พิชญาภรณ์ คลินิกแลบพังงา

พิชญาภรณ์ คลินิกแลบพังงา ศูนย์ตรวจเลือดและปัสสาวะ

26/05/2026

เวลาพูดถึง “ยูริกสูง” หลายคนจะนึกถึงเกาต์ก่อนเลยครับ ปวดข้อเท้า ปวดนิ้วโป้งเท้า บวมแดง เดินแทบไม่ได้ อันนี้ใช่ครับ แต่ยูริกไม่ได้มีเรื่องข้ออย่างเดียว เพราะอีกอวัยวะที่ต้องทำงานหนักมากคือ “ไต” ไตเป็นคนช่วยขับยูริกออกจากร่างกาย

ถ้ายูริกสูงนาน ๆ หรือไตขับออกไม่ดี มันก็เหมือนของเสียค้างในระบบ สุดท้ายอาจไปเกี่ยวกับนิ่ว ไตอักเสบ หรือไตเสื่อมได้ เพราะฉะนั้นอย่ารอให้ปวดข้อก่อนแล้วค่อยสนใจนะครับ บางทีไตเหนื่อยมานานแล้ว แต่เราเพิ่งรู้ตอนค่าไตเริ่มแย่ก็มี

1️⃣ ยูริกสูงทำให้เกิดผลึกได้
ยูริกถ้าสูงมากหรือสูงนาน ๆ มันอาจตกผลึกได้ครับ ถ้าไปตกที่ข้อก็เป็นเกาต์ แต่ถ้าไปเกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะหรือไต ก็อาจกลายเป็นนิ่วยูริกได้ National Kidney Foundation อธิบายว่านิ่วยูริกเป็นหนึ่งในชนิดของนิ่วในไต และมักเกิดเมื่อปัสสาวะมีความเป็นกรดมากเกินไปครับ
2️⃣ ไตต้องขับยูริกออกทุกวัน
ยูริกเป็นของเสียที่ร่างกายต้องกำจัดออก ส่วนใหญ่ผ่านทางไต ถ้าเรากินของที่เพิ่มยูริกบ่อย ๆ ดื่มน้ำน้อย น้ำหนักเกิน หรือมีโรคไตอยู่แล้ว ไตก็ยิ่งทำงานหนักขึ้น พูดง่าย ๆ คือยูริกสูงกับไตไม่ดีมันลากกันไปมาได้ คนเป็นโรคไตเสี่ยงเกาต์มากขึ้น และคนเป็นเกาต์ก็พบโรคไตได้มากขึ้นเช่นกัน
3️⃣ นิ่วจากยูริกทำให้ไตพังแบบเงียบ ๆ ได้
นิ่วไม่ได้แค่ปวดเอวหรือปัสสาวะแสบอย่างเดียวนะครับ ถ้านิ่วไปอุดทางเดินปัสสาวะ ปัสสาวะระบายไม่ดี ไตก็รับแรงดันมากขึ้น และถ้าเป็นซ้ำ ๆ ปล่อยนาน ๆ ไตก็เสียหายได้ อันนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะบางคนไม่รู้ตัวจนกว่าจะปวดมาก หรือเจอจากตรวจสุขภาพครับ
4️⃣ ยูริกสูงมักมาพร้อมพุง น้ำตาล ไขมัน ความดัน
หลายคนไม่ได้มียูริกสูงเดี่ยว ๆ ครับ แต่มาพร้อมน้ำหนักเกิน พุงเยอะ ไตรกลีเซอไรด์สูง น้ำตาลเริ่มสูง หรือความดันสูง พวกนี้ทำให้ไตเสื่อมเร็วขึ้นได้อยู่แล้ว พอมี ยูริกสูงเพิ่มเข้ามาอีก ไตก็เหมือนโดนรุมครับ ไม่ได้โดนหมัดเดียว แต่โดนหลายทางพร้อมกัน
5️⃣ บางคนไม่มีอาการ แต่ค่าเริ่มเตือนแล้ว
อันนี้สำคัญครับ ยูริกสูงไม่ได้แปลว่าต้องปวดข้อเสมอไป บางคนค่า 8-9 แต่ยังไม่เคยเกาต์กำเริบ เลยคิดว่าไม่เป็นไร อย่าชะล่าใจครับ ค่าเลือดมันไม่ได้มีไว้ดูเล่น ถ้าสูงเรื้อรัง โดยเฉพาะมีค่าไตเริ่มลด เคยเป็นนิ่ว หรือมีเกาต์ร่วมด้วย ควรคุยกับหมอให้ชัดว่าต้องปรับพฤติกรรมหรือใช้ยาหรือยัง
แล้วเราจะลดยูริกยังไงได้บ้าง?
• ดื่มน้ำให้พอ ช่วยให้ไตขับยูริกได้ดีขึ้น
• ลดเครื่องใน น้ำซุปเข้มข้น เนื้อแดง และอาหารทะเลบางชนิด
• ลดเบียร์และแอลกอฮอล์ เพราะกระตุ้นยูริกและทำให้ขับออกยากขึ้น
• ลดน้ำหวาน น้ำอัดลม น้ำผลไม้หวาน ๆ โดยเฉพาะกลุ่มฟรุกโตส
• ลดน้ำหนักถ้าน้ำหนักเกิน แต่ไม่ควรอดอาหารหักโหม
• เลือกโปรตีนที่เบาลง เช่น ไข่ เต้าหู้ ปลาในปริมาณพอดี และนมไขมันต่ำ
• ตรวจค่าไต ค่าเกลือแร่ และค่ายูริกตามนัด โดยเฉพาะคนที่เคยเป็นเกาต์หรือนิ่ว

