สวนปัญญาธรรม

สวนปัญญาธรรม สถานปฏิบัติธรรม กรรมฐาน เดินจงกรมน?

ปัญญาหิ่งห้อยปัญญาหิ่งห้อย …นอกจากจะน้อยแล้ว ยังติดๆ ดับๆ อีกเป็นสมัยอันควร ทำความเพียรให้ยิ่งๆ ขึ้น อุปมาเพียรขุดบ่อน้ำ...
24/08/2026

ปัญญาหิ่งห้อย

ปัญญาหิ่งห้อย …นอกจากจะน้อยแล้ว ยังติดๆ ดับๆ อีก
เป็นสมัยอันควร ทำความเพียรให้ยิ่งๆ ขึ้น อุปมาเพียรขุดบ่อน้ำ จนเป็นมหาสมุทร ที่ทั้งกว้างและลึก

ทำให้เกิดหิ่งห้อย เป็นสิบตัว ร้อย พัน หมื่น แสน ล้านๆๆๆ ตัว
แสงสว่างจากหิ่งห้อยแต่ละตัว รวมกัน ก็ให้แสงสว่างมาก เช่นกัน

เมื่อสว่างพอ เห็นเหตุ เป็นญาณทัสสนะ ย่อมชำระเหตุได้ เกิดนิพพิทาวิราคะ เป็นปัญญาดั่งดวงอาทิตย์(อธิกปัญญา) คือ ปัญญาแผดเผากิเลส

21/08/2026
นิพพานธาตุนิพพานธาตุ อันพระผู้มีพระภาคผู้มีจักษุ ผู้อันตัณหาและทิฏฐิ ไม่อาศัยแล้ว ผู้คงที่ ได้ประกาศไว้แล้ว มีอยู่ ๒ อย่...
19/08/2026

นิพพานธาตุ

นิพพานธาตุ อันพระผู้มีพระภาคผู้มีจักษุ ผู้อันตัณหาและทิฏฐิ ไม่อาศัยแล้ว ผู้คงที่ ได้ประกาศไว้แล้ว มีอยู่ ๒ อย่าง
เหล่านี้คือ นิพพานธาตุอย่างหนึ่ง(มี) เพราะความสิ้นไปแห่งภวเนตติ เป็นไป ในทิฏฐธรรมนี้ (อิธ ทิฏฐธมฺมิกา) ยังมีอุปาทิเหลือ,
และนิพพาน ธาตุ (อีกอย่างหนึ่ง) ไม่มีอุปาทิเหลือ เป็นไปในกาลเบื้องหน้า (สมฺปรายิกา) เป็นที่ดับแห่งภพทั้งหลายโดยประการทั้งปวง.

บุคคลเหล่าใดรู้ทั่วถึงแล้วซึ่งนิพพานธาตุสองอย่างนั่นอันเป็น อสังขตบท เป็นผู้มีจิตหลุดพ้นพิเศษแล้วเพราะความสิ้นไปแห่งภวเนตติ;
บุคคลเหล่านั้น ยินดีแล้ว ในความสิ้นไป (แห่งทุกข์) เพราะ การถึงทับซึ่งธรรมอันเป็นสาระ เป็นผู้คงที่ ละแล้วซึ่งภพทั้งปวง, ดังนี้
……………………

ภิกษุ ท.! เราจักแสดงซึ่ง วิราคะ (ที่คลายกำหนัด) แก่พวกเธอ ทั้งหลาย, พวกเธอทั้งหลาย จงฟังความข้อนั้น
ภิกษุ ท.! วิราคะ เป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุ ท.! ความสิ้นไปแห่งราคะ, ความสิ้นไปแห่งโทสะ, ความ สิ้นไปแห่งโมหะ, อันใด ;
ภิกษุ ท.! อันนี้แล เราเรียกว่า วิราคะ

