กสมาคลินิก จิตวิทยาเด็กและวัยรุ่น

กสมาคลินิก จิตวิทยาเด็กและวัยรุ่น You are working on Progress
เพราะเธอคือ ผลงานที่อยู่ในกระบวนการสร้างสรรค์ ไม่ใช่ผลงานที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว

01/09/2026

ชวนทุกคนสังเกตเบื้องต้นนะคะ
#กสมาคลินิก #จิตเวชเด็กและวัยรุ่น #จิตวิทยาเด็ก #แพร่

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคงไม่สามารถได้สรุปได้ชัดเจนว่าเกิดจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งเท่านั้นเพราะความรุนแรงระดับนี้มักเกิดจาก...
07/08/2026

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
คงไม่สามารถได้สรุปได้ชัดเจนว่าเกิดจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งเท่านั้น
เพราะความรุนแรงระดับนี้มักเกิดจากหลายปัจจัย
ที่ซับซ้อน ทั้งครอบครัว โรงเรียน สังคม และตัวเด็กเอง

สิ่งสำคัญที่สุดในวันนี้ ไม่ใช่การรีบหาคนผิด
แต่คือการเรียนรู้ว่าจะป้องกันไม่ให้เหตุการณ์แบบนี้
เกิดขึ้นอีกได้อย่างไรค่ะ

ในฐานะคนที่ทำงานด้านจิตวิทยาเด็กและวัยรุ่น เตยเชื่อว่า "การมีพื้นที่รับฟังที่ปลอดภัย" คือจุดเริ่มต้นของการป้องกัน
เด็กทุกคนควรมีพื้นที่ปลอดภัยที่จะพูดถึงความรู้สึกของตัวเอง โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกตัดสิน
พ่อแม่อาจเริ่มจากคำถามง่าย ๆ ทุกวัน เช่น "วันนี้หนูรู้สึกยังไง" "หนูคิดยังไงกับเรื่องที่เจอ" และ "ถ้าเป็นหนู หนูจะจัดการอย่างไร" มีพื้นที่ในการพูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่มากขึ้น และลดการตัดสิน

ขณะเดียวกัน โรงเรียนต้องมีระบบรับฟังและสังเกตสัญญาณความผิดปกติของเด็กอย่างจริงจัง โดยเฉพาะปัญหาการบูลลี่ ซึ่งไม่ใช่เรื่องเล็ก และไม่ควรถูกปล่อยให้เด็กอดทนอยู่เพียงลำพัง หากปัญหานั้นมีหลายปัจจัยที่ไม่สามารถจัดการได้ การย้ายโรงเรียนอาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า การปล่อยให้บาดแผลในใจลึกขึ้นทุกวัน

ผู้ปกครองควรใส่ใจเมื่อเห็นลูกเปลี่ยนไป เช่น แยกตัว โกรธง่าย พูดถึงการแก้แค้น หรือหมดหวังกับชีวิต และรีบขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญเมื่อจำเป็น รวมถึงเก็บอาวุธทุกชนิดให้พ้นมือเด็กด้วยนะคะ

สุดท้าย ในฐานะสังคม เราควรหยุดแชร์ภาพความรุนแรง หันมาเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และเปลี่ยนคำถามจาก "ใครผิด" เป็น "เราจะช่วยกันไม่ให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีกได้อย่างไร"

เพราะสังคมที่ปลอดภัย เริ่มต้นจากบ้านที่รับฟัง โรงเรียนที่ใส่ใจ และผู้ใหญ่ที่ไม่มองข้ามสัญญาณขอความช่วยเหลือของเด็กๆค่ะ

ปล. นี่ยังไม่ได้พูดและแตะประเด็นปัญหาเรื่อง สังคมตั้งแต่ระดับเล็กไปจนถึงระดับใหญ่นะคะ จริงๆก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันส่งผลต่อกันและกันทั้งหมด แต่ถ้าจะให้พูด ก็จะยาวมากกกกกกกกกกกกก

ด้วยรัก
กสมา.

