คอนเนค แล็บ คลินิกตรวจเลือดระยอง - Connect Lab Clinic

คอนเนค แล็บ คลินิกตรวจเลือดระยอง - Connect Lab Clinic คอนเนค แล็บ คลินิกเทคนิคการแพทย์
บริการตรวจเลือด-ปัสสาวะ
ตรวจสุขภาพประจำปี

ติดต่อสอบถาม 094-3484400

📢 ประกาศวันหยุดให้บริการคลินิก 🧪❤️คอนเนค แล็บ คลินิกเทคนิคการแพทย์ขอแจ้งวันหยุดให้บริการ 1 วัน🗓️วันพุธที่ 12 สิงหาคม 256...
11/08/2026

📢 ประกาศวันหยุดให้บริการคลินิก 🧪❤️
คอนเนค แล็บ คลินิกเทคนิคการแพทย์
ขอแจ้งวันหยุดให้บริการ 1 วัน
🗓️วันพุธที่ 12 สิงหาคม 2569
เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
คลินิกจะ เปิดให้บริการตามปกติในวันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไปค่ะ
ขออภัยในความไม่สะดวก และขอขอบพระคุณลูกค้าทุกท่านที่ไว้วางใจและสนับสนุน คอนเนค แล็บ คลินิกเทคนิคการแพทย์ ด้วยดีเสมอมา 💕🙏
#คอนเนคแล็บ #คลินิกเทคนิคการแพทย์ #ประกาศวันหยุด #วันหยุด12สิงหาคม2569

07/08/2026

📢 ข่าวดี! ไวรัสตับอักเสบ บี และ ซี รักษาได้... จบปัญหาได้ที่ตัวคุณ 💛

โรคไวรัสตับอักเสบไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด สคร.5 ราชบุรี ขอย้ำว่าปัจจุบันเทคโนโลยีทางการแพทย์สามารถจัดการกับไวรัสทั้งสองชนิดนี้ได้แล้วครับ!

🟡 ไวรัส ซี... รักษาให้หายขาดได้!
แม้ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกัน แต่สามารถรักษาให้หายขาดได้ง่ายๆ เพียงแค่กินยาต้านไวรัสต่อเนื่องให้ครบ 12 สัปดาห์ ตรวจพบเร็ว รักษาทันท่วงที หายขาดแน่นอน
🟢 ไวรัส บี... ควบคุมได้และป้องกันได้!
สามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน 3 เข็ม (สำหรับผู้ใหญ่ที่ไม่มีภูมิ) และหากเป็นการติดเชื้อแบบเรื้อรัง ก็สามารถกินยาต้านไวรัสเพื่อควบคุมเชื้อไม่ให้โรคลุกลามได้ครับ

🏥 สิทธิพิเศษ: สามารถเข้ารับการ ตรวจรักษาฟรี! ได้ที่โรงพยาบาลตามสิทธิการรักษาของท่าน

"ตรวจเร็ว รู้เร็ว รักษาเร็ว หายเร็ว" มาร่วมกันค้นหาให้พบ จบไวรัสตับอักเสบ เพื่อบรรลุเป้าหมายกำจัดโรคให้หมดไปภายในปี พ.ศ. 2573 กันนะครับ

#ค้นหาให้พบจบไวรัสตับอักเสบ #สคร5ราชบุรี #กรมควบคุมโรค #ไวรัสตับอักเสบ

01/08/2026

ผลตรวจ HIV เป็น Negative หรือ Reactive แปลว่าอะไร?

หลายคนเข้าใจว่าผล Negative คือไม่ติดเชื้อ หรือผล Reactive คือเป็น HIV แล้ว แต่ความจริงไม่ใช่เสมอไป

การตรวจเร็วเกินไปอาจยังอยู่ใน Window Period ทำให้ผลเป็น Negative ได้ ส่วนผล Reactive จากการตรวจคัดกรอง ยังต้องตรวจยืนยันตามมาตรฐานของห้องปฏิบัติการก่อนจึงจะวินิจฉัยได้

การตรวจ HIV เป็นความลับและต้องได้รับความยินยอมจากผู้รับการตรวจ
ยิ่งรู้ผลเร็ว ยิ่งเริ่มการรักษาได้เร็ว ลดการเกิดโรคแทรกซ้อนและลดการแพร่เชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ
รู้ให้ถูก...ก่อนแปลผลตรวจ HIV 🩸

