คลินิกสูตินรีเวชหมอขวัญชนก

คลินิกสูตินรีเวชหมอขวัญชนก สูตินรีเวชกรรม ฝากครรภ์ ทำคลอด อัลตราซาวด์4มิติ

21/08/2026
12/08/2026

👩‍🍼 ผู้หญิงคนหนึ่ง…จะมี “Moment” บนเตียงผ่าคลอดได้กี่ครั้ง?

เสียงร้องแรกของลูก 🩷
น้ำตาของพ่อแม่ 🥹
มือเล็ก ๆ ที่ถูกอุ้มขึ้นมาเหนือม่านผ่าตัด

สำหรับหลายครอบครัว นี่คือช่วงเวลาที่มีค่าที่สุดในชีวิต

แต่ในฐานะแพทย์ เราอยากชวนมองอีกด้านหนึ่ง…

ทุกครั้งที่ผ่าคลอด ไม่ได้เป็นเพียงการคลอดลูก แต่เป็นการผ่าตัดใหญ่ในช่องท้อง

และร่างกายของคุณแม่จะ “จดจำ” การผ่าตัดครั้งนั้นไว้เสมอ

📌 แล้วผ่าคลอดได้กี่ครั้ง?

คำตอบคือ…

ไม่มีตัวเลขที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน

มีคุณแม่บางคนผ่าคลอด 4–5 ครั้งแล้วยังปลอดภัย แต่ก็มีบางคนเริ่มมีภาวะแทรกซ้อนตั้งแต่การผ่าครั้งที่ 2 หรือ 3

สิ่งที่เพิ่มขึ้นตามจำนวนครั้งของการผ่าคลอด คือ “ความเสี่ยง”

🔍 1. ผังผืดในช่องท้อง (Adhesion)
🧵 ผังผืดเกิดจากการซ่อมแซมของร่างกายหลังผ่าตัด

หลังผ่าคลอดหลายครั้ง
• การเกิดผังผืดพบได้มากกว่า 50–70%
• หลังผ่าคลอดครั้งที่ 3–4 ความรุนแรงของผังผืดเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

ผลที่ตามมา
⚠️ ผ่าตัดครั้งต่อไปใช้เวลานานขึ้น
⚠️ เลือดออกมากขึ้น
⚠️ เสี่ยงบาดเจ็บกระเพาะปัสสาวะและลำไส้มากขึ้น

🔍 2. บาดเจ็บต่อกระเพาะปัสสาวะและลำไส้

เมื่อผังผืดยึดติดอวัยวะ

ความเสี่ยงบาดเจ็บกระเพาะปัสสาวะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ
➡️ 0.3–0.8%

และสูงขึ้นหลายเท่าในผู้ที่ผ่าคลอดซ้ำหลายครั้ง

แม้จะพบไม่บ่อย แต่เมื่อเกิดขึ้นอาจต้องผ่าตัดซ่อมเพิ่มเติม

🔍 3. ปวดท้องเรื้อรัง

🤕 ผู้หญิงบางรายมีอาการปวดบริเวณแผลหรือเชิงกรานเรื้อรัง

พบได้ประมาณ
➡️ 5–15%

สาเหตุอาจมาจาก
• ผังผืด
• เส้นประสาทบริเวณแผล
• แผลเป็นที่มดลูก

แม้ไม่ใช่ทุกคน แต่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตได้

🔍 4. มดลูกบาง และมดลูกแตก (Uterine rupture)

แผลเดิมที่มดลูกจะกลายเป็นจุดอ่อน

หากตั้งครรภ์ครั้งต่อไป

⚠️ เสี่ยงมดลูกแตกระหว่างตั้งครรภ์หรือเจ็บครรภ์คลอด

ในผู้ที่เคยผ่าคลอดแบบแผลขวางต่ำ 1 ครั้ง ความเสี่ยงโดยรวมอยู่ที่ประมาณ 0.5–0.9% หากมีการทดลองคลอดทางช่องคลอด แต่ความเสี่ยงอาจสูงขึ้นเมื่อมีแผลเป็นหลายแห่ง หรือมีปัจจัยเสี่ยงอื่นร่วมด้วย