#จิตเวชเด็กและวัยรุ่น

วันนี้มีโอกาสได้พูดคุยและทำกิจกรรมร่วมกับนักเรียนแกนนำสุขภาพจิตของโรงเรียนพิริยาลัย จังหวัดแพร่สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดไ...
24/06/2026

วันนี้มีโอกาสได้พูดคุยและทำกิจกรรมร่วมกับนักเรียนแกนนำสุขภาพจิตของโรงเรียนพิริยาลัย จังหวัดแพร่

สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดไม่ใช่แค่การที่เด็ก ๆ ตั้งใจเรียนรู้ แต่คือการได้เห็นพวกเขาเริ่มหันกลับมาสำรวจความรู้สึกของตัวเอง เข้าใจอารมณ์ของตัวเองมากขึ้น และตระหนักว่าการดูแลใจตัวเองเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการดูแลผู้อื่น

หลายครั้งเรามักคิดว่าการช่วยเหลือเพื่อนคือการต้องมีคำตอบ หรือแก้ปัญหาให้ได้ทุกเรื่อง แต่จริง ๆ แล้ว สิ่งที่เพื่อนต้องการอาจเป็นเพียงคนที่รับฟังโดยไม่ตัดสิน สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลง และอยู่ข้าง ๆ ในวันที่เขากำลังลำบาก

สุขภาพจิตไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของทุกคนในโรงเรียน ทุกห้องเรียน และทุกความสัมพันธ์

เด็ก ๆ อาจไม่ใช่นักจิตวิทยา แต่หากพวกเขารู้วิธีรับฟัง รู้จักดูแลใจตัวเอง และรู้ว่าเมื่อไรควรส่งต่อให้ผู้ใหญ่หรือผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วย ก็อาจเป็นสะพานสำคัญที่ทำให้เพื่อนคนหนึ่งได้รับการช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที

ขอบคุณคณะผู้บริหาร คุณครู และโรงเรียนพิริยาลัย จังหวัดแพร่ ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตของนักเรียน และเปิดพื้นที่ให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ทักษะชีวิตที่สำคัญไม่แพ้วิชาการ

เพราะบางครั้ง การที่เด็กคนหนึ่งได้รับการรับฟังและช่วยเหลือได้ทันเวลา อาจเปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาไปได้ทั้งชีวิต ❤️

#สุขภาพจิตวัยรุ่น
#นักเรียนแกนนำสุขภาพจิต
#โรงเรียนพิริยาลัย
#กสมาอาสาเล่า

Learning disability หรือ LD 🧐สิ่งที่หลายคนเข้าใจผิดคือคิดว่า LD คือภาวะสติปัญญาบกพร่อง แต่แท้ที่จริงแล้ว เด็กส่วนใหญ่มี...
15/06/2026

Learning disability หรือ LD 🧐

สิ่งที่หลายคนเข้าใจผิดคือคิดว่า LD คือภาวะสติปัญญาบกพร่อง
แต่แท้ที่จริงแล้ว เด็กส่วนใหญ่มี IQ ปกติหรือบางคนสูงกว่าค่าเฉลี่ย แต่มีความยากลำบากเฉพาะด้าน เช่น

* อ่านหนังสือช้ากว่าเพื่อน
* สะกดคำผิดบ่อย
* เขียนหนังสือสลับตัวอักษร
* คำนวณเลขยาก
* จดจำลำดับขั้นตอนได้ไม่ดี เป็นต้นค่ะ
ซึ่งจากสถิติพบเด็ก LD ประมาณ 5% ของเด็กวัยเรียน
โดยเฉพาะชั้นระดับประถมศึกษา หรือประมาณ 1 คนในทุก ๆ 20 คน
และโดยส่วนใหญ่เด็ก LD มักจะมีภาวะอื่นร่วมด้วย เช่น
🙂‍↔️ สมาธิสั้น (ADHD)
😣 วิตกกังวล หรือ 😭 ซึมเศร้าร่วมได้ค่ะ

เด็กบางคนเริ่มมีปัญหาทางอารมณ์ตามมา เช่น
🫣 ไม่มั่นใจในตนเอง
😵‍💫 รู้สึกว่าตัวเอง “โง่”
✋🏻 ไม่อยากไปโรงเรียน
วันนี้มาอบรมอัปเดตเรื่องการใช้เครื่องมือในการประเมิน
✅ การประเมินที่ดี รวมถึงการใช้เครื่องมือที่ถูกต้องและเหมาะสม
คือการเริ่มต้นของการช่วยเหลือที่มีประสิทธิภาพ
โดยเฉพาะการทำงานร่วมกับครอบครัวและโรงเรียน
สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสาเหตุของปัญหา
เพื่อให้เด็กได้รับการช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องและตรงตามความต้องการค่ะ