#นักเทคนิคการแพทย์ #รู้ทันHIV

28/07/2026

✨ทรงพระเจริญ✨
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ดูน้อยลง

23/07/2026

🔥 มะเร็งทำให้ร่างกายอยู่ในสภาพ Catabolism
นี่จึงเป็นเหตุที่ต้องกินพลังงานให้พอ โปรตีนให้พอ


มะเร็ง คือกลุ่มเซลล์ที่สูญเสียการควบคุมการแบ่งตัว
เพิ่มจำนวนไม่หยุด รุกรานพื้นที่รอบข้าง
แล้วค่อยๆ สร้างอาณาจักรของตัวเองขึ้นมา

แต่อาณาจักรนี้ไม่ได้อยู่อย่างสงบนะคะ
ใครนึกภาพอาณาจักรยิ่งใหญ่ ขยายอาณาเขต
แล้วประชาชนข้างในสงบสุข ให้ลืมไปได้เลย

มันเป็นอาณาจักรที่เต็มไปด้วยความหิวโหย
ต้องการทั้งน้ำตาล กรดอะมิโน ไขมัน ออกซิเจน
รวมถึงวัตถุดิบจำนวนมาก เพื่อใช้แบ่งตัว สร้างเส้นเลือด
ซ่อมแซมตัวเอง และต่อสู้กับภูมิคุ้มกัน

เมื่อมันต้องการทรัพยากรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
มะเร็งจึงไม่ได้แค่แย่งอาหารจากบริเวณรอบตัวเท่านั้น
แต่ยังส่งสัญญาณเร่งให้ร่างกายทั้งระบบ
เข้าสู่สภาพที่เรียกว่า Catabolism ด้วยค่ะ

และถึงแม้เซลล์ในอาณาจักรมันจะขาดสารอาหาร
มันก็ไม่สน และพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส ถือเป็นการ
คัดหาพวกที่แข็งแกร่ง ทำให้เซลล์มะเร็งจริงๆ แล้ว
ล้มตๅยกันเป็นส่วนใหญ่ แต่ตัวที่รอดมาอันน้อยนิด
ก็เป็นแม่พันธุ์ในการแบ่งตัวต่อไป


⚔️ Catabolism คืออะไร


Catabolism คือสภาพที่ร่างกายเร่ง
“สลายของที่สะสมเอาไว้”
เพื่อเปลี่ยนให้กลายเป็นพลังงานและวัตถุดิบพร้อมใช้

▪️ สลายไกลโคเจน เพื่อปล่อยน้ำตาล
▪️ สลายไขมัน เพื่อปล่อยกรดไขมัน
▪️ สลายโปรตีนในกล้ามเนื้อ เพื่อปล่อยกรดอะมิโน

กระบวนการเหล่านี้เป็นเรื่องปกติของเราค่ะ
เช่น ขณะอดอาหาร ออกกำลังกาย หรือเจ็บป่วยระยะสั้น
ร่างกายจะหยิบทรัพยากรเก่าออกมาใช้ก่อน

แต่ในคนที่เป็นมะเร็ง
การสลายอาจเกิดขึ้นต่อเนื่องและรุนแรงกว่าปกติ
จนสิ่งที่ถูกดึงออกมาใช้ ไม่ได้มีเพียงไขมันส่วนเกิน

แต่รวมถึงกล้ามเนื้อ โปรตีนของอวัยวะ
และทรัพยากรที่จำเป็นต่อการฟื้นตัวด้วยค่ะ

โดยเฉพาะเหล่าโปรตีน ถือเป็นกุญแจสำคัญ
ในการใช้ชีวิตและตอบสนองต่อการรักษาเลย


มะเร็งเร่ง Catabolism ได้หลายทางมาก

1️⃣ ปล่อยสารอักเสบเข้าสู่กระแสเลือด

ทั้งเซลล์มะเร็ง เซลล์ภูมิคุ้มกัน
และเนื้อเยื่อรอบอาณาจักรมะเร็ง
สามารถปล่อยสารอักเสบ เช่น IL-1, IL-6 และ TNF-α

สารเหล่านี้ส่งสัญญาณไปทั่วร่างกาย
ให้ตับเปลี่ยนรูปแบบการสร้างโปรตีน
ให้เนื้อเยื่อไขมันเร่งปล่อยพลังงาน
และให้กล้ามเนื้อเพิ่มการสลายโปรตีน

เหมือนอาณาจักรมะเร็งประกาศภาวะสงครามทั้งร่างกาย
แม้อวัยวะที่อยู่ห่างจากก้อนมะเร็งมาก
ก็ยังได้รับคำสั่งให้รื้อคลังสะสมออกมาใช้ค่ะ

