Paifunn ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก Paifunn, Thanyaburi.
(1)

• หากกำลังมีปัญหาเรื่องคน ไม่รู้จะพูด วางตัว หรือรับมืออย่างไร
• ปลายฝัน ช่วยแยกประเด็น วิเคราะห์ผลกระทบ และวางแนวทางที่เหมาะสม
• ปรึกษารายบุคคล | บรรยายและ Workshop องค์กร
• LINE OA: .consult
• รายละเอียดเพิ่มเติมที่: https://paifunn.com ปลายฝัน
ให้คำปรึกษาเรื่องพฤติกรรม การตัดสินใจ และความสัมพันธ์
ในรูปแบบที่ปลอดภัย ใส่ใจ และจริงใจกับมนุษย์ทุกคน

🔗 หากคุณมีข้อเสนอแนะ หรืออยากบอกอะไรถึงปลายฝันแบบไม่เปิดเผยตัวตน
คุณสามารถใช้พื้นที่ลับนี้ได้เสมอค่ะ
👉 https://forms.gle/wjFWRkaUe6gaVVvv9

ทำไมบางครั้งเราจึงคล้อยตามคนอื่นทั้งที่ในใจไม่ได้เห็นด้วยทั้งหมดทำไมบางครั้งเราจึงยอมทำตามคำขอบางอย่างทั้งที่ถ้าอยู่คนเด...
13/07/2026

ทำไมบางครั้งเราจึงคล้อยตามคนอื่น
ทั้งที่ในใจไม่ได้เห็นด้วยทั้งหมด

ทำไมบางครั้งเราจึงยอมทำตามคำขอบางอย่าง
ทั้งที่ถ้าอยู่คนเดียว เราอาจไม่เลือกแบบนั้น

ทำไมบางครั้งเราจึงเงียบ
ทั้งที่รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง

อาจเพราะเรา “ไม่กล้า?”

ซึ่งก็อาจจริงในบางส่วน…
แต่บางที ที่เราไม่กล้า เราอาจไม่ได้กลัวแค่การถูกปฏิเสธ
แต่อาจกลัว…

การถูกกันออกจากความสัมพันธ์

กลัวการถูกทำให้ไม่มีที่ยืน
กลัวการกลายเป็นคนนอก
กลัวความรู้สึกว่า เราไม่ใช่ส่วนหนึ่งของตรงนั้นอีกต่อไป

จนตัวเองเริ่มให้ความหมายว่า “ฉันไม่สำคัญพอจะถูกรับรู้”

ในทางจิตวิทยา สิ่งนี้เรียกว่า ostracism หรือการถูกเมินและถูกกีดกันออกจากวง อาจเกิดจากคนคนเดียวก็ได้ หรือเกิดจากกลุ่มก็ได้

และมันไม่ได้เกิดเฉพาะเหตุการณ์ใหญ่ ๆ อย่างการถูกกลั่นแกล้ง หรือการถูกตัดขาดจากกลุ่มอย่างชัดเจนเท่านั้น
หลายครั้ง มันเกิดขึ้นในชีวิตประจำวันที่ดูธรรมดามาก เช่น

ไม่มีใครตอบเรา
เราพูดแล้วไม่มีใครรับ
ถูกปล่อยให้อยู่นอกวงสนทนา
อยู่ในห้องเดียวกัน แต่รู้สึกเหมือนไม่มีตัวตน
หรือถูกใช้ความเงียบเพื่อตัดขาดจากอีกฝ่าย

ในมุมมองเชิงวิวัฒนาการ การถูกเมินและการกีดกันไม่ได้พบเฉพาะในมนุษย์ แต่พบในสัตว์สังคมหลายชนิดด้วยนะคะ

เพราะในระดับกลุ่ม การกีดกันบางรูปแบบทำหน้าที่ควบคุมพฤติกรรม ปกป้องกลุ่ม ทำให้สมาชิกปรับตัวเข้ากับบรรทัดฐาน หรือส่งสัญญาณให้ใครบางคนรู้ว่า พฤติกรรมของเขากำลังทำให้กลุ่มไม่ไว้วางใจ