สฬา. สํ. ๑๘/๔๕๒/๗๔๓.
……………………………

ภิกษุ ท.! เราจักแสดง ซึ่ง นิพพาน แก่พวกเธอทั้งหลาย, พวก เธอทั้งหลาย จงฟังความข้อนั้น
ภิกษุ ท.! นิพพาน เป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุ ท.! ความสิ้นไปแห่งราคะ, ความสิ้นไปแห่งโทสะ, ความ สิ้นไปแห่งโมหะ, อันใด ;
ภิกษุ ท.! อันนี้แล เราเรียกว่า นิพพาน

สฬา. สํ. ๑๘/๔๕๒/๗๔๑
………………………

"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ที่พระองค์ทรงเรียกอยู่ว่า 'ธรรมเป็นที่กำจัดราคะ, เป็นที่กำจัดโทสะ, เป็นที่กำจัดโมหะ' ดังนี้,
คำว่า 'ธรรมเป็นที่กำจัดราคะ, เป็นที่กำจัด โทสะ, เป็นที่กำจัดโมหะ' นี้ เป็นคำที่ใช้เรียกแทนชื่อของอะไรเล่า ? พระเจ้าข้า !"

ภิกษุ ท. ! คำว่า "ธรรมเป็นที่กำจัดราคะ (ราควินโย) เป็นที่กำจัด โทสะ เป็นที่กำจัดโมหะ" นี้ เป็นคำที่ใช้เรียกแทนชื่อของนิพพานธาตุ เรียกว่าเป็นธรรมที่สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย แล.

มหาวาร. สํ. ๑๙/๑๐/๓๑
………………

นั่น สงบจริง ! นั่น ประณีตจริง !

ที่นี้เอง เป็นที่สงบสังขารทั้งปวง, เป็นที่สละคืนอุปธิทั้งปวง, เป็นที่สิ้นตัณหา, เป็นที่คลายความกำหนัด, เป็นที่ดับกิเลส. นี่คือนิพพาน แล.

นวก. ๑. ๒๓/๔๓๙/๒๔๐.
เอกาทสก. อ๋. ๒๔/๓๔๔/๒๑๔.
…………………………………

"แน่ะเธอ ! ที่สุดโลก แห่งใด อันสัตว์ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่ตาย ไม่จุติ ไม่อุบัติ ; เราไม่กล่าวว่าใคร ๆ อาจรู้ อาจเห็น อาจถึง ที่สุดแห่งโลกนั้น ด้วย การไป.

"แน่ะเธอ! ในร่างกายที่ยาวประมาณวาหนึ่งนี้ ที่ยังประกอบด้วย สัญญาและใจนี่เอง, เราได้บัญญัติโลก, เหตุให้เกิดโลก, ความดับสนิท ไม่เหลือของโลก, ดังนี้แล. และทางดำเนินให้ถึงความดับสนิทไม่เหลือของโลก ไว้"

จตุกก. อ๋. ๒๑/๖๒/๔๕

ผัสสะบังหน้าพุทธดำรัสสัตว์โลกนี้ เกิดความเดือดร้อนแล้ว  มีผัสสะบังหน้า ย่อมกล่าวซึ่งโรค(ความเสียดแทง)นั้นโดยความเป็นตัวเ...
18/08/2026

ผัสสะบังหน้า

พุทธดำรัส
สัตว์โลกนี้ เกิดความเดือดร้อนแล้ว มีผัสสะบังหน้า ย่อมกล่าวซึ่งโรค(ความเสียดแทง)นั้นโดยความเป็นตัวเป็นตน เขาสำคัญสิ่งใดโดยความเป็นประการใด แต่สิ่งนั้นย่อมเป็นตามที่เป็นจริงโดยประการอื่น จากที่เขาสำคัญนั้น

ภิกษุ ท.! ความเกิด เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท.! การเกิด การกำเนิด การก้าวลง การบังเกิด การบังเกิดโดยยิ่ง ภาวะแห่งความปรากฏของขันธ์ทั้งหลาย การที่สัตว์ได้อายตนะทั้งหลาย ในจำพวกสัตว์นั้น ๆ ของสัตว์นั้น ๆ นี้เราเรียกว่าความเกิด

ภิกษุ ท.! ผัสสะ เป็นส่วนสุดข้างหนึ่ง ผัสสสมุทัย เป็นส่วนสุดข้างที่สอง ผัสสนิโรธ มีในท่ามกลาง ตัณหา เป็นเครื่องร้อยรัดให้ติดกัน ; ตัณหานั่นแหละ ย่อมถักร้อยเพื่อให้เกิดขึ้นแห่งภพนั้น ๆ นั่นเทียว.

