Journaling Our Journey: จิตวิทยาการปรึกษา

Journaling Our Journey: จิตวิทยาการปรึกษา ผมให้บริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาและนำเสนอบทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับจิตวิทยาครับ

ผมนำเสนอเกร็ดความรู้จิตวิทยาในรูปแบบที่ "ย่อยง่าย" และเป็นประโยชน์สำหรับการใช้ชีวิตประจำวันของทุกๆคนครับ

16/09/2026

เพื่อรักษา "ความสัมพันธ์" กับคนอื่น...เราทอดทิ้ง "ตัวตน" ของเราไปแล้วกี่ครั้ง?

หลายคนมีประสบการณ์สูญเสียคนที่รักไปบางคนสูญเสียคุณยายบางคนสูญเสียคุณพ่อบางคนสูญเสียพี่สาวบางคนสูญเสียลูกบางคนสูญเสียเพื่...
15/09/2026

หลายคนมีประสบการณ์สูญเสียคนที่รักไป
บางคนสูญเสียคุณยาย
บางคนสูญเสียคุณพ่อ
บางคนสูญเสียพี่สาว
บางคนสูญเสียลูก
บางคนสูญเสียเพื่อนสนิท
บางคนสูญเสียภรรยา
ฯลฯ
พวกเขารู้สึกเจ็บปวดกับการ
สูญเสียที่เกิดขึ้นเป็นอย่างมาก
มันเป็นความเจ็บปวดที่ทุกข์ทรมานนะครับ
แต่หลายคนก็ไม่อยากให้ความเจ็บปวดนี้สิ้นสุดลง
เพราะอะไร?
เพราะพวกเขามองว่า
ถ้าพวกเขา “ปล่อยมือ” ความเจ็บปวดนี้ไป
มันเหมือนกับพวกเขากำลัง “ปล่อยมือ”
สิ่งที่ยึดโยงพวกเขากับคนที่พวกเขารักไปด้วย
พวกเขาสูญเสียคนที่พวกเขารักไปแล้ว
พวกเขาไม่อยากสูญเสียสิ่งที่ยึดโยงพวกเขากับคนที่พวกเขารักไปอีก
พวกเขามองว่า หากพวกเขา “ปล่อยมือ”
ความเจ็บปวดไป พวกเขาก็จะไม่หลงเหลือ
อะไรที่ยึดโยงพวกเขากับคนที่พวกเขารักอีกแล้ว
นี่คือเหตุผลสำคัญข้อหนึ่งที่ทำให้พวกเขา
ยังคงยึดถือความเจ็บปวดไว้ในใจอย่างเหนียวแน่น
…แม้การทำเช่นนั้นจะสร้างความทุกข์ทรมานกับพวกเขาก็ตาม
มันเป็นความทุกข์ทรมานที่พวกเขาอ้าแขนต้อนรับ
เพราะนี่คือ “หลักฐาน” สายใย
ความรักที่พวกเขามีกับคนที่พวกเขารัก
นี่คือ “คุณค่า” หรือ “ความหมาย”
ของความเจ็บปวดที่พวกเขาเก็บไว้ในใจครับ
มันเหมือนกับคำพูดของตัวละครในภาพยนตร์
Harry Potter and the Prisoner of Azkaban ที่กล่าวไว้ว่า…
“The ones that love us never really leave us. You can always find them... in here.”
“คนที่รักเขาไม่ได้จากเราไปจริงๆ เราสามารถพบพวกเขาได้ในใจของเราเสมอ”
📬 หากบาดแผลจากการสูญเสียยังคงสร้างความทุกข์ทรมาน และคุณต้องการพื้นที่ปลอดภัยในการประคองความเศร้าและเรียนรู้ที่จะโอบกอดความทรงจำอย่างมั่นคง... คุณสามารถทัก Inbox มานัดหมายรอบปรึกษาเชิงจิตวิทยาแบบส่วนตัว (Online Counseling) กับผมได้เสมอครับ

14/09/2026

ถ้าเราหาย "เศร้า" จากการสูญเสีย...มันแปลว่าเรา "ลืม" เขาแล้วใช่ไหม?

