14/09/2026
ผมเคยอยากทำให้เครื่องช่วยฟังมีราคาถูกลงแบบที่ใครก็สามารถมีได้ เพราะการสูญเสียการได้ยินไม่เห็นจำเป็นต้องเป็นความพิการเลย แค่ทำให้กลับมาได้ยิน มันก็น่าจะจบเรื่อง
ในขณะผมกลับมองว่า ระยะเวลาที่ไม่ได้ยิน ต่างหากที่น่ากลัว เพราะถ้ามันนานมากพอ เราอาจเริ่มเห็นความพิการอีกชนิดหนึ่งที่ผมขอเรียกว่า พิการทางความหวัง ที่ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า ระหว่างสองอย่างนี้ อันไหนแย่กว่ากัน
10 ปีที่แล้ว คนที่จะใช้สิทธิเบิกเครื่องช่วยฟังต้องรอนาน 3 ปี มาถึงวันนี้ รอ 7 ปี ก็มีให้เห็นเหมือนกัน ก่อนหน้านี้ผมเคยเล่าให้ฟังว่า ระยะเวลาที่ต้องรอนั้นมันมาจากความล้มเหลวเชิงระบบ ที่ออกแบบกระบวนการมาให้คนที่ต้องใช้ก็รอนาน คนทำงานก็ลำบากแบบไม่ได้อะไร คนขายก็สงสัยว่าทำไม ไม่มีใครได้อะไรสักคน
วันนี้ผมขอเล่าในภาพที่ใหญ่ขึ้นอีกนิดว่า ทำไมเครื่องช่วยฟังถึงราคาแพง หรือจริง ๆ แล้ว คำถามที่น่าสนใจกว่าอาจเป็น ทำไมมันถึงถูกไม่ได้
มันมีอยู่ 2 เรื่องใหญ่
เรื่องแรก คือโครงสร้างของตลาด
ตลาดเครื่องช่วยฟังทั่วโลกไม่ได้มีผู้เล่นอิสระจำนวนมากอย่างที่เรามองเห็นจากชื่อแบรนด์บนชั้นวาง แบรนด์ที่เราคุ้นชื่ออย่าง Phonak, Oticon, Signia, Rexton, ReSound หรือ Widex จริง ๆ แล้วส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นบริษัทที่แยกขาดจากกัน แต่เป็นแบรนด์ที่อยู่ภายใต้บริษัทแม่เพียงไม่กี่กลุ่ม
กลุ่มใหญ่ที่ครองตลาดโลกมีอยู่ประมาณ 5–6 บริษัท และมีสัดส่วนรวมกันมากกว่า 90% ของตลาดเครื่องช่วยฟังทั่วโลก ดังนั้น สิ่งที่เรามองเห็นว่าเป็นทางเลือกหลายสิบแบรนด์ บางครั้งอาจเป็นเพียงทางเลือกหลายชื่อภายใต้เจ้าของไม่กี่ราย นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ตลาดแบบนี้สามารถรักษาระดับราคาไว้ได้ค่อนข้างสูง เพราะการแข่งขันจริง ๆ อาจไม่ได้มากเท่ากับที่เรารู้สึกจากจำนวนแบรนด์
การบอกว่าราคาที่แพงนั้นมาจากต้นทุนการวิจัยและพัฒนานั้นก็ฟังดูมีเหตุผล แต่ตัวเลขกำไรของบริษัทขนาดใหญ่เองก็สะท้อนภาพนี้อยู่พอสมควร บริษัทผู้ผลิตรายใหญ่มี Gross Margin อยู่ประมาณ 70–80% และ EBIT Margin ประมาณ 25% ขณะที่ในสหรัฐฯ เครื่องช่วยฟังคู่หนึ่งมีราคาขายเฉลี่ยประมาณ 4,700–4,800 ดอลลาร์ ซึ่งสำหรับหลายครอบครัวถือเป็นรายจ่ายก้อนใหญ่อันดับ 3 รองจากการซื้อบ้านและรถยนต์
ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ ราคาของเทคโนโลยีเดียวกันในแต่ละระบบกลับต่างกันมาก ในอังกฤษ ระบบ NHS สามารถจัดซื้อเครื่องช่วยฟังแบบเดียวกันได้ในราคาประมาณ 68 ดอลลาร์ เทคโนโลยีไม่ได้ต่างกัน แต่ราคาที่คนจ่ายกลับต่างกันหลายเท่า แม้แต่คลินิกเองก็ไม่ได้ซื้อของในราคาเดียวกันทั้งหมด คลินิกอิสระบางแห่งอาจต้องซื้อเครื่องช่วยฟังในราคาสูงกว่าร้านขนาดใหญ่ที่มีปริมาณการซื้อสูงอย่าง Costco ถึง 3–5 เท่า
อีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้เรามองราคาไม่ออก คือการรวมหลายอย่างเข้าไว้ด้วยกัน เครื่องช่วยฟัง การบริการ การตรวจ การปรับจูน และบริการทางคลินิก ถูกนำมารวมเป็นแพ็กเกจเดียวกันมานาน ทำให้เราไม่รู้จริง ๆ ว่าเงินที่จ่ายไปนั้นเป็นค่าเครื่องเท่าไร และเป็นค่าบริการเท่าไร ทั้งหมดนี้ทำให้โครงสร้างของตลาดมีความสำคัญมากกว่าที่เราคิด
เรื่องที่สอง คือกำแพงกันเด็กใหม่
ผมว่าเรื่องนี้น่าสนใจกว่า เพราะสิ่งที่ทำให้ตลาดแบบนี้อยู่ได้ ไม่ได้มีแค่การที่ผู้เล่นรายใหญ่มีจำนวนไม่กี่ราย แต่มันคือการสร้างกำแพงกันเด็กใหม่
เริ่มต้นตั้งแต่สิทธิบัตร เทคโนโลยีสำคัญจำนวนมากถูกรวมอยู่ในกลุ่มสิทธิบัตรกลางของอุตสาหกรรมอย่าง Hearing Instrument Manufacturers Patent Partnership หรือ HIMPP ซึ่งครอบคลุมสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีเครื่องช่วยฟังไว้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นส่วนประกอบหลักอย่างชิป ซึ่งรวมถึงวิธีการเข้ารหัสจากอนาล็อกเป็นดิจิทัล หรือแม้กระทั่งรูระบายอากาศก็ยังมีสิทธิบัตร
(ไว้มีโอกาสจะมาเล่าเหตุการณ์เมื่อปี 1988 ของ 3M ที่เป็นจุดเริ่มต้นของกำแพงสิทธิบัตรนี้ให้ฟัง)
แต่สำหรับผู้เล่นหน้าใหม่ การเข้ามาแข่งขันจึงไม่ได้ง่ายเหมือนการคิดค้นสินค้าใหม่แล้วเอาออกมาขาย เพราะมีต้นทุนของการเข้าถึงเทคโนโลยีเดิมอยู่ด้วย เอาแบบเข้าใจง่าย ๆ ถ้าวันนี้ผมต้องการจะสร้างเครื่องช่วยฟังขึ้นมา ต่อให้เป็นเครื่องแบบโง่ ๆ แต่ถ้ามันมีไมโครโฟน วงจรขยายเสียง และลำโพง ผมต้องจ่ายเฉพาะค่าธรรมเนียมประมาณ 90 ล้านบาท เพื่อเข้าถึงสิทธิบัตรที่จำเป็นบางส่วน และได้เป็นเครือข่ายอย่างชอบธรรม เพราะว่า HIMPP ยังมีบทบาทในการติดตามและคัดค้านสิทธิบัตรของผู้เล่นที่อยู่นอกเครือข่ายด้วย
(ปล. เค้าบอกว่าเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมในการเข้าถึงเทคโนโลยี เลยทำแบบบุฟเฟ่... พ่อง!)