ภาวะนี้เป็นภาวะฉุกเฉินที่อาจเป็นอันตรายทั้งต่อแม่และลูก

🔍 5. รกเกาะต่ำ (Placenta previa)

ทุกครั้งที่มีแผลเป็นในมดลูก

โอกาสที่รกจะมาเกาะบริเวณแผลเป็นก็เพิ่มขึ้น

ความเสี่ยงของรกเกาะต่ำเพิ่มขึ้นประมาณ
➡️ 2–3 เท่า

เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่เคยผ่าคลอด

🔍 6. รกเกาะลึก (Placenta Accreta Spectrum)

นี่คือภาวะที่แพทย์กังวลมากที่สุด

เพราะรกฝังลึกเข้าไปในผนังมดลูก จนลอกไม่ได้

อาจทำให้

🩸 เลือดออกหลายลิตร
🩸 ต้องให้เลือดจำนวนมาก
🩸 ต้องตัดมดลูกเพื่อช่วยชีวิต

ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นตาม “จำนวนครั้งของการผ่าคลอด” และ “การมีรกเกาะต่ำร่วมด้วย”

ตัวอย่างที่มีข้อมูลสนับสนุนชัดเจน

✅ ผ่าคลอด 1 ครั้ง + รกเกาะต่ำ
➡️ รกเกาะลึกประมาณ 3%

✅ ผ่าคลอด 2 ครั้ง + รกเกาะต่ำ
➡️ ประมาณ 11%

✅ ผ่าคลอด 3 ครั้ง + รกเกาะต่ำ
➡️ ประมาณ 40%

✅ ผ่าคลอด 4 ครั้ง + รกเกาะต่ำ
➡️ ประมาณ 61%

✅ ผ่าคลอด ≥5 ครั้ง + รกเกาะต่ำ
➡️ สูงได้ถึง ประมาณ 67%

นี่คือเหตุผลที่การฝากครรภ์และอัลตราซาวนด์อย่างละเอียดมีความสำคัญมากในผู้ที่เคยผ่าคลอด

🔍 7. เลือดออกมากและการตัดมดลูก

เมื่อจำนวนครั้งของการผ่าคลอดเพิ่มขึ้น

โอกาสเกิด
🩸 ตกเลือดหลังคลอด
🩸 ต้องให้เลือด
🩸 ต้องตัดมดลูกเพื่อรักษาชีวิต

ก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะเมื่อมีรกเกาะลึก

❤️ แล้วควรมีลูกกี่คน?

ไม่มีคำตอบเดียวสำหรับทุกครอบครัว

แต่ทุกการผ่าคลอดควรเป็นการตัดสินใจที่

✔️ เข้าใจความเสี่ยง
✔️ วางแผนครอบครัว
✔️ ฝากครรภ์อย่างต่อเนื่อง
✔️ ดูแลโดยทีมสูติแพทย์ที่พร้อมรับมือหากเกิดภาวะแทรกซ้อน

🌸 ทุกครั้งที่ลูกเกิด คือ “ปาฏิหาริย์”

แต่ทุกครั้งที่แม่ขึ้นเตียงผ่าตัด ก็มีความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน

30/07/2026

🦠 HPV หายเองได้ไหม?

ได้ครับ ในผู้หญิงส่วนใหญ่ HPV สามารถถูกกำจัดหรือกดจนตรวจไม่พบ (viral clearance) โดยระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย แต่ไม่ได้หมายความว่าไวรัสถูกกำจัดออกจากร่างกาย 100% เพราะอาจอยู่ในภาวะแฝงและตรวจพบได้อีกในบางราย

📊 HPV หายเองบ่อยแค่ไหน?

* ✅ ประมาณ 70% ตรวจไม่พบภายใน 1 ปี
* ✅ ประมาณ 80–90% ตรวจไม่พบภายใน 2 ปี
* ⏳ HPV ชนิดเสี่ยงสูง โดยเฉพาะ HPV16 มักหายช้ากว่าสายพันธุ์อื่น

การติดเชื้อที่คงอยู่นาน (persistent HPV) เป็นปัจจัยสำคัญที่เพิ่มความเสี่ยงต่อรอยโรคก่อนมะเร็งและมะเร็งปากมดลูก

🚀 ทำอย่างไรให้ HPV หายเร็วขึ้น?