2️⃣ ทำให้กล้ามเนื้อถูกสลายเร็วขึ้น

โปรตีนในกล้ามเนื้อจะถูกตัดออกเป็นกรดอะมิโน
แล้วส่งเข้าสู่กระแสเลือด

กรดอะมิโนเหล่านี้อาจถูกนำไปใช้
สร้างโปรตีนตอบสนองต่อการอักเสบ
สร้างน้ำตาลใหม่ที่ตับ
ซ่อมแซมเนื้อเยื่อ
หรือถูกดึงไปใช้ในระบบเผาผลาญที่เปลี่ยนแปลงไป

ผลคือ แม้บางคนยังมีน้ำหนักตัวใกล้เคียงเดิม
แต่สัดส่วนกล้ามเนื้ออาจกำลังลดลง
เพราะน้ำหนักจากไขมันหรือการคั่งของน้ำ
สามารถบดบังการสูญเสียกล้ามเนื้อได้ค่ะ

3️⃣ ทำให้การใช้พลังงานไม่มีประสิทธิภาพ

เซลล์มะเร็งจำนวนมากใช้กลูโคสอย่างรวดเร็ว
และเปลี่ยนกลูโคสเป็นแลคเตตจำนวนมาก

จากนั้นตับต้องนำแลคเตตบางส่วน
กลับมาสร้างเป็นกลูโคสใหม่อีกครั้ง
ซึ่งกระบวนการนี้ต้องเสียพลังงานเพิ่ม

เหมือนร่างกายต้องจ่ายค่าพลังงานซ้ำ
เพื่อหมุนเวียนเชื้อเพลิงที่อาณาจักรมะเร็งใช้ไปแล้ว
ทำให้พลังงานจำนวนหนึ่งสูญเสียไปในวงจรที่ไม่คุ้มค่า

4️⃣ ทำให้ความอยากอาหารลดลง

สารอักเสบสามารถรบกวนสมองส่วนที่ควบคุมความหิว
ทำให้อิ่มเร็ว ไม่อยากอาหาร
รสชาติและกลิ่นอาหารเปลี่ยนไป

นอกจากนี้ก้อนมะเร็งและผลจากการรักษา
ยังอาจทำให้คลื่นไส้ อาเจียน ปากแห้ง แผลในปาก
กลืนลำบาก ท้องอืด ท้องเสีย หรือท้องผูก

จึงเกิดสถานการณ์ที่อันตรายมากค่ะ

คือด้านหนึ่ง ร่างกายต้องใช้พลังงานสูงขึ้น
แต่อีกด้านหนึ่ง ผู้ป่วยกลับกินได้น้อยลง

5️⃣ ทำให้ร่างกายดื้อต่อสัญญาณสร้างเนื้อเยื่อ

ในภาวะอักเสบเรื้อรัง
กล้ามเนื้ออาจตอบสนองต่ออินซูลิน
และกรดอะมิโนได้ลดลง

หมายความว่า แม้กินอาหารเข้าไป
ร่างกายก็อาจนำสารอาหารไปสร้างกล้ามเนื้อ
ได้ไม่เต็มประสิทธิภาพเท่าคนทั่วไป

จึงไม่ใช่เพียงเรื่อง “กินน้อยแล้วผอม”
แต่เป็นสงครามของระบบเผาผลาญ
ที่ฝั่งการสลายกำลังได้เปรียบฝั่งการสร้างค่ะ


🥩 ดังนั้น การกินให้พอ
จึงเป็นส่วนหนึ่งของการรักษามะเร็งเลยค่ะ
จึงไม่แปลกที่การรักษาผู้ป่วยมะเร็ง
ต้องมีหมอเฉพาะทางด้านมะเร็ง และอาจจะรวม
ถึงฝ่ายผู้เชี่ยวชาญทางโภชนาการด้วย
ในเคสที่ดีลด้วยยากๆ


คำว่า “พลังงานให้พอ”
ไม่ได้หมายถึงต้องบังคับกินอาหารปริมาณมากในครั้งเดียวค่ะ

แต่หมายถึงการวางแผนให้พลังงานที่ได้รับตลอดวัน
ใกล้เคียงกับสิ่งที่ร่างกายต้องใช้
เพื่อลดการดึงไขมันและกล้ามเนื้อออกมาเผา

ในคนที่อิ่มเร็ว อาจแบ่งเป็นมื้อเล็กๆ หลายมื้อ
เลือกสารอาหารที่มีคุณภาพ
คือหลายอาหารให้พลังงานเท่ากัน แต่มีองค์ประกอบอื่น
ไม่เหมือนกันเลย เช่น เส้นใย สารต้านอนุมูลอิสระ ฯลฯ


