เส้นทาง เว็บไซต์

Doctor Move Optimize Performance, Extend Longevity
(1)

29/10/2026

วิทยาศาสตร์ ไม่ได้เป็นคนคิดค้นหลักการออกกำลังกาย

สิ่งที่เกิดขึ้นคือคนรุ่นก่อนในยิมลองผิดลองถูกกันมาเป็นสิบๆ ปี ซ้อมจนรู้ว่าแบบไหนตัวใหญ่ แข็งแรง หรือแบบไหนทำแล้วพัง

วิทยาศาสตร์เดินตามหลัง สังเกต เก็บข้อมูล วิเคราะห์ ทำหน้าที่เป็นตัวกรองเอาสิ่งที่คนทำกันจนชินมาทดลอง คุมตัวแปร แล้วตอบให้ได้ว่าอะไรคือกลไกสรีรวิทยาจริงๆ และอะไรเป็นแค่อุปทานหมู่ หรือ ความเชื่อ

ข้อดีมากๆ ของการเอาหลักวิจัยมาจับ คือมันช่วยลบความเชื่อผิดๆ ที่ขวางไม่ให้คนเริ่มออกกำลังกาย อย่างความเชื่อคลาสสิกที่ว่ายกเวทแล้วเด็กจะเตี้ย กระดูกปิด ทั้งที่ความจริงแรงกระแทกจากการวิ่งเล่นหรือกระโดดของเด็กสูงกว่าการยกเวทแบบคุมฟอร์มเยอะมาก แถมกระดูกยังต้องการแรงกดไปกระตุ้นมวลกระดูกด้วยซ้ำ

หรือความเชื่อที่ว่ายกหนักแล้วข้อจะพัง หมอนรองกระดูกจะเสื่อม ทั้งที่สถิติการบาดเจ็บของเวทเทรนนิ่งต่ำกว่าวิ่งหรือฟุตบอลและกีฬาอื่นๆ ซะอีก เพราะข้อต่อและเอ็นเป็นเนื้อเยื่อมีชีวิต มันปรับตัวให้แข็งแรงได้

แต่ปัญหาของยุคนี้คือความสุดโต่งสองฝั่ง

ฝั่ง Science-based บางทีก็คลั่งเปเปอร์จนลืมบริบท ท่องจำมาว่าต้องเล่น Low Volume เท่านั้นถึงจะพอดี โดยลืมดูว่าประชากรในงานวิจัยคือใคร หลายงานทดลองกับเด็กมหาลัยที่ไม่เคยยกน้ำหนักมาก่อน ซึ่งคนกลุ่มนี้แค่เดินชนบาร์เบลกล้ามก็โตแล้ว จะเอาตัวเลขระยะสั้น 8-12 สัปดาห์ในห้องแล็บมาตัดสินคนที่ยกมาเป็นสิบปี หรือเอามาใช้กับชีวิตจริงที่แต่ละคนมีโครงสร้างกระดูก พันธุกรรม ความเครียด โภชนาการ การนอน ไลฟสไตล์ จิตใจ ความตั้งใจต่างกันแบบเป๊ะๆ ไม่ได้

ส่วนฝั่ง Old school บางทีก็น่าเสียดายตรงที่ยึดติดกับความเชื่อเดิม ซ้อมทีละ 2-3 ชั่วโมง อัดเข้าไปจนอ้วก เล่นจนพังเพราะคิดว่าต้องเหนื่อยเจ็บถึงจะได้ผล ทั้งที่หลายอย่างเป็นแค่ Junk Volume คือเหนื่อยเปล่า สร้างแต่ความล้าให้ระบบประสาทกับข้อต่อ แต่ไม่ได้ส่งผลต่อการสร้างกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้นเลย

ทางออกมันเลยไม่ใช่การเลือกข้าง วิทยาศาสตร์มีไว้เป็นเข็มทิศ เหมือนอ่านคู่มือเกม จะได้ไม่เล่นพลาด Progress ได้ไว ช่วยหาสิ่งทำแล้วได้ผลโดยไม่ต้องเสียเวลาลองผิดถูก

ส่วนความหนัก ความตั้งใจและการฟังเสียงร่างกายตัวเอง การก้าวข้ามอุปสรรคต่างๆ การหารูปแบบหรือท่าฝึกที่เหมาะกับตัวเอง ที่สนุก ที่ชอบ พวกนี้มันเป็นประสบการณ์ที่งานวิจัยให้ไม่ได้

