คลินิกศัลยกรรมตกแต่งนายแพทย์นวรัช

คลินิกศัลยกรรมตกแต่งนายแพทย์นวรัช คลินิกศัลยกรรมตกแต่งนายแพทย์นวรัช
(1092)

09/09/2026

ลักษณะทางใบหน้าที่ทำให้ใบหน้าดูมีความร่วงโรยหรือดูมีอายุมาก เกิดได้ ตั้งแต่ชั้นผิวหนัง ไขมัน กล้ามเนื้อ ไปจนถึงกระดูกบนใบหน้า โดยมีจุดสังเกตหลัก ดังนี้:

​1. ริ้วรอยและความหย่อนคล้อย (Rytides & Laxity)
​ตีนกาและรอยย่น โดยเฉพาะรอบดวงตา หน้าผาก และรอยขมวดคิ้ว แม้ไม่ได้แสดงสีหน้า
​ร่องลึกบนใบหน้าบริเวณร่องแก้ม และร่องมุมปากหรือร่องน้ำหมาก เพราะผิวสูญเสียความยืดหยุ่น ทำให้แก้มห้อยย้อย เหนียงใต้คาง และกรอบหน้าดูไม่คมชัด

​2. การสูญเสียปริมาตรใบหน้า (Volume Loss)
​ขมับและใต้ตาลึก ทำให้หน้าดูตอบ และ ลำแสงตกกระทบเกิดเป็นรอยคล้ำใต้ตา
​โหนกแก้มทรุดเพราะไขมันบริเวณแก้มฝ่อตัวและคล้อยลง ทำให้ใบหน้าดูซูบซีดหรือเหนื่อยล้า

​3. คุณภาพและความเปลี่ยนแปลงของผิว (Skin Texture & Tone)
​ ผิวสูญเสียคอลลาเจนและไฮยาลูรอนิกแอซิด ทำให้ผิวดูไม่สดใส ขาดความฉ่ำวาว
​จุดด่างดำและสีผิวไม่สม่ำเสมอ
​รูขุมขนกว้าง
​4. รายละเอียดรอบดวงตาและริมฝีปาก (Periorbital & Perioral Changes)
​ หนังตาบนเริ่มตกลงมาบดบังชั้นตา และไขมันใต้ตาทะลักออกมาเป็นถุงใต้ตาชัดเจน
​ริมฝีปากบางลง ริมฝีปากสูญเสียความอวบอิ่ม มีริ้วรอยแนวตั้งรอบริมฝีปาก และมุมปากตก

การป้องกันและแก้ไขไม่ให้ใบหน้าดูแก่
1. การป้องกัน (Preventive Measures)
​ทาครีมกันแดดทุกวัน
- ​ปรับพฤติกรรม
​นอนหลับพักผ่อน: นอนให้เพียงพอ 7–8 ชั่วโมง
​ ดื่มน้ำ 2–3 ลิตร/วัน
ลดการบริโภคน้ำตาล
​งดสูบบุหรี่และแอลกอฮอล์
- ​การดูแลผิวพื้นฐาน (Skincare Routine):
​เติมความชื้น: ใช้ Moisturizer ที่มีส่วนผสมของ Hyaluronic Acid, Ceramides เพื่อรักษาเกราะป้องกันผิว
​ใช้สารออกฤทธิ์กระตุ้นสร้างคอลลาเจน: เช่น Retinoids (วิตามินเอ) เพื่อผลัดเซลล์ผิวและกระตุ้นคอลลาเจน หรือ วิตามินซี เพื่อต้านอนุมูลอิสระและลดจุดด่างดำ

