ฝ่าฝุ่น

ฝ่าฝุ่น สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับเข้าสู่เพจ ฝ่าฝุ่น

06/09/2026

อีกประมาณ 10 วัน

ทั้ง ECMWF และ GFS เริ่มพยากรณ์ไปในทางเดียวกันล้วว่าจะมีพายุหมุนหรือหย่อมความกดอากาศต่ำเข้าไทย ตอนนี้ยังประมาณกำลังไม่ได้แน่ชัด

และทันทีที่พ้นจากไทยไปลูกถัดมาก็ก่อตัวเหนือฟิลิปปินส์มุ่งเข้ามาหาเราในช่วง 21 กันยายน

วิกฤตสองด้านข้าวไทย: เมื่อแรงจูงใจจาก “ราคาพุ่งสูง” เผชิญหน้ากับความเสี่ยง “ซูเปอร์เอลนีโญ 2570” และต้นทุนปุ๋ยสถานการณ์ภ...
06/09/2026

วิกฤตสองด้านข้าวไทย: เมื่อแรงจูงใจจาก “ราคาพุ่งสูง” เผชิญหน้ากับความเสี่ยง “ซูเปอร์เอลนีโญ 2570” และต้นทุนปุ๋ย

สถานการณ์ภาคเกษตรกรรมไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญหน้ากับความย้อนแย้งครั้งใหญ่ เมื่อสภาวะเศรษฐกิจโลกได้สร้างโอกาสทางรายได้จากราคาข้าวที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ แต่ในขณะเดียวกัน สภาพภูมิอากาศที่แปรปรวนอย่างรุนแรงจากปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญ (Super El Niño) และต้นทุนการผลิตที่ขยับตัวสูงขึ้น กำลังกลายเป็นกับดักที่พร้อมจะเปลี่ยนโอกาสทางเศรษฐกิจให้กลายเป็นวิกฤตหนี้สินและความเสียหายของเกษตรกรไทย โดยเฉพาะกลุ่มที่ยอมเสี่ยงปลูกข้าวนาปรังนอกเขตชลประทาน

1. ปรากฏการณ์ราคาข้าวขาวไทยพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์
ราคาข้าวขาวของไทยมีการปรับตัวพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรงถึง +20% ภายในเดือนพฤษภาคม ซึ่งถือเป็นการปรับตัวขึ้นรายเดือนที่สูงสุดในรอบข้อมูลย้อนหลังไปถึงปี 2008 ขณะเดียวกัน ราคาอ้างอิงข้าวเอเชียได้ทะยานขึ้นถึง +26% นับตั้งแต่เดือนเมษายน โดยเฉลี่ยมาอยู่ที่ประมาณ 480 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน สอดคล้องกับราคาซื้อขายข้าวล่วงหน้าในตลาดชิคาโก (Chicago rice futures) ที่ขยับตัวขึ้น +15% ในช่วงเดือนที่ผ่านมา

ความเคลื่อนไหวด้านราคานี้ถือเป็นเรื่องเปราะบางระดับโลก เนื่องจากข้าวเป็นอาหารหลักของประชากรโลกมากกว่าครึ่งหนึ่ง หรือคิดเป็นจำนวนราว 3.5 ถึง 4 พันล้านคน การพุ่งสูงขึ้นของราคาข้าวเปลือกจึงทำหน้าที่เป็นสารกระตุ้นทางเศรษฐกิจที่ทรงพลังอย่างยิ่ง ทำให้ชาวนาไทยมองเห็นโอกาสทองในการสร้างรายได้มาชดเชยปัญหาขาดทุนสะสมจากปีก่อนๆ

2. แรงกดดันจากต้นทุนปุ๋ยเคมีพุ่งทะยาน
แม้ราคาขายจะล่อใจ แต่ชาวนายังคงต้องเผชิญกับปัจจัยกดดันด้านต้นทุนที่รุนแรง เนื่องจากข้าวจัดเป็นพืชที่ต้องใช้ปุ๋ยในปริมาณมาก (fertilizer-intensive grain) ในขณะที่ต้นทุนของปัจจัยการผลิตที่สำคัญอย่าง ราคาปุ๋ยไนโตรเจนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งไทย กัมพูชา และฟิลิปปินส์ ได้พุ่งทะยานสูงขึ้นถึง +50% นับตั้งแต่การปะทุขึ้นของสงครามอิหร่านในเดือนกุมภาพันธ์ แรงกดดันรอบด้านจากต้นทุนค่าปุ๋ยที่พุ่งสูงนี้ ส่งผลให้เกษตรกรจำเป็นต้องเร่งสร้างผลผลิตข้าวในปริมาณที่มากขึ้นเพื่อคุ้มทุน ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมการตัดสินใจปลูกข้าวนาปรังซ้ำ แม้ในพื้นที่มีข้อจำกัดทางทรัพยากร