(ตัวอย่างคุณอ่านมาว่า Squat 80% 1RM 2 sets ถึงหน้างานจริง คุณอาจล้ามา นอนมาน้อย สควอทวางขาวางเท้าแต่ละแบบ วางบาร์ตรงไหน หรือเลือกใช้บาร์รูปแบบต่างกัน ความลึกต่างกันก็มีผลกับการฝึก แล้วแต่ละคนก็ทนความล้าได้ไม่เท่ากัน ไม่นับสรีระที่ต่างกันอีก Tempo ในการยกที่ต่างกันเล็กน้อยก็มีผลกับจำนวนครั้งที่ยกได้ ฯลฯ ไล่มาไม่หมด หรือสุดท้ายคุณอาจจะไม่ได้อยากสควอทไง แค่อยากแข็งแรงสร้างกล้าม อาจจะไปทำแค่ Leg Press ก็ได้ ยิ่งคุณอาจจะมีปัญหากระดูกสันหลังบางอย่าง กลัวการวางน้ำหนักๆไปกดทับกระดูกสันหลัง เป็นต้น)

คนที่ซ้อมฉลาดคือคนที่เอาเหตุผลทางวิทยาศาสตร์มารองรับ แล้วลงมือยกจริงๆ ทดลองหลากหลาย ไม่ยึดติดกับข้อมูลชุดใดชุดหนึ่ง เรียนรู้จากทั้งงานวิจัย และคนที่มีประสบการณ์มากกว่า หลากหลายกว่า สนุกไปกับกระบวนการและผลลัพธ์

28/10/2026

เราจะมี Longevity ได้อย่างไร ?

เป็นหัวข้อหนึ่งที่ผมต้องไปพูดเร็วๆ นี้ กลั่นกรองแล้วเลยอยากมาแชร์สักหน่อย เป็น Checklist สิ่งที่คุณต้องมี เพื่อจะมี Longevity ฉบับ Doctor Move

✅ Principles & 🐂💩 Detector

คุณต้องเข้าใจหลักการพื้นฐานในเรื่องสุขภาพ หลายครั้งเรามักจดจำแต่วิธี คุณต้องทำ 3 สิ่งนั้น 5 สิ่งนี้ หรือต้องทำแบบนี้ๆ ตามที่คนอื่นบอกมา โดยที่คุณไม่ได้เข้าใจเหตุผลและหลักการเบื้องหลัง

ในกรณีนี้คุณก็มีแนวโน้มที่จะถูกข้อมูลแบบ 🐂💩 (วัว-อุนจิ) หลอก ไปเสียตัง เสียเวลาอะไรกับสิ่งไร้สาระไม่จำเป็น หรือบางทีก็เป็นผลเสียกับสุขภาพคุณด้วยซ้ำ

ดังนั้นเมื่อเข้าใจหลักการ ก็จะสามารถคัดกรองข้อมูลพวก Misinformation ที่มีแนวโน้มเยอะขึ้นเต็มไปหมด หลายอันก็วัว-อุนจิมากออกไปได้

✅ Foundational Stability & Life Plan

พื้นฐานด้านอื่นๆ ในชีวิตต้องดี ... ต้องยอมรับว่าคนส่วนใหญ่ที่ดูแลตัวเองได้ดีเยี่ยมมักจะต้องมีชีวิตในด้านต่างๆ มั่นคง ด้านการเงิน ความสัมพันธ์ การงาน ฯลฯ ไม่ใช่ว่าต้องรวยนะ แต่คุณต้องมีแผนการในชีวิต มีวิธีการจัดการกับสิ่งต่างๆ มีเงินสำรอง ไม่มีหนี้ให้เครียด ไม่มี Toxic Relationship ใดๆพวกนี้ ไม่ต้องมานั่งเครียดเรื่องพรุ่งนี้จะมีงานทำ จะมีเงินกินข้าวไหม

ผมชอบคำว่า "Well-being" ความเป็นอยู่ที่ดี มันไม่ได้มีแค่เรื่องสุขภาพ ด้านที่ว่ามาทั้งหมดก็ต้องทำไปด้วยกัน

คงต้องยอมรับกัน ว่าส่วนใหญ่คนที่มาใช้จ่ายเรื่อง Longevity / Wellness ทั้งหลายก็คือคนที่มีสิ่งที่ว่ามาในระดับหนึ่งนั้นแหละ