​2. การแก้ไข (Treatment & Restorative Approaches)
ในกรณีที่ยังเป็นไม่มากสามารถใช้วิธีการไม่ผ่าตัด เช่น​
กลุ่มปรับคุณภาพผิวและริ้วรอยตื้น:
โบทอกซ์ คลายกล้ามเนื้อเพื่อลดริ้วรอย
​ ฉีดสารบำรุงเข้าชั้นผิวโดยตรงเพื่อฟื้นฟูความยืดหยุ่นและรูขุมขน
​ฟิลเลอร์ (สารเติมเต็ม) Hyaluronic Acid เพื่อเติมเต็มขมับตอบ ใต้ตาลึก ร่องแก้ม หรือเสริมโหนกแก้ม
​ฉีดไขมันตัวเอง (Fat Grafting): ปลูกถ่ายไขมันจากส่วนอื่นมาเติมเต็มใบหน้า
​กลุ่มยกกระชับและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน HIFU / Ulthera / Thermage ใช้ความร้อนส่งลงชั้นผิวลึก (SMAS) เพื่อหดกระชับและกระตุ้นคอลลาเจน
​สารกลุ่ม Sculptra / Radiesse กระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนใหม่ตามธรรมชาติ ช่วยเพิ่มความหนาแน่นให้ชั้นผิว
​การร้อยไหม ดึงรั้งชั้นผิวที่หย่อนคล้อยให้ยกขึ้น

​สำหรับในกรณีที่หย่อนคล้อยมาก จำเป็นต้องใช้การผ่าตัดศัลยกรรม (Surgical Approach):
​ เช่น ผ่าตัดตัดหนังตาตก/ถุงใต้ตา หรือผ่าตัดดึงหน้า (Facelift) ตัดแต่งแก้ไขและกระชับชั้นกล้ามเนื้อและไขมันด้านในให้ตึงขึ้น ตัดผิวหนัง เนื้อเยื่อส่วนเกินออก
โดยเลือกวิธีทำที่เหมาะสม ครับ

19/08/2026

ทำไมต้องหยุดฉีดโบท็อกซ์ (Botox หรือ Botulinum Toxin) ก่อนการผ่าตัดศัลยกรรมใบหน้า

​1. ผลจากการคลายกล้ามเนื้อทำให้ประเมินโครงสร้างยาก
​โบท็อกซ์ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณนั้นหย่อนตัวหรือขยับไม่ได้ตามธรรมชาติ
​โครงสร้างใบหน้าถูกบดบัง: หากกล้ามเนื้อไม่ทำงานหรือหย่อนตัว ศัลยแพทย์จะไม่สามารถประเมิน ชั้นตา ระดับคิ้ว หรือการดึงตัวของผิวหนังตามธรรมชาติ ได้อย่างแม่นยำ
​ความเสี่ยงหลังหมดฤทธิ์ยา: หากผ่าตัดหรือจัดทรงผิวหนังขณะที่โบท็อกซ์ยังฤทธิ์อยู่ เมื่อโบท็อกซ์หมดฤทธิ์ลง กล้ามเนื้อจะกลับมาทำงานตามปกติ ซึ่งอาจส่งผลให้ใบหน้า เบี้ยว ไม่เท่ากัน หรือผลลัพธ์ผิดเพี้ยน ไปจากที่วางแผนไว้

​2. กระทบต่อการระมัดระวังเส้นประสาทระหว่างผ่าตัด
​ในการผ่าตัดใหญ่บนใบหน้า (เช่น การดึงหน้า หรือตัดกระดูก) ศัลยแพทย์จำเป็นต้องระมัดระวังเส้นประสาทสั่งการใบหน้า (Facial Nerve) อย่างมาก
​ปกติแพทย์จะสังเกตการขยับ/การตอบสนองของกล้ามเนื้อใบหน้าระหว่างการผ่าตัด
​หากมีการฉีดโบท็อกซ์ไว้ การตอบสนองของกล้ามเนื้อจะลดลง ทำให้แพทย์แยกแยะได้ยากขึ้นว่ากล้ามเนื้อหยุดทำงานจาก ฤทธิ์ของโบท็อกซ์ หรือ เกิดจากเส้นประสาทได้รับบาดเจ็บจากการผ่าตัด

​3. ผลต่อการฟื้นตัวและการสมานแผล
​ความเสี่ยงเรื่องการบวมและกระจายตัว: การผ่าตัดทำให้เกิดการบวม เลือดออก และมีของเหลวใต้ชั้นผิวหนัง หากเพิ่งฉีดโบท็อกซ์มาไม่นาน แรงดันจากการผ่าตัดหรือการบวมอาจทำให้โบท็อกซ์กระจายตัวไปยังกล้ามเนื้อข้างเคียงที่ไม่ต้องการ ส่งผลให้เกิดอาการตาตก ปากเบี้ยว หรือยิ้มไม่เท่ากันได้
​การไหลเวียนของเลือด: การทำงานของกล้ามเนื้อตามธรรมชาติมีส่วนช่วยในการไหลเวียนของเลือดและน้ำเหลือง การที่กล้ามเนื้ออัมพาตชั่วคราวอาจส่งผลให้การยุบบวมและการฟื้นตัวของเนื้อเยื่อหลังผ่าตัดนานออกไป