ส่วนคำว่า “โปรตีนให้พอ”
คือการให้วัตถุดิบที่จำเป็นต่อการรักษามวลกล้ามเนื้อ
ซ่อมแซมบาดแผล สร้างเอนไซม์ ฮอร์โมน
แอนติบอดี และเซลล์ใหม่

แหล่งโปรตีนอาจมาจาก
เนื้อสัตว์ ปลา ไข่ นม เต้าหู้ ถั่ว
หรือผลิตภัณฑ์เสริมโปรตีน
โดยกระจายรับประทานในแต่ละมื้อ
มักช่วยให้ร่างกายนำไปใช้ได้ดีกว่าการอัดไว้ในมื้อเดียว

แต่ปริมาณที่เหมาะสมต้องดูเป็นรายคนค่ะ
เพราะชนิดของมะเร็ง การรักษา น้ำหนักตัว
การทำงานของไตและตับ รวมถึงอาการทางระบบอาหาร
แตกต่างกันมาก

หรือถ้าจะเว้นมื้ออาหาร (Fasting) ควรปรึกษา
แพทย์ก่อนนะคะ จะได้วาง schedule ให้
ได้พลังงานเพียงพอ


เมื่อได้รับพลังงานและโปรตีนเพียงพอ
สิ่งที่เราพยายามรักษาไว้ ไม่ใช่แค่ตัวเลขบนตาชั่ง

แต่คือกำลังของร่างกายทั้งกองทัพค่ะ
▪️ ช่วยรักษามวลกล้ามเนื้อ ทำให้ลุก เดิน และใช้ชีวิตได้ดีขึ้น
▪️ ช่วยให้ภูมิคุ้มกันมีวัตถุดิบสร้างเซลล์และสารป้องกันต่างๆ
▪️ ช่วยซ่อมแซมแผลและเนื้อเยื่อหลังการรักษา
▪️ ลดความอ่อนแรงและความเสี่ยงจากภาวะขาดสารอาหาร
▪️ ช่วยให้คุณภาพชีวิตและความสามารถทำกิจวัตรดีขึ้น
▪️ ช่วยให้ร่างกายมีความพร้อมต่อการผ่าตัด เคมีบำบัด หรือรังสีรักษามากขึ้น
▪️ อาจช่วยให้รับการรักษาตามแผนได้ต่อเนื่องขึ้น หากผลข้างเคียงและภาวะขาดสารอาหารได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม

อย่างไรก็ตาม
อาหารไม่ใช่ยาที่ฆ่ามะเร็งโดยตรง
และการกินโปรตีนมากเพียงอย่างเดียว
ก็ไม่สามารถหยุด Catabolism ได้ทั้งหมด

เพราะต้นเหตุยังมีทั้งการอักเสบ
การเปลี่ยนแปลงของระบบเผาผลาญ
ตัวโรค และผลข้างเคียงจากการรักษา

จึงต้องดูแลหลายด้านพร้อมกันค่ะ
ทั้งรักษามะเร็ง ควบคุมอาการคลื่นไส้ ปวด ท้องเสีย
ดูแลช่องปาก ปรับอาหาร

และออกกำลังกายสม่ำเสมอ ตามแต่ช่วงการรักษา
เพื่อรักษามวลกล้ามเนื้อไว้ให้มากที่สุด


สุดท้ายนี้
คนเป็นมะเร็งไม่ได้ต้องการอาหาร
เพียงเพื่อให้ “ไม่หิว”

แต่ต้องการพลังงานและโปรตีน
เพื่อรักษาอาณาจักรของเซลล์ปกติเอาไว้
ท่ามกลางสงครามที่มะเร็งกำลังเร่งการสลายอยู่ตลอดเวลา

เพราะการรักษามะเร็ง คือการโจมตีอาณาจักรศัตรู
แต่โภชนาการที่เพียงพอคือการส่งเสบียงให้กองทัพของร่างกาย
ยังมีแรงยืนหยัดต่อสู้ต่อไปค่ะ

เนื่องใน วันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ วันอาสาฬหบูชาคอนเนค แล็บ คลินิกเทคนิคการแพทย์ ขอแจ้งปิดให้บริ...
20/07/2026

เนื่องใน วันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ วันอาสาฬหบูชา
คอนเนค แล็บ คลินิกเทคนิคการแพทย์ ขอแจ้งปิดให้บริการในวันดังกล่าว