✅ Goal Setting ⟶ Action
✅ Discipline ⟶ Consistency ⟶ Habits (Auto-pilot)

อันนี้สำคัญมาก คือ คุณต้องลงมือทำ (หลายครั้งมัวแต่หาความรู้ไม่ทำอะไรสักที) ซึ่งการตั้งเป้าหมาย จะช่วยกำหนดทิศทางการลงมือทำ เหมือนคุณตั้งเป้าหมายเก็บเงินไปเที่ยว เก็บเงินเกษียณ กับเรื่องสุขภาพก็ต้องมีเป้าหมายเหมือนกัน ทั้งระยะสั้น-ระยะยาว เชิงกระบวนการ-ผลลัพธ์

ในช่วงเริ่มต้นต้องอาศัยวินัย แต่คุณต้องทำยังไงก็ได้ให้สม่ำเสมอ จนวันหนึ่งกลายเป็นนิสัย (Auto-pilot) เพราะเรื่องสุขภาพ จะกิน นอน ออกกำลังกาย มันต้องทำไปตลอดชีวิต ต้องให้เรื่องที่มันดีต่อสุขภาพเป็น Default โหมด

(แปลว่าทำอะไร ต้องมาจากหลักการ ความรู้ที่ถูกต้องในข้อแรกด้วย ซึ่งไม่ใช่หลักการที่ต้องซับซ้อน อย่างเรื่องอาหารเข้าใจ Food Pattern ที่ดีก็เป็นพื้นฐานเริ่มต้นที่ดีแล้ว หรือออกกำลังกายก็รู้จัก Aerobic / Resistance เข้าใจความสำคัญของ Intensity / Volume / Progression พอละในตอนต้น)

✅ Community

น่าจะเป็นสิ่งที่จำเป็นในระยะยาวสุดแล้ว คุณอยู่ในสภาพสังคมแบบไหน คุณก็มีแนวโน้มที่จะใช้ชีวิตแบบนั้น เรียกว่ามันส่งผลต่อ Habits / Auto-pilot โหมดของคุณ

27/10/2026

Road to 200 kg

ย้อนไปดูต้นปีตอนนั้นยกได้ 150 kg 2 ที ยก Sumo ได้ 160 kg ทีเดียวขาสั่นพั่บๆ

มาวันนี้ 160 kg x 4 reps แล้ว ค่อยๆ ขยับ แบบคนซ้อม 1-2 ครั้ง/สัปดาห์ (2-4 sets ต่อวัน)

ออกกำลังกาย ทำให้ความดันเพิ่ม แล้วจะอันตรายไหม ?เวลาที่เราที่เราออกกกำลังกาย โดยเฉพาะในรูปแบบแอโรบิก (คาร์ดิโอ) ร่างกายต...
25/10/2026

ออกกำลังกาย ทำให้ความดันเพิ่ม แล้วจะอันตรายไหม ?

เวลาที่เราที่เราออกกกำลังกาย โดยเฉพาะในรูปแบบแอโรบิก (คาร์ดิโอ) ร่างกายต้องการออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อมากขึ้น

กลไกสำคัญที่ร่างกายจะเพิ่มออกซิเจนได้ ก็ต้องพาเลือด และเม็ดเลือด ซึ่งมีหน้าที่ขนออกซิเจนให้ไปสู่ร่างกายมากขึ้น โดยการเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ เพิ่มแรงสูบฉีดของหัวใจ ขยายหลอดเลือดต่างๆ

เมื่อหัวใจบีบตัวแรง เร็วขึ้น เลือดก็วิ่งไปตามหลอดเลือดมากขี้น ขณะที่หัวใจบีบเราจึงเห็นความดัน (Systolic, ความดันตัวบน) พุ่งสูงขึ้น

แต่เนื่องจากหลอดเลือดมีกาาขยายด้วย ความต้านทานส่วนปลายลดลง ทำให้ความดันขณะหัวใจคลายตัว (Diastolic, ความดันตัวล่าง) ไม่ได้สูง หรือลดลงด้วยซ้ำ

ทำให้ภาพรวมความดันเฉลี่ย (Mean Arterial Pressure) ไม่ได้สูงนัก (ความดันตัวล่างมีผลกว่าตัวบน)

