Drugstation ร้านยาแห่งความงาม. และแหล่งสบู่ทำม?
(1)

ถ้าหมายถึง Haldol® (haloperidol) ต้องแยกก่อนว่าเป็น haloperidol ชนิดธรรมดา หรือ haloperidol decanoate เพราะ route ต่างกั...
17/09/2026

ถ้าหมายถึง Haldol® (haloperidol) ต้องแยกก่อนว่าเป็น haloperidol ชนิดธรรมดา หรือ haloperidol decanoate เพราะ route ต่างกันค่ะ

💉 Haldol ฉีดสะโพกอย่างเดียวไหม?
ไม่ใช่ทุกชนิดที่ฉีดสะโพกอย่างเดียว
🔹 Haloperidol injection ชนิด immediate-release
→ ใช้ IM ได้
→ ไม่ควรถือว่า IV เป็น route ปกติ เพราะฉลากยาระบุว่าไม่ได้รับอนุมัติสำหรับ IV และการให้ IV เพิ่มความเสี่ยง QT prolongation / Torsades de Pointes
🔹 Haloperidol decanoate (ยาฉีดออกฤทธิ์นาน)

→ Deep IM เท่านั้น
→ ห้าม IV เด็ดขาด เพราะเป็น formulation สำหรับฉีดเข้ากล้ามเนื้อโดยเฉพาะ
⭐ จำง่ายสำหรับพยาบาล
Haldol ธรรมดา → IM ได้ / อย่าคิดว่า IV ได้ตามปกติ
Haldol Decanoate → Deep IM เท่านั้น ❌ IV

⚠️ และ IM ไม่ได้แปลว่าต้องฉีด “สะโพก” เท่านั้น ตำแหน่งฉีดต้องเลือกตามปริมาตร ชนิดยา และแนวทางของหน่วยงาน โดยเฉพาะยาที่ต้อง deep IM ควรเลือกตำแหน่งและเทคนิคให้ถูกต้อง
จุดสำคัญมาก: ถ้าที่วอร์ดมีคำสั่ง Haldol IV อย่าฉีดตามคำสั่งทันที ควรตรวจสอบ ชื่อยา + formulation + route + dose กับแพทย์/เภสัชกรและแนวทางโรงพยาบาลก่อนค่ะ

เพราะการให้ Glucose + RI เป็นการ “ย้าย K⁺ จากเลือดเข้าเซลล์” เพื่อลดระดับโพแทสเซียมในเลือดอย่างรวดเร็วชั่วคราว ไม่ใช่การ...
17/09/2026

เพราะการให้ Glucose + RI เป็นการ “ย้าย K⁺ จากเลือดเข้าเซลล์” เพื่อลดระดับโพแทสเซียมในเลือดอย่างรวดเร็วชั่วคราว ไม่ใช่การกำจัด K⁺ ออกจากร่างกาย

กลไกสำคัญ 🧠

RI → กระตุ้น Na⁺/K⁺-ATPase
ดึง K⁺ จากกระแสเลือดเข้าไปในเซลล์ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อและตับ

Glucose → ป้องกันน้ำตาลในเลือดต่ำ
อินซูลินทำให้น้ำตาลเข้าเซลล์ จึงมักให้กลูโคสร่วมด้วยเพื่อป้องกัน hypoglycemia

จำง่าย: “RI ย้าย K⁺ — Glucose กันน้ำตาลตก”

✅ผลที่ต้องการ
K⁺ ในเลือดลดลงชั่วคราว โดยทั่วไปเริ่มเห็นผลภายในประมาณ 15–30 นาที และออกฤทธิ์อยู่หลายชั่วโมง แต่ ไม่ได้เอา K⁺ ออกจากร่างกาย

❓แล้วทำไมต้องให้ Glucose คู่กับ RI?
ถ้าให้ RI เพียงอย่างเดียว → อินซูลินจะกระตุ้นการนำน้ำตาลเข้าเซลล์ → น้ำตาลในเลือดอาจลดลงจนเกิด Hypoglycemia