3. แรงจูงใจทางเศรษฐกิจที่นำไปสู่ "ความเสี่ยงนอกเขตชลประทาน"
เมื่อราคาข้าวในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ดึงดูดให้ราคาซื้อขายข้าวเปลือกเกี่ยวสดในประเทศพุ่งแตะระดับตันละ 10,000 บาท เกษตรกรจำนวนมากจึงเพิกเฉยต่อคำเตือนและข้อเรียกร้องของหน่วยงานภาครัฐ เช่น กรมชลประทาน ที่ขอความร่วมมือให้งดปลูกข้าวนาปรังรอบที่ 2 เพื่อรักษาน้ำเหนือเขื่อน

จากรายงานการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง พบว่าเกษตรกรมีการปลูกข้าวนาปรังทะลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ไปอย่างมาก โดยเฉพาะในแถบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีการเพาะปลูกเกินแผนจัดการน้ำไปกว่า 181% (หรือปลูกเกินเป้าหมายไปมากกว่า 2.5 ล้านไร่)

ความน่ากังวลที่สุดตกอยู่กับ พื้นที่เกษตรกรรมนอกเขตชลประทาน ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึง 3 ใน 4 (หรือประมาณ 75%) ของพื้นที่การเกษตรทั่วประเทศ พื้นที่กลุ่มนี้ไม่สามารถเข้าถึงโครงข่ายน้ำชลประทานอย่างเป็นระบบ และต้องพึ่งพาปริมาณน้ำฝนหรือแหล่งน้ำธรรมชาติขนาดเล็กในไร่นาของตนเองเท่านั้น เมื่อราคาข้าวเป็นสิ่งล่อใจ ชาวนาในเขตนี้จึงเลือกที่จะยอมรับความเสี่ยงสูง (Calculated Risk) ในการลงทุนเพาะปลูกข้าวนาปรัง แม้ระบบนิเวศโดยรอบจะไม่เอื้ออำนวยก็ตาม

4. มรสุมความร้อนและภัยแล้งจาก Super El Niño (Godzilla El Niño)
การตัดสินใจเพาะปลูกนอกเขตชลประทานในช่วงนี้ ต้องเผชิญหน้ากับศัตรูทางธรรมชาติที่ร้ายกาจที่สุดในรอบหลายปี นั่นคือ ปรากฏการณ์ Super El Niño หรือ Godzilla El Niño ที่ส่งผลให้ประเทศไทยประสบปัญหาร้อนจัดและฝนทิ้งช่วงเป็นเวลานาน ปริมาณน้ำต้นทุนในเขื่อนขนาดใหญ่และแหล่งน้ำธรรมชาติต่ำกว่าร้อยละ 20-30 ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องโดยตรงในสองด้านหลัก:

• ต้นทุนแฝงจากการสูบน้ำพุ่งสูง: สภาพอากาศที่แล้งและร้อนจัดทำให้อัตราการระเหยของน้ำในนาข้าวมีสูงขึ้น เกษตรกรนอกเขตชลประทานจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องพึ่งพาการสูบน้ำจากบ่อบาดาลหรือแหล่งน้ำก้นสระ ส่งผลให้ค่าน้ำมันเชื้อเพลิงและค่าไฟฟ้าในการสูบน้ำพุ่งสูงขึ้นทันที 10-20% ต่อไร่
• ความอ่อนแอของพืชและการระบาดของศัตรูพืช: อุณหภูมิที่สูงเกินเกณฑ์ปกติทำให้ต้นข้าวเกิดภาวะเครียดและอ่อนแอลง เอื้อต่อการเข้าทำลายของโรคพืชและแมลงศัตรูพืชได้ง่ายกว่าปกติ ทำให้เกษตรกรต้องแบกรับภาระค่าสารเคมีและยาปราบศัตรูพืชเพิ่มขึ้นอีก 5-10% ต่อไร่ เพื่อพยุงไม่ให้ข้าวในนาแห้งเหี่ยวหรือโดนทำลาย

ความเสี่ยงเหล่านี้หากล้มเหลว ข้าวจะยืนต้นตายเพราะขาดน้ำ นำไปสู่สภาวะขาดทุนอย่างรุนแรงและเกิดหนี้สินสะสมก้อนใหม่

ในภาพรวมทางเศรษฐกิจ สถาบันวิจัยชั้นนำประเมินว่า ความเสียหายจากภัยแล้งของซูเปอร์เอลนีโญในภาคเกษตรกรรม โดยเฉพาะพื้นที่ทำนาข้าว อาจสร้างมูลค่าความสูญเสียสูงถึง 38,000 ล้านบาท ถึง 100,000 ล้านบาท ซึ่งความรุนแรงนี้มีโอกาสฉุดรั้งตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของประเทศไทยลดลงถึง 0.19% - 0.51% เลยทีเดียว