ในคนที่มีสุขภาพดี ไม่ได้มีความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ หรือโรคที่ต้องระวังเรื่องการเปลี่ยนแปลงการไหลเวียนเลือด (Hemodynamic) จึงไม่ได้ต้องกังวลเรื่องของการออกกำลังกายแบบหนัก (Vigorous) โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีพื้นฐานแอโรบิกดี หรือออกกำลังกายแบบแอโรบิกสม่ำเสมออยู่แล้ว

และการออกกำลังกายแบบหนัก มีข้อดีกับผู้ที่มีความดันโลหิตสูง เพราะช่วยปรับปรุงร่างกายในหลายด้านที่ดีต่อสุขภาพหลอดเลือดหัวใจมากกว่าการทำแค่ความเข้มข้นปานกลาง เช่น การลดความดัน การควบคุมระดับน้ำตาลสะสม VO2max ความยืดหยุ่นของหลอดเลือด ฯลฯ

👉🏻 ในภาพให้ดูตัวอย่าง Bruce Protocol ที่ผู้รับการตรวจออกกำลังกายแบบไต่ระดับไปถึงความเข้มข้นตามเป้าหมายที่ > 85%HR max ความดันตัวบนไปที่ 201 mmHg ในขณะที่ตัวล่างอยู่เพียง 78 mmHg เท่านั้น

เคสนี้ก็ออกกำลังกายแบบแอโรบิกต่อได้แบบชิลๆ แตะความเข้มข้นหนักได้ (ออกกำลังแบบแอโรบิกอยู่แล้วด้วย ในระดับความเข้มข้นปานกลาง)

ทำสม่ำเสมอยิ่งลดอันตราย ได้ประโยชน์กับสุขภาพ แต่อย่าลืมจัดการปัจจัยเสี่ยงโรคหลอดเลือดอื่นๆ ซึ่งไม่ได้มีแค่เรื่องความดัน

23/10/2026

ใบรับรอง (Certificate) เทรนเนอร์ … จำเป็นไหม ?

จริงๆ ต้องเข้าใจที่มาที่ไปของพวก Certificate ก่อน

มันไม่ใช่ใบรับรองความเก่ง แต่มันใบเป็นรับรองว่าคุณถูกองค์กรที่ได้มาตรฐาน ทำการทดสอบวัดมาตรฐาน ว่าคุณผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำ มีทักษะในการทำสิ่งนั้นอย่างมีประสิทธิภาพ และปลอดภัย

👉🏻 อย่างสายวิชาชีพสุขภาพก็ต้องมีใบประกอบโรคศิลปะ กายภาพ พยาบาล ฯลฯ เพื่อให้มั่นใจว่าคุณจะไม่เจอหมอปลอม … จะทนาย วิศวะ FA ขายประกันใดๆ ก็ต้องมีใบอนุญาต

👉🏻 โรงงาน/อุตสาหกรรมก็ต้องมีพวกมาตรฐานอย่าง ISO เพื่อควบคุมคุณภาพ

👉🏻 หรืออาหาร/ยาต่างๆก็ต้องมีการรับรองโดยองค์การอาหารและยา (อ.ย.) หรือมีการทำพวก Certificate of Analysis (COA) ในทุก Batch

👉🏻 คนทำร้านอาหาร (ในต่างประเทศ) ก็ต้องมีใบรับรองพวก Food Sanitation / Food Safety

⭐️ ทั้งหมดทั้งมวลก็เพื่อประโยชน์และความปลอดภัยของผู้บริโภค

📌 ในวงการฟิตเนสก็ไม่ต่างกันเลย

ปัญหาคือหลายคนยังเข้าใจผิด คิดว่าคนที่มีกล้ามใหญ่ หุ่นดี หรือยกน้ำหนักได้เยอะ = สอนคนอื่นได้ ซึ่งในความเป็นจริง ทักษะการฝึกตัวเองกับการสอนคนอื่นมันคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง

การมี Certificate จากสถาบันที่ได้มาตรฐานระดับสากล ไม่ได้มีไว้ให้เอามาแปะผนังอวดว่าคุณเก่งกว่าใคร แต่มันคือสิ่งยืนยันว่า คุณเข้าใจพื้นฐานจริงๆ ทั้งกายวิภาคศาสตร์ รู้เรื่องแรง รู้จักประเมินความเสี่ยง และที่สำคัญที่สุดคือรู้เรื่อง Scope of Practice หรือขอบเขตการทำงานของตัวเอง