ปัจจุบันยังไม่มีวิธีที่พิสูจน์ได้ว่าสามารถเร่งให้ HPV หายเร็วขึ้นโดยตรง

สิ่งที่มีหลักฐานสนับสนุน ได้แก่

* 🚭 งดสูบบุหรี่ (หลักฐานชัดเจนที่สุด)
* 🛡️ ดูแลภาวะภูมิคุ้มกันและควบคุมโรคประจำตัว
* 🥗 รับประทานอาหารสมดุล ผักผลไม้เพียงพอ
* 🏃 ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และ 😴 นอนหลับให้เพียงพอ
* ❤️ ใช้ถุงยางอนามัยและลดความเสี่ยงการติดเชื้อซ้ำ

💉 วัคซีน HPV ช่วยรักษาไหม?

❌ ไม่รักษา HPV ที่ติดอยู่แล้ว

แต่ช่วย

* ✅ ป้องกันการติดเชื้อสายพันธุ์อื่น
* ✅ ลดความเสี่ยงรอยโรคในอนาคต
* ✅ ลดการกลับเป็นซ้ำหลังรักษารอยโรคก่อนมะเร็ง (CIN2/3)

💊 มียาหรืออาหารเสริมรักษา HPV หรือไม่?

❌ ยังไม่มียา อาหารเสริม หรือสมุนไพรใดที่ได้รับการพิสูจน์และแนะนำในแนวทางมาตรฐานว่าสามารถกำจัด HPV ได้

📌 สรุป

🦠 HPV ส่วนใหญ่หายเองได้ โดยประมาณ 80–90% ตรวจไม่พบภายใน 2 ปี จากการทำงานของภูมิคุ้มกัน

สิ่งที่ควรทำคือ

* 🚭 งดสูบบุหรี่
* 🥗 ดูแลสุขภาพโดยรวม
* 💉 พิจารณาฉีดวัคซีน HPV หากเหมาะสม
* 🩺 ตรวจติดตามตามนัด เพราะการตรวจพบและรักษารอยโรคก่อนมะเร็งตั้งแต่ระยะแรก ช่วยป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

📚 อ้างอิง: WHO Cervical Cancer Elimination Initiative, ASCCP Risk-Based Management Guidelines, NCCN Cervical Cancer Screening Guidelines, ACOG Committee Opinion on HPV Vaccination, IARC Handbook of Cervical Cancer Prevention.

02/07/2026

เวลาไปฝากครรภ์แล้วคุณหมออัลตราซาวด์ คุณแม่หลายคนมักได้ยินว่า

“ลูกหนักประมาณ 2,800 กรัม”
“ตอนนี้น้ำหนักลูกประมาณ 3,200 กรัมนะครับ”

ตัวเลขนี้เรียกว่า Estimated Fetal Weight หรือ EFW แปลว่า “น้ำหนักทารกโดยประมาณ”

📌 คำสำคัญคือ “โดยประมาณ”
เพราะอัลตราซาวด์ไม่ได้ชั่งน้ำหนักลูกจริง ๆ เหมือนเอาลูกขึ้นตาชั่ง
แต่เป็นการวัดขนาดส่วนต่าง ๆ ของร่างกายลูก แล้วนำไปเข้าสูตรคำนวณออกมาเป็นน้ำหนัก

ส่วนที่มักใช้วัด ได้แก่

🧠 BPD
ความกว้างของศีรษะลูก

🧠 HC
เส้นรอบศีรษะลูก

🟠 AC
เส้นรอบท้องลูก
ค่านี้สำคัญมาก เพราะบอกขนาดลำตัว การสะสมสารอาหาร ไขมัน และการเจริญเติบโตของทารกได้ดี

🦴 FL
ความยาวกระดูกต้นขา

⚖️ แล้วส่วนไหนมีผลต่อน้ำหนักมากที่สุด?