บทสรุปและทางออก
ราคาข้าวที่ปรับตัวสูงขึ้นในตลาดโลก เปรียบเสมือนเหรียญสองด้าน ด้านหนึ่งช่วยสร้างความหวังและเพิ่มรายได้ให้ชาวนาไทยในยามวิกฤต แต่อีกด้านหนึ่งก็เป็นตัวเร่งให้เกษตรกรยอมหักร้างคำเตือนด้านสภาพภูมิอากาศเพื่อลงไปเล่นกับความเสี่ยงอันตรายนอกเขตชลประทาน ท่ามกลางวิกฤตการณ์ปุ๋ยแพง และภัยแล้งจากซูเปอร์เอลนีโญ

การแก้ปัญหาระยะยาวจึงไม่ใช่เพียงแค่การจ่ายเงินเยียวยาเมื่อภัยแล้งเกิดขึ้นแล้ว แต่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องส่งเสริมระบบบริหารจัดการน้ำชุมชน การปรับปรุงคุณสมบัติของดินเพื่อกักเก็บความชื้น และการสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยแต่ให้มูลค่าสูงในช่วงฤดูแล้ง เพื่อให้ชาวนาไทยสามารถก้าวข้าม "ลูปความเสี่ยง" ของการทำนาปรังนอกเขตชลประทานได้อย่างยั่งยืน

06/09/2026
ความอยุติธรรมทางสภาพภูมิอากาศ: เมื่อความรวยของคนกลุ่มหนึ่ง แลกมาด้วยหยดน้ำตาของคนส่วนใหญ่1. บทนำ: ภาพสะท้อนความจริงที่โห...
06/09/2026

ความอยุติธรรมทางสภาพภูมิอากาศ: เมื่อความรวยของคนกลุ่มหนึ่ง แลกมาด้วยหยดน้ำตาของคนส่วนใหญ่

1. บทนำ: ภาพสะท้อนความจริงที่โหดร้ายของโลกยุคปัจจุบัน

เสียงปริร้าวของน้ำแข็งโบราณที่ถล่มลงมาและกระแสถาโถมของน้ำป่าในเนปาลเมื่อสิงหาคม 2026 ไม่ใช่เพียงเสียงของภัยธรรมชาติที่แปรปรวน แต่มันคือเสียงของคำสัญญาที่ประชาคมโลกรักษาไว้ไม่ได้ และเป็นรอยร้าวของจริยธรรมมนุษย์ที่แตกสลายลงต่อหน้าต่อตา เหตุการณ์ครั้งนั้นคร่าชีวิตผู้คนไปมากกว่า 1,200 ศพ ทิ้งไว้เพียงซากปรักหักพังและความเงียบงันที่แสนเจ็บปวด

ในฐานะนักมานุษยวิทยาและนักออกแบบการเรียนรู้ เราไม่อาจมองเหตุการณ์นี้เป็นเพียงตัวเลขในรายงานข่าว แต่ต้องมองเห็นถึง "หัวใจ" ของผู้ที่ยืนอยู่บนขอบเหวแห่งวิกฤต วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ในปัจจุบันได้กลายเป็นบททดสอบทางศีลธรรมที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ มันไม่ใช่แค่เรื่องของอุณหภูมิที่สูงขึ้นหรือระดับน้ำทะเลที่เปลี่ยนแปลง แต่คือปัญหาความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างที่หยั่งรากลึก เมื่อความมั่งคั่งของซีกโลกหนึ่งถูกสร้างขึ้นบนหยาดน้ำตาและลมหายใจของอีกซีกโลกหนึ่งที่เปราะบางกว่า นี่คือภาพสะท้อนของความอยุติธรรมที่ฝังรากอยู่ในรอยแยกของความรวยและความจนอย่างไม่อาจปฏิเสธได้

2. กลุ่มที่ 1: ผู้ที่แทบไม่ได้ก่อ...แต่ต้องแบกรับต้นทุนชีวิต (The Innocent Front-liners)

ในวัฏจักรแห่งความเลวร้ายนี้ ประชาชนในประเทศกำลังพัฒนาและรัฐเกาะขนาดเล็กถูกผลักให้ไปยืนอยู่แถวหน้าสุดของสมรภูมิสภาพภูมิอากาศ ทั้งที่พวกเขาเป็นผู้ก่อมลพิษน้อยที่สุด โดยมี สัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่ถึง 5% ของทั้งโลก หากพิจารณาเนปาลเป็นตัวอย่างเชิงประจักษ์ พวกเขาปล่อยก๊าซ CO2 เพียงประมาณ 0.1% เท่านั้น แต่กลับต้องเผชิญกับโศกนาฏกรรมที่เกินกว่าจะแบกรับ