เทรนเนอร์มีหน้าที่พัฒนาสมรรถภาพทางกาย (Physical Fitness) ให้กับผู้ฝึกอย่างถูกต้องและปลอดภัย ไม่ใช่ตั้งตัวเป็นหมอไปวินิจฉัยโรค สั่งจ่ายอาหารเสริมแก้ปวด หรือไปทำหัตถการดัดดึงข้อต่อแบบที่ไม่มีความรู้ ใบเซอร์คือสิ่งที่คอยกำกับว่า คุณรู้ว่าอะไรควรทำ และอะไรที่ต้องส่งต่อให้บุคลากรทางการแพทย์

🤔 ถ้าถามว่าจำเป็นไหม?

✅ จำเป็นแน่นอน เป็นสิ่งแรกที่จะช่วยสร้างความมั่นใจให้ผู้ฝึกว่าเขาจะไม่บาดเจ็บจากความไม่รู้ และเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำในการยกระดับอาชีพนี้ให้มีความเป็นมืออาชีพที่สังคมไว้ใจได้

❌ แต่มันใช่ใบการันตีความเก่ง การันตีผลลัพธ์ เพราะมันไม่สามารถวัดประสบการณ์ วัดทักษะเชิงปฏิบัติ ทักษะการสื่อสาร จิตวิทยาและอื่นๆ ที่แค่ทำข้อสอบไม่กี่ข้อไม่สามารถวัดได้

ถ้าคุณเจอเทรนเนอร์ บอกว่าไม่จำเป็นหรอกของพวกนั้น ดูถ้วยรางวัล ดูหุ่นผมนี่ … ก็ตีเก๊ได้เลย เทรนเนอร์ปลอม (เหมือนหมอไม่มีใบประกอบโรคศิลปะ ก็เรียกหมอปลอม)

22/10/2026

ฝึก Power อย่างไรได้บ้าง ? จำเป็นต้องฝึก Olympic Lifting ไหม ?

ความจำเป็นจริงๆ มันขึ้นกับกีฬาที่คุณเล่นแหละ แต่ถ้าคุณสนใจแค่ Explosive Power / RFD มันก็อาจจะมีวิธีอื่นอีกหลายในการฝึก

ส่วนตัวผมก็ไม่ได้ฝึก เพราะไม่มีบาร์หมุน เดี๋ยวจะสั่งเร็วๆ นี้แหละ แต่เต็มที่ก็คงฝึกแค่ Power Clean อะไรแบบนั้น แล้วก็รู้สึกมัน Too technical แต่ฝึกได้ก็ดี

ส่วนใหญ่ผมก็ฝึกไปเรื่อยนั้นแหละ Plyo นานๆที Calisthenic นานๆที ยืนพื้นยังไงก็ Strength

Strength เป็น Foundation ของ Power

21/10/2026

ทำไมต้องเวทเทรนนิ่ง

ทำไมไม่โยคะ พิลาทีส คาลิสทีนิก ครอสฟิต ยิมนาสติก ฯลฯ

ในมุมสุขภาพ เอาคำแนะนำพื้นฐาน คุณควรมี

1. กิจกรรมทางกายแบบแอโรบิก (เข้มข้นปานกลาง-มาก)
2. กิจกรรมเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ

👉🏻 ข้อ 1 ง่ายสุดที่แนะนำกันก็เดิน/วิ่ง

👉🏻 ในข้อ 2 นี่ จริงๆ มันจะเป็นอะไรก็ได้ ทำสวนขุดดิน ยกของหนัก เล่นกีฬาที่ได้ระเบิดพลัง หรือจะโยคะ พิลาทีสใดๆ แล้วแต่คนชอบเลย แต่เวทเทรนนิ่งก็เหมือนเดินละกัน เข้าถึงง่าย ง่ายกว่าทำสิ่งอื่น ตรงไปตรงมาที่สุด