จึงให้ Glucose ร่วมด้วยในผู้ป่วยที่น้ำตาลไม่ได้สูงมาก เพื่อรักษาระดับน้ำตาลขณะอินซูลินทำหน้าที่ลด K⁺

🚫ตรวจ DTX ก่อนให้ยา และติดตามน้ำตาลหลังให้ เพราะ hypoglycemia อาจเกิดช้ากว่าช่วงที่ K⁺ เริ่มลด
🚫ถ้า น้ำตาลสูงอยู่แล้ว แพทย์อาจพิจารณาไม่ให้ glucose เพิ่ม แต่ยังต้องเฝ้าระวังน้ำตาลตามแผนการรักษา
🚫RI ไม่ใช่ยากำจัด K⁺ ต้องพิจารณาวิธีเอา K⁺ ออกจากร่างกายร่วมด้วย เช่น ยาขับปัสสาวะ, potassium binder หรือ dialysis ตามสาเหตุและความรุนแรง
🚫ถ้า K⁺ สูงร่วมกับ ECG ผิดปกติ ต้องให้ความสำคัญกับการป้องกันภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ เช่น calcium ตามข้อบ่งชี้ เพราะ Glucose + RI ไม่ได้ทำให้เยื่อหุ้มเซลล์หัวใจคงที่โดยตรง

🔆สรุป 1 บรรทัด:
K⁺ สูง → RI พา K⁺ เข้าเซลล์ → Glucose ป้องกันน้ำตาลต่ำ → K⁺ ลดชั่วคราว แต่ต้องหาวิธีกำจัด K⁺ ต่อ

หมายเหตุ: ขนาดยาและปริมาณ glucose ต้องอ้างอิง protocol ของโรงพยาบาลและระดับ DTX ของผู้ป่วย ไม่ควรใช้สูตรเดียวกับทุกคน

16/09/2026
@พินทรัตน์ Pintarat Suwannarat
15/09/2026

@พินทรัตน์
Pintarat Suwannarat

‼️ ยาพ่นที่ใช้บ่อยใน ER 🏥✅ 1) Ventolin  (ชื่อการค้า) ของ Salbutamol    (กลุ่ม Bata-agonist) เพียงตัวเดียว • ยาขยายหลอดลม...
15/09/2026

‼️ ยาพ่นที่ใช้บ่อยใน ER 🏥

✅ 1) Ventolin (ชื่อการค้า) ของ Salbutamol
(กลุ่ม Bata-agonist) เพียงตัวเดียว
• ยาขยายหลอดลม → เข้าไปคลายกล้ามเนื้อหลอดลมที่เกร็งตัว ทำให้หลอดลมกว้างขึ้น
• 🫁 Lung : wheezing (เสียงหวีด)
• ชนิดออกฤทธิ์ไวและสั้น เมื่อพ่นยาเริ่มออกฤทธิ์ภายใน 5-10 นาที ระยะเวลาออกฤทธิ์ จะยาวนาน 4-6 hr.
✔️ เหมาะกับใคร
• หอบหืดกำเรบฝิบเฉียบพลับ (acute attack)
• พ่นบ่อยไม่ดี เพราะเป็นยาแค่บรรเทาอาการ
⚠️ ผลข้างเคียง
• ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว มือสั่น ปวดศีรษะ
—————————————————————-
✅ 2) Berodual
ยาสูตรผสมระหว่าง lpratropium+ Fenoterol (กลุ่ม anticholinergic + กลุ่ม Bata-agonist) ยาทั้งคู่ช่วยขยายหลอดลม 🫁
• lpratropium จะมี onset ที่ช้ากว่า พ่นยาเริ่มออกฤทธิ์ภายใน 30 นาที
• Fenoterol เมื่อพ่นยาเริ่มออกฤทธิ์ภายใน 5-10 นาที
กล่าวโดยสรุป Fenoterol ออกฤทธิ์เร็ว /lpratropium เสริมฤทธิ์การขยายหลอดลมได้ดีและนานขึ้น
• ระยะเวลาออกฤทธิ์ จะยาวนาน 6-8 hr.
• 🫁 Lung : wheezing (เสียงหวีด), Rhonchi (เสียงครืดคราด
✔️ เหมาะกับใคร
• ผู้ป่วยปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD)
• กลุ่มผู้ป่วยหลอดลมอักเสบเรื้อรัง
⚠️ ผลข้างเคียง
• ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว มือสั่น #—————————————————————-
✅ 3) Pulmicort
(กลุ่มยา Inhaled Corticosteroids (ICS ยาสเตียรอยด์ที่ใช้พ่น/สูดเข้าทางเดินหายใจ)
💊 ตัวยาสำคัญ → Budesonide
• หน้าที่ลดการอักเสบและลดบวม ของผนังหลอดลมด้านบน ร่วมถึงลดการสร้างเสมหะ
• 🫁 Lung : wheezing (เสียงหวีด)
• ชนิดออกฤทธิ์นาน+ยาว ใช้เวลาหลายขั่วโมงและอาจใช้เวลานานถึง 4-6 สัปดาห์จึงจะเห็นผลดีที่สุด
✔️ เหมาะกับใคร
→ เป็นยาเพื่อควบคุมโรค และป้องกันไม่ให้หลอดลมกลับมาบวมซ้ำ ไม่ใช้เพื่อขยายหลอดลม