สภาวะนี้คือสิ่งที่เรียกว่า ต้นทุนของความยากจน ที่กักขังผู้คนไว้ในกับดักของภูมิศาสตร์และเศรษฐกิจ พวกเขาไม่มีทางเลือกในที่อยู่อาศัย จำต้องสร้างชีวิตบนผืนดินที่เปราะบาง ริมตลิ่งที่พร้อมจะทรุด หรือลาดเชิงเขาที่พร้อมจะถล่ม เมื่อภัยพิบัติมาถึง พวกเขาไม่มี ตาข่ายรองรับทางสังคม (Safety Net) ไม่มีเงินออมหรือหลักประกันใดๆ ที่จะช่วยพยุงชีวิตให้ลุกขึ้นใหม่ การสูญเสียเพียงครั้งเดียวจึงหมายถึงการสูญสิ้นทุกอย่าง และในระดับมหภาค ภัยพิบัติเหล่านี้ยังกัดกิน เสาหลักทางเศรษฐกิจ โดยสามารถกลืนกิน GDP ของประเทศไปได้ถึง 10% บีบให้รัฐบาลต้องกู้หนี้ยืมสินมาเพื่อความอยู่รอด แทนที่จะได้นำงบประมาณไปพัฒนาคุณภาพชีวิตหรือการศึกษา

ในขณะที่ประชาชนชาวเนปาลต้องชดใช้ด้วยลมหายใจจากก๊าซเรือนกระจกที่พวกเขาแทบไม่ได้เป็นผู้ปล่อย แต่ในอีกฟากหนึ่งของโลก เงินตราและอำนาจกลับทำหน้าที่เป็นกำแพงล่องหนที่กั้นขวางความตายและมอบสิทธิพิเศษในการมีชีวิตรอดอย่างหน้าตาเฉย

3. กลุ่มที่ 2: ผู้ก่อมลพิษรายใหญ่...ที่ใช้เงินซื้อความปลอดภัย (The Protected Polluters)

ความย้อนแย้งที่น่าเศร้าที่สุดคือ ประเทศอุตสาหกรรมร่ำรวยที่ขับเคลื่อนความมั่งคั่งมานับศตวรรษด้วยการเผาผลาญเชื้อเพลิงฟอสซิล จนเป็นต้นเหตุหลักของวิกฤตการณ์โลก กลับเป็นกลุ่มที่มี "ความยืดหยุ่น" สูงที่สุดในการเอาตัวรอด สิทธิพิเศษของความร่ำรวยได้แปรสภาพเป็นเกราะกำบังมหาศาลผ่านปัจจัยสำคัญดังนี้:

• โครงสร้างพื้นฐานที่เหนือระดับ: ด้วยงบประมาณมหาศาล พวกเขาไม่ได้รอดูความเมตตาจากธรรมชาติ แต่ใช้เทคโนโลยีสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมที่ซับซ้อนและผังเมืองที่ถูกออกแบบมาเพื่อรับมือกับสภาวะสุดโต่งโดยเฉพาะ ทำให้ภัยพิบัติที่อาจทำลายล้างประเทศยากจนกลายเป็นเพียง "เหตุการณ์ที่บริหารจัดการได้" ในประเทศเหล่านี้
• ศักยภาพการฟื้นตัวที่พรั่งพร้อม: เมื่อเกิดความเสียหาย ระบบประกันภัยที่ครอบคลุมและงบประมาณเยียวยาจากรัฐจะถูกฉีดเข้าสู่ระบบทันที พลังของเงินทุนช่วยให้วิถีชีวิตและเศรษฐกิจกลับมาเดินหน้าได้ในชั่วพริบตา ในขณะที่ประเทศยากจนอาจต้องใช้เวลาคั่วศตวรรษเพื่อเยียวยาบาดแผลเดิม
• ความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี: แม้โลกจะร้อนขึ้นเพียงใด แต่อำนาจในซัพพลายเชนระดับโลกและเทคโนโลยีเกษตรล้ำสมัย ช่วยพยุงความมั่นคงด้านอาหารและพลังงานของพวกเขาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น ความร่ำรวยจึงทำหน้าที่เป็นฉนวนกันความร้อนที่ทำให้พวกเขายังคงเสพสุขจากผลผลิตของโลกได้ ในขณะที่โลกส่วนอื่นกำลังพังทลาย

4. บทสรุป: หัวใจสำคัญของความยุติธรรม

การมองวิกฤตโลกร้อนผ่านแว่นตาของวิทยาศาสตร์หรือการลดคาร์บอนเพียงอย่างเดียว เป็นการละเลยมิติทางจริยธรรมที่สำคัญที่สุดไป เราต้องยกระดับเพดานความคิดจากการ "บริจาคเพื่อมนุษยธรรม" มาเป็นการทวงถาม "ความรับผิดชอบทางประวัติศาสตร์" เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องของความเมตตา แต่มันคือการชดใช้หนี้ที่ค้างคา

"การสนับสนุนทางการเงินแก่ประเทศยากจนในวันนี้ ต้องไม่ใช่การอ้อนวอนขอความเห็นใจ แต่มันคือพันธกิจทางจริยธรรมและการชดใช้ผ่านกองทุนเพื่อความสูญเสียและความเสียหาย (Loss and Damage Fund) ภายใต้กรอบของสหประชาชาติ เพื่อยืนยันว่าผู้ที่ก่อมลพิษต้องเป็นผู้จ่าย"