แต่เมื่อเรามองจากฝั่งของคนที่ถูกเมิน เรื่องนี้อาจไม่ได้จบแค่ความน้อยใจค่ะ

คุณ Williams และ Nida (2022) อธิบายว่า การถูกเมินอาจกระทบความต้องการพื้นฐานทางใจหลายด้าน ทั้งความรู้สึกว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์ ความภาคภูมิใจในตัวเอง ความรู้สึกว่ายังควบคุมอะไรบางอย่างได้ และความรู้สึกว่าการมีอยู่ของเรายังมีความหมาย หรือยังถูกรับรู้จากคนอื่น

งานทดลองเกี่ยวกับการถูกเมินยังพบว่า แม้เหตุการณ์ที่สั้นเพียงประมาณ 2 นาที ก็สามารถทำให้เกิดการตอบสนองที่เกี่ยวข้องกับความเจ็บปวด ทำให้ความต้องการพื้นฐานทางใจถูกคุกคาม และทำให้เกิดความทุกข์ทางอารมณ์ได้

แต่ปลายฝันอยากย้ำตรงนี้ไว้ด้วยนะคะ

การถูกเมินไม่ได้กระทบทุกคนเท่ากัน และไม่ได้แปลว่าเหตุการณ์สั้น ๆ ทุกครั้ง จะต้องกลายเป็นผลระยะยาวเสมอ

สิ่งสำคัญ คือ ใจของแต่ละคนแปลความหมายของเหตุการณ์ไม่เหมือนกันค่ะ

บางคนถูกเมินแล้วพยายามเข้าหามากขึ้น
เพราะอยากซ่อมความสัมพันธ์
อยากขอความชัดเจน
หรืออยากรู้ว่าตัวเองยังมีที่ยืนอยู่ไหม

งานวิจัยของ Büttner และคณะ (2025) พบว่า เมื่อความรู้สึกถูกคุกคามยังไม่รุนแรงมาก คนอาจยังพอเลือก “เข้าหา” ได้มากกว่า เช่น

ไปคุยกับใครสักคน
ทำสิ่งที่เป็นมิตรกับผู้อื่น
หรือเชื่อมต่อกับคนอื่นผ่านโซเชียลมีเดีย

แต่ถ้าความต้องการทางใจถูกคุกคามมากขึ้น….
คนอาจเริ่มถอยออก
หลีกเลี่ยง
หรือมีพฤติกรรมในทางไม่เป็นมิตรมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าเราต้องยอมทุกอย่าง เพียงเพราะกลัวถูกกันออกนะคะ

เพราะแม้การกีดกันบางรูปแบบอาจทำหน้าที่ควบคุมพฤติกรรมในกลุ่ม แต่ถ้ามันมีถูกใช้ซ้ำ ใช้เพื่อทำร้าย หรือทำให้คนหนึ่งรู้สึกไร้ตัวตนอย่างมาก ผลกระทบอาจลึกกว่าที่คนภายนอกมองเห็นมากค่ะ

ดังนั้น ถ้าเรารู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกเมิน

ปลายฝันอยากชวนให้ยังไม่ต้องรีบตอบสนองทันที
ก่อนจะเข้าหา
ก่อนจะถอย
ก่อนจะประชด
ก่อนจะตัดขาด

ลองให้ตัวเอง “กลับมาตั้งหลัก” ก่อนค่ะ

ด้วยคำถาม 3 คำถาม

1. ตอนนี้มีใครหรืออะไรบ้าง ที่ช่วยเตือนฉันได้ว่า ฉันยังมีที่ยืนในความสัมพันธ์อื่นอยู่?

อาจเป็นคนที่เรารู้สึกปลอดภัยด้วย
สัตว์เลี้ยง
รูปของคนที่เรารัก
ศาสนาหรือสิ่งที่เรานับถือ
พื้นที่ที่ทำให้เราสบายใจ

ดึงความสนใจกลับมาอยู่กับสิ่งตรงหน้า
หรือทำสิ่งที่ให้ความรู้สึกคุ้นเคยและปลอดภัย เช่น กินข้าวร้านอร่อยเจ้าประจำ เดินไปอยู่ในพื้นที่ที่เรารู้สึกสบายใจ

แล้วเมื่อใจได้เริ่มพักมากขึ้น จากนั้นค่อยสู่คำถามที่ 2

2.ฉันเจ็บจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หรือเจ็บจากความหมายที่ใจแปลว่า “ฉันไม่สำคัญ” ?