โดยทั่วไป เส้นรอบท้องทารก หรือ AC มักเป็นค่าที่มีผลมากต่อการคำนวณน้ำหนัก

เพราะน้ำหนักของลูกไม่ได้ขึ้นกับศีรษะหรือกระดูกอย่างเดียว แต่ขึ้นกับ “ขนาดลำตัว” และ “การสะสมอาหาร” ของลูกด้วย

พูดง่าย ๆ คือ
🟠 ถ้า AC เล็กกว่าที่ควร น้ำหนักที่คำนวณได้ก็มักจะลดลง
🟠 ถ้า AC ใหญ่กว่าที่ควร น้ำหนักที่คำนวณได้ก็มักจะสูงขึ้น

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพนะครับ

ถ้าอายุครรภ์จริง 36 สัปดาห์
🔹 ขนาดศีรษะเท่ากับ 36 สัปดาห์
🔹 กระดูกต้นขาเท่ากับ 36 สัปดาห์
🔸 แต่เส้นรอบท้องเท่ากับ 33–34 สัปดาห์

น้ำหนักที่เครื่องคำนวณออกมาอาจน้อยกว่าที่คุณแม่คิดไว้เพราะ “ท้องลูก” เป็นส่วนที่มีผลมากต่อสูตรคำนวณน้ำหนัก

ในทางกลับกัน
ถ้าศีรษะและกระดูกต้นขาอยู่ในเกณฑ์ปกติ
แต่ AC ใหญ่มาก เช่น ในคุณแม่บางรายที่เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์
น้ำหนักที่คำนวณได้ก็อาจสูงขึ้นมากเช่นกัน

🎯 ทำไมบางครั้งน้ำหนักจากอัลตราซาวด์จึงไม่ตรงกับน้ำหนักจริง?

เพราะแต่ละส่วนของลูกอาจไม่ได้โตเท่ากับอายุครรภ์จริงทุกส่วน

เช่น อายุครรภ์จริง 36 สัปดาห์
🔸 ศีรษะอาจวัดได้เท่ากับ 35 สัปดาห์
🔸 ท้องอาจวัดได้เท่ากับ 34 สัปดาห์
🔸 กระดูกต้นขาอาจวัดได้เท่ากับ 36 สัปดาห์

พอนำหลายค่ามารวมกันเพื่อคำนวณน้ำหนัก
ตัวเลขที่ออกมาจึงเป็น “ค่าประมาณ” และมีโอกาสคลาดเคลื่อนได้

📊 โดยทั่วไปควรเผื่อความคลาดเคลื่อนไว้ประมาณ ±10%

เช่น ถ้าอัลตราซาวด์บอกว่าลูกหนัก 3,000 กรัม น้ำหนักจริงอาจอยู่ประมาณ 2,700–3,300 กรัม

ถ้าบอกว่าลูกหนัก 3,500 กรัม น้ำหนักจริงอาจอยู่ประมาณ 3,150–3,850 กรัม

บางกรณีอาจคลาดเคลื่อนมากกว่านี้ได้ โดยเฉพาะเมื่อ
🔸 ลูกตัวเล็กมาก
🔸 ลูกตัวใหญ่มาก
🔸 อายุครรภ์มาก ใกล้คลอด
🔸 ลูกอยู่ในท่าที่วัดยาก
🔸 น้ำคร่ำน้อย
🔸 ภาพอัลตราซาวด์ไม่ชัด
🔸 ผนังหน้าท้องคุณแม่หนา
🔸 วัดศีรษะ ท้อง หรือกระดูกต้นขาได้ไม่ชัดเจน

เพราะฉะนั้น ตัวเลขน้ำหนักลูกจากอัลตราซาวด์ ไม่ควรถูกใช้ตัดสินทุกอย่างเพียงอย่างเดียว

🩺 สิ่งที่หมอควรเล่าให้คุณแม่ฟังคือ
น้ำหนักลูกต้องดูร่วมกับ “ภาพรวม” หลายอย่าง เช่น

📍 อายุครรภ์คำนวณได้แม่นยำหรือไม่
📍 ลูกอยู่ percentile ที่เท่าไร
📍 เส้นรอบท้องเล็กหรือใหญ่กว่าที่ควรไหม
📍 ลูกโตต่อเนื่องดีหรือไม่
📍 ปริมาณน้ำคร่ำเป็นอย่างไร
📍 Doppler หรือการไหลเวียนเลือดของรกและลูกดีไหม
📍 คุณแม่มีเบาหวาน ความดัน หรือโรคประจำตัวหรือไม่
📍 เคยมีประวัติลูกตัวเล็กหรือตัวใหญ่มากมาก่อนหรือไม่

🌱 ถ้าน้ำหนักลูก “น้อยกว่าอายุครรภ์เล็กน้อย” ต้องกังวลไหม?