หัวใจสำคัญที่เราทุกคนต้องตระหนักคือ ความยุติธรรมทางสภาพภูมิอากาศ (Climate Justice) คือการยอมรับความจริงอันสามัญว่า ประเทศที่ร่ำรวยจากการทำลายชั้นบรรยากาศโลกต้อง "ยืดอกรับผิดชอบ" ต่อชีวิตและหยาดน้ำตาของเพื่อนมนุษย์

เราต้องไม่ลืมว่าวิกฤตนี้มี "ราคาที่ต้องจ่าย" เสมอ และมันเป็นเรื่องที่น่าละอายต่อมโนธรรมอย่างยิ่ง เมื่อผู้ที่กำลังจ่ายราคานั้นด้วยชีวิต อนาคต และความฝัน กลับไม่ใช่คนที่สั่งอาหารมื้อหรูนั้นมาทาน แต่เป็นเพื่อนมนุษย์กลุ่มใหญ่ที่แทบไม่มีโอกาสได้ลิ้มรสความมั่งคั่งนั้นเลยแม้แต่น้อย ถึงเวลาแล้วที่เราต้องเลิกมองว่านี่คือการช่วยเหลือ และเริ่มมองว่ามันคือการทวงคืนความยุติธรรมให้กับผู้ที่โลกหลงลืมไปนานเกินไป

สำหรับไทย เราเป็นหนึ่งในประเทศยากจนที่กำลังจะถูกน้ำทะเลท่วมเมืองหลวงภายในเวลาราว 1 ชั่วอายุคน ทั้งที่ปริมาณการปลดปล่อยคาร์บอนของเราคิดเป็นเพียง 0.8% ของการปลดปล่อยรวม มันยุติธรรมไหมที่ชาวไทยนับสิบล้านจะต้องละทิ้งบ้านและทรัพย์สินในที่ราบลุ่มภาคกลางและไปสร้างเมืองหลวงใหม่

ความมั่นคงทางอาหาร คือหนึ่งในเรื่องที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงเตือนคนไทยมาโดยตลอด เพราะ “น้ำ” ไม่ได้หม...
06/09/2026

ความมั่นคงทางอาหาร คือหนึ่งในเรื่องที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงเตือนคนไทยมาโดยตลอด เพราะ “น้ำ” ไม่ได้หมายถึงเพียงน้ำกินน้ำใช้ แต่หมายถึงความอยู่รอดของภาคเกษตร และความมั่นคงของประเทศ

วันนี้เรากำลังเดินเข้าสู่โลกที่ต้องเผชิญทั้งภัยแล้งและภัยร้อนที่รุนแรงขึ้น ความแปรปรวนของฝนจะทำให้การพึ่งพาน้ำฝนเพียงอย่างเดียวมีความเสี่ยงมากขึ้นเรื่อย ๆ

โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทาน การปลูกพืชไร่โดยไม่มีหลักประกันเรื่องน้ำ อาจกลายเป็นความเสี่ยงที่สูงขึ้นทุกปี

ส่วนผู้ที่มีพื้นที่ปลูกไม้ยืนต้น วันนี้อาจต้องเริ่มคิดล่วงหน้ามากกว่าที่เคยว่า หากฝนทิ้งช่วงยาว น้ำต้นทุนลดลง หรืออากาศร้อนจัด เราจะมี “ทางหนีทีไล่” เรื่องน้ำอย่างไร เพื่อให้ต้นไม้ที่ลงทุนปลูกมาหลายปีไม่ต้องเสียหายเพราะขาดน้ำในเวลาไม่กี่สัปดาห์

การเตรียมตัวเรื่องน้ำจึงไม่ใช่เรื่องของปีนี้หรือปีหน้า แต่เป็นการวางแผนเพื่อความมั่นคงทางอาหารในระยะยาว

คำถามสำคัญคือ…

เราพร้อมหรือยัง?

ราคาอาหารโลกเดือนสิงหาคมพุ่งแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่พฤศจิกายน 2022 โดยดัชนีราคาอาหารของ FAO อยู่ที่ 133.3 จุด เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคมที่ปรับทบทวนแล้ว 130.8 จุด ท่ามกลางสภาพอากาศรุนแรง ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และการหยุดชะงักของการขนส่งในทะเลดำที่เพิ่มความกังวลด้านอุปทาน
ดัชนีราคาธัญพืชเพิ่มขึ้น 2.2% แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่พฤษภาคม 2024 ขณะที่น้ำมันพืชเพิ่มขึ้น 0.6% และน้ำตาลเพิ่มขึ้น 11.9% แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่มิถุนายน 2025 โดยดัชนีราคาธัญพืช น้ำมันพืช น้ำตาล เนื้อสัตว์ และผลิตภัณฑ์นม ปรับตัวเพิ่มขึ้นทั้งหมดในเดือนสิงหาคม
FAO ยังปรับลดคาดการณ์ผลผลิตธัญพืชโลกปี 2026 เหลือ 2.980 พันล้านตัน ลดลง 3.4 ล้านตันจากประมาณการเดือนกรกฎาคม และต่ำกว่าปี 2025 อยู่ 2.0% ขณะที่คาดการณ์สต็อกธัญพืชโลก ณ สิ้นปี 2026/2027 ลดลง 1.1% เหลือ 947.2 ล้านตัน
อ่านต่อ...https://www.thansettakij.com/sustainable/environment/668208
#ราคาอาหารโลก #เศรษฐกิจโลก #สินค้าเกษตร #ธัญพืช