จริง ๆ ยูริกสูงไม่ใช่แค่เรื่องปวดข้อเท่านั้นนะ แต่มันเกี่ยวกับไตได้ด้วย ถ้าปล่อยให้สูงเรื้อรัง ดื่มน้ำน้อย กินซ้ำ ๆ แบบเดิม แล้วรอให้ปวดก่อนค่อยสนใจ อันนี้ไตอาจไม่รอเรานะครับ เริ่มลดตัวกระตุ้น ดื่มน้ำให้พอ และตรวจติดตามให้ชัด ดื้อกับของกินได้ แต่อย่าดื้อกับค่าไตครับ ใครมีคำถาม หรืออยากให้ผมเขียนความรู้เรื่องอะไรคอมเมนต์กันมาได้เลยนะครับ

04/04/2026
04/04/2026

“อย่าง ย่อ” เบาหวาน Non-pregnant DM Diagnosis

A1C ≥ 6.5
FBS ≥ 126 หลัง งดอาหาร 8 h ขึ้นไป
DTX ≥ 200 มีอาการน้ำตาลสูง (หิวน้ำ,ฉี่บ่อย,WT loss)
DTX ≥ 200 หลัง กินกลูโคส 75 g ไป 2 h (OGTT)

Ref: ADA. Diabetes Care 2026;49(Suppl.1):S28

เลขที่ออก 126
27/02/2026

เลขที่ออก 126

เคยสงสัยไหมครับว่า
ทำไมหมอถึงต้องขีดเส้นตายที่ตัวเลข 126
แล้วถ้าเกิดว่าวันนี้เราตรวจได้ 125
เราจะรอดพ้นจากการเป็นเบาหวานจริงหรือเปล่า

วันนี้เราจะมาเจาะลึกที่มาของตัวเลขพยากรณ์โรคนี้กันครับ

1. ทำไมเมื่อก่อนเราถึงใช้ตัวเลข 140แล้วมาเปลี่ยนเพื่ออะไร

ก่อนปี ค.ศ. 1997 เกณฑ์การวินิจฉัยเบาหวานจากการตรวจน้ำตาลหลังอดอาหาร (Fasting Plasma Glucose) เคยถูกตั้งไว้ที่ 140 mg/dL มาก่อนครับ