#กสมาคลินิก #จิตวิทยาเด็กและวัยรุ่น #ปัญหาบกพร่องทางการเรียนรู้

11/05/2026

เด็กทุกคนต้องการบ้านที่ปลอดภัย ไม่ใช่บ้านที่เป็นเสมือนสถานที่ลงโทษและคอยจ้องจับผิดเขาตลอดเวลา

บ้านที่แท้จริง หาใช่สถานที่ หากแต่เป็นบุคคลต่างหาก พ่อแม่และผู้ใหญ่สามารถเป็น ‘บ้านที่ปลอดภัย’ ให้กับเด็กๆ ได้ โดยเริ่มจากสิ่งหล่านี้…

#ให้การรับฟัง
ข้อนี้ไม่ได้แปลว่า ผู้ใหญ่ต้องเห็นด้วยกับทุกสิ่งที่เด็กทำ ขอเพียงรับฟังเขาให้จบ ไม่ตัดสินสิ่งที่เขาพูด และนำเสนอความคิดในมุมมองเรา โดยไม่เน้นใช้อารมณ์ แต่ใช้เหตุผลเป็นหลัก

*ถ้าหากไม่พร้อมจะพูดคุยในประเด็นที่อ่อนไหว การไม่พูดเลยจะดีที่สุด

#ให้การยอมรับในสิ่งที่เด็กเป็น
เด็กทุกคนเกิดมามีความแตกต่างกัน และเขาเกิดมาเพื่อเป็นตัวเขาเอง เราในฐานะพ่อแม่และผู้ใหญ่สามารถเตรียมความพร้อมให้กับเขาได้ด้วยการสร้างสายสัมพันธ์ และสอนเขาในสิ่งต่างๆ ตามวัยที่เหมาะสม นอกจากนี้เป็นส่วนของเด็กๆ ที่จะเติบโตเป็นตัวเขาในแบบที่เขาเป็น

#ให้ความรักและการสนับสนุนทางใจ
นอกจากปัจจัยสี่ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่พัก และยารักษาโรค แล้ว บ้านควรเป็นที่ๆ มอบความรักให้กับเด็กได้ ผ่านการแสดงออกทางความรัก การสัมผัสด้วยความรัก การกอด การให้กำลังใจ และการเป็นห่วงเป็นใย

#ให้อภัยและการสอน
เมื่อเด็กทำสิ่งที่ไม่เหมาะสม บ้านควรเป็นพื้นที่แรกท่ีสอนเขาว่า สิ่งที่ถูกควรทำอย่างไร และให้อภัยเมื่อเขาทำสิ่งที่ผิดพลาดไป

#ให้ความเชื่อมั่น
เมื่อเราเตรียมความพร้อมเขามาตั้งแต่วัยเยาว์ และสร้างสายสัมพันธ์มาอย่างแน่นแฟ้น เราไม่ควรหวาดวิตกที่จะต้องปล่อยมือเขาไปในวันที่เขาจะต้องเติบโตก้าวไปสู่โลกภายนอกด้วยตัวเขาเอง วันนั้นเรามีหน้าที่เชื่อมั่นในตัวเขา และเฝ้าดูเขาผลิดอกออกผล

แม้วันนี้ที่เราย้อนกลับไปแก้ไขพ่อแม่ของเราไม่ได้ ให้เรามองไปข้างหน้า ยอมรับตัวเรา ถ้าสิ่งไหนดี ให้รักษามันไว้ ถ้าสิ่งไหนไม่ดี ก็เรียนรู้เป็นบทเรียน เพื่อวันหนึ่งเรามีเด็กน้อยที่ต้องดูแล เราจะได้ปลูกเมล็ดพันธุ์ดีๆ ในใจเขา เพื่องอกงามเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพต่อไปในอนาคต ที่สำคัญเราทุกคนสามารถเป็น ‘บ้านที่ปลอดภัยทางกายใจ’ ให้กับใครสักคนได้

สุดท้าย เมื่อถึงเวลาอันสมควร พ่อแม่ทุกคนควรบอกลาและปลดปล่อยลูกให้เป็นอิสระทั้งกายใจ เพราะนั่นเป็นสิ่งที่ ‘ควรทำ’ ไม่ใช่สิ่งที่ ‘ต้องทำ’ โดยสิ่งที่ดีที่สุดที่พ่อแม่จะทำเพื่อลูกทุกคนได้ คือ การพึ่งพาตนเองเป็นที่ตั้ง เคารพพื้นที่ของลูก และอวยพรให้เขาเติบโตออกไปใช้ชีวิตเพื่อตัวเขาเองอย่างแท้จริง