clarithromycin และ Simvas = simvastatin เหตุผลที่ไม่ควรให้ร่วมกัน คือ clarithromycin สามารถเพิ่มระดับ simvastatin ในเลือ...
12/09/2026

clarithromycin และ Simvas = simvastatin เหตุผลที่ไม่ควรให้ร่วมกัน คือ clarithromycin สามารถเพิ่มระดับ simvastatin ในเลือดอย่างมาก ทำให้เสี่ยงกล้ามเนื้อสลาย (rhabdomyolysis) และไตวายเฉียบพลันได้

❎กลไกที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาระหว่างยา
Clarithromycin เป็นตัวยับยั้งเอนไซม์ CYP3A4 ที่แรง (strong CYP3A4 inhibitor) ส่วน simvastatin ถูกเปลี่ยนแปลงโดย CYP3A4 เป็นหลัก

เมื่อให้ร่วมกัน:
Clarithromycin ยับยั้ง CYP3A4
Simvastatin สลายยาได้น้อยลง
✅ระดับ simvastatin ในเลือดสูงขึ้นมาก → เสี่ยงพิษต่อกล้ามเนื้อ

⚠️อันตรายที่ต้องระวัง
Myopathy: ปวดกล้ามเนื้อ อ่อนแรง กดเจ็บ
Rhabdomyolysis: กล้ามเนื้อสลายอย่างรุนแรง
Acute kidney injury (AKI): ไตวายเฉียบพลันจาก myoglobin
อาจรุนแรงถึง เสียชีวิต ได้ในบางราย

ฉลากยาระบุว่า ห้ามใช้ clarithromycin ร่วมกับ simvastatin (contraindicated) เนื่องจากเพิ่มความเสี่ยง myopathy และ rhabdomyolysis โดยมีรายงานผู้ป่วยเกิด rhabdomyolysis จากการใช้ร่วมกันจริง 

Clarithro + Simva = CYP3A4 ถูกบล็อก → Simva สะสม → กล้ามเนื้อสลาย → ไตวาย

#การจัดการ: หากจำเป็นต้องใช้ clarithromycin ควร หยุด simvastatin ชั่วคราวตลอดช่วงที่ได้รับยา ตามคำสั่งแพทย์ และพิจารณายาปฏิชีวนะหรือ statin ทางเลือกที่เหมาะสม ไม่ควรแก้ปัญหาด้วยการให้ห่างเวลากันเพียงไม่กี่ชั่วโมง เพราะเป็นปฏิกิริยาที่เกี่ยวกับการยับยั้งเอนไซม์ ไม่ใช่แค่การดูดซึมพร้อมกัน 