เพราะสองอย่างนี้อาจต้องการการตอบสนองไม่เหมือนกัน

ถ้าเป็นเหตุการณ์จริงที่ควรคุย เราอาจต้องขอความชัดเจน แต่ถ้าเป็นความหมายที่ใจตีความมากกว่าสิ่งที่เกิดขึ้น เราอาจต้องกลับมาดูแลความรู้สึกของตัวเองก่อน
แล้วจึงค่อยถามข้อสุดท้ายว่า

3. สถานการณ์นี้ควรเข้าหาเพื่อขอความชัดเจน ควรถอยเพื่อรักษาใจ หรือควรวางขอบเขตให้ชัดกว่าเดิม?

บางครั้งคำตอบอาจเป็นการเข้าไปคุย
บางครั้งอาจเป็นการถอยออกมาชั่วคราว
หรือ บางครั้งอาจเป็นการยอมรับว่า…
ความสัมพันธ์นี้ต้องมีขอบเขตมากกว่าเดิมค่ะ

___________

อ้างอิง

1.Büttner, C. M., Ren, D., Stavrova, O., Rudert, S. C., Williams, K. D., & Greifeneder, R. (2025). Ostracism in everyday life: A framework of threat and behavioral responses in real life. Journal of Personality and Social Psychology, 129(5), 870–887. https://doi.org/10.1037/pspi0000471

2.Williams, K. D., & Nida, S. A. (2022). Ostracism and social exclusion: Implications for separation, social isolation, and loss. Current Opinion in Psychology, 47, Article 101353. https://doi.org/10.1016/j.copsyc.2022.101353

ถ้าคุณเพิ่งเข้ามาที่เพจนี้…ขออนุญาตแนะนำสั้น ๆ ว่า “ปลายฝัน” ช่วยเรื่องอะไรได้บ้างนะคะ ปลายฝัน – ที่ปรึกษาด้านพฤติกรรมมน...
14/06/2026

ถ้าคุณเพิ่งเข้ามาที่เพจนี้…

ขออนุญาตแนะนำสั้น ๆ ว่า “ปลายฝัน” ช่วยเรื่องอะไรได้บ้างนะคะ

ปลายฝัน – ที่ปรึกษาด้านพฤติกรรมมนุษย์และการตัดสินใจ Decision & Behavioral Consulting

งานของปลายฝัน คือ ช่วยให้คุณเห็นความชัดเจน มุมมอง และทางเลือกมากขึ้น

โดยเฉพาะเรื่องคน งาน ความสัมพันธ์ การสื่อสาร และการตัดสินใจในบริบทจริง

บริการหลักตอนนี้มี 2 รูปแบบค่ะ

1.ปรึกษารายบุคคล
เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความชัดเจน มุมมอง และทางเลือก ในเรื่องคน งาน ความสัมพันธ์ หรือเรื่องสำคัญที่ต้องตัดสินใจ

รูปแบบ: โทรออนไลน์ 30 หรือ 60 นาที เลือกได้ทั้งแบบรายครั้ง หรือแพ็กเกจตามความเหมาะสม

2.Workshop / Talk
เหมาะสำหรับโรงเรียน มหาวิทยาลัย องค์กร ทีมงาน หรือผู้ที่ต้องการพัฒนาการสื่อสาร การตัดสินใจ ความร่วมมือในทีม รวมถึงทักษะชีวิตและทักษะการทำงานที่นำไปใช้ได้จริง

รูปแบบ: Online / Onsite

—-

• อ่านรายละเอียดประวัติปลายฝันและบริการเพิ่มเติมได้ที่ https://paifunn.com

• ติดต่อ / สอบถามงานบริการ ที่ LINE OA: .consult

เวลาเจอพฤติกรรมไม่สุภาพในที่ทำงานเช่น ถูกพูดข้าม ถูกเมิน ถูกทำเหมือนความคิดเห็นไม่มีค่าหรือถูกสื่อสารด้วยน้ำเสียงที่ทำให...
09/06/2026

