13/04/2026
ปัสสาวะอักเสบในหญิงตั้งครรภ์: อาการที่ดูเหมือนเล็กน้อย แต่ไม่ควรมองข้าม
หญิงตั้งครรภ์จำนวนไม่น้อยมีอาการปัสสาวะแสบขัด ปัสสาวะบ่อย หรือปวดหน่วงท้องน้อย แล้วคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาของการตั้งครรภ์ แต่ในความเป็นจริง อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของ “กระเพาะปัสสาวะอักเสบเฉียบพลัน” (acute cystitis) หรือการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง ซึ่งควรได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม เพราะแม้โรคจะดูไม่รุนแรงในระยะแรก แต่หากปล่อยไว้ เชื้ออาจลุกลามขึ้นไปที่ไตและก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่อทั้งมารดาและทารกได้
ในหญิงตั้งครรภ์ ร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างที่ทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะมากขึ้น เช่น ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่ทำให้กล้ามเนื้อเรียบของทางเดินปัสสาวะคลายตัว การบีบตัวของท่อไตลดลง กระเพาะปัสสาวะระบายปัสสาวะได้ไม่หมด และมดลูกที่โตขึ้นกดทับทางเดินปัสสาวะ จึงเกิดภาวะปัสสาวะค้างได้ง่ายขึ้น สภาพเหล่านี้ทำให้เชื้อแบคทีเรียเจริญเติบโตได้ดี โดยเชื้อที่พบบ่อยที่สุดคือ Escherichia coli (E. coli) ซึ่งเป็นเชื้อจากทางเดินอาหารที่สามารถเข้าสู่ท่อปัสสาวะได้ นอกจากนี้ยังอาจพบเชื้ออื่น เช่น Klebsiella, Proteus หรือ Staphylococcus saprophyticus
อาการของ acute cystitis ที่พบบ่อย ได้แก่ ปัสสาวะแสบขัด ปัสสาวะบ่อย ปวดปัสสาวะเร่งด่วน ปวดหน่วงบริเวณท้องน้อย ปัสสาวะขุ่น หรือมีกลิ่นผิดปกติ บางรายอาจมีเลือดปนในปัสสาวะเล็กน้อยได้ จุดสำคัญคือโรคนี้มักเป็นการติดเชื้อเฉพาะที่กระเพาะปัสสาวะ จึงมัก ไม่มีไข้สูง ไม่มีปวดเอวหรือปวดสีข้าง และไม่มีอาการซึมมาก หากมีอาการเหล่านี้ต้องคิดถึงการติดเชื้อที่รุนแรงขึ้น เช่น กรวยไตอักเสบ (pyelonephritis) ซึ่งเป็นภาวะที่อันตรายกว่าและอาจต้องนอนโรงพยาบาล
สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ การแยกความแตกต่างระหว่างอาการปัสสาวะบ่อยจากการตั้งครรภ์ตามปกติ กับอาการจากการติดเชื้อเป็นเรื่องสำคัญ หญิงตั้งครรภ์ตามปกติอาจปัสสาวะบ่อยขึ้นได้จากมดลูกกดกระเพาะปัสสาวะ แต่หากมีอาการ แสบขัด ปวดหน่วง หรือมีความผิดปกติของปัสสาวะร่วมด้วย ควรสงสัยการติดเชื้อไว้ก่อน และส่งตรวจเพิ่มเติม
การวินิจฉัยมักอาศัยการซักประวัติร่วมกับการตรวจปัสสาวะ โดยการตรวจ urinalysis อาจพบเม็ดเลือดขาว ไนไตรท์ หรือแบคทีเรียในปัสสาวะ แต่การตรวจที่สำคัญคือ การเพาะเชื้อปัสสาวะ (urine culture) ซึ่งช่วยยืนยันการวินิจฉัยและเลือกยาปฏิชีวนะที่เหมาะสม ในหญิงตั้งครรภ์ เราให้ความสำคัญกับการรักษาอย่างจริงจังมากกว่าคนทั่วไป เพราะแม้จะเป็นเพียง cystitis ก็มีโอกาสลุกลามเป็น pyelonephritis ได้มากกว่า