สาเหตุที่นักวิทยาศาสตร์ในยุคนั้นเลือกเลขนี้ เพราะเขาอิงจากการทดสอบความทนทานต่อกลูโคส (OGTT) หรือการดื่มน้ำตาล 75 กรัมแล้วเจาะเลือดดูผลในอีก 2 ชั่วโมงถัดไป ซึ่งพบว่าคนที่น้ำตาลหลังอดอาหารเกิน 140 มักจะมีค่าน้ำตาลหลังดื่มน้ำเชื่อมพุ่งสูงเกิน 200 mg/dL ซึ่งเป็นระดับที่เริ่มพบภาวะแทรกซ้อนชัดเจน

แต่ปัญหาคือเกณฑ์ 140 มัน "สูงเกินไป" ทำให้เราตรวจเจอคนเป็นเบาหวานช้าเกินไปจนร่างกายพังไปเยอะแล้วครับ ไม่ว่าจะเป็นเบาหวานขึ้นตา เบาหวานลงไต เบาหวานตัดขา หรือไขมันพอกตับ ก็เลยมีการเปลี่ยนครับ

2. ทำไมต้องลดลงมาเหลือ 126

สมาคมโรคเบาหวานแห่งสหรัฐอเมริกา (ADA) ได้ทำการศึกษาข้อมูลย้อนหลังอย่างหนัก และพบความจริงที่น่าตกใจว่า "ความเสียหายของร่างกายเริ่มขึ้นก่อนเลข 140 นานมาก" โดยเฉพาะที่ดวงตา

นักวิจัยพบว่ากราฟความเสี่ยงของโรคเบาหวานขึ้นจอประสาทตา (Diabetic Retinopathy) จะเริ่มหักหัวขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อน้ำตาลสะสมพุ่งแตะระดับหนึ่ง

ซึ่งเมื่อคำนวณย้อนกลับมาเป็นค่าน้ำตาลหลังอดอาหาร มันคือตัวเลข 126 mg/dL นั่นเองครับ

ตัวเลขนี้จึงถูกเลือกมาเพื่อเป็น "สัญญาณเตือนภัย" ที่แม่นยำกว่าเดิม เพื่อรักษาคนไข้ให้ทันก่อนที่จะสูญเสียการมองเห็น สรุปง่ายง่ายถ้าเกินส่วนใหญ่มักจะมีปัญหาตาบอดได้ในอนาคต

3. 125 กับ 126 ต่างกันแค่ 1 หน่วย... ทำไมชีวิตเปลี่ยน
หลายคนอาจจะเถียงว่า "แค่แต้มเดียวเองนะหมอ 125 กับ 126 มันจะต่างกันขนาดนั้นเลยเหรอ?" ในเชิงชีววิทยา ร่างกายเราไม่ได้มีสวิตช์ปิดเปิดที่พอเลข 126 ปุ๊บแล้วจะเป็นเบาหวานทันทีครับ แต่มันคือ "เกณฑ์ตัดสินทางสถิติ" เหมือนกับการกำหนดความเร็วรถในเขตชุมชนที่ 60 กม./ชม. ถามว่าขับ 61 อันตรายกว่า 59 มากไหม? ก็อาจจะไม่มาก

แต่ในทางกฎหมายและการรักษา แพทย์จำเป็นต้องมีเส้นแบ่งที่ชัดเจนเพื่อเริ่มกระบวนการรักษา การที่คุณได้ 125 ไม่ได้แปลว่าคุณปลอดภัย 100% แต่มันคือการยืนอยู่บนขอบเหวที่เรียกว่า "กลุ่มเสี่ยงเบาหวาน" (Prediabetes) แล้วครับ

แต่จริงๆแล้วก็มีความสำคัญกับหลายอย่างเลยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิการดูแลรักษาตัวเอง หรือประวัติที่เราป่วยเป็นโรคเบาหวาน จนกระทั่งบางคนเสียสิทธิ์ประกันชีวิตและประกันสุขภาพไปได้เลย