#สังเกตอาการ: ถ้าผู้ป่วยใช้ยาร่วมกันแล้วมีปวดกล้ามเนื้อผิดปกติ อ่อนแรงมาก หรือปัสสาวะสีเข้ม ควรรีบแจ้งแพทย์เพื่อประเมิน CK และการทำงานของไต

💉 10 คู่ยาที่ “ห้ามผสมในสายเดียวกัน”จำง่ายก่อนให้ยา IVห้ามผสม ≠ ห้ามใช้ร่วมกันเสมอไป บางคู่ห้ามผสมใน syringe/ถุงเดียวกัน...
11/09/2026

💉 10 คู่ยาที่ “ห้ามผสมในสายเดียวกัน”
จำง่ายก่อนให้ยา IV
ห้ามผสม ≠ ห้ามใช้ร่วมกันเสมอไป บางคู่ห้ามผสมใน syringe/ถุงเดียวกัน บางคู่ห้ามให้พร้อมกันทาง Y-site แต่สามารถให้แยกสายหรือต่างเวลากันได้ตามแนวทาง

1. Ceftriaxone + Calcium gluconate / สารน้ำที่มี Calcium
⚠️ เสี่ยงเกิดตะกอน Calcium–ceftriaxone ห้ามให้พร้อมกันทาง Y-site โดยเฉพาะในทารกแรกเกิด และต้องระวังสารน้ำที่มี calcium เช่น Ringer’s / Hartmann’s

2. Phenytoin + D5W
⚠️ เสี่ยงเกิดตะกอน Phenytoin Phenytoin injection ควรใช้ 0.9% NSS ตามคำแนะนำของยา และหลีกเลี่ยงการผสมกับ D5W

3. Sodium bicarbonate + Calcium gluconate
⚠️ เสี่ยงเกิด Calcium carbonate precipitate ไม่ควรผสมใน syringe หรือให้ร่วมสายโดยไม่มีข้อมูลยืนยันความเข้ากันได้

4. Sodium bicarbonate + Noradrenaline / Adrenaline
⚠️ สารละลายมีความเป็นด่างสูง อาจทำให้ยาเสื่อมสภาพ หลีกเลี่ยงการให้ร่วมสายโดยไม่มีข้อมูล compatibility โดยเฉพาะ vasopressor ที่ให้ต่อเนื่อง

5. Piperacillin/Tazobactam + Aminoglycoside
เช่น Gentamicin, Amikacin ⚠️ อาจเกิด inactivation ของ aminoglycoside ไม่ควรผสมในถุงหรือ syringe เดียวกัน ควรบริหารแยกกัน

6. Amphotericin B + NSS
⚠️ Amphotericin B บาง formulation ไม่เข้ากันกับ NSS อาจเกิดตะกอนหรือยาไม่คงตัว ต้องดูชนิด formulation และคำแนะนำผู้ผลิตก่อนเจือจาง

7. Furosemide + Aminoglycoside
เช่น Gentamicin, Amikacin ⚠️ มีความเสี่ยงด้านความไม่เข้ากันทางกายภาพ หลีกเลี่ยงการผสมใน syringe เดียวกัน และตรวจสอบ compatibility ก่อนให้ร่วมสาย

8. Diazepam + สารละลาย IV หลายชนิด
⚠️ Diazepam ละลายน้ำได้ต่ำ อาจเกิดตะกอนเมื่อผสมกับสารละลายที่ไม่เหมาะสม จึงไม่ควรผสมในถุงหรือ syringe เดียวกันโดยไม่มีข้อมูลยืนยัน

9. Calcium gluconate + Phosphate
⚠️ เสี่ยงเกิด Calcium phosphate precipitate ต้องระวังมากใน TPN ห้ามผสมรวมกันหากไม่มีข้อมูล compatibility และการคำนวณที่เหมาะสม

10. Vancomycin + Phenytoin
⚠️ เสี่ยงเกิดตะกอนจากความแตกต่างของ pH ไม่ควรผสมหรือให้ร่วมสายโดยไม่มีข้อมูล compatibility ที่ยืนยัน