การเลี้ยงเด็กคนหนึ่งให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่นั้นเป็นเรื่องธรรมดาที่ยิ่งใหญ่ เพราะเรากำลังสร้างคนๆ หนึ่งไปดูแลชีวิตอีกชีวิตหนึ่งหรืออีกหลายๆ ชีวิตต่อไป

อ่านบทความ การเข้าใจผิดเรื่องการเลี้ยงดู EP.1 ชวนสำรวจว่าเรากำลังเป็นพ่อแม่เฮลิคอปเตอร์อยู่หรือเปล่า? https://thepotential.org/family/the-untold-stories-ep-7-helicopter-parenting/

เรื่อง เมริษา ยอดมณฑป

27/03/2026

เธออาจจะเจอคุณหมอน่ารักก็ได้นะจ๊ะสาว
ไม่ดุไม่บ่น แต่ไม่รักษาแล้วนะ อะไรแบบนั้น
😂😅 หยอกๆ ..ไม่ต้องกังวลฟรอกนะคะทุกคน
 การที่คนไข้ดื้อไม่ทานยาหรือหยุดยาเป็นเรื่องปกติมากๆ
พบเจอได้บ่อย ฉะนั้น ไปเจอคุณหมอนะคะ
ประเมินอาการก่อน เพราะอาการของเราสำคัญที่สุดค่ะ

#กสมาคลินิก #จิตเวชเด็กและวัยรุ่น

27/03/2026
อยาก ให้ใครเปลี่ยน.. ต้องเริ่มจากตัวเรานะคะ 🫶🏻
18/02/2026

อยาก ให้ใครเปลี่ยน.. ต้องเริ่มจากตัวเรานะคะ 🫶🏻

⏳❤️
‘กฎ 5 นาที’
คือการแทรกเวลา 5 นาที
ในสถานการณ์ต่างๆ
เพื่อเพิ่มโอกาสลงมือทำมากขึ้น
และปรับเปลี่ยนบางอย่างให้ดีขึ้น
"เวลา 5 นาที เราสามารถทำอะไรได้บ้าง?"
⏳ (1) 5 นาทีในการ "รอ"
เพื่อเพิ่มโอกาสให้ลูก
ได้ช่วยเหลือตัวเอง
ก่อนที่เราจะเข้าไปช่วย
เด็กเล็กมักใช้เวลานานกว่าผู้ใหญ่
ในการทำสิ่งต่างๆ
เป็นเพราะเขาเพิ่งเรียนรู้
ทักษะเหล่านั้น
แม้จะเป็นเรื่องง่ายๆ
เช่น
- การใส่รองเท้า
- ถอด-ใส่เสื้อผ้า
- ปิดซิปกระเป๋า
และอื่นๆ
ดังนั้นเมื่อพ่อแม่เห็นลูก
"กำลังทำอะไรด้วยตัวเอง"
แม้จะดูเงอะๆ งะๆ
ไม่คล่องแคล่ว
และบางครั้งแลดูจะขัดใจเราเป็นอย่างยิ่ง
ปล่อยให้เขาทำเอง
เริ่มจากรอระยะสั้นๆ
1-2-3-4-5 นาที
เมื่อครบ 5 นาทีแล้ว
เขายังทำไม่ได้
ลองเสนอตัวเอง
เข้าไปช่วยเหลือ
หรือ
สอนเขาทำ
แต่ไม่ทำให้เขา
แต่ถ้าเป็นเรื่องใหม่ที่เด็กไม่เคยทำ
หรือไม่เคยเห็นตัวอย่างมาก่อน
ว่าต้องทำอย่างไร
ให้ผู้ใหญ่สอนเขาเสียก่อน
ผ่านขั้นตอนดังนี้
(1) ทำให้ดู
(2) พาทำ/จับมือเขาทำ
(3) เขาทำ เราทำไปด้วยกัน
(4) ปล่อยให้เขาทำเอง
(5) เขาทำเองได้เอง แม้ไม่มีเราตรงนั้น
***การจับมือทำ ไม่เหมือนการทำให้
เพราะเด็กยังรับรู้ว่าร่างกายตัวเองต้องทำไปด้วย
กล้ามเนื้อจะจดจำการเคลื่อนไหวและน้ำหนักมือ
เมื่อเราจับมือจนเด็กๆ ทำได้แล้ว
เขาจะอยากควบคุมร่างกายตัวเอง
และลงมือทำด้วยตัวเองในท้ายที่สุด
สุดท้ายฝึกฝนจนทำได้ด้วยตัวเอง
แม้ไม่มีเราอยู่ตรงนั้น
***
⏳ (2) 5 นาทีในการ "เตือน"
บ่อยครั้งเวลาเด็กเล่นสนุก
เขามักจะรู้สึกติดพัน
และไม่อยากเลิกเล่น
เมื่อตระหนักรู้ตรงนี้
ผู้ใหญ่สามารถตกลงไว้ล่วงหน้า
ก่อนปล่อยเด็กๆ เล่นอิสระ
"ลูกเล่นได้....นาที
แล้วก่อนหมดเวลา
พ่อแม่จะมาเตือน
ก่อนหมดเวลา 5 นาที"
ก่อนหมดเวลาลง
ให้พ่อแม่เข้ามาเตือนตามเวลา
และใช้นาฬิกาจับเวลาตั้งไว้เตือน
(ไม่ควรใช้มือถือจับเวลา
แต่ให้ใช้นาฬิกาจับเวลาจริงๆ
หรือ นาฬิกาทรายให้เด็กๆ เห็น
เป็นรูปธรรมจับต้องได้)