หลายคนมีภาพที่ชัดเจนในใจว่า “ความรักที่ดี” ที่พวกเขาอยากได้นั้น มันมีรูปร่างหน้าตาอย่างไรแต่เมื่อพวกเขาได้พบเจอกับคนที่ด...
13/09/2026

หลายคนมีภาพที่ชัดเจนในใจว่า
“ความรักที่ดี” ที่พวกเขาอยากได้นั้น
มันมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร
แต่เมื่อพวกเขาได้พบเจอกับ
คนที่ดูจะเป็น “คนรักที่ดี” สำหรับพวกเขาได้
พวกเขากลับปล่อยให้โอกาสนั้น
หลุดลอยไปโดยที่ไม่ได้พยายามไขว่คว้าให้มาอยู่ในมือ
ทำไมพวกเขาถึงตัดสินใจแบบนั้น?
สำหรับหลายๆคน คำตอบของพวกเขาก็คือ
“เพราะฉันมองว่าตัวเองไม่คู่ควรกับความรักที่ดีนั้น”
มุมมองที่พวกเขามีนี้ทำให้หลายคน
ไม่เพียงแค่ “เหยียบเบรก” ตัวเองจาก
คนที่มีท่าทีจะเป็น “คนรักที่ดี” ที่
ผ่านเข้ามาในชีวิตเท่านั้น แต่พวกเขายัง
“เหยียบเบรก” ตัวเองไม่ให้เริ่มต้น
ความรักความสัมพันธ์กับใครเลยด้วยซ้ำ!
เพราะพวกเขามีความคิดว่า…
“ในเมื่อฉันเป็นคนที่ไม่คู่ควรกับความรักที่ดี
นั่นเท่ากับว่าฉันไม่ใช่คนรักที่ดี
และฉันไม่ต้องการให้ใครต้องมาทุกข์ใจ
เพราะความสัมพันธ์ที่เขามีกับฉัน”
อย่างไรก็ตาม ยิ่งพวกเขาหลีกเลี่ยงความสัมพันธ์
พวกเขาก็ยิ่งไม่มีโอกาสที่จะได้ “ฝึกฝน” การเป็น “คนรักที่ดี”
…ส่งผลให้พวกเขาเป็นคนที่ไม่คู่ควร
กับ “ความรักที่ดี” ต่อไปเรื่อยๆไม่มีที่สิ้นสุด
ในมุมหนึ่ง มันเข้าใจได้นะครับ
ที่พวกเขาจะไม่อยาก “รบกวนคนอื่น”
ระหว่างที่พวกเขา “ฝึกฝน” การเป็น “คนรักที่ดี”
(พวกเขาเลยเลือกที่จะหลีกเลี่ยงความสัมพันธ์ทั้งหมด)
แต่ในอีกมุมหนึ่ง
เนื่องจากพวกเราทุกคนล้วนแล้วแต่
เป็นมนุษย์ที่ไม่สมบูรณ์แบบ
ดังนั้น ทุกครั้งที่เรามีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น
(ไม่ใช่แค่กับ “คนรัก” เท่านั้น)
มันหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆครับที่เราจะ “รบกวน” กันและกัน
ในเมื่อเราต่างก็ “รบกวน” กันและกันอยู่แล้ว
แทนที่เราจะหลีกเลี่ยงโอกาส “ฝึกฝน” การเป็น “คนรักที่ดี”
เราหันมาอ้าแขนต้อนรับโอกาสเหล่านี้ไม่ดีกว่าหรือ?
มันดีกว่าไหมถ้าเราจะใช้โอกาสเหล่านี้
เพื่อพัฒนาตัวเองให้กลายเป็น
คนที่คู่ควรกับ “ความรักที่ดี” ได้มากขึ้น?
มันคงจะน่าเสียดายนะครับ
ถ้าการ “รบกวน” มันเกิดขึ้น
โดยที่เราไม่ได้กลายเป็นคนที่คู่ควร
กับ “ความรักที่ดี” ได้มากขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียวครับ
📬 หากคุณกำลังติดลูปการผลักความสัมพันธ์ดีๆ ออกไปเพราะความกลัว และอยากสร้างความพร้อมในใจเพื่อเปิดรับความสัมพันธ์... คุณสามารถทัก Inbox มานัดหมายรอบปรึกษาเชิงจิตวิทยาแบบส่วนตัว (Online Counseling) กับผมได้เสมอครับ

12/09/2026

เคยแอบผลักคนดีๆออกไปจากชีวิต เพราะรู้สึกว่าตัวเองดีไม่พอที่จะคู่ควรกับเขาไหมครับ?