🧠 จำก่อนให้ยา IV
“ไม่แน่ใจ = อย่าผสม”
ตรวจสอบ IV compatibility
ดูชนิดยา ความเข้มข้น และสารน้ำ
ถ้าไม่เข้ากัน → แยกสาย / ให้ต่างเวลา / Flush ตามแนวทาง
ยา High Alert หรือยาที่ให้ต่อเนื่อง → ห้ามหยุดสายเองโดยไม่มีแผนสำรอง

หมายเหตุ: รายการนี้เป็นคู่ที่ต้องระวัง ไม่ใช่คำสั่งให้หยุดยาที่แพทย์สั่งร่วมกันทุกกรณี ควรยึดแนวทางโรงพยาบาลและเภสัชกรเป็นหลักค่ะ

การใช้ colchicine บรรเทาอาการปวดจากเกาต์กำเริบเกาต์กำเริบเกิดจากการอักเสบที่ถูกกระตุ้นโดยผลึกยูเรตในข้อ ทำให้มีอาการปวด ...
11/09/2026

การใช้ colchicine บรรเทาอาการปวดจากเกาต์กำเริบ

เกาต์กำเริบเกิดจากการอักเสบที่ถูกกระตุ้นโดยผลึกยูเรตในข้อ ทำให้มีอาการปวด บวม แดง และร้อน มักเกิดบริเวณโคนนิ้วหัวแม่เท้า ข้อเท้า หรือข้อเข่า ยา colchicine ช่วยลดการอักเสบและบรรเทาอาการดังกล่าว ส่วนการควบคุมกรดยูริกในระยะยาวต้องอาศัยการรักษาอีกส่วนหนึ่ง เพราะ colchicine ไม่มีฤทธิ์ลดระดับกรดยูริกในเลือด.

แนวทาง American College of Rheumatology หรือ ACR แนะนำให้เลือกใช้ colchicine แบบขนาดต่ำเมื่อยานี้เหมาะกับผู้ป่วย เนื่องจากให้ประสิทธิผลใกล้เคียงสูตรขนาดสูง แต่เกิดผลข้างเคียงน้อยกว่า โดยควรเริ่มรักษาตั้งแต่เริ่มมีอาการตามแผนที่แพทย์ให้ไว้.

ขนาดยาช่วงเกาต์กำเริบ
ตัวอย่างต่อไปนี้เป็นสูตรขนาดต่ำสำหรับผู้ใหญ่ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเกาต์ และผ่านการประเมินว่าใช้ยาได้ ขนาดจริงอาจต้องปรับตามการทำงานของไต ตับ อายุ และยาอื่นที่ใช้ร่วมกัน ผู้ที่กิน colchicine เป็นประจำอยู่แล้วควรให้แพทย์หรือเภสัชกรตรวจแผนยาก่อนเพิ่มขนาด

สำหรับ ยาเม็ดความแรง 0.6 มิลลิกรัม ใช้สูตรเริ่มต้นดังนี้
เวลารับประทาน ขนาดยา จำนวนเม็ด
เมื่อเริ่มมีอาการกำเริบ 1.2 มก. 2 เม็ด
หลังจากครั้งแรก 1 ชั่วโมง 0.6 มก. 1 เม็ด
รวมสูตรเริ่มต้นในช่วง 1 ชั่วโมง 1.8 มก. 3 เม็ด

สูตรนี้ระบุในฉลากยาและแนวทาง ACR โดย ไม่ควรกินต่อทุกชั่วโมงหรือเพิ่มขนาดจนท้องเสีย เพราะการเพิ่มยาเกินสูตรไม่ได้เพิ่มประสิทธิผลอย่างชัดเจน และอาจเกิดพิษจากยา.

หลังสูตรเริ่มต้น ต้องกินต่ออย่างไร
หากยังมีข้ออักเสบ แพทย์อาจให้ colchicine 0.6 มก. ครั้งละ 1 เม็ด วันละ 1–2 ครั้ง โดยเริ่มหลังยาครั้งสุดท้ายของสูตรเริ่มต้นอย่างน้อย 12 ชั่วโมง และใช้ระยะสั้นจนการกำเริบสงบ ทั้งนี้ไม่ใช่ข้อกำหนดว่าทุกคนต้องกินต่อเหมือนกัน ระยะเวลาและขนาดยาขึ้นกับอาการและความเสี่ยงของแต่ละคน.