​ควรงดฉีดโบท็อกซ์นานแค่ไหน?
โดยทั่วไป แนะนำให้ เว้นระยะอย่างน้อย 3–6 เดือน ก่อนการผ่าตัดที่เกี่ยวข้องกับกล้ามเนื้อของใบหน้า (เพื่อให้โบท็อกซ์หมดฤทธิ์และกล้ามเนื้อกลับมาทำงานเต็มที่) หรือหากเพิ่งฉีดมา ควรแจ้งศัลยแพทย์ผู้ทำการผ่าตัดอย่างละเอียดทุกครั้งเพื่อประเมินความพร้อมและวางแผนการรักษาได้อย่างถูกต้องครับ

งานแก้ศัลยกรรม (Revision Surgery) เป็นเรื่องที่ศัลยแพทย์ทุกคนยอมรับว่า "หินกว่าเดิมหลายเท่า" และนี่คือเหตุผลหลักทางวิทยา...
05/06/2026

งานแก้ศัลยกรรม (Revision Surgery) เป็นเรื่องที่ศัลยแพทย์ทุกคนยอมรับว่า "หินกว่าเดิมหลายเท่า" และนี่คือเหตุผลหลักทางวิทยาศาสตร์การแพทย์และการผ่าตัด ที่อธิบายว่าทำไมมันถึงยากขึ้น และทำไมค่าใช้จ่ายถึงพุ่งสูงกว่าการทำครั้งแรกอย่างมากครับ
​1. พังผืด (Scar Tissue) : อุปสรรคชิ้นใหญ่ใต้ผิวหนัง
​เมื่อร่างกายเกิดแผลจากการผ่าตัดครั้งแรก "พังผืด" ก็คือแผลเป็นที่เกิดขึ้นมาเพื่อสมานแผลใต้ผิวหนัง พังผืดนี้จะมีลักษณะแข็ง หนา และยึดเกาะเนื้อเยื่อรอบๆ ไว้แน่น ต้องค่อยๆ ใช้ความละเอียดสูงในการเลาะ (Dissect) พังผืดเหนียวๆ เเหล่านี้ออกอย่างระมัดระวัง หากเลาะพลาด อาจไปตัดโดนเส้นเลือดใหญ่หรือเส้นประสาทสำคัญ ทำให้เนื้อเยื่อขาดเลือดไปเลี้ยง หรือผิดรูปได้
​2. โครงสร้างเดิมถูกทำลายหรือบิดเบือนไปแล้ว
​การทำครั้งแรก หมอจะได้ทำงานกับโครงสร้างธรรมชาติ (Anatomy) ที่สมบูรณ์ เช่น กระดูกอ่อนแกนจมูกที่ยังซิง หรือชั้นตาที่ยังไม่เคยถูกตัดเนื้อออก แต่ในการงานแก้ โครงสร้างเหล่านั้นมักจะเสียหายไปแล้ว ​
- เนื้อเยื่อดีๆมีเหลือไม่เพียงพอ บางเคสตัดปีกจมูกมาจนบางเกินไป หรือตัดหนังตาออกมากเกินไปในครั้งแรก จนแทบไม่เหลือเนื้อเยื่อให้เย็บแต่งใหม่
​ฐานโครงสร้างผิดรูป: เช่น แกนกั้นจมูกเดิมถูกเลาะจนบางและทรุดตัว หมอต้องเข้าไป "รีสตรัคเจอร์" หรือสร้างฐานรากของอวัยวะนั้นใหม่ทั้งหมดก่อน จึงจะเริ่มตกแต่งความงามได้
​3. ต้องใช้เทคนิคขั้นสูงและวัสดุเพิ่มเติม
​เนื่องจากเนื้อเยื่อหรือกระดูกอ่อนเดิมในร่างกายส่วนนั้นเสียหาย หมอมักจำเป็นต้องไปขโมยวัสดุจากส่วนอื่นของร่างกายคนไข้มาทดแทน หหหรือใช้วัสดุพิเศษที่มีราคาสูง และเสี่ยงต่อการต้องเจ็บตัวหลายที่หรืออาจต้องมีการแก้ไขเพิ่มเติมในภายหลัง
​4. เวลาที่ใช้ในการผ่าตัดนานกว่าเดิม 2-3 เท่า