เวลาเจอพฤติกรรมไม่สุภาพในที่ทำงาน
เช่น ถูกพูดข้าม ถูกเมิน ถูกทำเหมือนความคิดเห็นไม่มีค่า
หรือถูกสื่อสารด้วยน้ำเสียงที่ทำให้รู้สึกไม่ดี

มนุษย์เราจะเลือกสองทางหลักๆ คือ

หนึ่ง เผชิญหน้า
พูดออกไปตรง ๆ ว่าไม่โอเค

สอง หลีกเลี่ยง
ไม่อยากยุ่ง ไม่อยากมีปัญหา พยายามอยู่ให้ห่างที่สุด

แต่สองวิธีนี้ จะได้ผลแค่ไหนในโลกของการทำงานจริงกันนะ ?
----

งานวิจัยของ Hershcovis และคณะ ศึกษาการรับมือกับพฤติกรรมไม่สุภาพในที่ทำงาน โดยเปรียบเทียบระหว่างการเผชิญหน้า ที่เป็นวิธีรับมือที่เน้นแก้ปัญหา กับ การหลีกเลี่ยง ที่เป็นวิธีรับมือที่เน้นจัดการอารมณ์

ผู้วิจัยติดตามพนักงานจากหลายอาชีพเป็น 3 ช่วงเวลา

ช่วงแรก ให้ผู้เข้าร่วมรายงานว่าในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา เขาเคยเจอพฤติกรรมไม่สุภาพจากคนๆหนึ่งมากน้อยแค่ไหน

ช่วงที่สอง หลังจากนั้น 2 สัปดาห์ ผู้วิจัยถามว่า เขารับมือกับคนคนนั้นอย่างไร โดยเฉพาะใช้วิธีเผชิญหน้า หรือหลีกเลี่ยงมากน้อยแค่ไหน

ช่วงที่สาม อีก 2 สัปดาห์ถัดมา ผู้วิจัยดูผลที่ตามมา เช่น พฤติกรรมไม่สุภาพเกิดซ้ำไหม ผู้ถูกกระทำตอบกลับด้วยความไม่สุภาพมากขึ้นไหม ปล่อยวางทางใจได้มากขึ้นหรือน้อยลง และเหนื่อยล้าทางอารมณ์มากขึ้นหรือไม่

ผลที่น่าสนใจคือ…
ทั้งการเผชิญหน้าและการหลีกเลี่ยง
ไม่ได้ช่วยป้องกันไม่ให้พฤติกรรมไม่สุภาพเกิดซ้ำได้อย่างชัดเจนเลย!

แปลว่า การที่เราพูดออกไปตรง ๆ ไม่ได้รับประกันว่าอีกฝ่ายจะหยุด และการหลบไปเงียบ ๆ ก็ไม่ได้แปลว่าปัญหาจะจบนะคะ

โดยการเผชิญหน้า อาจทำให้อีกฝ่ายรู้สึกถูกท้าทาย เสียหน้า หรือป้องกันตัวมากขึ้น โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ยังไม่ชัดว่าอีกฝ่ายตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ

ส่วนการหลีกเลี่ยง แม้จะดูปลอดภัยกว่าในระยะสั้น
แต่อาจทำให้เรายังต้องคอยระวัง คอยหลบ และคอยอ่านท่าทีของอีกฝ่ายตลอดเวลา

ในงานวิจัยนี้ การหลีกเลี่ยงยังสัมพันธ์กับผลเสียหลายอย่าง เช่น ความเหนื่อยล้าทางอารมณ์มากขึ้น การตอบกลับอีกฝ่ายด้วยพฤติกรรมไม่สุภาพมากขึ้น และการปล่อยวางทางใจที่ลดลง

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยยังพบว่า การเผชิญหน้าอาจเกี่ยวข้องกับการปล่อยวางทางใจมากขึ้นในบางกรณี

อาจเพราะเมื่อเราได้พูด ได้สื่อสาร หรือได้ทำบางอย่างเพื่อปกป้องขอบเขตของตัวเอง เราจะรู้สึกว่า อย่างน้อยเราได้จัดการในส่วนของเราแล้ว