ภิกษุ ท.! ด้วยความรู้เพียงเท่านี้แล ภิกษุชื่อว่าย่อมรู้ยิ่งซึ่งธรรม ที่ควรรู้ยิ่ง ย่อมรอบรู้ซึ่งธรรมที่ควรรอบรู้ : เมื่อรู้ยิ่งซึ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่งรอบรู้ ซึ่งธรรมที่ควรรอบรู้อยู่, ย่อมเป็นผู้กระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ในทิฏฐธรรมเทียว

ฉกุก.อ. ๒๒/๔๔๘/๓๓๒.

กรรมไม่ดำไม่ขาว(มรรค ๘: เจตนาชอบ:คิดชอบ) เป็นไปเพื่อความสิ้นกรรมพุทธดำรัส:- เรากล่าวซึ่งเจตนา ว่าเป็นกรรมบุคคลเจตนาแล้ว ...
17/08/2026

กรรมไม่ดำไม่ขาว(มรรค ๘: เจตนาชอบ:คิดชอบ) เป็นไปเพื่อความสิ้นกรรม

พุทธดำรัส:- เรากล่าวซึ่งเจตนา ว่าเป็นกรรม
บุคคลเจตนาแล้ว ย่อมกระทำซึ่งกรรม ด้วยกาย วาจา ใจ

มรรค ๘ คือ เจตนาชอบ(กรรมไม่ดำไม่ขาว) เป็นความที่ คิดชอบ เป็นเจตนาเพื่อละ เป็นไปเพื่อความสิ้นกรรม

ภิกษุ ท. ! ประกาศให้รู้ทั่วกัน กรรม ๔ อย่างเหล่านี้ เรากระทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้ว

กรรม ๔ อย่าง อย่างไรเล่า ?
ภิกษุ ท. ! กรรมดำ มีวิบากดำ ก็มีอยู่
ภิกษุ ท. ! กรรมขาว มีวิบากขาว ก็มีอยู่
ภิกษุ ท. ! กรรมทั้งคำ ทั้งขาว มีวิบากทั้งดำทั้งขาว ก็มีอยู่
ภิกษุ ท.! กรรมไม่ดำไม่ขาว มีวิบากไม่ดำไม่ขาว เป็นไปเพื่อความสิ้นกรรม ก็มีอยู่

ภิกษุ ท. ! กรรมดำ มีวิบากดำ เป็นอย่างไรเล่า?
ภิกษุ ท.! บุคคล บางคนในกรณีนี้ ย่อมปรุงแต่งกายสังขารอันเป็นไปกับด้วยความเบียดเบียน, ย่อมปรุงแต่ง วจีสังขาร อันเป็นไปกับด้วยความเบียดเบียน, ย่อมปรุงแต่ง มโน สังขาร อันเป็นไปกับด้วยความเบียดเบียน
ครั้นเขาปรุงแต่งสังขาร (ทั้งสาม) ดังนี้แล้ว ย่อม เข้าถึงโลก อันเป็นไปกับด้วยความเบียดเบียน: ผัสสะทั้งหลาย อันเป็นไปกับด้วยความเบียดเบียน ย่อมถูกต้องเขาซึ่งเป็นผู้เข้าถึงโลกอันเป็นไป กับด้วยความเบียดเบียน
เขาอันผัสสะที่เป็นไปกับด้วยความเบียดเบียนถูกต้องแล้ว ย่อมเสวยเวทนา ที่เป็นไปกับด้วยความเบียดเบียน อันเป็นทุกข์โดยส่วน เดียว, ดังเช่นพวกสัตว์นรก. ภิกษุ ท.! นี้เรียกว่า กรรมดำ มีวิบากดำ

