คลินิกแพทย์พัลลภ-นุสรา - Pallop Nusara Clinic

คลินิกแพทย์พัลลภ-นุสรา - Pallop Nusara Clinic ติดศูนย์การค้าปทุมทอง ถนนเจ้าพระยาสุรสีห์ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองพิษณุโลก โทร 062-7402511

🥰หนูเป็นลูกชาย อยู่ในท้องแม่มา 11 สัปดาห์แล้วคร้าบ😋
22/08/2026

🥰หนูเป็นลูกชาย อยู่ในท้องแม่มา 11 สัปดาห์แล้วคร้าบ😋

🤰✨ คนท้องยกของหนักได้ไหม? อุ้มลูกคนโตได้หรือเปล่า?เป็นคำถามที่คุณแม่ตั้งครรภ์สงสัยบ่อยมากครับคำตอบคือ “ทำได้ในบางกรณี แต...
19/08/2026

🤰✨ คนท้องยกของหนักได้ไหม? อุ้มลูกคนโตได้หรือเปล่า?

เป็นคำถามที่คุณแม่ตั้งครรภ์สงสัยบ่อยมากครับ
คำตอบคือ “ทำได้ในบางกรณี แต่ต้องรู้ขีดจำกัด และยกให้ถูกวิธี” ✅

ระหว่างตั้งครรภ์ ร่างกายคุณแม่เปลี่ยนไปหลายอย่าง เช่น

🔸 มดลูกโตขึ้น ทำให้ จุดศูนย์ถ่วงเคลื่อนไปด้านหน้า
🔸 หลังต้องแอ่นมากขึ้น จึงปวดหลังง่าย
🔸 ฮอร์โมนทำให้เอ็นและข้อต่อหย่อนขึ้น โดยเฉพาะ เชิงกรานและ sacroiliac joint
🔸 กล้ามเนื้อหน้าท้องถูกยืด ทำให้พยุงลำตัวได้น้อยลง
🔸 การทรงตัวลดลง เสี่ยงเสียหลักหรือหกล้มมากขึ้น
🔸 ช่วงท้ายครรภ์ หายใจเหนื่อยง่าย และออกแรงได้น้อยลง

ดังนั้น การยกของหนักมาก ๆ หรือยกซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อ

⚠️ ปวดหลัง ปวดเชิงกราน
⚠️ กล้ามเนื้อหรือข้อต่อบาดเจ็บ
⚠️ เสียสมดุล หกล้ม
⚠️ ในบางการศึกษา พบความสัมพันธ์กับคลอดก่อนกำหนดหรือทารกน้ำหนักตัวน้อย โดยเฉพาะในงานที่ต้องยกหนักซ้ำ ๆ เป็นประจำ

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้แปลว่าคนท้องต้องห้ามยกของทุกอย่างครับ
ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์ฯ มีคำแนะนำเรื่องน้ำหนักที่ควรระวัง เพื่อให้การตั้งครรภ์ปลอดภัยมากขึ้น ดังนี้

📌 อายุครรภ์น้อยกว่า 20 สัปดาห์
🏋️‍♀️ ยกเป็นครั้งคราวได้ แต่ควรไม่เกินประมาณ 18 กิโลกรัม

📌 อายุครรภ์ 20–28 สัปดาห์
⚖️ ควรลดน้ำหนักลง เหลือประมาณ 11–13 กิโลกรัม

📌 อายุครรภ์มากกว่า 28 สัปดาห์
🛑 ควรหลีกเลี่ยงการยกของหนัก หรือจำกัดให้น้อยที่สุด
🎒 โดยทั่วไปประมาณ 5–10 กิโลกรัม

👶💛 แล้วอุ้มลูกคนโตได้ไหม?