“ฉันอยากเป็นคนที่โชคดี”นี่คือสิ่งที่หลายคนหวังอยากจะเห็นในชีวิตของตัวเองพวกเขาอยากเห็นตัวเอง…ถูกหวยมีเงินเป็นเศรษฐีมีแฟน...
11/09/2026

“ฉันอยากเป็นคนที่โชคดี”
นี่คือสิ่งที่หลายคนหวัง
อยากจะเห็นในชีวิตของตัวเอง
พวกเขาอยากเห็นตัวเอง…
ถูกหวยมีเงินเป็นเศรษฐี
มีแฟนที่ “สมบูรณ์แบบ”
มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จัก
ฯลฯ
มันเป็นความต้องการที่เข้าใจได้นะครับ
แต่ถ้าจะให้ดียิ่งกว่านั้น ผมคิดว่า
เราไม่ควรจะเพียงแค่อยากเห็นตัวเอง “โชคดี”
เราควรจะอยากเห็นตัวเอง “ควรค่าแก่โชคดีที่ได้รับ” ด้วย
ไม่อย่างนั้น
เราจะเก็บรักษา “โชคดี”
ให้อยู่กับตัวต่อไปได้ยาก
เราลองดูกรณีของคนที่ “ถูกหวย”
หรือ “ได้รับมรดกก้อนโต” ได้ครับ
ในช่วงแรกๆที่พวกเขา “ลาภลอย”
ชีวิตของพวกเขาก็ “เหมือนฝัน” เลยครับ
แต่หลังจากที่วันเวลาผ่านไปสักพัก
สถานะทางการเงินของพวกเขา
ก็กลับมาอยู่ในระดับเดิม (ก่อนที่พวกเขาจะ “โชคดี”)
อันที่จริง
สถานะทางการเงินของหลายคน “ยากจน”
มากกว่าก่อนที่พวกเขาจะได้รับ “โชค” อีกด้วย!
เพราะพวกเขาไม่มีความรู้
ความสามารถเพียงพอ
ที่จะเก็บรักษา “โชค” ที่ได้รับไว้ได้
ยิ่งไปกว่านั้น
พวกเขาหลายคนยังเกิด “นิสัยที่แย่”
ในระหว่างที่ชีวิตของพวกเขา “ดวงดี”
(เช่น ติดนิสัย “ใช้จ่ายอู้ฟู่เกินตัว”)
ส่งผลให้ “ลาภ” ของพวกเขาถูก
ผลาญทิ้งอย่างกระจุยกระจายอีกด้วย!
ดังนั้น หากเราจะหวังอะไรบางอย่างให้กับตัวเองล่ะก็…
เราอย่าหวังเพียงแค่ให้ตัวเองโชคดีเท่านั้น
แต่ผมขอเชิญชวนให้เราหวังอยากเห็นตัวเอง
“ควรค่า” แก่โชคดีที่จะได้รับนั้นควบคู่ไปด้วยกันนะครับ!
📬 หากคุณเหนื่อยกับการเฝ้ารอโชคชะตา และอยากสร้าง "ความพร้อมในใจ" เพื่อกลับมาควบคุมชีวิตตัวเองอีกครั้ง... คุณสามารถทัก Inbox มานัดหมายรอบปรึกษาเชิงจิตวิทยาแบบส่วนตัว (Online Counseling) กับผมได้เสมอครับ

10/09/2026

เรากำลังเฝ้ารอ "โชคดี" เพื่อให้ชีวิตเปลี่ยนไป
หรือเราพร้อมแล้วจริงๆ สำหรับ "โชคดี" ที่กำลังจะมาถึง?