4. ที่มาของเลข 126 จากระบบสากล

อีกหนึ่งเหตุผลที่ตัวเลขมาลงล็อคที่ 126 ก็คือเรื่องของหน่วยวัดครับ ในระดับสากลหลายประเทศใช้หน่วย mmol/L (มิลลิโมลต่อลิตร)

ในขณะที่บ้านเราใช้ mg/dL (มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร) นักวิทยาศาสตร์ต้องการตัวเลขที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก ซึ่งเลขที่เป็นจุดตัดสวยๆ ในหน่วยสากลคือ 7.0 mmol/L ครับ เมื่อเรานำ 7.0 มาคูณด้วยค่าคงที่เพื่อแปลงหน่วย (ประมาณ 18.018) ผลลัพธ์ที่ได้คือ 126.126... หรือปัดเศษทิ้งเหลือ 126 mg/dL นั่นเอง มันจึงกลายเป็นตัวเลขศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้กันทั่วโลกเพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน

5. การวินิจฉัยไม่ได้ดูแค่ผลตรวจครั้งเดียว

แม้เลข 126 จะเป็นเกณฑ์ตัดสิน แต่คุณหมอส่วนใหญ่จะไม่วินิจฉัยว่าเป็นเบาหวานทันทีจากการเจาะเลือดเพียงครั้งเดียวนะครับ (ยกเว้นกรณีที่มีอาการชัดเจนมาก เช่น หิวน้ำบ่อย ปัสสาวะบ่อย น้ำหนักลดฮวบ) เพราะค่าน้ำตาลในเลือดมีความผันผวนได้จากความเครียด การนอนหลับ หรืออาหารมื้อก่อนหน้า ดังนั้น แพทย์มักจะขอตรวจซ้ำอีกครั้ง หรือตรวจ HbA1c (น้ำตาลสะสมเฉลี่ย 3 เดือน) ควบคู่ไปด้วย

ถ้าค่าน้ำตาลสะสมเกิน 6.5% ร่วมกับน้ำตาลหลังอดอาหารเกิน 126 ถึงจะยืนยันได้เต็มปากว่า

"ยินดีด้วยครับ คุณได้สิทธิ์เป็นเบาหวานอย่างเป็นทางการ"

มาลองเช็คดูกันได้นะคะ
11/02/2026

มาลองเช็คดูกันได้นะคะ

สำหรับใครที่รู้สึกว่าร่างกายเหมือนมีไฟอักเสบอยู่ข้างใน นอนก็ไม่สดชื่น ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ ท้องอืด ผิวพัง หรือเจ็บป่วยง่าย ทั้งที่ไม่ได้เป็นโรคชัดเจน ความจริงคือ “การอักเสบเรื้อรัง” สามารถเกิดขึ้นได้แบบไม่แสดงอาการแรง และถ้าอยากรู้ว่าร่างกายกำลังอักเสบอยู่หรือไม่ การตรวจเลือดบางตัวช่วยให้เห็นภาพได้ชัดมาก มาดูกันว่ามีค่าอะไรบ้าง?