​💡 สรุปให้เห็นภาพง่ายๆ
​การทำครั้งแรกเหมือน "การสร้างบ้านบนที่ดินว่างเปล่า" คุณสามารถวางแปลนอย่างไรก็ได้ตามใจชอบ
แต่การงานแก้เหมือน "การรีโนเวทตึกเก่าที่โครงสร้างร้าวและพร้อมจะถล่มลงมา" หมอต้องทุบพังผืด ค้ำยันเสาเข็มใหม่ ซ่อมแซมส่วนที่แหว่งหาย แล้วค่อยตกแต่งให้สวยงาม
​นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมศัลยแพทย์เก่งๆ มักจะเตือนว่า "เจ็บดียังดีกว่าเจ็บบ่อย" และทำไมผู้บริโภคจึงควรเลือกคลินิกที่ให้ข้อมูลตามจริงตั้งแต่ครั้งแรก เพราะค่าแก้... มักแพงกว่าค่าทำใหม่เสมอครับ

เวลาทำการ📝ตารางผ่าตัด อังคาร พุธ ศุกร์  เวลา 9:00-15:00น.เสาร์                   เวลา 10:00-12:00น.⏰เวลาตรวจของแพทย์ อัง...
10/04/2026

เวลาทำการ

📝ตารางผ่าตัด
อังคาร พุธ ศุกร์ เวลา 9:00-15:00น.
เสาร์ เวลา 10:00-12:00น.

⏰เวลาตรวจของแพทย์
อังคาร พุธ ศุกร์ เวลา 16:00-17:30น.
เสาร์ เวลา 8:30-10:30น.


ทำนัดหมายได้ทาง
https://m.facebook.com/navarach.clinic/
ไลน์ไอดี
📲 089-4496290

02/04/2026

คำถามและความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดในการผ่าตัด (7)

11. ทานอะไรได้บ้าง ต้องหยุดยาและอาหารเสริมไหม
อาหารมีผลต่อการบวมช้ำ การสมานแผล และความปลอดภัยระหว่างรับยาชาหรือดมยาสลบ โดยแบ่งเป็นช่วงดังนี้ครับ:

​1. ช่วงก่อนผ่าตัด (เตรียมร่างกาย)
​สิ่งที่ควรทาน:
​โปรตีนคุณภาพดี: เช่น อกไก่ ปลา ไข่ต้ม เพื่อช่วยเสริมสร้างเนื้อเยื่อเตรียมพร้อมสำหรับการซ่อมแซม
​ใยอาหาร: ทานผักผลไม้เพื่อให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ปกติ ลดการออกแรงเบ่งหลังผ่าตัด
​สิ่งที่ "ต้องหยุด" (อย่างน้อย 1-2 สัปดาห์):
​อาหารเสริมและวิตามิน: โดยเฉพาะ วิตามิน E, น้ำมันปลา (Fish Oil), สารสกัดจากแปะก๊วย, โสม และกระเทียมอัดเม็ด เพราะมีฤทธิ์ทำให้เลือดแข็งตัวช้าลง ซึ่งจะทำให้บวมช้ำนานและเลือดหยุดยากระหว่างผ่าตัด
​แอลกอฮอล์และบุหรี่: แอลกอฮอล์ทำให้เส้นเลือดขยายตัว ส่วนบุหรี่ส่งผลให้แผลหายช้าและเสี่ยงต่อการติดเชื้อ