🩸เพื่อความสะดวกในการเข้ารับบริการ ขอความกรุณาทุกท่านวางแผนการตรวจสุขภาพและการเข้ารับบริการล่วงหน้า

ขออภัยในความไม่สะดวก และขอขอบพระคุณทุกท่านที่ให้ความไว้วางใจเสมอมา ❤️

17/07/2026

สรุปแล้วต้นตอของโรค SLE มาจากอะไร


โรคกลุ่มแพ้ภูมิตัวเอง
(Autoimmune disease)

คือโรคที่ระบบภูมิคุ้มกันดันจดจำ ‘สารบางชนิด’
คิดว่าเป็นเชื้อโรค แล้วกรูเข้าทำลายแบบไม่สนว่า
เนื้อเยื่อรอบๆ จะได้รับผลอะไรบ้าง

ซึ่งโรคกลุ่มนี้มีเยอะมาก หลากหลายโรค
คนแทบไม่รู้จักชื่อเลย ไม่มีชื่อไทยด้วยซ้ำ
แต่ละโรคต่างกันแค่ภูมิมันเข้าใจสารไหนเป็นศัตรู
อวัยวะไหนโดนบ้าง และรูปแบบของภูมิที่ใช้คือชุดไหน

โรคที่ชื่อดังเป็นอันดับต้นๆ ของกลุ่มนี้คือ
โรคพุ่มพวง (Systemic Lupus Erythematosus)
หรือย่อว่า SLE เป็นโรคที่ภูมิคุ้มกันดัน
เล็งสารที่มีอยู่เกือบทุกเซลล์เป็นศัตรู

สารนั้นคือ สารพันธุกรรม (DNA)
และ โปรตีนที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของ DNA
/หรือสารพันธุกรรมอื่นๆ ค่ะ


〖 ต้นกำเนิดของโรคนี้คืออะไร 〗

น่าเสียดายที่โรคกลุ่มนี้ ไม่ค่อยมีคนร้ายเดี่ยวๆ
เข้าใจง่ายๆ แบบเบาหวาน - ดื้ออินซูลิน ให้โทษอะไรแบบนี้

แต่มักจะเกิดจากการมี “พายุความซวย”
ของหลากหลายปัจจัยที่มาบรรจบกัน พันธุกรรม ภูมิคุ้มกัน
และสิ่งแวดล้อม มาลงเอยอยู่ในคนเดียวกัน


1️⃣ เกิดเหตุการณ์ผิดพลาดที่ทำให้เม็ดเลือดขาวกบฎไม่ถูกกำจัด (Autoimmunity)

ปกติแล้วเม็ดเลือดขาวกลุ่มนายพลนามว่า T cell และ B cell ที่คุมบังเหียนบัญชาการสั่งทีมภูมิคุ้มกันในภาพรวม จะมีความสามารถ ‘จดจำ’ สารของศัตรูที่จำเพาะ

แต่ในบรรดานายพลนับล้าน จะมีบางตัวดันจดจำ ‘สารพวกเดียวกันเอง’ คือมันไม่ได้ตั้งใจ แต่มันบังเอิญสร้างเซนเซอร์มาตรงน่ะนะ พวกนี้เราชอบเรียกว่า กลุ่มเม็ดเลือดขาวกบฎ (Autoreactive T cell/B cell) ซึ่งก็ขึ้นกับสารนั้นคืออะไร ถ้าสารนั้นคือ สาร DNA หรือโปรตีนที่เกี่ยวข้อง ก็จะเป็นโรค SLE ในบทความนี้

ปกติพวกนี้จะถูกกำจัดตั้งแต่ช่วงแรกๆ ของชีวิต แต่หลายครั้งก็ดันเล็ดรอดออกมาพร้อมใช้งานข้างนอก ซึ่งปรากฏการณ์นี้ควรจะเกิดน้อยมาก แต่บางคนที่มีปัจจัยเสี่ยงบางอย่างจะเกิดมากกว่าคนทั่วไป จึงมีโอกาสสุ่มเจอมาก


แต่ใดๆ ก็ตาม ปรบมือข้างเดียวมันไม่ดัง
ไม่ใช่ว่ากบฎมันรอดมาแล้ว มันจะทำงานเลย มันแค่มาประจำตำแหน่งอยู่เงียบๆ จนกว่าจะเจอเชื้อโรคที่ตรงกับมันจริงๆ ในที่นี้ก็คือเจอ สาย DNA ที่มันจดจำว่าคือศัตรูมาอยู่ตรงหน้า มันถึงจะโดนปลุกให้มานำทัพกำจัดร่างกายตัวเอง