หลายครั้งคำตอบคือ ยังไม่ต้องตกใจครับ

เช่น อายุครรภ์จริง 34 สัปดาห์ แต่อัลตราซาวด์คำนวณน้ำหนักออกมาเหมือนประมาณ 33 สัปดาห์ หรือบางส่วนวัดได้น้อยกว่าอายุครรภ์จริงเล็กน้อย

แบบนี้อาจเกิดได้จาก
🔹 ความคลาดเคลื่อนของการวัด
🔹 ท่าของลูกขณะตรวจ
🔹 พันธุกรรมของพ่อแม่
🔹 ลูกตัวเล็กแต่สุขภาพดี
🔹 แต่ละส่วนของร่างกายลูกโตไม่เท่ากันพอดีทุกส่วน

ดังนั้น ถ้าน้ำหนักน้อยกว่าอายุครรภ์จริงเล็กน้อยแต่น้ำคร่ำดี ลูกดิ้นดี Doppler ดี และกราฟการโตยังไปต่อเนื่อง ส่วนใหญ่ยังไม่จำเป็นต้องตกใจหรือรีบหาวิธี “กินเพิ่มน้ำหนักลูก” ครับ

🍚 เรื่องที่พบบ่อยคือ
พอคุณแม่ได้ยินว่าลูกน้ำหนักน้อยกว่านิดหน่อย
บางคนจะพยายามกินเยอะขึ้นมาก กินของหวาน นมหลายกล่อง หรืออาหารเสริมต่าง ๆ เพื่อหวังให้ลูกน้ำหนักขึ้นเร็ว

แต่ความจริงคือ
การกินเยอะเกินไปไม่ได้แปลว่าน้ำหนักจะไปลงที่ลูกเสมอไป

บางครั้งน้ำหนักอาจขึ้นที่คุณแม่มากกว่า
ทำให้น้ำหนักแม่ขึ้นเร็ว น้ำตาลสูงขึ้น หรือเสี่ยงเบาหวานขณะตั้งครรภ์ได้

สิ่งที่ควรทำมากกว่าคือ
🥗 กินอาหารให้ครบหมู่
🥚 ได้โปรตีนเพียงพอ
🥛 ดื่มนมหรือรับแคลเซียมตามความเหมาะสม
💧 ดื่มน้ำพอ
😴 พักผ่อนให้ดี
🚭 งดบุหรี่และแอลกอฮอล์
🩺 ฝากครรภ์และติดตามตามนัด

ไม่จำเป็นต้อง “อัดอาหาร” หรือกินหวานเพื่อเพิ่มน้ำหนักลูกครับ

🚨 แล้วน้ำหนักน้อยแบบไหนที่ควรติดตามเพิ่ม?

สิ่งที่หมอมักให้ความสำคัญมากขึ้น ได้แก่

🔸 น้ำหนักลูกต่ำกว่าเปอร์เซ็นไทล์ที่ 10
🔸 เส้นรอบท้อง หรือ AC ต่ำกว่าเปอร์เซ็นไทล์ที่ 10
🔸 กราฟการโตเริ่มตกลง หรือโตช้าลงจากเดิม
🔸 น้ำคร่ำน้อย
🔸 Doppler ผิดปกติ
🔸 คุณแม่มีความดันโลหิตสูง ครรภ์เป็นพิษ โรคไต โรคหัวใจ หรือโรคประจำตัวบางอย่าง
🔸 ลูกดิ้นน้อยลง
🔸 เคยมีประวัติลูกโตช้า ลูกน้ำหนักน้อยมาก หรือทารกเสียชีวิตในครรภ์มาก่อน

ถ้าเจอสัญญาณเหล่านี้
หมออาจนัดตรวจถี่ขึ้น เช่น
📈 ดูกราฟการเจริญเติบโตซ้ำ
🌊 ตรวจปริมาณน้ำคร่ำ
🩸 ตรวจ Doppler การไหลเวียนเลือด
💓 ตรวจสุขภาพทารกในครรภ์
📅 วางแผนเวลาคลอดให้เหมาะสม ถ้าจำเป็น