1. CRP (C-Reactive Protein) ตัวชี้วัดการอักเสบที่เร็วที่สุด
CRP เป็นค่าที่ขึ้นเร็วเมื่อร่างกายมีการอักเสบ ไม่ว่าจะจากติดเชื้อ ไขมันพอกตับ โรคหัวใจ หรือการอักเสบเรื้อรังระดับต่ำ โดยทั่วไปค่า ต่ำกว่า 1 mg/L ถือว่าดีมาก ถ้า 1–3 คือเริ่มมีความเสี่ยง และถ้า มากกว่า 3–10 ขึ้นไปควรระวัง เพราะสะท้อนการอักเสบในร่างกายชัดเจน
2. ESR ค่าการอักเสบแบบเรื้อรังที่ซ่อนอยู่
ESR จะไม่ขึ้นเร็วเหมือน CRP แต่สะท้อนการอักเสบที่เป็นมานาน เช่น โรคข้ออักเสบ ภูมิคุ้มกันผิดปกติ หรือการอักเสบเรื้อรังในระบบต่าง ๆ ค่าโดยทั่วไป ผู้ชายควรต่ำกว่า 15 mm/hr และ ผู้หญิงต่ำกว่า 20 mm/hr ถ้า สูงเกิน 30–40 ร่วมกับอาการปวดเมื่อยเรื้อรัง ต้องหาสาเหตุให้ชัด เพราะอาจมีการอักเสบซ่อนอยู่ในร่างกายมานาน
3. CBC ดูเม็ดเลือดขาวว่าอักเสบหรือติดเชื้อหรือไม่
การตรวจ CBC จะดูจำนวนเม็ดเลือดขาว (WBC) ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ภูมิคุ้มกัน ค่าโดยทั่วไป ปกติอยู่ที่ 4,000–10,000 cells/µL ถ้า สูงเกิน 11,000 อาจมีการติดเชื้อหรืออักเสบเรื้อรังบางอย่าง แต่ถ้า ต่ำเกินไป ก็อาจสะท้อนภูมิคุ้มกันอ่อนแอได้เช่นกัน ต้องดูร่วมกับอาการและค่าอื่น ๆ ประกอบเสมอ
4. Ferritin สูงผิดปกติ อาจไม่ใช่เหล็ก แต่คือการอักเสบ
Ferritin หลายคนเข้าใจว่าเป็นค่าเหล็กอย่างเดียว แต่จริง ๆ เป็นโปรตีนที่ขึ้นได้เมื่อร่างกายอักเสบ ค่าโดยทั่วไป ผู้ชาย 30–400 ng/mL และ ผู้หญิง 15–150 ng/mL ถ้าสูงเกินช่วงนี้ โดยเฉพาะ เกิน 300–500 ทั้งที่ไม่ได้กินเหล็กเสริม อาจสะท้อนภาวะไขมันพอกตับ หรือการอักเสบเรื้อรังระดับเซลล์ที่ต้องระวัง
5. HbA1c และน้ำตาลสะสม เพราะน้ำตาลสูงคือไฟอักเสบอันดับหนึ่ง
น้ำตาลในเลือดสูงเรื้อรังทำให้หลอดเลือดอักเสบแบบเงียบ ๆ และเพิ่มความเสี่ยงหัวใจ ไต และเส้นประสาท ค่า HbA1c ที่ดีควร ต่ำกว่า 5.7% ถ้าอยู่ที่ 5.7–6.4% คือภาวะก่อนเบาหวาน และถ้า 6.5% ขึ้นไปคือเบาหวาน ซึ่งมักมีการอักเสบเรื้อรังร่วมด้วยโดยไม่รู้ตัว
6. ค่าเอนไซม์ตับ (AST/ALT) เพราะตับอักเสบคือการอักเสบที่คนมองข้าม