การรักษาหลักคือ ยาปฏิชีวนะที่ปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์ เช่น cephalexin, amoxicillin-clavulanate, fosfomycin หรือ nitrofurantoin ในบางช่วงอายุครรภ์ ทั้งนี้การเลือกยาควรคำนึงถึงอายุครรภ์ ประวัติแพ้ยา ความรุนแรงของอาการ และผลความไวต่อยาของเชื้อในพื้นที่หรือจากผลเพาะเชื้อ ยาบางชนิดที่ใช้ในคนทั่วไปอาจไม่เหมาะในหญิงตั้งครรภ์ เช่น fluoroquinolones หรือ tetracyclines ส่วน trimethoprim มักหลีกเลี่ยงโดยเฉพาะในไตรมาสแรกหากมีทางเลือกอื่น การรักษามักใช้เวลาประมาณ 5–7 วัน ยกเว้นบางกรณีเช่น fosfomycin ที่อาจเป็นแบบรับประทานครั้งเดียวตามข้อบ่งใช้
สิ่งที่สำคัญไม่แพ้การให้ยาคือ การติดตามผลหลังรักษา เพราะหญิงตั้งครรภ์เป็นกลุ่มที่ไม่ควรปล่อยให้มีเชื้อคงค้างอยู่ในระบบทางเดินปัสสาวะ หลายกรณีจึงควรมีการตรวจปัสสาวะซ้ำหรือเพาะเชื้อซ้ำหลังการรักษา โดยเฉพาะในรายที่อาการไม่ดีขึ้น มีประวัติติดเชื้อซ้ำ หรือมีปัจจัยเสี่ยงอื่นร่วมด้วย
หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม acute cystitis ในหญิงตั้งครรภ์อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนหลายอย่าง ทั้งในมารดาและทารก ฝั่งมารดาอาจเกิด กรวยไตอักเสบ ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด โลหิตจางจากการอักเสบ หรือการต้องนอนโรงพยาบาล ส่วนผลกระทบต่อการตั้งครรภ์ที่มีการกล่าวถึงบ่อย ได้แก่ การคลอดก่อนกำหนด ทารกน้ำหนักแรกเกิดน้อย และภาวะแทรกซ้อนจากการอักเสบระหว่างตั้งครรภ์ ดังนั้นแม้อาการเริ่มต้นจะดูไม่มาก แต่ความสำคัญในหญิงตั้งครรภ์ถือว่าสูงกว่าคนทั่วไป
ในมุมของการดูแลตนเอง หญิงตั้งครรภ์ควรได้รับคำแนะนำที่เข้าใจง่ายและทำได้จริง เช่น ดื่มน้ำให้เพียงพอ ไม่กลั้นปัสสาวะ เข้าห้องน้ำให้สม่ำเสมอ รักษาความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศ และมาพบแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติ การซื้อยารับประทานเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ไม่ใช่เรื่องที่ควรทำ เพราะยาบางชนิดอาจไม่เหมาะกับช่วงอายุครรภ์ และบางครั้งอาการปัสสาวะแสบขัดอาจไม่ได้เกิดจากเชื้อแบคทีเรียเพียงอย่างเดียว แต่อาจเกี่ยวข้องกับภาวะอื่นที่ต้องแยกโรค
สำหรับพยาบาลและบุคลากรสาธารณสุข การคัดกรองอาการเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างการฝากครรภ์มีความสำคัญมาก เพราะคนไข้หลายคนไม่กล้าบอกอาการ หรือคิดว่าเป็นเรื่องปกติของคนท้อง การซักถามเชิงรุกเรื่องปัสสาวะแสบขัด ปัสสาวะบ่อยผิดปกติ ปวดหน่วงท้องน้อย ไข้ หรือปวดหลัง สามารถช่วยให้วินิจฉัยได้เร็วขึ้น ลดการเกิดภาวะแทรกซ้อน และเพิ่มความปลอดภัยให้กับการตั้งครรภ์ได้อย่างมาก
สรุปง่ายๆ คือ acute cystitis ในหญิงตั้งครรภ์เป็นโรคที่พบได้บ่อย รักษาได้ แต่ห้ามมองข้าม เพราะการเปลี่ยนแปลงของร่างกายในช่วงตั้งครรภ์ทำให้การติดเชื้อเกิดง่ายและลุกลามได้มากกว่าปกติ หากมีอาการปัสสาวะแสบขัด ปัสสาวะบ่อยผิดปกติ ปวดหน่วงท้องน้อย หรือปัสสาวะขุ่นมีกลิ่นผิดปกติ ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อรับการตรวจและรักษาอย่างเหมาะสม การดูแลที่รวดเร็วไม่เพียงช่วยให้อาการดีขึ้น แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนของทั้งแม่และลูกได้อีกด้วย