ไม่ควรทำซ้ำสูตรเริ่มต้นทุกวัน การให้สูตรเริ่มต้นซ้ำโดยทั่วไปต้องเว้นอย่างน้อย 3 วัน และผู้มีไตหรือตับบกพร่องรุนแรงอาจต้องเว้นนานกว่านั้น หากยังปวดหรือกลับกำเริบเร็ว ควรให้แพทย์ประเมินก่อนรับประทานเพิ่ม.

ขนาดยาเพื่อป้องกันเกาต์กำเริบ
เมื่อเริ่มยาลดกรดยูริก เช่น allopurinol หรือ febuxostat แพทย์อาจให้ colchicine เพื่อป้องกันการกำเริบในช่วงแรก ตัวอย่างขนาดสำหรับผู้ใหญ่ที่ไม่ต้องปรับยาคือ 0.6 มก. วันละ 1–2 ครั้ง ไม่เกิน 1.2 มก.ต่อวันสำหรับการป้องกัน.

แนวทาง ACR 2020 แนะนำการป้องกันช่วงเริ่มยาลดกรดยูริกอย่างน้อย 3–6 เดือน และประเมินให้ต่อหากยังมีอาการกำเริบ ขณะที่แนวทางสมาคมรูมาติสซั่มแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2569 ให้พิจารณาใช้ยาป้องกันจนกรดยูริกลดถึงเป้าหมายร่วมกับไม่มีเกาต์กำเริบอย่างน้อย 6 เดือน จึงไม่ควรหยุดยาป้องกันเองเพียงเพราะหายปวดแล้ว.

วิธีรับประทานและยาที่ต้องตรวจสอบร่วมกัน
รับประทาน colchicine กับน้ำ จะกินพร้อมอาหารหรือไม่ก็ได้ หากใช้เป็นประจำแล้วลืมยา ไม่ควรเพิ่มเป็นสองเท่าเพื่อชดเชย และควรหลีกเลี่ยงเกรปฟรุตหรือน้ำเกรปฟรุตระหว่างใช้ยา.
ยาบางชนิดเพิ่มระดับ colchicine หรือเพิ่มความเสี่ยงต่อกล้ามเนื้อ จึงควรแจ้งรายการยาทั้งหมดแก่แพทย์หรือเภสัชกร โดยเฉพาะ
ยาปฏิชีวนะ เช่น clarithromycin และ erythromycin
ยาต้านเชื้อรา เช่น itraconazole และ ketoconazole
ยาบางชนิด เช่น ritonavir, cyclosporine, verapamil และ diltiazem
ยาลดไขมันกลุ่ม statins ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อกล้ามเนื้อเมื่อใช้ร่วมกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องหยุด statin

ผู้มีไตหรือตับบกพร่อง ห้ามใช้ colchicine ร่วมกับยาที่ยับยั้ง CYP3A4 อย่างแรง หรือยาที่ยับยั้ง P-gp ตามข้อห้ามในฉลากยา เช่น clarithromycin หรือ cyclosporine เพราะอาจเกิดพิษรุนแรงแม้ใช้ colchicine ในขนาดรักษา ส่วนผู้มีโรคไต ผู้ฟอกไต ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ต้องประเมินความเหมาะสมเป็นรายบุคคลก่อนใช้สูตรตัวอย่าง.

อาการผิดปกติที่ควรระวัง
คลื่นไส้ ปวดท้อง อาเจียน และท้องเสียเป็นผลข้างเคียงที่พบได้ หากอาการรุนแรงหรือต่อเนื่อง ให้หยุดยาและติดต่อแพทย์ทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณพิษจากยา อาการอื่นที่ต้องรีบประเมิน ได้แก่ กล้ามเนื้อปวดหรืออ่อนแรงผิดปกติ ปัสสาวะสีเข้ม ช้ำหรือเลือดออกง่าย และมีไข้ร่วมกับเจ็บคอ ส่วนอาการหน้าหรือลิ้นบวม หายใจลำบาก ต้องไปฉุกเฉิน.