2️⃣ เม็ดเลือดขาวพลทหารดันเก็บสารพวกเดียวกันไปฟ้องนายพล (Abnormal presenting antigen)

จู่ๆ นายพล T cell จะไม่ทำงานเอง ต้องมีเม็ดเลือดขาวพลทหารอย่าง Dendritic cell หรือ Macrophage มันกินเชื้อโรคแล้วเอาตัวอย่างมาฟ้อง แล้วถ้านายพล T cell คนนั้นดันออกแบบมาให้จำเพาะกับเชื้อโรคตัวนั้น นายพลก็จะถูกเลือกให้บัญชาการรบ

เวลาเอาตัวอย่างสารมาฟ้อง มันจะต้องใส่ก้านชู (MHC class II) แปะไว้ผิวเซลล์แล้วไปให้นายพล T cell ดู ซึ่งก้านชูพวกนี้ในมนุษย์แต่ละคนก็จะไม่เหมือนกันอีกเพราะยีนที่ใช้สร้างก้านชูไม่เหมือนกัน (ยีนชื่อ HLA ไง เคยได้ยินชื่อนี้มั้ย)

ดังนั้น มันต้องมีเหตุการณ์ซวยอันดับที่ 2 คือ คนนั้นดันมีโครงสร้างก้านชูที่ให้ DNA เสียบได้ด้วย ไม่งั้นฟ้องนายพลไม่ได้ค่ะ และแน่นอนว่าก่อนหน้านั้นเม็ดเลือดขาวพลทหารตัวนี้ก็ต้องไปหยิบ DNA พวกเดียวกันเองมาก่อนด้วย


3️⃣ มีปัจจัยแวดล้อมบางอย่างทำให้ DNA ปรากฏตัวให้เม็ดเลือดขาวเห็นนานกว่าปกติ

ปกติแล้วสารพวก DNA พวกนี้มันอยู่ลึกมากๆ ในเซลล์ ไม่มีทางออกมาเดินเล่นข้างนอก เว้นเสียแต่ว่ามีเซลล์ตๅยเกิดขึ้น ซึ่งก็ไม่ได้มีเยอะมากในภาวะปกติ

แต่บางภาวะ เช่น ผิวหนังที่โดนรังสี UV จากแดด มันจะมีเซลล์ผิวหนังบางส่วนเสียหาย แล้วปลดปล่อยสาย DNA ออกมาได้ หรือ ณ ตอนนั้นมีการติดเชื้อบางอย่าง ที่เม็ดเลือดขาวต้องสู้กับข้าศึกจนกระทั่งตัวตๅย ก็มีโอกาสที่เศษ DNA จากศwมันจะหลุดออกมา

ถ้าโชคร้ายคนนั้นมีข้อ 1 และข้อ 2 ก็มีโอกาสสูงที่จะเริ่มเกิดโรค SLE หรือถ้ามีโรค SLE อยู่แล้ว ก็จะทำให้อาการกำเริบได้ คนที่เป็นโรคนี้จะทราบดีว่า ช่วงไม่สบายติดเชื้อ หรือโดดแดด อาการมักจะกำเริบค่ะ


จะเห็นว่าจะเกิดได้ไม่ใช่ง่ายๆ ต้องมีถึง 3 เหตุการณ์เหมาะเจาะคือ
▪️ นายพลกบฎรอด และต้องเป็นนายพลที่จดจำสาย DNA ด้วย
▪️ พลทหารมีโครงสร้างก้านชูที่เอา DNA มาถือได้
▪️ ต้องมีซาก DNA อยู่นานพอให้พลทหารมาเจอ แล้วเก็บไปฟ้องได้

ดังนั้นในคนปกติทั่วไปจึงเกิดยากมากๆๆๆ
มันจึงมักจะเกิดจากคนที่มีปัจจัยเสี่ยง
บางอย่าง ‘เพิ่มโอกาส’ ในแต่ละขั้นตอน


🔑 〖 ปัจจัยอะไรบ้างที่เพิ่มความน่าจะเป็นมากขึ้น 〗


1️⃣ พันธุกรรม (Genetic risk)

คนที่มียีนบางชนิด จะเพิ่มโอกาสสำเร็จของแต่ละขั้นตอนมากขึ้น เช่น

▪️ มีพันธุกรรมที่ทำให้ก้านชูตัวอย่างเชื้อโรค (MHC) บนตัวเม็ดเลือดขาวพลทหาร ที่สามารถจับกับพวกสาย DNA ของเราเองได้