ภิกษุ ท. ! กรรมขาว มีวิบากขาว เป็นอย่างไรเล่า?
ภิกษุ ท. ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ ย่อมปรุงแต่งกายสังขารอันไม่เป็นไปกับด้วยความเบียด เบียน, ย่อมปรุงแต่ง วจีสังขาร อันไม่เป็นไปกับด้วยความเบียดเบียน, ย่อม ปรุงแต่ง มโนสังขาร อันไม่เป็นไปกับด้วยความเบียดเบียน ครั้นเขาปรุงแต่ง สังขาร (ทั้งสาม) ดังนี้แล้ว ย่อมเข้าถึงโลก อันไม่เป็นไปกับด้วยความเบียดเบียน : ผัสสะทั้งหลาย ที่ไม่เป็นไปกับด้วยความเบียดเบียน ย่อมถูกต้องเขาผู้เข้าถึงโลกอัน ไม่เป็นไปกับด้วยความเบียดเบียน
เขาอันผัสสะที่ไม่เป็นไปกับด้วยความเบียด เบียนถูกต้องแล้ว ย่อม เสวยเวทนา ที่ไม่เป็นไปกับด้วยความเบียดเบียน อันเป็นสุขโดยส่วนเดียว, ดังเช่นพวกเทพสุภกิณหา ภิกษุ ท. ! นี้เรียกว่ากรรมขาว มีวิบากขาว

ภิกษุ ท. ! กรรมทั้งดำทั้งขาว มีวิบากทั้งดำทั้งขาว เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุ ท. ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ ย่อมปรุงแต่งกายสังขารอันเป็นไปกับด้วยความ เบียดเบียนบ้าง ไม่เป็นไปกับด้วยความเบียดเบียนบ้าง, ย่อมปรุงแต่ง วจีสังขาร อันเป็นไปกับด้วยความเบียดเบียนบ้าง ไม่เป็นไปกับด้วยความเบียดเบียนบ้าง ย่อมปรุงแต่ง มโนสังขาร อันเป็นไปกับด้วยความเบียดเบียนบ้าง ไม่เป็นไปกับด้วย ความเบียดเบียนบ้าง ครั้นเขาปรุงแต่งสังขาร (ทั้งสาม) ดังนี้แล้ว ย่อมเข้าถึง โลก อันเป็นไปกับด้วยความเบียดเบียนบ้าง ไม่เป็นไปกับด้วยความเบียดเบียนบ้าง ผัสสะทั้งหลาย ที่เป็นไปกับด้วยความเบียดเบียนบ้าง ไม่เป็นไปกับด้วยความเบียด เบียนบ้าง ย่อมถูกต้องเขาผู้เข้าถึงโลกอันเป็นไปกับด้วยความเบียดเบียนบ้าง ไม่เป็นไปกับด้วยความเบียดเบียนบ้าง
เขาอันผัสสะที่เป็นไปกับด้วยความเบียดเบียนบ้าง ไม่เป็นไปกับด้วยความเบียดเบียดบ้าง ถูกต้องแล้ว ย่อมเสวยเวทนา ที่เป็นไปกับด้วยความเบียดเบียนบ้าง ไม่เป็นไปกับด้วยความเบียดเบียนบ้าง อัน เป็นเวทนาที่เป็นสุขและทุกข์เจือกัน, ดังเช่นพวกมนุษย์ พวกเทพบางพวก พวกวินิบาตบางพวก. ภิกษุ ท.! นี้เรียกว่า กรรมทั้งดำทั้งขาว มีวิบากทั้งดำ ทั้งขาว.