✅ ผมไม่ได้เชียร์เวทเทรนนิ่ง เพราะมันดีสุด แต่มันง่ายที่สุด ในหลายๆแง่

- อุปกรณ์ราคาไม่แพง มือใหม่ดัมเบลปรับน้ำหนักสักคู่ นี่เหลือๆ
- “Learning Curve” ต่ำกว่า เรียนรู้ง่ายกว่าพวกโยคะ พิลาทีส คาลิสทีนิก กีฬาต่างๆแน่นอน ใช้ทักษะน้อยกว่า
- ถ้าโจทย์หลักคือการสร้างความแข็งแรง มันเป็นวิธีที่ติดตามได้ง่ายที่สุด ออกแบบง่ายสุดให้ชัวร์ว่าเกิดการปรับตัวสรีรวิทยาที่เราต้องการ (แค่ Load, Rep, Set แล้วไปนั่งจัดแมชชีนก็การันตีว่าพัฒนา)
- ปลอดภัยที่สุด

ชอบอะไรที่มัน Simple, but effective ไม่ต้องหวือหวา ไม่ต้องสวยงามอะไร แค่มี Consistency ยังไงก็เห็นผล

20/10/2026

เดดลิฟต์อันตรายไหม ?

… ยกของจากพื้นอันตรายไหม
… ยกขวดน้ำจากพื้นอันตรายไหม
… ยกถุงข้าวสารจากพื้นอันตรายไหม
… ยกกระเป๋าเดินทางจากพื้นอันตรายไหม
… ยกดัมเบลจากพื้นอันตรายไหม
… ยกบาร์เบลหนัก 50 กิโลจากพื้นอันตรายไหม
… ยกบาร์เบลหนัก 100 กิโลจากพื้นอันตรายไหม
… ยกแทรปบาร์หนัก 150 กิโลจากพื้นอันตรายไหม

นาย A: วัยฉกรรจ์ มีพื้นฐานเวทเทรนนิ่งบ้าง
นาย B: ลุง 80 นักกีฬา เดดลิฟต์ได้ 200 กิโลกรัม
นาย C: เด็กหนุ่มวัยรุ่น มีปัญหาหมอนรองทับเส้นประสาท
นาย D: วัยเกษียณ แค่ลุกนั่งก็ลำบาก ข้อเสื่อม หลังเสื่อม


ในตัวอย่างทุกท่าคือเดดลิฟต์ (เดดลิฟต์คือการยกของที่อยู่นิ่งๆ ขึ้นมาจากพื้น)

คนที่ทำแล้วแทบไม่มีอันตรายเลย คงเป็นลุงวัย 80 ที่เป็นนักกีฬา ยกของ 200 กิโลได้ ไอที่หนัก 100 โลนี่เบาเหมือนนุ่น

กลับกันเด็กหนุ่มที่ประสบปัญหาหมอนรองทับเส้น หรือวัยเกษียณที่แค่เดินก็ลำบากแล้วอาจจะไม่รอดตั้งแต่ยกถุงข้าวสาร

ระหว่างกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ เทียบดัมเบล ต่อให้ดัมเบลหนักกว่าก็ตาม การยกดัมเบลจะปลอดภัยกว่า (ด้วย Biomechanic ที่ดีกว่า)

สำหรับหลายคน การยกแทรปบาร์ที่ 150 กิโล อาจจะปลอดภัยกว่าบาร์เบล 100 โล ด้วยเหตุผลเดียวกัน

👉🏻 แต่สิ่งที่ทุกคน (ควร) มีเหมือนกัน คือความสามารถในการยกของจากพื้น (ซึ่งก็คือทักษะเดดลิฟต์) มันคือการเคลื่อนไหวพื้นฐานที่เราควรจะทำได้ ช่วยเหลือตัวเองได้

📌 ความเสี่ยง/ความอันตราย ถ้าเราทำอะไรก็มีหมด (นอนเฉยๆ ยังเสี่ยงอีกแบบ แค่อาจจะไม่เห็นโทษของมันแบบทันที)

แต่ความเสี่ยงที่สุด คือ ความไม่รู้ และการไม่รู้ว่าตัวเองไม่รู้ แต่คิดเอาเองว่ารู้หรือเข้าใจสิ่งนั้นดี

20/10/2026

บุคลากรทางการแพทย์ “ทุกคน” ควรเวทเทรนนื่ง

ความสำคัญ

1. มันเป็นสิ่งที่ทุกคนควรทำ เพื่อส่งเสริมสุขภาพ ควบคู่กับกิจกรรมทางกาย/การออกกำลังกายแบบแอโรบิก

2. มีข้อมูลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ว่ามันจำเป็นกับสุขภาพสูงวัย โดยเฉพาะการป้องกันการหกล้ม ความแข็งแรง มวลกล้ามเนื้อและกระดูก