พูดง่าย ๆ คือ คนที่อยู่ในตลาดไม่ได้เพียงแค่แข่งกันขายสินค้า แต่ยังสามารถสร้างกำแพงไม่ให้คนใหม่เข้ามาแข่งได้ง่าย ๆ และถ้ามีเทคโนโลยีใหม่เกิดขึ้นจากบริษัทเล็ก ๆ ที่อาจเข้ามาเปลี่ยนตลาด ก็มีอีกวิธีหนึ่งที่อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ใช้กัน คือซื้อบริษัทนั้น หรือซื้อเทคโนโลยีนั้นไปเสียก่อน มีตัวอย่างบริษัทและเทคโนโลยีอย่าง SoundID, SoundHawk, iHear Medical, Acouva และธุรกิจผู้บริโภคของ Sennheiser ที่ถูกเข้าซื้อหรือถูกดูดรวมเข้าไปอยู่ในบริษัทขนาดใหญ่
มันไม่ได้แปลว่าทุกการซื้อกิจการมีเจตนาร้าย แต่ในมุมของโครงสร้างตลาด การซื้อคู่แข่งที่อาจกลายเป็นภัยคุกคามในอนาคต ย่อมเป็นอีกหนึ่งวิธีในการลดการแข่งขัน
นอกจากนั้นยังมีเรื่องโครงสร้างเบื้องหลังในต่างประเทศที่บันเทิงเข้าไปอีกเพราะไม่ได้จบแค่เรื่องโรงงาน มันลงไปถึงช่องทางที่พาคนไข้ไปหาเครื่องช่วยฟังด้วย
บริษัทขนาดใหญ่บางแห่งไม่ได้เป็นแค่ผู้ผลิต แต่เข้าไปถือครองบริษัทที่ทำหน้าที่จัดการสิทธิประโยชน์ด้านการได้ยินให้กับบริษัทประกันด้วย อย่าง TruHearing และ Hearing Care Solutions ซึ่งอยู่ภายใต้ WS Audiology หรือ Epic Hearing Healthcare ที่ในอดีตอยู่ภายใต้ Sonova และต่อมาพัฒนาไปเป็น UnitedHealthcare Hearing
ตรงนี้ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า Closed Loop:
คนหนึ่งจ่ายเงินให้บริษัทประกัน
บริษัทประกันส่งต่อไปยังระบบผู้ให้บริการ
ระบบผู้ให้บริการอยู่ในเครือหรือมีความสัมพันธ์ทางการเงินกับผู้ผลิต
และสุดท้ายเครื่องช่วยฟังที่ถูกขายก็กลับไปอยู่ในระบบเดียวกัน
คนที่อยู่ปลายทางอาจมองเห็นเพียงว่า กำลังได้รับบริการจากคลินิกแห่งหนึ่ง แต่ในระดับโครงสร้าง บริษัทที่จัดการสิทธิ บริษัทที่จัดเครือข่าย และบริษัทที่ผลิตเครื่องช่วยฟัง อาจเป็นบริษัทเดียวกัน หรือมีความสัมพันธ์กันมากกว่าที่คนทั่วไปจะรู้ นี่จึงเป็นเรื่องของ Conflict of Interest ที่ผู้บริโภคอย่างเรามองไม่เห็น
เรื่องทั้งหมดนี้ไม่ได้แปลว่าเครื่องช่วยฟังไม่มีต้นทุน หรือบริษัทไม่ควรมีความสามารถในการทำกำไร และผมก็ไม่ได้คิดว่าการที่บริษัทมีกำไรสูงนั้นเป็นเรื่องไม่ดี แต่เราเองคงต้องพอเสียทีกับการอยากเห็นของดีราคาถูก