แต่ถ้าน้ำหนักน้อยกว่านิดหน่อย
และทุกอย่างอื่นดูดี
หลายครั้งหมออาจแค่ติดตามต่อ ไม่ได้แปลว่าลูกอันตรายครับ

💡 สิ่งสำคัญที่อยากให้คนท้องจำไว้

1️⃣ อย่าเพิ่งตกใจจากตัวเลขครั้งเดียว
การดู “แนวโน้มการโต” สำคัญกว่าการดูน้ำหนักเพียงครั้งเดียว

2️⃣ ลูกตัวเล็กไม่ได้แปลว่าอันตรายเสมอไป
บางคนตัวเล็กตามกรรมพันธุ์ แต่สุขภาพดี
แต่บางรายอาจเป็นภาวะทารกโตช้า ต้องติดตามใกล้ชิด

3️⃣ ไม่ต้องรีบกินเพิ่มแบบผิดวิธี
ถ้าน้ำหนักลูกน้อยกว่านิดหน่อย ไม่ได้แปลว่าคุณแม่กินไม่พอเสมอไป ควรกินให้เหมาะสม ไม่ใช่กินหวานหรือกินเยอะเกินไป

4️⃣ ลูกตัวใหญ่ไม่ได้แปลว่าต้องผ่าคลอดเสมอไป ต้องดูหลายอย่างร่วมกัน เช่น เบาหวาน ขนาดลูก ท่าลูก ประวัติการคลอด และดุลยพินิจของแพทย์

5️⃣ ค่าที่วัดแต่ละส่วนอาจไม่เท่ากันได้
ศีรษะ ท้อง และกระดูกต้นขา อาจบอกอายุครรภ์ไม่เท่ากัน ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้น้ำหนักจากอัลตราซาวด์คลาดเคลื่อนได้

6️⃣ เส้นรอบท้อง หรือ AC เป็นค่าที่ควรดูเป็นพิเศษ เพราะมีผลมากต่อสูตรคำนวณน้ำหนัก และช่วยบอกภาพรวมการเจริญเติบโตของลูกได้ดี

7️⃣ ถ้าพบว่าลูกเล็กหรือโตผิดปกติจริง
หมออาจนัดตรวจซ้ำ ดูกราฟการโต ดูน้ำคร่ำ หรือดู Doppler เพิ่มเติม เพื่อประเมินว่าลูกยังปลอดภัยดีในครรภ์หรือไม่

23/06/2026
14/06/2026

🤰✨ คนท้องยกของหนักได้ไหม? อุ้มลูกคนโตได้หรือเปล่า?

เป็นคำถามที่คุณแม่ตั้งครรภ์สงสัยบ่อยมากครับ
คำตอบคือ “ทำได้ในบางกรณี แต่ต้องรู้ขีดจำกัด และยกให้ถูกวิธี” ✅

ระหว่างตั้งครรภ์ ร่างกายคุณแม่เปลี่ยนไปหลายอย่าง เช่น

🔸 มดลูกโตขึ้น ทำให้ จุดศูนย์ถ่วงเคลื่อนไปด้านหน้า
🔸 หลังต้องแอ่นมากขึ้น จึงปวดหลังง่าย
🔸 ฮอร์โมนทำให้เอ็นและข้อต่อหย่อนขึ้น โดยเฉพาะ เชิงกรานและ sacroiliac joint
🔸 กล้ามเนื้อหน้าท้องถูกยืด ทำให้พยุงลำตัวได้น้อยลง
🔸 การทรงตัวลดลง เสี่ยงเสียหลักหรือหกล้มมากขึ้น
🔸 ช่วงท้ายครรภ์ หายใจเหนื่อยง่าย และออกแรงได้น้อยลง

ดังนั้น การยกของหนักมาก ๆ หรือยกซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อ