ถ้าเรามองชีวิตว่าเป็นเหมือนเกมๆหนึ่ง…“เกมชีวิต” ก็เต็มไปด้วย mini-game จำนวนมากไม่ว่าจะเป็น mini-game การเรียน mini-game...
09/09/2026

ถ้าเรามองชีวิตว่าเป็นเหมือนเกมๆหนึ่ง…
“เกมชีวิต” ก็เต็มไปด้วย mini-game จำนวนมาก
ไม่ว่าจะเป็น
mini-game การเรียน
mini-game การทำงาน
mini-game ความรัก
ฯลฯ
ถ้าเลือกได้ พวกเราทุกคนก็คงอยาก
ที่จะเป็น “ผู้ชนะ” ในทุกๆ mini-game
แต่ในความเป็นจริงนั้น
ไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็น winner
ในทุกๆ mini-game ได้
อันที่จริง สำหรับคนส่วนใหญ่
พวกเราไม่สามารถหลีกหนี “ความพ่ายแพ้” ได้
(อย่างน้อยก็ “ความพ่ายแพ้”
ใน mini-game ใด mini-game หนึ่ง)
นี่เป็นสิ่งที่สร้างความเจ็บปวด
อย่างรุนแรงให้กับหลายคน
เพราะพวกเขายึดมั่นถือมั่นใน
การเป็น winner อย่างเหนียวแน่น
พวกเขารู้แหละครับว่า
การยึดถือ “ชัยชนะ” อย่างเหนียวแน่น
มันทำให้พวกเขาทุกข์ใจ
แต่พวกเขาก็ไม่อยากที่จะ “ปล่อยมือ” สิ่งนี้ไปอยู่ดี
เพราะถ้าพวกเขาปล่อยมือ
จากคำว่า winner ไป
พวกเขาก็จะเกิด “รูโหว่” ขึ้นมาในใจ
…ซึ่งก็จะสร้างความเจ็บปวดทรมานใจให้พวกเขาอยู่ดี!
ฉะนั้น คำถามที่สำคัญก็คือ…
ถ้าเราไม่นับชัยชนะหรือการเป็นผู้ชนะแล้ว
มีอะไรอีกไหมนะที่เราสามารถยึดถือแทนได้?
วันนี้ ผมมี option หนึ่งมานำเสนอครับ
แทนที่เราจะยึดถือใน winner
เราหันมายึดถือใน fighter แทน
เราไม่จำเป็นต้องชนะในทุกๆ mini-game
แต่ถ้าเราสู้ได้สุดกำลังกับทุกๆ mini-game
…นั่นก็ควรค่าแก่การภาคภูมิใจและ respect แล้ว
สิ่งที่ผมกำลังนำเสนอนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่
“คำปลอบใจราคาถูก” เท่านั้นนะครับ
ถ้าไม่เชื่อ เราลองดูตามวงการกีฬาได้ครับ
เราจะเห็นนักกีฬาหรือทีมกีฬาจำนวนมาก
ที่พวกเขาอาจไม่ได้คว้าชัยชนะมาอยู่ในมือได้ทุกครั้ง
…แต่พวกเขาทำให้ “คู่ต่อสู้” เหนื่อยเป็นประจำ
(แม้ “คู่ต่อสู้” คนนั้นจะเป็นระดับ champion ก็ตาม)
…และนั่นก็เพียงพอที่จะสร้างความประทับใจให้เกิดขึ้นแล้ว!
นักกีฬาหรือทีมกีฬาสไตล์ fighter นี่แหละครับ
ที่ผมมองว่าเป็นแบบอย่างที่ดี
ที่เราสามารถยึดถือแทน winner ได้ครับ
📬 หากเกมชีวิตในตอนนี้กำลังสร้างความเหนื่อยล้าสะสม หรือทิ้งรูโหว่ลึกๆ ไว้ในใจจนถมเท่าไหร่ก็ไม่เต็ม...
คุณสามารถทัก Inbox มาพูดคุยหรือนัดหมายรอบปรึกษาเชิงจิตวิทยาแบบส่วนตัว (Online Counseling) กับผมได้เสมอนะครับ

08/09/2026

เรากำลังไล่ล่า "ชัยชนะ" หรือกำลังหลีกหนี "ความพ่ายแพ้" อยู่กันนะ?