หากรับประทานเกินขนาดที่สั่ง ให้ไปห้องฉุกเฉินทันทีแม้ยังไม่มีอาการ พร้อมนำซองยาไปด้วย และเก็บยาให้พ้นมือเด็ก เพราะพิษจาก colchicine อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต.

หากข้อบวมแดงร้อนเป็นครั้งแรก โดยเฉพาะเมื่อมีไข้ หนาวสั่น หรือรู้สึกป่วยมาก ควรพบแพทย์โดยเร็วเพื่อแยกการติดเชื้อในข้อ ซึ่งต้องได้รับการรักษาเร่งด่วน ไม่ควรสรุปว่าเป็นเกาต์จากอาการเพียงอย่างเดียว.

สำหรับผู้ที่รับประทาน allopurinol หรือ febuxostat เป็นประจำอยู่แล้ว ให้ใช้ต่อเนื่องตามแผนแพทย์ระหว่างเกาต์กำเริบ ไม่ควรหยุดเองเพราะมีอาการปวด และอาจพักข้อร่วมกับประคบเย็นเพื่อช่วยบรรเทาอาการ.

บทความนี้ให้ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการใช้ยาในผู้ใหญ่ ขนาดยาที่เหมาะสมต้องพิจารณาร่วมกับการวินิจฉัย โรคประจำตัว และยาที่ใช้อยู่ ไม่ใช้แทนคำสั่งรักษาเฉพาะบุคคล

BP drop แล้วให้ Nor E คู่กับ Hydrocortisone เพราะยาสองตัวนี้ช่วยแก้ “คนละปัญหา” ค่ะ โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่สงสัย septic sho...
11/09/2026

BP drop แล้วให้ Nor E คู่กับ Hydrocortisone เพราะยาสองตัวนี้ช่วยแก้ “คนละปัญหา” ค่ะ โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่สงสัย septic shock หรือภาวะช็อกที่ดื้อต่อ vasopressor
Nor E (Norepinephrine) → ช่วยเพิ่มความดันโดยทำให้หลอดเลือดหดตัว
Hydrocortisone → ช่วยแก้ภาวะที่ร่างกายตอบสนองต่อ vasopressor ได้ไม่ดี โดยเฉพาะเมื่อสงสัย relative adrenal insufficiency / critical illness–related corticosteroid insufficiency (CIRCI)

💢ทำไมต้องให้คู่กัน?
ลองนึกภาพว่า Nor E คือ “เหยียบคันเร่งเพิ่มแรงดัน” ส่วน Hydrocortisone คือ “ช่วยให้ระบบตอบสนองต่อคันเร่งได้ดีขึ้น”

ทำไม Hydrocortisone จึงช่วยให้ Nor E ออกฤทธิ์ดีขึ้น?
ในภาวะช็อกรุนแรง โดยเฉพาะ sepsis อาจเกิด ภาวะ relative adrenal insufficiency / CIRCI หรือการตอบสนองต่อ glucocorticoid ที่ไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับความรุนแรงของโรค
เมื่อ cortisol ไม่เพียงพอหรือการตอบสนองของระบบหลอดเลือดผิดปกติ อาจพบว่า
หลอดเลือดตอบสนองต่อ catecholamine ลดลง
✅ต้องใช้ Nor E ขนาดสูงขึ้นเพื่อรักษา MAP
ความดันยังต่ำแม้ให้สารน้ำและ vasopressor แล้ว
✅Hydrocortisone จึงอาจช่วย เพิ่มความไวของหลอดเลือดต่อ catecholamine และช่วยควบคุม inflammatory response ทำให้การพยุงความดันมีประสิทธิภาพขึ้น