สำหรับเด็กแล้ว 5 นาทีนี้มีความหมาย
เพราะทำให้เขารู้ตัวว่า
ใกล้หมดเวลาแล้ว
ไม่ใช่หมดเวลาเลยทันที
เขาได้ผ่อนแรงเล่นลง (Cool down)
เด็กได้เตรียมตัวเตรียมใจ
ก่อนการเล่นจะยุติลง
และพ่อแม่มีเวลาสอน
"การยับยั่งชั่งใจ"
ให้กับลูกด้วย
ถ้าหมดเวลาแล้ว
เด็กๆ งอแงไม่เลิกเล่น
ให้เราบอกชัดเจน
"หมดเวลาแล้ว
เก็บของกัน
หรือ ไปกันลูก"
จากนั้นเข้าไปถึงตัวเด็กๆ
พาเขาออกมา/เก็บของ
ถ้าลูกต้านสุดฤทธิ์
อุ้มออกมาจากบริเวณนั้นก่อน
เพื่อพามาสงบ
และเป็นการบอกเป็นรูปธรรม
ว่า "เวลาหมดลงแล้ว"
รอสงบ แล้วพาทำในสิ่งที่ถูกต้อง
เก็บของ หรือ กลับบ้านทันที
***
⏳ (3) 5 นาทีในการ "ปรับตัว"
เวลาพาลูกไปทำกิจกรรมหรือเรียนที่ไหน
การไปถึงก่อนเวลาเป็นเรื่องที่ควรทำ
แต่ก็ไม่ควรไปก่อนเวลานานจนเกินไป (เกิน 15 นาที)
เพราะเด็กจะหมดสมาธิ เกิดความเบื่อหน่าย
และหมดความอดทนก่อนเวลาที่เวลาเรียนจะเริ่ม
การเผื่อเวลาให้เขา 10-15 นาที
เพื่อเข้าห้องน้ำ
ปรับตัวกับสถานที่
จะช่วยให้เด็กพร้อมเรียน
หรือทำกิจกรรมมากขึ้น
ส่วน 5 นาทีก่อนเริ่ม
จะเป็นช่วงเวลาที่ทำให้เขารู้ตัวแล้วว่า
ต้องเข้าไปทำกิจกรรม
ควรหยุดเล่นสิ่งต่างๆ
และมาร่วมกิจกรรม
เด็กที่ได้เวลา 5 นาทีตรงนี้
ในการเตรียมตัว
มีแนวโน้มปรับตัวได้เร็วกว่า
และพร้อมเรียนหรือทำกิจกรรมมากว่า
เด็กที่มาถึงแล้วเรียนหรือทำกิจกรรมทันที
***
⏳ (4) 5 นาทีในการ "จัดการอารมณ์ (ลูก+พ่อแม่)"
พ่อแม่เวลาจะเข้าไปจัดการลูก
เวลาเขาทำสิ่งที่ไม่เหมาะสม
เรามักเกิดอารมณ์ไปกับสิ่งที่ลูกทำ
จากที่จะเข้าไปสอนเขา
อาจจะกลายเป็นระเบิดอารมณ์ใส่ลูกแทน
ดังนั้นสังเกตอารมณ์ตัวเองก่อนเข้าไป
หากยังไม่พร้อมบอกลูกชัดเจนว่า
"พ่อแม่ยังไม่พร้อม ขอเวลานอกก่อน"
แล้วให้ที่ว่าง ให้เวลากันและกัน
ถ้าลูกยังเล็ก ให้เราเพียงยืนขึ้นมา
สูดลมหายใจลึกๆ ยาวๆ แล้วตั้งเวลาให้ตัวเอง
ตั้งเวลาไว้ 5 นาที แล้วค่อยลงมารับมือกับลูกใหม่