05/09/2026

ไฟป่าบนเกาะสุมาตราและกาลีมันตัน ประเทศอินโดนีเซีย เผาผลาญพื้นที่ไปแล้วกว่า 100,000 เอเคอร์ (ประมาณ 2.5 แสนไร่) และเพียงไม่กี่วันก่อนจะถึงวันอากาศสะอาดสากล ( ) ภาพถ่ายดาวเทียมและการติดตามสถานการณ์เผยให้เห็นว่า กลุ่มควันไฟได้พัดพาไปไกลข้ามพรมแดน เข้าปกคลุมประเทศเพื่อนบ้านทั้งมาเลเซีย สิงคโปร์ รวมถึงฟิลิปปินส์
ควันจากไฟป่าอุดมไปด้วยฝุ่นละอองขนาดเล็กและก๊าซพิษที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เมื่อกลุ่มควันแผ่ขยายตัว คุณภาพอากาศสามารถดิ่งลงสู่ระดับที่เป็นอันตรายได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ความเสี่ยงต่อโรคในระบบทางเดินหายใจพุ่งสูงขึ้น
การตรวจเฝ้าระวังจุดความร้อน การพยากรณ์ทิศทางการเคลื่อนตัวของกลุ่มควันอย่างแม่นยำ และการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าอย่างทันท่วงที คือหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้หน่วยงานกำกับดูแลดำเนินมาตรการปกป้องสุขภาพประชาชนได้อย่างตรงจุด ขณะเดียวกันก็ช่วยให้ประชาชนเตรียมความพร้อมและลดการสัมผัสกับอากาศพิษได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สรุปการแถลงข่าวขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) เกี่ยวกับสถานการณ์เอลนีโญ (El Niño) ปี พ.ศ. 2569-25704 กันยายน พ.ศ. 2569...
05/09/2026

สรุปการแถลงข่าวขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) เกี่ยวกับสถานการณ์เอลนีโญ (El Niño) ปี พ.ศ. 2569-2570
4 กันยายน พ.ศ. 2569

ความแน่นอนและระดับความรุนแรง

- WMO คาดการณ์ด้วยความมั่นใจสูงเป็นประวัติการณ์เกือบ 100% ว่าปรากฏการณ์เอลนีโญจะคงอยู่ต่อเนื่องยาวนานไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2570
- ขณะนี้เอลนีโญได้ก่อตัวขึ้นอย่างสมบูรณ์แล้วในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน โดยอุณหภูมิผิวน้ำทะเลสูงกว่าค่าเฉลี่ยอย่างต่อเนื่อง และพบว่าอุณหภูมิใต้ผิวน้ำ (Subsurface ocean temperatures) ในบางพื้นที่สูงกว่าปกติถึงกว่า 8 องศาเซลเซียส ในช่วงเดือนกรกฎาคมและต้นเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นมวลน้ำอุ่นมหาศาลที่จะเป็นเชื้อเพลิงหลักในการขับเคลื่อนความรุนแรงของเอลนีโญในครั้งนี้
- คาดว่าเอลนีโญครั้งนี้จะเป็นปรากฏการณ์ที่รุนแรงมาก (Very strong) (มีค่าอุณหภูมิผิดปกติสูงกว่า +2 องศาเซลเซียส) โดยค่าเฉลี่ยของแบบจำลองคาดการณ์ไว้ที่ประมาณ +3.6 องศาเซลเซียส ซึ่งอาจรุนแรงที่สุดเท่าที่เคยเฝ้าติดตามมาด้วยระเบียบวิธีเดียวกันในรอบกว่า 4 ทศวรรษ โดยคาดว่าจะแตะจุดสูงสุดในช่วงปลายปี พ.ศ. 2569 กระทบจะยังคงปรากฏและส่งผลต่อเนื่องยาวนานไปหลังจากนั้น (อาจยาวไปจนถึงปี พ.ศ. 2570 หรือ 2571 ในบางประเทศ)

ความเชื่อมโยงกับภาวะโลกร้อน (Climate Change)