3. มันยังส่งผลดีต่อโรคเรื้อรังหลายโรค และถูกปรับปรุงให้อยู่ในแนวเวชปฏิบัติของการรักษาโรค เช่น โรคหัวใจต่างๆ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน มะเร็ง กระดูกพรุน ฯลฯ ซึ่งให้ผลนอกเหนือจากการออกกำลังกายแบบแอโรบิก จึงจำเป็นที่แพทย์จะต้องเข้าใจกระบวนการสั่งการรักษา (Exercise Prescription)

ปัญหา

1. มันไม่เหมือนยา แค่กินจบ กิจกรรมแบบแอโรบิก อาจจะแค่เดินให้เหนื่อยจบ มันมีรายละเอียดของการฝึกมากกว่านั้น

2. หากไม่ลงมือทำ จะไม่มีทางเข้าใจเลย เพราะในวิจัย ก็อาจจะมีข้อมูลแค่ให้กลุ่มผู้เข้าร่วมทำ Squat หรือ Leg Press หรืออาจจะ Bench Press, xx% RM, x reps, x sets (ตาม FITT-VP ตามหลัก Exercise Prescription)

แต่มันไม่ได้บอกว่าท่าพวกนั้นทำอย่างไร วางเท้าแบบไหน จะต้อง Cue แบบใด วางบาร์ตรงไหน ปรับอุปกรณ์ตำแหน่งใด เลือกน้ำหนักอย่างไร เคลื่อนไหวเร็วแค่ไหน หายใจยังไง ฯลฯ ….

เรื่องพวกนี้ไม่ใช่เรื่องยากหรอก แต่จะไม่มีทางอธิบายได้เลย ถ้าไม่เคยทำซะเอง

3. ถ้าไม่ลงมือทำ จะไม่เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นจากเวทเทรนนิ่งเลย หนักไปเบาไปรู้ได้อย่างไร ความเข้มข้นเหมาะสมไหม แบบไหนเจ็บ แบบไหน DOMS แบบไหนแค่ตึงๆ มันต้องรู้สึกด้วยตัวเองถึงจะเข้าใจ

👉🏻 การลงมือทำจะให้คุณช่วยเข้าใจหลายอย่าง โดยเฉพาะแง่มุม “ความอันตราย” โดยทั่วไปแล้ว มันเป็นรูปแบบการออกกำลังกายที่ปลอดภัยที่สุด (ปลอดภัยกว่าวิ่งน่ะ)

และประเด็นอย่างไม่มีเวลา ไม่มีอุปกรณ์ … ถ้าคุณเข้าใจ การเล่นเวทสัปดาห์ละแค่ ไม่ถึงชั่วโมงก็สร้างผลลัพธ์อย่างมีนัยสำคัญได้แล้ว ส่วนงบก็ไม่เกินรองเท้าวิ่งสักคู่สองคู่

👉🏻 ต่อให้คุณไม่ได้ใช้เวทเทรนนิ่งในการรักษาใคร คุณก็ควรทำอยู่ดี เพราะตัวคุณเองจะได้ประโยชน์มากมายจากมัน

จริงๆ ไม่ใช่แค่บุคลากรทางการแพทย์ “ทุกคน” หรอกที่ควรเวทเทรนนิ่ง … แต่เป็น “คนทุกคน” เลยต่างหาก

แต่หวังให้ทุกคนทำยาก ก็เริ่มจากบุคลากรทางการแพทย์ โดยเฉพาะแพทย์ที่ควรจะเข้าใจ และเล็งเห็นความสำคัญของมันมากที่สุด

ร่างกายถูก “ทำลาย” เป็นเรื่องดีพอได้ยินแบบนี้ หลายคนอาจจะคิดว่านี่มันพวกบ้าพลัง No pain, No gain หรือเปล่า? แต่จริง ๆ แล...
19/10/2026

ร่างกายถูก “ทำลาย” เป็นเรื่องดี

พอได้ยินแบบนี้ หลายคนอาจจะคิดว่านี่มันพวกบ้าพลัง No pain, No gain หรือเปล่า? แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่เลย

ในมุมสรีรวิทยา การสร้างและการทำลายต้องเกิดควบคู่กันตลอดเวลา ถ้าวัน ๆ ร่างกายมีแต่กระบวนการสร้างแบบไม่หยุดยั้ง นั่นแหละคือจุดเริ่มต้นของมะเร็ง

