ใครได้เงินมากขึ้น

แต่เพื่อให้คนคนหนึ่งได้ใช้สิทธิอันพึงได้รับ 
ในเวลาที่เขายังต้องการมัน

สวัสดี

“ช่างมันเถอะ ไม่มีอะไรหรอก”ลองนึกภาพว่าคุณกำลังนั่งร่วมโต๊ะอาหารกับครอบครัวที่มีแต่เสียงหัวเราะทุกคนกำลังคุยเรื่องที่สนุ...
27/08/2026

“ช่างมันเถอะ ไม่มีอะไรหรอก”

ลองนึกภาพว่าคุณกำลังนั่งร่วมโต๊ะอาหารกับครอบครัวที่มีแต่เสียงหัวเราะ

ทุกคนกำลังคุยเรื่องที่สนุกสนาน ทุกคนยิ้มแย้ม
คุณพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะอ่านริมฝีปาก พยายามจับคำศัพท์ที่ขาดหายไป แต่ก็ตามไม่ทัน

เมื่อคุณเอ่ยปากถามว่า "เมื่อกี้คุยอะไรกันเหรอ?"

แล้วได้รับคำตอบกลับมาสั้นๆ ว่า
"ช่างมันเถอะพ่อ เรื่องไม่สำคัญหรอก"

ในวินาทีนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่การพลาดบทสนทนา แต่มันคือความรู้สึกที่ว่า เราไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของตรงนี้อีกต่อไปแล้ว

หลายคนอาจไม่เคยรู้ว่า ผู้ที่มีปัญหาการได้ยินไม่ได้แค่ การไม่ค่อยได้ยิน

แต่สมองของพวกเขากำลังทำงานหนักเหมือนวิ่งมาราธอนตลอดทั้งวัน (Listening Effort)

การนั่งฟังบทสนทนาเพียง 1 ชั่วโมงสำหรับคนที่การได้ยินลดลง สมองต้องดึงพลังงานทั้งหมดมาใช้กับการถอดรหัสเสียง เดาคำศัพท์ และปะติดปะต่อบริบท

เมื่อกลับถึงบ้าน หรือหลังมื้ออาหาร พวกเขาจึงมักหมดพลัง อ่อนล้า และเลือกที่จะเดินเลี่ยงไปนั่งเงียบๆ ในมุมของตัวเอง ซึ่งบ่อยครั้ง คนในครอบครัวมักเข้าใจผิดว่า ไม่อยากคุย หรือ ไม่ได้สังเกตเลยด้วยซ้ำ

3 สิ่งเล็กๆ ที่คนในบ้านสามารถช่วยเป็น "Co-pilot" ดูแลกันและกันได้:

1. เรียกชื่อหรือสะกิดเบาๆ ก่อนเริ่มพูดเสมอ
เพื่อให้สมองของท่านมีเวลา "สลับโหมด" มารอรับสัญญาณเสียง

การพูดขึ้นมาลอยๆ จากห้องครัวหรือขณะหันหลังให้ คือโจทย์ที่แทบจะเป็นไปไม่ได้สำหรับระบบการได้ยิน

2. เปลี่ยนจากการ "ตะโกน" เป็นการ "ขยับเข้าไปใกล้ขึ้น"

เสียงที่ดังเกินไปมักทำให้คลื่นเสียงแตกพร่าและฟังดูเหมือนการใช้อารมณ์

การเดินเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด แล้วพูดด้วยจังหวะที่ช้าลงและชัดถ้อยชัดคำ จะช่วยให้สมองเข้าใจคำพูดได้ดีกว่าการตะโกนหลายเท่าตัวครับ

3. อย่าปล่อยให้มีคำว่า "ช่างมันเถอะ"

หากท่านถามซ้ำ ลองเปลี่ยนคำอธิบายด้วยคำศัพท์ใหม่ที่เข้าใจง่ายขึ้น หรือสรุปสั้นๆ ให้ฟัง เพื่อให้ท่านรู้สึกว่าเรายังอยากแบ่งปันเรื่องราวและมีท่านอยู่ในวงสนทนาเสมอ

เพราะการที่ถูกถามซ้ำหมายถึง สิ่งที่คุณพูดกัน
มันยังสำคัญอยู่ 

การฟื้นฟูการได้ยิน ไม่ได้จบลงที่ตัวเครื่องช่วยฟัง แต่อยู่ที่การสร้างพื้นที่ปลอดภัยและความเข้าใจของคนรอบตัว

และการได้คุยกับคนรอบตัว...ก็น่าจะเป็นเหตุผลที่เราใช้เครื่องช่วยฟัง…ตั้งแต่แรก

⁠ #เครื่องช่วยฟัง

ที่อยู่

35 ติวานนท์ 22
Nonthaburi
11000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ HearLab - เครื่องช่วยฟังยิ้มผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์