​2. ช่วงหลังผ่าตัด (เร่งการฟื้นฟู)
​สิ่งที่ควรทาน:
​น้ำเปล่า: ดื่มให้เพียงพอเพื่อลดอาการปากแห้งและช่วยให้ระบบในร่างกายฟื้นตัว
​อาหารที่มีวิตามิน C และ Zinc (สังกะสี): เช่น ส้ม (หากไม่แสลง), ธัญพืช, และถั่วต่างๆ ช่วยให้แผลสมานตัวได้เร็วขึ้น
​ใบบัวบกหรือน้ำมะพร้าว: มีสรรพคุณช่วยลดอาการอักเสบและลดการบวม 2 - 4 สัปดาห์):
​อาหารรสจัดและของร้อน: อาหารที่เผ็ดจัดหรือร้อนจัดทำให้มีน้ำมูกไหล ซึ่งอาจทำให้แผลเปียกและติดเชื้อได้ง่าย
​ของหมักดอง: เช่น ปลาร้า ผลไม้ดอง เพราะความสะอาดอาจไม่เพียงพอและมีโซเดียมสูงทำให้แผลบวมน้ำ
​อาหารทะเล: ในคนที่แพ้อาจคันบริเวณบาดแผลได้ ทำให้แผลอักเสบและบวมนานกว่าปกติ แต่คนที่ไม่แพ้อาหารทะเลก็อาจจะบวมขึ้นถ้าเผลอไปทานน้ำจิ้มเผ็ดๆหรืออาหารอื่นที่มีรสจัดไปด้วย ครับ

01/04/2026

คำถามและความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดในการผ่าตัดครับ (6)

10. ต้องหยุดงานกี่วัน ออกกำลังกายได้ไหม
การหยุดงานหลังผ่าตัดใบหน้าขึ้นอยู่กับ ลักษณะงานที่ทำ รวมถึงงานที่ต้องพบปะผู้คน การต้องใช้รูปลักษณ์หน้าตา

การหายของแผลต้องใช้เวลา การบวมเป็นเรื่องปกติ การใช้ยาหรือสมุนไพรสามารถช่วยได้บ้าง เพื่อให้หายไวขึ้นควร​ประคบเย็น ในช่วง 48-72 ชั่วโมงแรกเพื่อลดบวม
​นอนหมอนสูง: ช่วยให้เลือดไหลเวียนดีและลดอาการบวมได้เร็วขึ้น ไม่ควรล็อคคออยู่กับที่หรือเอาหมอนมากดรอบคอเพราะจะทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวกกลายเป็นหายบวมช้าลง
​งดอาหารแสลง: เช่น ของหมักดอง อาหารรสจัด เผ็ดจัด .และแอลกอฮอล์ เพราะอาจทำให้เส้นเลือดขยาย ความดันสูงขึ้น แผลอักเสบหรือหายช้าลงครับ

ช่วง 1-3 วันแรก: มักจะมีอาการบวมช้ำสูงสุดและอาจต้องมีพลาสเตอร์หรือเฝือกติดไว้ ซึ่งอาจทำให้ไม่สะดวกในการออกไปพบปะผู้คน
​หลังวันที่ 3: หากอาการบวมเริ่มลดลง ถ้าไม่ได้กังวล ก็สามารถกลับไปทำงานที่ใช้คอมพิวเตอร์หรือนั่งโต๊ะได้ตามปกติครับ

​1. กรณีงานออฟฟิศหรืองานที่ไม่ต้องใช้แรง ไม่ต้องใช้หน้าตา (พักฟื้น 2-3 วัน หรืออาจไม่พักเลยก็ได้)

​2. กรณีงานที่ต้องใช้หน้าตาหรืองานบริการ (พักฟื้น 7-14 วัน)
​7 วัน: เป็นช่วงที่แพทย์มักจะนัดติดตามผลและตัดไหม รอยเขียวช้ำจะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองและจางลง ซึ่งสามารถใช้คอนซีลเลอร์ช่วยปกปิดได้
​14 วัน: อาการบวมจะลดลงไปประมาณ 70-80% รูปทรงจะเริ่มดูเป็นธรรมชาติมากขึ้นจนคนทั่วไปอาจสังเกตไม่ออกว่าเพิ่งผ่าตัดมาครับ

​3. กรณีงานที่ต้องใช้แรงหรือยกของหนัก รวมถึงการออกกำลังกาย (พักฟื้น 2-4 สัปดาห์)
​ควรหลีกเลี่ยงงานที่ต้องก้มศีรษะต่ำหรือการยกของหนักในช่วง 2 สัปดาห์แรก เพราะการออกแรงมากจะทำให้ความดันเลือดสูงขึ้น ซึ่งส่งผลให้แผลบวมมากขึ้นหรือเสี่ยงต่อเลือดออกเพิ่มได้ ครับ