▪️ มีพันธุกรรมที่เกี่ยวกับการกำจัดเศษ DNA ช้ากว่าปกติ ทำให้เวลามีเซลล์ตๅยแล้ว กำจัด DNA ออกไปได้ช้ามาก

▪️ มีพันธุกรรมที่ทำให้ร่างกายสร้างสารสื่อสารภูมิคุ้มกันที่ชื่อ Type I Interferon (IFN-I) ได้แรงผิดปกติ ซึ่งสารนี้จะช่วยให้ขั้นตอนที่พลทหารฟ้องนายพล แล้วเกิดการกระตุ้นเกิดได้แรงขึ้น

งานวิจัยพบว่า มากกว่า 150 ตำแหน่งของยีน
เกี่ยวข้องกับ SLE ค่ะ

ซึ่งเรื่องพันธุกรรมเป็นอะไรที่เลี่ยงไม่ได้
เราได้รับความผิดพลาดบางอย่างมาแน่นอน
ขึ้นกับว่าความผิดพลาดนั้น หวยไปออกที่
โปรตีนชื่ออะไร และรุนแรงพอที่จะทำให้เกิดโรคหรือไม่


2️⃣ สิ่งแวดล้อมและตัวกระตุ้น (Triggers)

เช่น

▪️ รังสี UV → ทำให้เซลล์ผิวหนังแตก ปล่อย DNA ออกมามากขึ้น (ชาว SLE เลยมีปัญหากับแสงแดดไง)
▪️ ติดไวรัสบางชนิด → กระตุ้นให้ร่างกายสร้าง IFN-I ซึ่งผลักดันให้คนที่มีกลไกข้างบนอยู่แล้วเกิดรุนแรงขึ้นจนห้ามไม่ทัน
▪️ งานใหม่ยังชี้ว่า “จุลินทรีย์ในลำไส้” บางชนิด เช่น Enterococcus gallinarum อาจเล็ดลอดเข้าสู่เลือด กระตุ้น B cell กบฎนั้นเริ่มสร้างแอนติบอดีด้วย เพราะโครงสร้างหน้าตาคล้ายกับสารพันธุกรรม


3️⃣ กลไกปลดผนึก/ปิดผนึก DNA (Epigenetics)

บางคนรับปัจจัยบางอย่างมา ทำให้สาย DNA ผลิตโปรตีนบางชนิดมากขึ้นหรือน้อยลงเป็นพิเศษที่ส่งเสริมการเกิด SLE เช่น
▪️ การโดนแดดทำให้บางยีนที่ตอบสนองต่อ IFN-I ถูกเปิดตลอดเวลา ถ้าตอนนั้นมีกลไกการกำเนิดกบฎอยู่ก็จะเกิดรุนแรงขึ้น
▪️ ความเครียด อาหาร หรือสารพิษ ทำให้เกิดปิดผนึกบางโปรตีนที่คอยยับยั้งกลไกเกิดโรค

ซึ่งปัจจัยแน่ชัด ยังอยู่ในขั้นการศึกษาวิจัย


〖 โรคนี้เกิดขึ้นได้ยังไง เอาแบบในภาพรวม? 〗


สมมติว่าร่างกายคือ เมืองที่มีระบบป้องกันตัวเอง
▪️ เมืองนี้ดันผลิตนายพลกบฎแล้วหลุดการคัดกรอง
▪️ มีตัวกระตุ้น เช่น ไวรัสหรือ UV = ทำให้มีโอกาสที่ DNA จะหลุดออกมาบ่อย
▪️ มีพันธุกรรมเสี่ยงที่ทำให้พลทหารหยิบสาย DNA มาฟ้องนายพลกบฎ
▪️ มีพันธุกรรมหรือแวดล้อมบางอย่างที่ทำให้สาร IFN-I ออกมาเต็มที่ ก็ยิ่งเร่งกลไกข้างบน
▪️ เมื่อทุกอย่างเหมาะเจาะ ก็จะกำเนิดนายพล T cell และ B cell ที่จดจำสาย DNA เป็นศัตรูเข้าจู่โจมอวัยวะต่างๆ ที่มีสิ่งนี้อยู่ใกล้ๆ
▪️ นายพล B cell สร้างแอนติบอดีไล่จับ DNA ในเลือดประหนึ่งเชื้อโรค ซึ่งมีโอกาสที่จะไหลไปติดตามผนังหลอดเลือด แล้วเม็ดเลือดขาวก็วิ่งไปกำจัดเพราะคิดว่าเป็นเชื้อโรค หลอดเลือดบริเวณนั้นก็ซวยเลย ถูกทำร้ายจนอักเสบ ขึ้นกับว่าเกิดเหตุที่อวัยวะไหน ทำให้ SLE โดนหลายระบบอวัยวะมากค่ะ