ถ้าคุณแม่ไม่มีอาการผิดปกติ เช่น ปวดท้อง เลือดออก เจ็บครรภ์ เวียนศีรษะ หรือภาวะเสี่ยงอื่น ๆ
อาจอุ้มได้เป็นครั้งคราว แต่ควรลดระยะเวลาและลดความถี่ โดยเฉพาะช่วงท้องโต

แนะนำให้เปลี่ยนจาก “อุ้มเดินนาน ๆ” เป็น

🪑 นั่งแล้วให้ลูกมานั่งตัก
🤗 กอดแทนการอุ้ม
👣 ให้ลูกปีนขึ้นเตียงหรือเก้าอี้ก่อน แล้วค่อยประคอง
🚗 ขอคนช่วยเมื่อต้องอุ้มขึ้นรถ ลงรถ หรือขึ้นบันได
🧸 ใช้วิธีเล่นใกล้ ๆ แทนการอุ้มนาน ๆ

✅💪 เทคนิคยกของให้ปลอดภัย

1️⃣ 🦵 ย่อเข่า หลังตรง ใช้แรงจากขาและสะโพก ไม่ก้มใช้หลัง
2️⃣ 📦 ถือของให้ชิดลำตัว อย่ายื่นแขนไกล
3️⃣ 🌬️ หายใจออกตอนออกแรง ห้ามกลั้นหายใจ
4️⃣ 👣 อย่าบิดเอวขณะถือของ ให้หมุนทั้งตัวด้วยการขยับเท้า
5️⃣ 🙆‍♀️ หลีกเลี่ยงการยกของจากพื้นบ่อย ๆ หรือยกสูงเหนือศีรษะ
6️⃣ 🛑 ถ้าปวด หน่วงท้อง เวียนหัว ใจสั่น หรือรู้สึกไม่มั่นคง ให้หยุดทันที

🧠📌 สรุปตัวเลขจำง่าย: “18–12–10”

🤰 ท้องก่อน 20 สัปดาห์ → ไม่เกิน 18 กก.
🤰 ท้อง 20–28 สัปดาห์ → ประมาณ 12 กก.
🤰 ท้องแก่ หลัง 28 สัปดาห์ → ยกให้ เบาที่สุด ประมาณ 5–10 กก.

จำสั้น ๆ ว่า
“ท้องยิ่งแก่ ยิ่งต้องยกเบา”

Cr หมอสูติคู่มือถือคุณ

😨ปวดหัวแบบนี้… เป็น “ไมเกรน” หรือเปล่านะ❓📌ไมเกรนเป็นอาการที่เกิดจากความผิดปกติของระบบประสาท ทำให้สมองไวต่อความรู้สึกเจ็บ...
19/08/2026

😨ปวดหัวแบบนี้… เป็น “ไมเกรน” หรือเปล่านะ❓

📌ไมเกรนเป็นอาการที่เกิดจากความผิดปกติของระบบประสาท ทำให้สมองไวต่อความรู้สึกเจ็บปวด และสิ่งกระตุ้นต่าง ๆ (เช่น แสง เสียง กลิ่น) มากกว่าปกติ จึงมักมีอาการปวดศีรษะข้างเดียวได้ง่ายกว่าคนทั่วไป

📍อาการปวดหัวข้างเดียวอาจเกิดจากโรคอื่นได้เช่นกัน จึงควรพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยที่ชัดเจน

💠อาการที่บ่งชี้ว่าเป็นไมเกรน

- ปวดหัวเป็น ๆ หาย ๆ แต่ละครั้งนานหลายชั่วโมง จนถึง 1 – 2 วัน
- มักปวดหัวข้างเดียว (ปวดแต่ละครั้งอาจสลับข้างได้)
บางครั้งอาจปวดทั้งสองข้างได้
- อาจรู้สึกปวดแบบตุบ ๆ
ไวต่อแสง เสียง หรือกลิ่น
หากรุนแรงอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ร่วมด้วยได้