ในศาสตร์ Longevity เรามีหลักการสำคัญที่เรียกว่า “Hormesis” อธิบายง่าย ๆ คือการใส่ความเครียดให้ร่างกายในระดับที่ควบคุมได้ (Controlled Stress) เพื่อบีบให้ร่างกายต้องปรับตัว เอาชีวิตรอด และกลับมาแข็งแรงกว่าเดิม

แทบทุกสิ่งที่ทำให้เราอายุยืน ล้วนเริ่มต้นจากการเป็น “พิษ” หรือ “ความเครียด” ทั้งนั้น

👉🏻 การงดอาหาร (Fasting / Caloric Restriction)

ความหิวคือสัญญาณวิกฤตของเซลล์ มันจึงต้องเปิดสวิตช์ Autophagy เพื่อเข้าไปรื้อและรีไซเคิลขยะออร์แกเนลล์ที่เสื่อมสภาพภายในเซลล์ เอามาเป็นพลังงานสำรอง

👉🏻 การยกเวทและการลงน้ำหนัก

ร่างกายไม่ได้สร้างกล้ามเนื้อหรือกระดูกหนาขึ้นเพราะมันว่าง แต่เป็นเพราะเส้นใยกล้ามเนื้อถูกฉีก และแรงกดส่งสัญญาณเตือนไปที่กระดูกว่าโครงสร้างเดิมรับไม่ไหวแล้ว ถ้าพักและกินโปรตีนพลังงานถึง มันถึงจะยอมปรับตัวเองให้แกร่งขึ้น เส้นเอ็นและกระดูกอ่อนก็ใช้หลักการนี้เช่นกัน ไม่เจอโหลด ก็ไม่มีวันแข็งแรง

👉🏻 คาร์ดิโอ

ทั้งหัวใจและหลอดเลือดต้องเจอกับแรงดันและแรงเฉือนที่สูงขึ้นชั่วคราว เพื่อบีบให้ระบบไหลเวียนโลหิตยืดหยุ่นขึ้นในระยะยาว

👉🏻 สารอักเสบและฮอร์โมนเครียด

Cortisol หรือ Interleukin-6 ที่เรามักมองว่าเป็นผู้ร้าย เวลามันหลั่งออกมาสั้น ๆ หลังออกกำลังกาย มันกลับทำหน้าที่เป็นตัวส่งสัญญาณปรับภูมิคุ้มกันและเร่งการเผาผลาญ

👉🏻 แม้กระทั่งพวกสาย Biohack

ตู้ Hyperbaric Oxygen Therapy ที่ชอบเคลมกันเรื่องเพิ่มออกซิเจน จริง ๆ ปริมาณออกซิเจนที่สูงเกินไปคือภาวะเครียดจากอนุมูลอิสระชั่วคราว หรือการเข้าซาวน่าที่เอาความร้อนไปกระตุ้น Heat Shock Protein หรือสารในพืชอย่าง Resveratrol ที่มีฤทธิ์เหมือนสารพิษอ่อน ๆ ทั้งหมดนี้ทำงานผ่านกลไกเดียวกัน คือไปกรตุ้นยีนอย่าง Nrf2 หรือ Sirtuins ให้ตื่นขึ้นมาสร้างสารต้านอนุมูลอิสระและซ่อมแซมตัวเอง

⭐️ แก่นของเรื่องนี้จึงไม่ใช่การหลีกเลี่ยงความเครียด แต่คือ "ขนาดของความเครียด (Dose)"

พิษน้อยไป ร่างกายไม่ปรับตัวและอ่อนแอลงตามกาลเวลา

พิษมากไป ร่างกายพัง พักฟื้นไม่ทัน

แต่ถ้าให้ความเครียดในระดับที่พอดี แล้วให้เวลาพักฟื้น ร่างกายมนุษย์จะแข็งแกร่งขึ้นเสมอ

Doctor Move

ที่อยู่

The Ant Gym 8 Soi.Rewadee55, Talat Kwan, Mueang Nonthaburi
Nonthaburi
11000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ Doctor Move โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ทางลัด

แชร์

คลินิกใกล้เคียง


คลินิกอื่นๆ ใน Nonthaburi

แสดงผลทั้งหมด