- โดยนิยามแล้ว เอลนีโญเป็นความผันแปรทางภูมิอากาศตามธรรมชาติ ไม่ได้มีข้อพิสูจน์ว่าเชื่อมโยงหรือเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยตรง อย่างไรก็ตาม ภาวะโลกร้อนจะเติมพลังงานความร้อนเข้ามาในระบบมากขึ้น ส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกมีโอกาสสูงที่จะเพิ่มขึ้นและอาจทุบสถิติปี พ.ศ. 2567 ซึ่งเคยเป็นปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์
- ผลกระทบด้านสภาพภูมิอากาศตามภูมิภาคต่าง ๆ (ช่วงเดือนกันยายน - พฤศจิกายน)
- พื้นที่ที่จะแห้งแล้งกว่าปกติ: ได้แก่ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้, อนุทวีปอินเดีย, ออสเตรเลีย, ตอนเหนือของอเมริกาใต้, อเมริกากลาง และแคริบเบียน
- พื้นที่ที่จะเปียกชื้นหรือฝนตกหนักกว่าปกติ: ได้แก่ แถบจะงอยแอฟริกา (Greater Horn of Africa) และบางส่วนของอเมริกาใต้
- อุณหภูมิ: คาดว่าพื้นที่บนแผ่นดินส่วนใหญ่ทั่วโลกจะมีอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติ

ผลกระทบและตัวอย่างการรับมือของแต่ละประเทศ

- เอลนีโญจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อหลายภาคส่วน เช่น เกษตรกรรม การค้า ประมง สาธารณสุข พลังงาน การคมนาคมขนส่ง แหล่งน้ำ และการจัดการภัยพิบัติ
- บราซิล: จะเผชิญสภาพอากาศที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยทางเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือจะเผชิญภัยแล้ง (ส่งผลกระทบต่อพืชผลเกษตรและการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ) ขณะที่ทางใต้มีความเสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วมหนัก
- ปานามา: ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินระดับชาติเพื่อเตรียมพร้อมรับมือภัยแล้ง และเริ่มจำกัดการใช้น้ำในการเดินเรือผ่านคลองปานามาเพื่อความยั่งยืนของแหล่งน้ำ
- เปรู: ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินครอบคลุมพื้นที่ 40% ของประเทศเพื่อเตรียมรับมืออุทกภัยและดินถล่ม
- อินเดีย: จัดการประชุมทบทวนการเตรียมพร้อมระดับสูงระหว่างกระทรวงที่เกี่ยวข้องเพื่อรับมือผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรม สาธารณสุข แหล่งน้ำ และพลังงาน
- สิงคโปร์: ยกระดับมาตรการป้องกันความร้อนสุดขั้วสำหรับแรงงานกลางแจ้งและจัดทำแผนตอบสนองต่อคลื่นความร้อนระดับชาติ
- แทนซาเนีย: เริ่มแคมเปญสร้างความตระหนักรู้ทั่วประเทศให้ครอบคลุมภาคการเกษตร ความมั่นคงทางอาหาร การขนส่ง และผู้จัดการภัยพิบัติ

ข้อเสนอแนะและการดำเนินการของ WMO

- WMO เน้นย้ำว่า "เอลนีโญไม่จำเป็นต้องนำไปสู่ภัยพิบัติเสมอไป" หากแต่ละประเทศใช้ข้อมูลพยากรณ์อากาศล่วงหน้าเพื่อเตรียมพร้อมอย่างทันท่วงที เช่น การปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชที่ทนแล้ง หรือการบริหารจัดการปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำล่วงหน้าเพื่อรองรับการขาดแคลนพลังงาน
- ปัจจุบัน WMO กำลังร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ ในเครือข่ายสหประชาชาติ (เช่น FAO) เพื่อนำมาตรการช่วยเหลือล่วงหน้า (Anticipatory action) ไปปรับใช้ เช่น การสนับสนุนเงินช่วยเหลือเกษตรกร การแจกจ่ายเมล็ดพันธุ์ทนแล้ง และมาตรการปกป้องฝูงสัตว์เลี้ยง

เสาร์ที่ 12 กันยายนนี้  ตั้งแต่เวลา  11.00 น เป็นต้นไป พบกันในไลฟ์สด ปันปัญญ หัวข้อ AI รู้ฟ้า คนรู้พืช : ผสานข้อมูลและคว...
05/09/2026

เสาร์ที่ 12 กันยายนนี้ ตั้งแต่เวลา 11.00 น เป็นต้นไป พบกันในไลฟ์สด ปันปัญญ หัวข้อ AI รู้ฟ้า คนรู้พืช : ผสานข้อมูลและความเชี่ยวชาญ สู่การเกษตรที่ยั่งยืน

รับชมผ่านทางเพจฝ่าฝุ่น พร้อมร่วมพูดคุย และสอบถามข้อสงสัยในไลฟ์สด หรือฝากคำถามใต้โพสต์นี้ไว้ได้เลย แล้วพบกันนะคะ #ปันปัญญ