🔹อาการปวดศีรษะอื่น ๆ ที่ต้องแยกจากไมเกรน

- ปวดศีรษะจากความเครียด มักปวดทั้งสองข้างรอบศีรษะ มักเป็นหลังทำงานนาน ๆ ไม่มีอาการคลื่นไส้
- ปวดศีรษะจากแบบคลัสเตอร์ ปวดรุนแรงบริเวณรอบดวงตาข้างเดียวอาจมีตาแดง น้ำตาไหล หรือคัดจมูกน้ำมูกไหลร่วมด้วย
- ปวดศีรษะจากการใช้ยาแก้ปวดมากเกินไป มักพบในผู้ป่วยไมเกรนที่ใช้ยาแก้ปวดบ่อยครั้งเป็นประจำ
- ปวดศีรษะจากโรคทางสมองอื่น ๆ (เช่น เนื้องอกในสมอง เยื่อหุ้มสมองอักเสบ) อาการมักไม่เข้ากับโรคไมเกรนและโรคปวดศีรษะจากความเครียด และอาจมีความผิดปกติทางสมองอื่น ๆ ร่วมด้วย

⚡️เพราะฉะนั้นหากมีอาการปวดศีรษะรุนแรงหรือปวดศีรษะบ่อย ๆ จนส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต ควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุและรับการรักษาที่ถูกต้องต่อไป

✨ข้อมูลโดย : รศ.นพ.เสกข์ แทนประเสริฐสุข
ฝ่ายสรีรวิทยา
ข้อมูล ณ วันที่ : 19 สิงหาคม 2569

16/08/2026
🥰หน้าเหมือนพี่มั๊ยน๊า พี่อยากเจอแล้วจ้า🎉
15/08/2026

🥰หน้าเหมือนพี่มั๊ยน๊า พี่อยากเจอแล้วจ้า🎉

📌สัญญาณเตือนว่าลูกอาจถูกบุลลี่❓“คุณหมอ จะรู้ได้ยังไงว่าลูกกำลังถูกบุลลี่อยู่ ถ้าลูกไม่ได้บอก” ♻️พ่อแม่หลายคนถามคำถามนี้ก...
11/08/2026

📌สัญญาณเตือนว่าลูกอาจถูกบุลลี่❓
“คุณหมอ จะรู้ได้ยังไงว่าลูกกำลังถูกบุลลี่อยู่ ถ้าลูกไม่ได้บอก”

♻️พ่อแม่หลายคนถามคำถามนี้กับหมอ

เรื่องของการบุลลี่หรือการกลั่นแกล้งรังแกเป็นเรื่องที่พ่อแม่ควรให้ความสำคัญ เพราะเด็กที่ถูกบุลลี่ไม่ได้บอกผู้ใหญ่เสมอไป
บางคนกลัวว่าจะถูกแกล้งหนักกว่าเดิม บางคนถูกขู่ว่าห้ามบอกใคร บางคนกลัวถูกมองว่าขี้ฟ้อง หรืออาจรู้สึกอายและไม่รู้ว่าจะเริ่มเล่าอย่างไร
ดังนั้น แม้ลูกจะไม่ได้พูดออกมาตรงๆ ผู้ใหญ่ก็สามารถสังเกตความเปลี่ยนแปลงบางอย่างได้

‼️สัญญาณที่ควรสังเกต

1. มีความเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับการไปโรงเรียนเช่น อยู่ๆ ไม่อยากไปโรงเรียน กลัวการไปโรงเรียน ขอหยุดเรียนบ่อยขึ้น ผลการเรียนตกลง หรือดูเครียดผิดปกติก่อนถึงเวลาไปโรงเรียน
หมอเคยพบเด็กคนหนึ่งมาด้วยอาการกลัวการไปโรงเรียนโดยไม่ทราบสาเหตุ การเรียนตกลง เมื่อพูดคุยและซักประวัติเพิ่มเติม เด็กจึงยอมเล่าว่าถูกเพื่อนขู่เอาเงินและทำร้ายร่างกาย

2. มีร่องรอยหรือข้าวของผิดปกติโดยอธิบายไม่ได้ เช่น เสื้อผ้าฉีก ข้าวของเสียหรือหาย เงินหายบ่อย มีรอยแผลหรือรอยช้ำ หรือบ่นเจ็บตามตัวโดยไม่ทราบสาเหตุ