💪จำง่าย:
Nor E = บีบหลอดเลือด
Hydrocortisone = ช่วยให้หลอดเลือดตอบสนองต่อ Nor E
แต่ไม่ใช่ BP drop ทุกคนต้องได้ Hydrocortisone

⚠️ข้อสำคัญ: BP drop เป็นเพียงอาการ ต้องหาสาเหตุก่อน เช่น hypovolemia, bleeding, sepsis, cardiogenic shock, anaphylaxis หรือยา
ใน septic shock แนวทาง Surviving Sepsis Campaign แนะนำให้พิจารณา IV corticosteroid เมื่อยังต้องใช้ vasopressor ต่อเนื่อง โดย hydrocortisone ที่ใช้บ่อยคือ 200 mg/day (50 mg IV ทุก 6 ชั่วโมง หรือ continuous infusion) และแนวทางปี 2021 เสนอให้เริ่มเมื่อใช้ norepinephrine/epinephrine ประมาณ ≥0.25 mcg/kg/min ต่อเนื่องอย่างน้อย 4 ชั่วโมง ทั้งนี้ต้องพิจารณาตามอาการและแนวทางของโรงพยาบาล ไม่ใช่เกณฑ์ตายตัวสำหรับผู้ป่วยทุกราย 

✳️ฉบับพยาบาล ER จำให้ได้
BP drop → ประเมินสาเหตุ → Resuscitation ตามสาเหตุ → Nor E ถ้าต้องพยุง MAP → พิจารณา Hydrocortisone เมื่อเป็น septic shock ที่ยังต้องใช้ vasopressor

สำคัญ
BP/MAP, HR, ECG
Perfusion: ระดับความรู้สึกตัว, capillary refill, urine output, lactate ตามแผน
⛔️Nor E: ระวัง extravasation และ peripheral ischemia
⛔️Hydrocortisone: ระวัง hyperglycemia, sodium/water retention, hypokalemia, infection risk และอาการไม่พึงประสงค์จาก steroid

✳️สรุป 1 บรรทัด:
Nor E ช่วย “เพิ่มแรงดัน” ส่วน Hydrocortisone ช่วย “แก้ภาวะที่ทำให้หลอดเลือดตอบสนองต่อ Nor E ไม่ดี” จึงมักใช้คู่กันใน septic shock ที่ดื้อต่อ vasopressor ไม่ใช่เพราะ BP drop ทุกกรณีต้องให้ steroid ค่ะ

✳️งดใช้ mydoclam >>> ใช้ norgesic มากขึ้น?>>> เกิด Delirium✳️นอนไม่หลับ ใส่ ativan/amitrip/nortrip >>> เปน delirium >>> ...
05/09/2026

✳️งดใช้ mydoclam >>> ใช้ norgesic มากขึ้น?>>> เกิด Delirium

✳️นอนไม่หลับ ใส่ ativan/amitrip/nortrip >>> เปน delirium >>> ใส่ Hadol อันนี้ก็เรียก irtrogenic 😅

✳️Hadol oral/IM >>> เกิด qtc mild เท่ากับตัวอื่นๆ (ถ้าเทียบกับราคา อาจจะเรียกว่าปลอดภัยสุด!) (เว้น Ari) และเป็นยาในบัญชี การshift ไปใช้ quetiapine ก็ไม่ได้ปลอดภัยเสมอไป…

✳️เปิดรับ แพทย์ FM geri อยากเปิดรับ consult geri ในวอร์ดที่ รพ 🤭💕

(ร่วมประเมิน derilium, dementia กับเมด psychi และร่วมประเมิน Falling ร่วมกับ Ortho + คลินิกกระดูกพรุน- คลินิกผสอ. เชื่อมโยง IMC COC และ LTC)

https://www.facebook.com/share/p/18AhnbFpEg/?mibextid=wwXIfr

ที่อยู่

28/41 Moo2 Viset Road , Rawai , Phuket
Rawai
83120

เบอร์โทรศัพท์

+66649789444

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Drugstationผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง Drugstation:

ทางลัด

แชร์