ไขมันพอกตับหรือตับอักเสบเล็ก ๆ สามารถทำให้ร่างกายอักเสบทั้งระบบ ค่า ALT/AST ปกติควรอยู่ประมาณ ต่ำกว่า 35–40 U/L ถ้า สูงเกิน 50–80 ต่อเนื่อง ต้องระวัง เพราะอาจเป็นสัญญาณตับอักเสบเรื้อรังจากไขมัน น้ำตาล หรือแอลกอฮอล์ ตับไม่เจ็บแต่พังได้เงียบ ๆ
7. Vitamin D ต่ำ ทำให้ภูมิคุ้มกันเพี้ยนและอักเสบง่าย
วิตามินดีไม่ใช่แค่เรื่องกระดูก แต่เป็นตัวควบคุมภูมิคุ้มกัน ถ้าต่ำร่างกายจะอักเสบง่าย ป่วยบ่อย และฟื้นตัวช้า ค่า Vitamin D ที่ดีควรอยู่ที่ 30–50 ng/mL ถ้า ต่ำกว่า 20 คือขาดชัดเจน และถ้า ต่ำกว่า 10 ถือว่ารุนแรง ซึ่งสัมพันธ์กับการอักเสบเรื้อรังและภูมิคุ้มกันที่ทำงานผิดสมดุล
ถ้าตรวจพบว่าค่าสูง แก้ทางยังไงบ้าง?
ถ้าผลเลือดออกมาว่าค่าอักเสบสูง ไม่ต้องตกใจทันทีครับ เพราะส่วนใหญ่ “แก้ได้” ถ้ารู้ต้นเหตุและปรับถูกจุด สิ่งสำคัญคืออย่าดูแค่ตัวเลข แต่ดูพฤติกรรมในชีวิตประจำวันที่เป็นไฟสะสมอยู่ทุกวัน
• อย่างแรกคือเริ่มจาก ลดน้ำตาลและแป้งขัดขาว เพราะ HbA1c สูงมักเป็นตัวจุดไฟอักเสบอันดับหนึ่ง ทำให้หลอดเลือดอักเสบ ตับทำงานหนัก และภูมิคุ้มกันเพี้ยนแบบเงียบ ๆ แค่ลดหวาน ลดน้ำอัดลม และขนมช่วงเย็น ค่า CRP หลายคนลดลงได้จริง
• ต่อมาคือ ดูแลตับให้เบาลง ถ้า AST/ALT สูง ให้หยุดแอลกอฮอล์ ลดของทอด น้ำมันใช้ซ้ำ และเน้นอาหารต้านอักเสบ เช่น ปลา ผักสีเขียว ถั่ว และน้ำมันมะกอก เพราะตับคือศูนย์กลางของการฟื้นฟูร่างกาย ถ้าตับอักเสบ ระบบทั้งตัวจะอักเสบตาม
• อีกเรื่องที่สำคัญมากคือ นอนให้พอ เพราะการนอนน้อยทำให้ Cortisol สูง ร่างกายจะอักเสบง่ายขึ้นแบบอัตโนมัติ หลายคนตรวจค่า Ferritin หรือ CRP สูง ทั้งที่ต้นเหตุจริงคือพักผ่อนไม่พอและเครียดสะสม
• และถ้า Vitamin D ต่ำ ให้เริ่มจาก ออกแดดอ่อนตอนเช้า 10–15 นาที หรือเสริมตามคำแนะนำแพทย์ เพราะวิตามินดีช่วยปรับภูมิคุ้มกันให้สมดุล ลดการอักเสบเรื้อรัง และทำให้ร่างกายฟื้นตัวไวขึ้น
• สุดท้ายคือ ขยับร่างกายทุกวัน ไม่ต้องออกหนัก แค่เดินหลังอาหาร 15 นาที ลดพุง ลดไขมันพอกตับ และช่วยลดค่าอักเสบในเลือดได้ชัดมาก เพราะการอักเสบส่วนใหญ่เกิดจาก “ระบบเผาผลาญที่ติดขัด” มากกว่าการติดเชื้อเสมอไป