3. อารมณ์และพฤติกรรมเปลี่ยนไป เด็กอาจดูเศร้า เงียบ แยกตัว หงุดหงิดหรืออารมณ์แปรปรวนง่าย นอนไม่หลับ หรือฝันร้าย

4. เด็กเล็กอาจแสดงออกด้วยพฤติกรรมถดถอย เช่น ปัสสาวะราดทั้งที่เคยควบคุมได้แล้ว ทำบางอย่างที่เคยทำได้กลับทำไม่ได้ ติดพ่อแม่หรือผู้ดูแลมากขึ้น หรือร้องไห้และต่อต้านการไปโรงเรียน
อย่างไรก็ตาม อาการเหล่านี้ ไม่ได้หมายความว่าเด็กถูกบุลลี่เสมอไป แต่เป็นสัญญาณว่ามีบางอย่างเกิดขึ้นกับเด็กและผู้ใหญ่ควรใส่ใจหาสาเหตุ

💠ถ้าสงสัยว่าลูกถูกบุลลี่ ควรทำอย่างไร
5. เริ่มต้นด้วยการพูดคุยอย่างไม่กดดัน บอกลูกว่าเราสังเกตเห็นว่าเขาดูไม่เหมือนเดิมและเราเป็นห่วง ทำให้เด็กรู้ว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พ่อแม่พร้อมรับฟัง อยู่ข้างๆ และช่วยเหลือเขา

6. ถ้าเด็กยังไม่ยอมพูด อย่าบังคับหรือเค้นถาม เด็กอาจยังกลัว อาย หรือไม่พร้อมที่จะเล่า เพียงบอกเขาว่า “ตอนนี้ยังไม่อยากเล่าก็ได้ แต่ถ้าวันไหนพร้อม พ่อแม่พร้อมฟังและจะช่วยหนู”

7. หาข้อมูลเพิ่มเติมจากคนรอบตัวเด็ก หากยังสงสัย อาจพูดคุยกับครู รวมถึงผู้ใหญ่หรือเพื่อนที่รู้จักเด็ก เพื่อดูว่าเด็กมีพฤติกรรมที่โรงเรียนอย่างไร เข้ากับเพื่อนได้หรือไม่ หรือมีเหตุการณ์ผิดปกติเกิดขึ้นหรือเปล่า

✅เมื่อเด็กยอมเล่าว่าถูกบุลลี่
8. รับฟังและจริงจังกับสิ่งที่เด็กเล่า อย่าหัวเราะ ทำเป็นเรื่องตลก หรือบอกว่า “เรื่องแค่นี้เอง” เพราะกว่าที่เด็กบางคนจะตัดสินใจเล่า เขาอาจรวบรวมความกล้าอยู่นาน

9. อย่าเพิ่งตั้งคำถามในลักษณะโทษเด็ก เช่น “หนูไปทำอะไรเขาก่อนหรือเปล่า” หรือ “ถ้าไม่ได้ทำอะไร แล้วเขาจะมาแกล้งหนูทำไม”
แม้ผู้ใหญ่จำเป็นต้องหาข้อเท็จจริงให้ครบถ้วน แต่ควรทำหลังจากเด็กมั่นใจแล้วว่าเขากำลังได้รับการรับฟังและช่วยเหลือ ไม่ใช่กำลังถูกสอบสวนว่าเป็นความผิดของตัวเองหรือไม่

10. ชื่นชมที่เด็กกล้ามาบอก อาจพูดว่า “ขอบคุณนะที่ไว้ใจมาเล่าให้พ่อแม่ฟัง”/“สิ่งที่เกิดขึ้นคงทำให้หนูรู้สึกแย่มาก”/“เราจะช่วยกันหาทางให้หนูปลอดภัย”