​สรุปสั้นๆ: ถ้าไม่ได้ทำงานที่ต้องใช้หน้าตาจะพักแค่ 2-3 วันก็ได้ แต่หากลางานได้ 5-7 วัน จะเป็นระยะเวลาที่เหมาะสมที่สุดเพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนเต็มที่และแผลหายก่อนกลับไปทำงานครับ

01/02/2026

คำถามและความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดในการผ่าตัดเสริมจมูก ครับ (5)

9. หลังถอดซิลิโคนออกแล้วจะกลับมาเหมือนเดิมไหม
ในคนที่ไม่เคยทำอะไรให้โครงสร้างเสียหาย เมื่อถอดซิลิโคนจมูกออกไม่นานก็จะกลับมามีรูปทรงเหมือนๆเดิม เหลือแต่แผลเป็นข้างในที่เรียกว่าผังผืด แต่ถ้าเคยถูกหลอกให้ทำนั่นนี่เพิ่มจนโครงสร้างเสียหาย หรือถ้าเคยมีการอักเสบติดเชื้อหรือทะลุมาก่อนถอดซิลิโคนออก จมูกก็จะผิดรูปจนบางรายอาจต้องผ่าตัดแก้ไขเพิ่มเติมครับ
ในคนที่เสริมจมูกมาเป็นเวลาหลายๆปีเมื่อถอดออกก็อาจมีร่องของกระดูกและเห็นรอยยุบของผิวหนังบนส่วนที่เคยเป็นของซิลิโคน รอยบุ๋มต่างๆเหล่านี้จะหายไปเองได้แต่ใช้เวลานานหลายเดือนหรืออาจเป็นปี ถ้าใจร้อนก็อาจจะหาเนื้อบริเวณอื่นของร่างกายหรือเนื้อเยื่อเทียมมาเติมไม่ให้เห็นรอยบุ๋มได้

สรุป:

สิ่งสำคัญที่สุดก่อนตัดสินใจผ่าตัดเสริมจมูกคือ การหาข้อมูลให้รอบด้าน และปรึกษาศัลยแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญจริงๆ ไม่หลงเพราะฝันไปกับคำพูดหลอกลวงของคนที่มุ่งหวังประโยชน์ ควรสอบถามผลลัพธ์ที่คาดหวังได้จริง รวมถึงการดูแลตามขั้นตอนจากแพทย์โดยตรง
เพื่อความปลอดภัยและสุขภาพในระยะยาวครับ

19/01/2026

คำถามและความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดในการผ่าตัดเสริมจมูก ครับ (4)

8. จำเป็นต้องตะไบตอกฐานเย็บอินเตอร์โดมหรือไม่
การเลือกเทคนิคในการเสริมจมูกนั้น ไม่จำเป็นต้องทำทุกเทคนิคกับทุกคน ยิ่งถูกเชียร์ให้ทำนั่นทำนี่มีชื่อเทคนิคหรูหราอลังการยิ่งต้องระวังว่ากำลังเจอกับการตลาดพวกเน้นธุรกิจ เพราะแพทย์ที่จบศัลยกรรมตกแต่งจริงๆจะไม่ทำแบบนั้น สิ่งที่ถูกต้องคือทำเท่าที่จำเป็น แก้ปัญหาให้ตรงจุด ให้ชอกช้ำน้อยที่สุด ขึ้นอยู่กับโครงสร้างจมูกเดิมของแต่ละคนและผลลัพธ์ที่ต้องการ โดยแพทย์จะพิจารณาเป็นกรณีไป ดังนี้ครับ
​1. การตะไบฮัมพ์ (Hump Rasping)
​ เมื่อมีปุ่มกระดูกนูนขึ้นมาบริเวณสันจมูก (Hump) เพื่อปรับพื้นผิวสันจมูกให้เรียบ ให้ซิลิโคนวางได้แนบสนิท ถ้าการเหลาซิลิโคนชดเชยยังไม่พอ ในบางรายก็อาจจำเป็นต้องตะไบด้วยเพื่อให้ซิลิโคนพอดีกับฐานกระดูกและมีความมั่นคง