เราต้องเป็นสังคมที่เดินหน้าด้วยข้อมูล data-driven society    ตอนนี้มองเห็นแต่ความกังวลความกลัวโดยไม่มีตัวเลขหรือข้อมูลสั...
05/09/2026

เราต้องเป็นสังคมที่เดินหน้าด้วยข้อมูล data-driven society ตอนนี้มองเห็นแต่ความกังวลความกลัวโดยไม่มีตัวเลขหรือข้อมูลสักกะตัว

แต่เนื่องจากใกล้ชิดกับงานวิศวกรรมด้านการระบายความร้อน เห็นว่า data center ขนาดที่อยู่ในกลางเมืองนั้น เล็กจิ๋วมาก เปรียบเทียบกับในสหรัฐที่ใหญ่ยังกะสนามบิน ไม่ได้ใช้น้ำหรือไฟฟ้าเกินกว่าที่ระบบจ่ายให้ได้

ว่าไปในบริษัทมากมายก็จำเป็นต้องมี data center หรือ server ของตัวเองอยู่แทบทุกบริษัท และก็มองเห็นการใช้พลังงานไฟฟ้าและระบายความร้อนอยู่สำหรับระบบเล็กๆ เยอะเทียบกับห้องทำงานปกติแต่ก็ไม่ได้เยอะจนแปลกใจ

ขอให้สังคมกลับมาดูตัวเลข และตัดสินใจตามตัวเลข อย่าไปตามกระแสโดยขาดความคิดเชิงวิพากษ์ critical thinking

Data Center ไม่ใช่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์
แต่ก็ไม่ใช่เพียงอาคารเก็บคอมพิวเตอร์

ผมเห็นด้วยว่าเราไม่ควรสร้างความหวาดกลัวเกินจริง เพราะ Data Center ไม่มีเชื้อเพลิงกัมมันตรังสี และโรงงานอุตสาหกรรมบางประเภทอาจก่อมลพิษโดยตรงรุนแรงกว่ามาก

แต่การเปรียบเทียบว่าอะไร “น่ากลัวกว่า” อาจพาเราออกจากคำถามสำคัญ

คำถามไม่ใช่ว่า Data Center อันตรายเท่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์หรือไม่ แต่คือ เมืองและพื้นที่นั้นมีศักยภาพรองรับเพียงใด

Data Center ขนาดใหญ่ต้องการไฟฟ้าปริมาณสูงอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง บางระบบใช้น้ำจำนวนมากเพื่อระบายความร้อน มีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง มีเสียง ความร้อน แบตเตอรี่และขยะอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงอาจทำให้ภาครัฐต้องขยายสถานีไฟฟ้า ระบบประปา และโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติม

ผลกระทบจำนวนมากจึงไม่ได้ออกมาเป็นควันจากปล่องโรงงาน แต่ซ่อนอยู่ในระบบพลังงาน ระบบน้ำ และต้นทุนที่เมืองต้องร่วมรับภาระ

ขณะเดียวกัน การผลัก Data Center ออกไปไว้นอกเมืองทั้งหมดก็ไม่ใช่คำตอบ เพราะยังต้องพิจารณาโครงข่ายไฟฟ้า ใยแก้วนำแสง ความรวดเร็วในการรับส่งข้อมูล แหล่งน้ำ ความเสี่ยงน้ำท่วม–ภัยแล้ง และผลกระทบต่อชุมชนในพื้นที่ใหม่ด้วย

ผมจึงเห็นว่า ประเทศไทยไม่ควรเลือกระหว่าง
“เปิดรับทุกโครงการ” กับ “ต่อต้านทุกโครงการ”

แต่ควรกำหนดพื้นที่และเงื่อนไขให้ชัดว่า

* ไฟฟ้ามาจากไหน และกระทบความมั่นคงของระบบหรือไม่
* ใช้น้ำเท่าใด ในฤดูปกติและฤดูแล้ง
* ใช้น้ำหมุนเวียนหรือน้ำประปาของประชาชน
* ใครรับผิดชอบค่าขยายโครงสร้างพื้นฐาน
* มีมาตรฐานประสิทธิภาพพลังงานและน้ำอย่างไร
* เมื่อหลายโครงการอยู่ใกล้กัน ผลกระทบสะสมเกินขีดความสามารถของพื้นที่หรือไม่

Data Center เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล ประเทศไทยควรมีและควรพัฒนา

แต่การลงทุนที่ดีต้องไม่เพียงพิสูจน์ว่าโครงการสร้างรายได้และไม่ใช่โรงงานอันตราย หากต้องพิสูจน์ด้วยว่า พลังงาน น้ำ เมือง และประชาชนในพื้นที่ยังอยู่ร่วมกับมันได้อย่างเป็นธรรมและยั่งยืน

ที่อยู่

194 Moo 2
Pai
58130

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ฝ่าฝุ่นผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง ฝ่าฝุ่น:

ทางลัด

แชร์