ถ้ามีใครที่รู้สึกอักเสบไม่หาย เหนื่อยง่าย ปวดเมื่อยเรื้อรัง หรือเหมือนมีไฟในร่างกายตลอดเวลา อย่ามองข้ามนะครับ เพราะค่าเลือดอย่าง ESR, WBC, Ferritin, HbA1c, เอนไซม์ตับ และ Vitamin D สามารถบอกได้ว่าร่างกายกำลังอักเสบอยู่เงียบ ๆ การรู้ตัวเร็วคือโอกาสฟื้นก่อนโรคใหญ่จะตามมาครับ

27/01/2026
แค่ออกกำลังกายก็ลดภาวะเสี่ยงมะเร็งเต้านมแล้ว 🏃🏼‍♀️‍➡️🏃🏻‍♂️
26/01/2026

แค่ออกกำลังกายก็ลดภาวะเสี่ยงมะเร็งเต้านมแล้ว 🏃🏼‍♀️‍➡️🏃🏻‍♂️

🎀 มะเร็งเต้านม เป็นมะเร็งที่พบบ่อยเป็นอันดับต้นๆ และเป็นมะเร็งอันดับต้นๆ เช่นกัน ที่ได้ประโยชน์จากการออกกำลังกายมากเลยค่ะ


คงทราบกันดีอยู่แล้วว่า การออกกำลังกาย ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งได้ดีมาก แต่มะเร็งเต้านมที่กลไกขึ้นกับผลจากเนื้อเยื่อไขมันและสาร IGF-I มาก ดูจะได้รับอานิสงส์มากเป็นพิเศษค่ะ



🧩 มะเร็งเต้านม ก็เหมือนกับมะเร็งทั่วไป
คือกำเนิดจากเซลล์ที่ควบคุมการแบ่งตัวไม่ได้
หากร่างกายมีอักเสบเรื้อรัง มีอนุมูลอิสระมากๆ
มีโอกาสที่ DNA เสียหายได้มาก

และหากภูมิคุ้มกันที่คอยสอดส่อง (NK cell, CD8+ T cell)
อ่อนแอลง ก็จะหลุดการค้นหาได้มากขึ้น

แต่ที่พิเศษกว่าตัวอื่นคือ มะเร็งเต้านม (บางชนิด) จะขึ้นกับฮอร์โมนมาก เพราะเดิมทีฮอร์โมนนี้กระตุ้นการเจริญของเต้านมอยู่แล้ว ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่สามารถผลิตได้เพิ่มจากเนื้อเยื่อไขมันด้วย โดยใช้วัตถุดิบที่ส่งต่อมาจากตัวต่อมจริงๆ นั่นแหละ

รวมทั้งภาวะดื้ออินซูลินยิ่งส่งผลมาก เพราะตับอ่อนจะยิ่งหลั่งอินซูลินออกมามาก ทำให้กระตุ้นการโตของเซลล์เต้านมได้ ทั้งทางตรงและทางอ้อมผ่านทางเพิ่ม IGF-1

สุดท้ายคือเรื่องพันธุกรรม บางคนมีพันธุกรรมที่เสี่ยงสูงมาก หรือแค่เพิ่มความเสี่ยงเล็กน้อยก็มี จุดนี้คงพูดอะไรมากไม่ได้ เราควรเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่เปลี่ยนได้ดีกว่าค่ะ



🏃‍♀️ การออกกำลังกายเข้าไปตัดวงจรตรงไหนบ้าง

1️⃣ ลดสัญญาณเร่งการแบ่งตัว

การออกกำลังกายทำให้
1. กล้ามเนื้อตอบสนองต่ออินซูลินดีขึ้น
2. เพิ่มการสลายไขมัน ลดขนาดเนื้อเยื่อไขมัน ทำให้ลดการปล่อยสารก่ออักเสบที่เป็นตัวการสำคัญทำให้ดื้ออินซูลิน

ผลคือ
→ อินซูลินออกฤทธิ์ดีขึ้น คุมน้ำตาลดีขึ้น
→ ตับอ่อนไม่จำเป็นต้องหลั่งอินซูลินเพิ่มขึ้นอีกต่อไป
→ อินซูลินและ IGF-1 ซึ่งเป็นสารกระตุ้นการแบ่งตัว เริ่มกลับมาปกติ
→ ลดสัญญาณ “โตเร็ว แบ่งเร็ว” ที่เซลล์ผิดปกติใช้


2️⃣ กดการอักเสบเรื้อรังที่มะเร็งชอบ

ออกกำลังกายช่วยทั้งทางตรงและทางอ้อมเลย

ทางตรง: กล้ามเนื้อปล่อย IL-6 ออกมามีฤทธิ์ต้านอักเสบ
ทางอ้อม: ลดขนาดเนื้อเยื่อไขมัน ทำให้ลดการปล่อยสารอักเสบ, เพิ่มเม็ดเลือดขาว Treg, M2 ที่หลั่งสารต้านอักเสบ