แต่ถ้าอยู่นอกบ้าน
ให้พาลูกออกมาที่บริเวณสงบกับเรา
และรอทั้งตัวเราและเขาสงบ
5 นาทีที่นั่งลงรอเขาสงบ
จึงทำให้เรามีเวลาคิด
เรียกสติกลับมาเช่นกัน
การสอนเด็กขณะที่เขายังเต็มไปด้วยอารมณ์
ลูกอาจจะไม่พร้อมเรียบรู้และรับฟังสิ่งที่เราสอน
รอเวลาสงบ
เราสงบ
ลูกสงบ
ค่อยเริ่มต้นพูดคุยกันอีกครั้ง
ที่สำคัญ 5 นาทีในไตร่ตรองถึงสิ่งต่างๆ
ที่เกิดขึ้นตรงหน้า
และคิดก่อนที่จะพูด
ทำให้เราทำร้ายกันน้อยลง
***
⏳ (5) 5 นาทีในการ "สื่อสาร" เพื่อสร้างความสัมพันธ์
ในทุกวันพ่อแม่อาจทำงานหนัก
ทำให้มีเวลาจำกัด
ขอเพียงเวลาคุณภาพ
อย่างน้อย 5 นาทีในหนึ่งวันที่จะมอบให้ลูก
5 นาทีนี้เราสามารถสื่อสารสร้างความสัมพันธ์กับลูกได้
มองตา
อุ้ม กอด หอม
บอกรัก
ขอบคุณ
ขอโทษ
นอนกอด
รับฟัง
ฯลฯ
สื่อสารเพื่อสร้างความสัมพันธ์กับเด็ก
จึงเป็นเรื่องของการให้
‘เวลา’ และ ‘การกระทำ’
ที่สม่ำเสมอ ในทุกๆ วัน
แม้กายจะไม่ได้ใกล้กัน
แต่เราสามารถวิดีโอคอล
ติดต่อหาลูกได้เช่นกัน
เพราะสำหรับลูกแล้ว
เขาเติบโตขึ้นทุกวัน
ขอเพียงพ่อแม่ได้เป็นส่วนหนึ่ง
ในแต่ละวันของเขา
แม้เพียง 5 นาทีก็ยังดี
ถ้าเลือกได้เพียงช่วงเวลาเดียวของวัน
ขอให้เลือก "เวลาก่อนนอน"
เพราะเด็กจะหลับตาลงอย่างสบายใจได้
ในอ้อมกอดของคนที่เขารักและรู้สึกปลอดภัย
ถ้าลูกเลือกเราให้เป็นคนส่งเขานอน
ขอให้เราภูมิใจที่เป็นพื้นที่ปลอดภัยของเขา
**********
⏳❤️
"5 นาที" อาจจะทำให้ชีวิตเราช้าลง
จากการไปทำสิ่งต่างๆ ไปบ้าง
แต่ 5 นาทีนี้อาจจะกลายเป็น
ช่วงเวลาที่มีคุณค่าและความหมาย
หากเราลองให้เวลา 5 นาที
⦿ ในการรอคอยลูกอย่างอดทน
⦿ เตือนเขาก่อนจะหมดเวลา
⦿ ให้เวลาเขาเตรียมตัว
⦿ ให้เวลาเราสงบอารมณ์
⦿ เรียกสติก่อนจะพูดกับลูก
⦿ ให้เวลาในการสร้างสายสัมพันธ์
ระหว่างเรากับลูก
"เมื่อพ่อแม่เปลี่ยน ลูกจึงเปลี่ยน"
👨🏻‍👩🏻‍👦🏻‍👦🏻
ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามใจนักจิตวิทยา

31/01/2026

3 วิธีการสื่อสารกับลูกในวันที่ครอบครัวของเรามีการเปลี่ยนแปลง 🤍🫶🏻 #กสมาคลินิก #จิตวิทยาเด็กและวัยรุ่น

เมื่อวานมีคุณแม่คนนึงถามได้น่าสนใจมากค่ะว่าทำไมในการปรับพฤติกรรม.. การให้เด็กรับผิดชอบงานบ้านบางอย่าง จึงเป็นสิ่งที่สำคั...
25/01/2026

เมื่อวานมีคุณแม่คนนึงถามได้น่าสนใจมากค่ะ
ว่าทำไมในการปรับพฤติกรรม..
การให้เด็กรับผิดชอบงานบ้านบางอย่าง จึงเป็นสิ่งที่สำคัญและควรทำ?

ลองพิจารณาตามนะคะ
1. งานบ้านคือการฝึก Executive Functions (EF)
ตามแนวคิดของ นพ.ประเสริฐ เด็กที่เติบโตได้ดี
ไม่ใช่เด็กที่เก่งอย่างเดียว แต่ต้องเป็นเด็กที่
คิดเป็น ควบคุมตัวเองได้ และรับผิดชอบผลของการกระทำ

งานบ้านช่วยกระตุ้น EF โดยตรง เช่น
• การวางแผน (ต้องทำอะไร ก่อน–หลัง)
• การยับยั้งใจ (อยากเล่น แต่ต้องทำหน้าที่ก่อน)
• ความจำใช้งาน (จำขั้นตอน จำเวลา)

เด็กที่ EF แข็งแรง จะปรับพฤติกรรมได้ง่ายกว่าเด็กที่ไม่เคยถูกฝึกค่ะ



2. เด็กเรียนรู้ “ความรับผิดชอบ” จากการกระทำ ไม่ใช่คำสอน
นพ.ประเสริฐมักเน้นว่า “เด็กไม่เรียนรู้จากคำสอน แต่เรียนรู้จากประสบการณ์ที่ทำซ้ำ”

การมอบหมายงานบ้านที่เหมาะกับวัย ทำให้เด็กรู้ว่า “หน้าที่ของฉันมีผลกับคนอื่น”
👉🏻 ถ้าไม่ทำ → บ้านสกปรก /  ส่งผลกระทบต่อตนเองและผู้อื่น
👉🏻 ถ้าทำ → บ้านสะอาด ได้รับคำชม ส่งผลกระทบต่อกันในเชิงบวก

นี่คือการเรียนรู้เรื่อง เหตุ–ผล (Cause & Effect) ซึ่งเป็นรากฐานของวินัยที่สำคัญ



3. งานบ้านช่วยสร้าง “คุณค่าในตัวเอง” (Self-worth) อย่างแท้จริง

เด็กจำนวนมากมีปัญหา การเรียนหรือปัญหาพฤติกรรม ก็จะรู้สึกว่า “ตัวเองไม่มีคุณค่า”
หรือ อาจจะรู้สึกมีคุณค่าแค่ตอนถูกชม ถูกให้รางวัล

การทำงานบ้านโดยมีผู้ใหญ่สะท้อนให้เด็กเห็นคุณค่าในตัวเอง เช่น
👉🏻 “ขอบคุณนะ บ้านเป็นระเบียบขึ้นเพราะลูกช่วย”
👉🏻 “พ่อแม่วางใจให้หนูทำ ช่วยแบ่งเบาแม่ได้เยอะเลย” เป็นต้น

จะทำให้เด็กเกิด Self-worth จากบทบาท หน้าที่ที่ตนได้รับผิดชอบ
ไม่ใช่จากการเอาใจผู้ใหญ่ เป็นต้นค่ะ

ที่อยู่

400/75
Phrae
54000

เวลาทำการ

จันทร์ 13:00 - 19:00
อังคาร 13:00 - 19:00
พุธ 13:00 - 19:00
พฤหัสบดี 13:00 - 19:00
ศุกร์ 13:00 - 19:00
เสาร์ 10:00 - 12:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ กสมาคลินิก จิตวิทยาเด็กและวัยรุ่นผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์