มันเป็นเรื่องปกติมากเลยครับที่เราจะไม่ชอบความทุกข์มันไม่แปลกใจเลยครับที่หลายคนจะพยายามทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อหลีกหนีจากค...
07/09/2026

มันเป็นเรื่องปกติมากเลยครับ
ที่เราจะไม่ชอบความทุกข์
มันไม่แปลกใจเลยครับ
ที่หลายคนจะพยายามทำทุกอย่างที่ทำได้
เพื่อหลีกหนีจากความทุกข์ให้ไกลที่สุด
แต่ปัญหาก็คือ…
บ่อยครั้ง
ความพยายามในการหลีกหนี
ความทุกข์ของหลายคนกลับส่งผล
ให้พวกเขาทุกข์ยิ่งกว่าเดิม!
ยกตัวอย่างเช่น
สมมติว่าเรามีความกลัวอยู่ในใจ
เรากลัวว่าคนที่เราพบเจอในชีวิตจะทำร้ายเรา
เพราะเราเชื่อว่าทุกคนที่เราเจอ
ล้วนแล้วแต่มี “เจตนาร้าย” กับเราทั้งสิ้น
บางคนคิดที่จะทำร้ายร่างกายเรา
บางคนคิดที่จะโกหกเรา
บางคนคิดที่จะโกงเงินเรา
บางคนคิดที่จะดูถูกเหยียดหยามเรา
ฯลฯ
ความกลัวนี้มันสร้างความทรมานปั่นป่วนในใจเรามาก
เราก็เลยเริ่มถามตัวเองว่า…
ทำยังไงเราจึงจะกำจัดความกลัวนี้ให้หายไปจากใจได้?
คำตอบของเราก็คือ…
เราต้องตัดขาดการติดต่อกับทุกๆคน
เพราะถ้าเราไม่มีใครในชีวิต
เราก็จะปลอดภัยจากการถูกคนๆนั้นทำร้าย
นี่คือหนทางที่เราเชื่อว่า
จะช่วยให้เราหยุดกลัวได้
แต่ในความเป็นจริงนั้น
ยิ่งเราอยู่ตัวคนเดียวมากเท่าไหร่
เราก็ยิ่งปิดโอกาสที่ตัวเราจะได้พบเจอ
กับคนที่ “ไม่มีเจตนาร้าย” กับเรามากเท่านั้น
มันส่งผลให้ความเชื่อของเรา
(ว่าทุกคนล้วนจ้องที่จะทำร้ายเรา)
ฝังแน่นอยู่ในใจอย่างเข้มข้น
เพราะความเชื่อนี้มันไม่มีโอกาสได้มา
เจอกับ “หลักฐานความจริง” ที่ขัดแย้ง
ในทางกลับกัน
หากเรามีความกลัวว่าจะถูกคนอื่นทำร้าย
แต่เราก็ยังคงเลือกที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นอยู่…
เราอาจจะเจอคนบางคนที่ทำร้ายเราจริงแหละครับ
แต่เราก็จะเจอกับหลายๆคน
ที่นอกจากจะไม่ได้ทำร้ายเราแล้ว
พวกเขายังช่วยเหลือและอุ้มชูเราอีกด้วย!
คนเหล่านี้แหละครับที่จะกลายเป็น
“หลักฐาน” ที่เข้ามา “งัดข้อ” กับความเชื่อในใจเรา
…ส่งผลให้ความเชื่อนั้นอ่อนกำลังลง
รวมทั้งทำให้ความกลัวในใจเราทุเลาลง…ในที่สุดครับ
📬 หากการอยู่ใน "เซฟโซน" เพราะความกลัว เริ่มกลายเป็นกำแพงที่ขังชีวิตคุณไว้กับความทุกข์... คุณสามารถทัก Inbox มาพูดคุยหรือนัดหมายรอบปรึกษาเชิงจิตวิทยาแบบส่วนตัว (Online Counseling) กับผมได้เสมอนะครับ

ที่อยู่

Samut Prakan

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Journaling Our Journey: จิตวิทยาการปรึกษาผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง Journaling Our Journey: จิตวิทยาการปรึกษา:

ทางลัด

แชร์