ทำให้การอักเสบเงียบๆ ที่เคยหล่อเลี้ยงมะเร็ง


3️⃣ ปรับสมดุลฮอร์โมนเอสโตรเจน

เนื้อเยื่อไขมันคือแหล่งสำคัญที่นำวัตถุดิบเดิมจากที่ต่อมเพศสร้างมา มาเปลี่ยนเป็น estrogen ทำให้เซลล์เต้านมถูกกระตุ้นมากเกินไป

การออกกำลังกายทำให้ลดขนาดเนื้อเยื่อไขมัน
ลดเมตาบอลิซึมที่ใช้สร้าง estrogen เพิ่มด้วย


4️⃣ ปลุกภูมิคุ้มกันให้เห็นเซลล์ผิดปกติ

การออกกำลังกายช่วย
→ เพิ่มการทำงานของ NK cell และ CD8+ T cell
→ ทำให้เซลล์ที่เริ่มผิดปกติถูกกำจัดได้เร็ว

ก่อนจะสะสมจนกลายเป็นก้อนมะเร็งจริงๆ



🎯 ผลลัพธ์ที่เห็นได้จริง

ผู้หญิงที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
▪️ มีความเสี่ยงมะเร็งเต้านมลดลง
▪️ หากเคยเป็น โอกาสกลับมาเป็นซ้ำลดลง
▪️ การดำเนินโรครุนแรงน้อยลง

มะเร็งเต้านมชนิดที่ขึ้นกับฮอร์โมนจะได้รับประโยชน์มากสุด แต่ชนิดอื่นๆ แม้จะไม่ได้ผลโดยตรง แต่ผลภาพรวมเรื่องคุมการอักเสบก็ช่วยอยู่ดี



🩺 ควรออกกำลังกายแบบไหน

▪️ แอโรบิกระดับปานกลาง เช่น เดินเร็ว วิ่ง ปั่นจักรยาน
อย่างน้อย 150 นาที/สัปดาห์ ช่วง PM2.5 สูง ใช้วิธีวิ่งลู่วิ่ง, เต้นแอโรบิก
▪️ เสริมแรง 2–3 ครั้ง/สัปดาห์
เพื่อเพิ่มมวลกล้ามเนื้อและสารป้องกันโรคจากกล้ามเนื้อ

ไม่ต้องโหด
แต่ต้อง สม่ำเสมอ



เพจจึงได้เน้นเสมอว่า ออกกำลังกายเป็นยาที่อยู่ใกล้ตัวมาก และทำได้ทันที ไม่ว่าจะเริ่มออกแบบไหน ขอให้ทำให้สม่ำเสมอค่ะ

สำหรับคุณผู้ชาย การออกกำลังกายก็ป้องกันมะเร็งชนิดอื่นๆ ด้วยค่ะ โดยเฉพาะมะเร็งลำไส้ที่ขึ้นกับ IGF-1 และเนื้อเยื่อไขมันเหมือนกัน ก็ได้ประโยชน์ไม่แพ้กันเลยค่ะ

มาออกกันเพื่อตัวเราในอนาคตกันค่ะ

*ไกด์ภาพรวม ในแง่มุมอื่นนอกจากออกกำลังกาย ลงใน comment ค่ะ*

ที่อยู่

6/4 ซอยถ้ำตาปาน ต. ท้ายช้าง อ. เมือง จ. พังงา
Phangnga
82000

เวลาทำการ

จันทร์ 06:30 - 19:30
อังคาร 06:30 - 19:30
พุธ 06:30 - 19:30
พฤหัสบดี 06:30 - 19:30
ศุกร์ 06:30 - 19:30
เสาร์ 07:00 - 19:00
อาทิตย์ 07:00 - 19:00

เบอร์โทรศัพท์

+66987493928

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ พิชญาภรณ์ คลินิกแลบพังงาผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง พิชญาภรณ์ คลินิกแลบพังงา:

ทางลัด

แชร์