ดังนั้น SLE จึงไม่ได้เกิดเพราะภูมิคุ้มกันมันอยากจะไปหาเรื่อง DNA แต่เกิดจากระบบคัดกรอง การกำจัดซากเซลล์ การนำเสนอสาร และการควบคุมการอักเสบหลายจุดรวนมาประกอบกัน จนตัวกบฎมันเล็ดรอดและถูกเลือกให้มาทำงานในราชการ แล้วบงการ/นำทัพ ผลิตสารต่างๆ มากมาย เข้าโจมตีจุดที่มี DNA (และสารที่เกี่ยวข้อง)


〖 ยาวไป ขอสรุป 〗

✅ พันธุกรรมเสี่ยง + ตัวกระตุ้น (เช่น UV, ไวรัส) + ภูมิคุ้มกันที่ตอบสนองแรงผิดปกติ
→ ทำให้นายพลกบฎมีโอกาสมาเจอกับพลทหารที่หยิบชิ้นส่วน DNA มาฟ้องมากขึ้น, DNA ลอยอยู่นานขึ้น
→ นายพลได้รับการกระตุ้น ไล่ทำลายจุดที่มีซาก DNA ลอยไปมา ผนังหลอดเลือดเลยจึงมักจะซวย เกิดการอักเสบหลายระบบ

✅ โอกาสเกิดพร้อมกันเหมาะเจาะต่ำมาก
ต้องมีหลายปัจจัยเสี่ยงมาเจอกัน พอดีกันค่ะ
เช่น พันธุกรรม แวดล้อมกระตุ้น สถานการณ์จำเพาะ


ปัจจุบันการรักษา SLE พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ
เป้าหมายสำคัญคือการกดการทำงานเจ้ากบฎทีมนั้นให้ได้
ทำให้ยาสำคัญที่ใช้จึงเป็นกลุ่มยากดภูมิ ที่มีกลไก เล่นเจ้าพวก
T cell และ B cell

นอกจากการรักษาแล้ว การดูแลสุขภาพทั่วไป
ไม่ว่าจะเป็นนอน กิน ออกกำลังกาย ช่วยให้การดำเนินโรคดีขึ้น คุณภาพชีวิตดีขึ้น ตอบสนองต่อการรักษามากขึ้น แม้จะทำได้ยากตอนช่วงกำเริบ แต่ช่วงโรคสงบแล้ว คือโอกาสทองนะคะ

เป็นกำลังใจให้ทุกท่านฮะ

06/07/2026

หมอเตือน! เชื้อ H. pylori ภัยเงียบ เสี่ยงโรคกระเพาะ-มะเร็งกระเพาะอาหาร ⚠️
"หมอเจด" แพทย์และอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง ออกมาแชร์ประสบการณ์ตรงหลังตรวจพบเชื้อแบคทีเรีย H. pylori ในกระเพาะอาหาร เผยสถิติน่าตกใจคนไทยเสี่ยงติดเชื้อนี้ถึงครึ่งประเทศโดยไม่รู้ตัว
เชื้อ H. pylori เป็นแบคทีเรียที่หลายคนอาจติดเชื้อโดยไม่รู้ตัว เพราะมักไม่แสดงอาการ แต่หากปล่อยไว้ อาจทำให้เกิดโรคกระเพาะอักเสบ แผลในกระเพาะอาหาร และเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหารได้
⏩️ ลดความเสี่ยงได้ด้วยพฤติกรรมง่าย ๆ
• ใช้ช้อนกลาง
• ไม่ใช้แก้วหรือช้อนร่วมกับผู้อื่น
• ล้างมือก่อนรับประทานอาหาร
• เลือกร้านอาหารที่สะอาด
• หลีกเลี่ยงอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ
สุขอนามัยเล็ก ๆ ในทุกมื้ออาหาร อาจช่วยลดความเสี่ยงได้ในระยะยาว
#สสส #สื่อสารสุข #ลดเสี่ยงลดโรค #มะเร็ง

ที่อยู่

Rayong
21000

เวลาทำการ

จันทร์ 08:00 - 18:00
อังคาร 08:00 - 18:00
พุธ 08:00 - 18:00
พฤหัสบดี 08:00 - 18:00
ศุกร์ 08:00 - 18:00
เสาร์ 08:00 - 18:00

เบอร์โทรศัพท์

+66943484400

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ คอนเนค แล็บ คลินิกตรวจเลือดระยอง - Connect Lab Clinicผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์