ภิกษุ ท. ! กรรมไม่ดำไม่ขาว มีวิบากไม่ดำไม่ขาว
เป็นไปเพื่อความสิ้นกรรม นั้นเป็นอย่างไรเล่า ? คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ, ภิกษุ ท. ! นี้เรียกว่า กรรมไม่ดำไม่ขาว มีวิบากไม่ดำไม่ขาว เป็นไปเพื่อความสิ้นกรรม

ภิกษุ ท. ! เหล่านี้แล กรรม ๔ อย่าง ที่เราทำให้แจ้งด้วยปัญญา อันยิ่งเองแล้ว ประกาศให้รู้ทั่วกัน
- จตุกก. อ. ๒๑/๓๒๐ - ๓๒๑/๒๓๗.

(ในสูตรนี้ ทรงแสดงกรรมไม่ดำไม่ขาว เป็นที่สิ้นกรรมไว้ด้วยอริยมรรคมีองค์แปด แสดงไว้ด้วย เจตนาเป็นเครื่องละ กรรมดำกรรมขาวและกรรมทั้งดำทั้งขาว ก็มี - ๒๑/๓๑๘/๒๓๔.)

14/08/2026
พระอานนท์ สนทนาธรรมกับพระฉันนะ ผมได้สดับคำนี้มาเฉพาะพระพักตร์ รับมาแล้วเฉพาะพระพักตร์ พระผู้มีพระภาค ผู้ตรัส สั่งสอนภิกษ...
12/08/2026

พระอานนท์ สนทนาธรรมกับพระฉันนะ

ผมได้สดับคำนี้มาเฉพาะพระพักตร์ รับมาแล้วเฉพาะพระพักตร์
พระผู้มีพระภาค ผู้ตรัส สั่งสอนภิกษุกัจจานโคตรอยู่ว่า
ดูกรกัจจานะ โลกนี้ โดยมากอาศัยส่วน ๒ อย่าง คือ ความมี ๑ ความไม่มี ๑.

เมื่อบุคคลเห็น เหตุเกิดแห่งโลก ด้วยปัญญาอันชอบ ตามเป็นจริงอยู่ ความไม่มีในโลกย่อมไม่มี.
เมื่อบุคคลเห็น ความดับแห่งโลก ด้วยปัญญาอันชอบตาม ความเป็นจริงอยู่ ความมีในโลกย่อมไม่มี
โลกนี้โดยมากยัง พัวพันด้วยอุบายเป็นเหตุถือมั่นและความยึดมั่น

แต่อริยสาวกย่อมไม่เข้าถึง ไม่ถือมั่น ไม่ตั้งไว้ ซึ่งอุบายเป็นเหตุถือมั่น มีความยึดมั่นด้วยความตั้งจิตไว้เป็นอนุสัยว่า อัตตา ของเรา ย่อมไม่เคลือบแคลงสงสัยว่า ทุกข์นั่นแหละ เมื่อบังเกิดขึ้น ย่อมบังเกิดขึ้น ทุกข์เมื่อดับย่อมดับ อริยสาวก นั้นมีญาณหยั่งรู้ในเรื่องนี้โดยไม่ต้องเชื่อผู้อื่นเลย.

ดูกรกัจจานะ ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล จึงชื่อว่าสัมมาทิฏฐิ.
ดูกรกัจ จานะ ส่วนสุดที่ ๑ นี้ว่า สิ่งทั้งปวงมีอยู่ ส่วนสุดที่ ๒ นี้ว่า สิ่งทั้งปวงไม่มี.

ตถาคตแสดงธรรมโดยสายกลาง ไม่เข้าไปใกล้ ส่วนสุดทั้งสองนั้นว่า
เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ฯลฯ

ความเกิดขึ้นแห่งกอง ทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้
เพราะอวิชชานั่นแหละดับ ด้วยการสำรอกโดยไม่เหลือ สังขารจึงดับ
เพราะสังขาร ดับ วิญญาณจึงดับ ฯลฯ
ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้

ที่อยู่

Rayong
21120

เบอร์โทรศัพท์

+66954539942

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สวนปัญญาธรรมผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์