✳️จากนั้นผู้ใหญ่ต้องลงมือช่วยเหลือ
11. แจ้งโรงเรียนและร่วมกันหาทางแก้ไข การบุลลี่มักไม่หยุดลงเพียงเพราะเราบอกเด็กให้ “อดทน” หรือ “ต้องเข้มแข็งขึ้น” ผู้ใหญ่ในโรงเรียนจำเป็นต้องรับรู้และมีส่วนในการป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ
เวลาพ่อแม่พูดคุยกับโรงเรียน ควรพยายามควบคุมอารมณ์ บอกข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่ทราบ และเน้นเป้าหมายสำคัญคือการทำให้เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นอีก ทั้งกับลูกของเราและเด็กคนอื่น

12. ความปลอดภัยของเด็กต้องมาก่อน ควรมีแผนที่ชัดเจนว่าเด็กจะขอความช่วยเหลือจากใคร หากเกิดเหตุอีก โรงเรียนจะดูแลอย่างไร และจะติดตามอย่างไรว่าการกลั่นแกล้งหยุดแล้วจริงๆ และเราไม่จำเป็นต้องรอให้ลูกถูกบุลลี่ก่อนจึงค่อยสอน

13. พ่อแม่สามารถช่วยให้เด็กมีความมั่นใจในตัวเอง ฝึกแก้ปัญหาและตัดสินใจในเรื่องที่เหมาะสมกับวัย เมื่อเด็กได้ลองทำอะไรด้วยตัวเองและพบว่า “ฉันจัดการได้” ความมั่นใจก็จะค่อยๆ เกิดขึ้น

14. สอนให้เด็กรู้จักสร้างความปลอดภัยให้ตัวเอง เช่น เดินออกจากสถานการณ์ที่ไม่ ปลอดภัย ไปอยู่ใกล้ผู้ใหญ่หรือเพื่อนที่ไว้ใจ และขอความช่วยเหลือเมื่อจำเป็น
ที่สำคัญ เด็กควรรู้ว่า การบอกผู้ใหญ่เมื่อถูกทำร้ายหรือรังแก ไม่ใช่การเป็นเด็กขี้ฟ้อง แต่เป็นการขอความช่วยเหลือเพื่อให้ตัวเองปลอดภัย

15. และพื้นฐานที่สำคัญที่สุดคือ ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูก ทำให้บ้านเป็นพื้นที่ที่เด็กมั่นใจว่า ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น เขาสามารถกลับมาเล่าได้โดยไม่ถูกตำหนิ ไม่ถูกหัวเราะเยาะ และไม่ต้องรับมือกับปัญหานั้นเพียงลำพัง
เพราะบางครั้งเราอาจไม่สามารถป้องกันไม่ให้ลูกจากการบุลลี่ได้ทุกครั้ง แต่เราสามารถทำให้ลูกรู้ได้ว่า ถ้าเกิดอะไรขึ้น กลับมาบอกพ่อแม่ได้เสมอ และจะช่วยกันหาทางจัดการ

# หมอมินบานเย็น Cr เข็นเด็กขึ้นภูเขา

♥️ แม่ ขอเก็บภาพเป็นที่ระลึกก่อนเห็นตัวจริงนะจ๊ะ 🥰🔹อัลตราซาวด์ธรรมดา   600 บาท ♦️อัลตราซาวด์4มิติ       1,200 บาทเวลาเปิ...
02/08/2026

♥️ แม่ ขอเก็บภาพเป็นที่ระลึก
ก่อนเห็นตัวจริงนะจ๊ะ 🥰

🔹อัลตราซาวด์ธรรมดา 600 บาท
♦️อัลตราซาวด์4มิติ 1,200 บาท

เวลาเปิดบริการ
🟣จันทร์-ศุกร์ 11.30-13.30 น.
17.30-20.30 น.
🔷เสาร์-อาทิตย์ 9.00-13.30 น. ค่ะ

🤧 น้ำมูกไหล คัดจมูก จาม...เป็น "หวัด" หรือ "ภูมิแพ้" กันแน่?หลายคนคิดว่าเป็นหวัดบ่อย แต่จริง ๆ อาจเป็นโรคจมูกอักเสบจากภู...
23/07/2026

🤧 น้ำมูกไหล คัดจมูก จาม...
เป็น "หวัด" หรือ "ภูมิแพ้" กันแน่?