​2. การตอกฐานจมูก (Osteotomy)
​ หมอจะตอกฐานกระดูกให้แตกแล้วบีบกระดูกฐานจมูกให้แคบลง ทำให้จมูกดูเรียวเล็กมีมิติมากขึ้น
จะเลือกทำเฉพาะในรายที่ฐานกระดูกด้านข้างกว้างเกินไปจริงๆเท่านั้น ซึ่งมีจำนวนน้อยมาก เพราะส่วนใหญ่ฐานแบนแต่ไม่ได้กว้าง เมื่อเสริมจมูกให้ได้โด่งขึ้นก็จะได้สัดส่วนที่พอดีอยู่แล้ว การไปตอกฐานโดยไม่จำเป็นนอกจากเพิ่มค่าใช้จ่ายแล้วยังทำลายโครงสร้างแล้วอาจทำให้มีปัญหาเรื่องการหายใจขัดได้

​3. การเย็บอินเตอร์โดม (Interdome Suture)
ทำเมื่อปลายจมูกใหญ่ (จมูกชมพู่) หหรือปลายจมูกแบน โดยเย็บกระดูกอ่อนปลายจมูก 2 ข้างเข้าหากัน เพื่อให้ปลายจมูกดูพุ่ง เล็ก และเรียวสวยขึ้น แต่ถ้าทำผิดก็จะทำให้รูจมูกผิดรูปได้

สรุปก็คือ การทำสิ่งต่างๆเหล่านี้สร้างความบอบช้ำและเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ซึ่งทำให้ต้องสร้างผังผืดและกระดูกเพื่อรักษาตัว นอกจากจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มแล้วยังมีความเสี่ยงต่อการเกิดผังผืดและกระดูกผิดรูป จึงควรทำเฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น

18/01/2026

คำถามและความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดในการผ่าตัดเสริมจมูก ครับ (3)

6. หลังเสริมจมูกสามารถจับต้องจมูกได้ตามปกติหรือไม่
หากเลือกซิลิโคนและใช้เทคนิคที่เหมาะสม จมูกหลังเสริมจะมีความรู้สึกที่ค่อนข้างเป็นธรรมชาติ สามารถจับหรือสัมผัสได้ในชีวิตประจำวันโดยไม่มีปัญหา
การไม่แตะต้องจมูกเลยกลับจะทำให้ผังผืดเกิดขึ้นได้มาก ทำให้จมูกแข็งผิดธรรมชาติและอาจดึงให้ซิลิโคนโค้งงอเสียรูปทรง

การนวดบริเวณรอบ ๆ จมูกในคนที่เสริมจมูกไปแล้ว มีประโยชน์ แต่ต้องทำอย่างระมัดระวัง และอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์เท่านั้น
​ประโยชน์ของการนวด (หากแพทย์แนะนำ):
​ช่วยลดอาการบวม: การนวดเบา ๆ สามารถกระตุ้นการไหลเวียนของน้ำเหลืองและเลือด ทำให้ของเหลวที่คั่งค้างบริเวณเนื้อเยื่อลดลง ช่วยให้อาการบวมยุบเร็วขึ้น
​ป้องกันและสลายพังผืด ในบางกรณี การนวดอาจช่วยให้เนื้อเยื่อที่กำลังจะก่อตัวเป็นพังผืดภายในอ่อนนุ่มลง ทำให้จมูกดูเป็นธรรมชาติและไม่แข็งตึง
​ช่วยให้รูปทรงเข้าที่: ในคนที่แผ่นกระดูกอ่อนโค้งงอ แพทย์อาจแนะนำให้ผู้ป่วยนวดเบา ๆ เพื่อช่วยให้ซิลิโคนหรือกระดูกอ่อนเข้าที่ในตำแหน่งที่ถูกต้องได้ดียิ่งขึ้น

​ข้อควรระวังและสิ่งสำคัญที่สุด:
​ปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ: นี่คือสิ่งสำคัญที่สุด ห้าม เริ่มนวดด้วยตัวเองโดยไม่มีคำแนะนำจากแพทย์ที่ทำการผ่าตัดให้ เพราะเทคนิคการผ่าตัด และวัสดุที่ใช้มีความแตกต่างกัน และปัญหาของคนไข้แต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน

​ช่วงเวลาที่เหมาะสม: โดยทั่วไปแล้ว แพทย์จะให้เริ่มนวดในช่วง 1-2 สัปดาห์แรกหลังการผ่าตัด เพราะเป็นช่วงที่โครงสร้างจมูกเริ่มมั่นคง
​เทคนิคและแรงกด: หากแพทย์แนะนำให้ทำ จะต้องทำด้วยเทคนิคที่ถูกต้องและใช้แรงกดที่พอดี การนวดที่เบาหรือแรงเกินไป หรือผิดตำแหน่งอาจทำให้ซิลิโคนเคลื่อนที่ โค้งงอ หรือทำลายเนื้อเยื่อที่กำลังสมานได้

​สรุป:
​การนวดรอบ ๆ จมูกหลังเสริมเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลตัวเองหลังการผ่าตัดที่เป็นประโยชน์อย่างมาก แต่ต้องทำตามคำสั่งของแพทย์อย่างเคร่งครัด และเรียนรู้วิธีการนวดที่ถูกต้องจากแพทย์ผู้ทำผ่าตัดเท่านั้น

7. "เสริมจมูกแล้วหายใจติดขัดกว่าเดิม"
การเสริมจมูกจะไม่ได้ทำให้ช่องทางหายใจแคบลง ในหลายกรณีจะช่วยปรับปรุงผนังกั้นช่องจมูกให้ช่องทางหายใจดีขึ้นกว่าเดิมได้
เกือบทั้งหมดในคนที่เสริมจมูกแล้วหายใจขัด เมื่อเช็ดล้างทำความสะอาดคราบต่างๆในรูจมูก อาการหายใจขัดก็จะหายไป

16/01/2026

คำถามและความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดในการผ่าตัดเสริมจมูก ครับ (2)

4. หลังจากเสริมจมูกไปจะอยู่ได้ตลอดไหมหรือมีอายุการใช้งานที่ต้องเปลี่ยน

· ความเข้าใจผิด: เมื่อเสริมจมูกแล้วจะไม่ต้องดูแลหรือเปลี่ยนซิลิโคนอีกเลย หรือบางคนก็ถูกหลอกให้ทำใหม่ทั้งๆที่ไม่ได้มีปัญหาอะไร
· ความจริง: ซิลิโคนทางการแพทย์มีอายุยืนนานหลายสิบปี แต่สิ่งที่เสื่อมลงก่อนคือร่างกายของเราเอง โอกาสที่อาจต้องแก้ไขหรือเปลี่ยนในอนาคตจึงเกิดจากตัวเราเอง ซึ่งก็ต้องแก้ไขไปตามปัญหาแต่ละอย่าง เช่น
· ร่างกายเกิดปฏิกิริยาเกิดแผลเป็นหดรั้ง (Capsular Contracture) ทำให้จมูกแข็งหรือซิลิโคนโค้งงอ
· ซิลิโคนเคลื่อนที่จากการกระทบกระแทกหรืออุบัติเหตุ
. ผิวหนังของจมูกบางลง
· การละลายของกระดูกจมูกเดิม (ในกรณีใช้ซิลิโคนสำเร็จรูปที่ไม่พอดี)
· ต้องการเปลี่ยนรูปทรง มีความชอบหรือความนิยม

5. คิดว่าจมูกในช่วงสัปดาห์แรกจะเป็นแบบนี้ไปตลอดชีวิต
หลังผ่าตัดจมูกจะบวม ซึ่งบวมมากที่สุดใน 2-3 วันแรกหลังจากนั้นจะค่อยๆยุบลงจนพอจะเห็นรูปทรงได้บ้างประมาณ 1 สัปดาห์ และอาจใช้เวลานานหลายเดือน กว่าจะเห็นผลลัพธ์ที่แท้จริงและคงที่
ในช่วงสัปดาห์แรกเป็นช่วงที่มีผลต่อจิตใจ คนที่จิตใจไม่เข้มแข็งหรือมีคนรอบข้างคอยพูดจาทำร้ายก็อาจเสียความมั่นใจ และจิตตกได้ การเตรียมพร้อมและมีคนคอยให้กำลังใจก็จะทำให้ผ่านช่วงเวลานี้ไปได้ไม่ยาก

ที่อยู่

ถนน สุขุมวิท
Si Racha
20110

เวลาทำการ

อังคาร 08:30 - 17:30
พุธ 08:30 - 17:30
ศุกร์ 08:30 - 17:30
เสาร์ 08:30 - 12:00

เบอร์โทรศัพท์

+66894496290

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ คลินิกศัลยกรรมตกแต่งนายแพทย์นวรัชผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์