⚠️ ปวดหลัง ปวดเชิงกราน
⚠️ กล้ามเนื้อหรือข้อต่อบาดเจ็บ
⚠️ เสียสมดุล หกล้ม
⚠️ ในบางการศึกษา พบความสัมพันธ์กับคลอดก่อนกำหนดหรือทารกน้ำหนักตัวน้อย โดยเฉพาะในงานที่ต้องยกหนักซ้ำ ๆ เป็นประจำ

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้แปลว่าคนท้องต้องห้ามยกของทุกอย่างครับ
ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์ฯ มีคำแนะนำเรื่องน้ำหนักที่ควรระวัง เพื่อให้การตั้งครรภ์ปลอดภัยมากขึ้น ดังนี้

📌 อายุครรภ์น้อยกว่า 20 สัปดาห์
🏋️‍♀️ ยกเป็นครั้งคราวได้ แต่ควรไม่เกินประมาณ 18 กิโลกรัม

📌 อายุครรภ์ 20–28 สัปดาห์
⚖️ ควรลดน้ำหนักลง เหลือประมาณ 11–13 กิโลกรัม

📌 อายุครรภ์มากกว่า 28 สัปดาห์
🛑 ควรหลีกเลี่ยงการยกของหนัก หรือจำกัดให้น้อยที่สุด
🎒 โดยทั่วไปประมาณ 5–10 กิโลกรัม

👶💛 แล้วอุ้มลูกคนโตได้ไหม?

ถ้าคุณแม่ไม่มีอาการผิดปกติ เช่น ปวดท้อง เลือดออก เจ็บครรภ์ เวียนศีรษะ หรือภาวะเสี่ยงอื่น ๆ
อาจอุ้มได้เป็นครั้งคราว แต่ควรลดระยะเวลาและลดความถี่ โดยเฉพาะช่วงท้องโต

แนะนำให้เปลี่ยนจาก “อุ้มเดินนาน ๆ” เป็น

🪑 นั่งแล้วให้ลูกมานั่งตัก
🤗 กอดแทนการอุ้ม
👣 ให้ลูกปีนขึ้นเตียงหรือเก้าอี้ก่อน แล้วค่อยประคอง
🚗 ขอคนช่วยเมื่อต้องอุ้มขึ้นรถ ลงรถ หรือขึ้นบันได
🧸 ใช้วิธีเล่นใกล้ ๆ แทนการอุ้มนาน ๆ

✅💪 เทคนิคยกของให้ปลอดภัย

1️⃣ 🦵 ย่อเข่า หลังตรง ใช้แรงจากขาและสะโพก ไม่ก้มใช้หลัง
2️⃣ 📦 ถือของให้ชิดลำตัว อย่ายื่นแขนไกล
3️⃣ 🌬️ หายใจออกตอนออกแรง ห้ามกลั้นหายใจ
4️⃣ 👣 อย่าบิดเอวขณะถือของ ให้หมุนทั้งตัวด้วยการขยับเท้า
5️⃣ 🙆‍♀️ หลีกเลี่ยงการยกของจากพื้นบ่อย ๆ หรือยกสูงเหนือศีรษะ
6️⃣ 🛑 ถ้าปวด หน่วงท้อง เวียนหัว ใจสั่น หรือรู้สึกไม่มั่นคง ให้หยุดทันที

🧠📌 สรุปตัวเลขจำง่าย: “18–12–10”

🤰 ท้องก่อน 20 สัปดาห์ → ไม่เกิน 18 กก.
🤰 ท้อง 20–28 สัปดาห์ → ประมาณ 12 กก.
🤰 ท้องแก่ หลัง 28 สัปดาห์ → ยกให้ เบาที่สุด ประมาณ 5–10 กก.

จำสั้น ๆ ว่า
“ท้องยิ่งแก่ ยิ่งต้องยกเบา”

03/06/2026

ที่อยู่

1228/65 Thepa Road , Mueang Nuea
Si Sa Ket
33000

เวลาทำการ

จันทร์ 17:00 - 20:00
อังคาร 17:00 - 20:00
พุธ 17:00 - 20:00
พฤหัสบดี 17:00 - 20:00
ศุกร์ 17:00 - 20:00
เสาร์ 09:00 - 12:00
อาทิตย์ 09:00 - 12:00

เบอร์โทรศัพท์

+66611244436

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ คลินิกสูตินรีเวชหมอขวัญชนกผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์