หลายคนคิดว่าเป็นหวัดบ่อย แต่จริง ๆ อาจเป็นโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้
ลองสังเกตความแตกต่างง่าย ๆ ดังนี้

✅ อาการ
• หวัด: เป็น 5-10 วันแล้วค่อย ๆ ดีขึ้น กรณีที่เป็นหวัดนานเกิน 10 วันร่วมกับน้ำมูกเขียว ไอมีเสมหะ ให้สงสัยว่าเป็นไซนัสอักเสบ
• ภูมิแพ้: เป็นเรื้อรัง เป็น ๆ หาย ๆ นานหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน มักเป็นช่วงเช้า ก่อนนอน หรือหลังได้รับสิ่งกระตุ้นที่แพ้ เช่น ขนสัตว์ ฝุ่น

✅ น้ำมูก
• หวัด: เริ่มใส ต่อมาอาจข้นหรือเปลี่ยนสี
• ภูมิแพ้: มักใสตลอด ยกเว้นมีภาวะแทรกซ้อนคือไซนัสอักเสบ

✅ อาการร่วม
• หวัด: ไข้ เจ็บคอ ปวดเมื่อย อ่อนเพลีย
• ภูมิแพ้: คันจมูก นอนกรน คันตา คันจมูก จามติดกันหลายครั้ง น้ำตาไหล

✅ การตรวจเพิ่มเติม
• หวัด: ส่วนใหญ่วินิจฉัยจากอาการ ไม่จำเป็นต้องตรวจพิเศษ
• ภูมิแพ้: ทดสอบภูมิแพ้ด้วยวิธีสะกิดผิวหนัง (Skin Prick Test) หรือ เจาะเลือด Specific IgE เพื่อหาสารก่อภูมิแพ้

✅ การรักษา
🤒 หวัด
• พักผ่อนให้เพียงพอ
• ดื่มน้ำมาก ๆ
• รักษาตามอาการ ส่วนใหญ่อาการดีขึ้นเอง ยกเว้นหากสงสัยติดเชื้อแบคทีเรียให้ทานยาปฎิชีวนะ
🌼 ภูมิแพ้
• หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้
• ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ
• ใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์ เช่น ยาพ่นจมูกหรือยาแก้แพ้
• บางรายอาจรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด (AIT)
👶 อายุมีความสำคัญ
เด็กเล็ก โดยเฉพาะวัยทารก มักเป็น "หวัด" มากกว่าภูมิแพ้
เด็กอาจติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนได้บ่อยเป็นปกติ
• วัยทารก: ประมาณ 10 ครั้ง/ปี
• วัยก่อนเรียน: ประมาณ 8 ครั้ง/ปี
• วัยเรียน: ประมาณ 4 ครั้ง/ปี
ผู้ใหญ่มักจะเป็นหวัดไม่เกินสองครั้งต่อปี หาก "เป็นหวัดบ่อย" ให้สงสัยว่าอาจมีภาวะภูมิแพ้ร่วมด้วย
"ถ้ามีน้ำมูกใส จาม คัน หรือคัดจมูกต่อเนื่องเกิน 2–4 สัปดาห์ อย่าเพิ่งคิดว่าเป็นหวัด อาจเป็นโรคภูมิแพ้จมูกได้"

Cr Asthma Talks by Dr.Ann

ที่อยู่

34/15 ถนนเจ้าพระยาสุรสีห์ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองพิษณุโลก
Phitsanulok
65000

เวลาทำการ

จันทร์ 11:00 - 13:30
17:30 - 20:30
อังคาร 11:00 - 13:30
17:30 - 20:30
พุธ 11:00 - 13:30
17:30 - 20:30
พฤหัสบดี 11:00 - 13:30
17:30 - 20:30
ศุกร์ 11:00 - 13:30
17:30 - 20:30
เสาร์ 08:30 - 13:30
อาทิตย์ 08:30 - 13:30

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ คลินิกแพทย์พัลลภ-นุสรา - Pallop Nusara Clinicผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์

ประเภท