ดังนั้น สิ่งที่งานวิจัยนี้ช่วยให้เรานำไปประยุกต์ใช้ได้ คือ “การสื่อสารอย่างมีขอบเขต”

พูดเท่าที่จำเป็น เพื่อให้งานเดินต่อได้
ไม่กล่าวหา ไม่ระบาย ไม่เอาชนะ
แต่ก็ไม่ปล่อยให้ความไม่สบายใจสะสมอยู่เงียบ ๆ
—-

เราลองแบ่งการรับมือเป็น 3 ระดับกันนะคะ

ระดับที่ 1: ถ้าเป็นครั้งแรก
อย่าเพิ่งสรุปเจตนาว่าเขาตั้งใจทำเร็วเกินไป
ให้เริ่มจากการแยกข้อเท็จจริงออกจากความรู้สึกก่อน

เขาพูดข้ามจริงไหม
เขาขัดจังหวะตรงไหน
ตอนนั้นบริบทรอบๆเป็นอย่างไร
แล้วเราอาจเริ่มจากการถามให้แน่ใจก่อน เช่น

“ขอถามเพื่อให้เข้าใจตรงกันนะคะ เมื่อกี้ที่ข้ามประเด็นนี้ไป เพราะเรายังไม่ใช้ส่วนนี้ หรืออยากให้กลับมาสรุปทีหลังคะ”

หรือ

“เมื่อสักครู่ผมรู้สึกว่าเราอาจยังไม่ได้สรุปประเด็นนี้ให้ชัด ขอสอบถามว่า เราจะตัดสินใจเรื่องนี้อย่างไรดีครับ”

ประโยคแบบนี้ไม่ได้กล่าวหาอีกฝ่ายทันที

แต่เปิดพื้นที่ให้เราตรวจสอบว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อน เป็นจังหวะการสื่อสารที่ไม่ตรงกัน หรือเป็นพฤติกรรมที่ต้องเริ่มตั้งขอบเขตจริง ๆ

ระดับที่ 2: ถ้าเกิดซ้ำ และเริ่มกระทบงาน
ให้พูดถึงผลกระทบต่องาน แทนการตัดสินนิสัยของอีกฝ่าย เช่น

“เวลาประเด็นนี้ถูกข้ามไปโดยยังไม่สรุป งานต่อไปจะเดินยากนิดหนึ่งครับ ผมขอสรุปให้ชัดก่อนดีไหมครับ”

ระดับที่ 3: ถ้าเกิดซ้ำหลายครั้ง และรุนแรง ไม่ควรเผชิญหน้าคนเดียวแบบตรง ๆ นะคะ

ควรเริ่มบันทึกเหตุการณ์ เก็บหลักฐาน คุยกับหัวหน้า หรือปรึกษาคนกลางที่เหมาะสม

เพราะงานวิจัยนี้พูดถึงพฤติกรรมไม่สุภาพระดับต่ำและเจตนาคลุมเครือ ไม่ใช่กรณีที่รุนแรง มีการคุกคาม กลั่นแกล้ง หรือใช้อำนาจกดทับชัดเจน
---

แล้วการหลีกเลี่ยงยังใช้ได้ไหม ?

ใช้ได้ค่ะ

แต่ควรใช้เป็นการลดการปะทะชั่วคราว ไม่ใช่กลยุทธ์หลักที่ทำให้เราต้องแบกทุกอย่างไว้เงียบ ๆ เช่น

ลดการคุยนอกเรื่อง
คุยผ่านช่องทางที่มีหลักฐาน
นัดคุยเฉพาะเรื่องงาน
ไม่อยู่ในวงสนทนาที่ทำให้ตัวเองเสียพลังโดยไม่จำเป็น

สรุป คือ เลือก “พูดแบบมืออาชีพ” เป็นหลัก
แล้วใช้ “การหลีกเลี่ยง” เพื่อพัก ตั้งหลัก หรือลดการปะทะที่ไม่จำเป็น และเมื่อสถานการณ์เริ่มซ้ำ รุนแรง หรือมีอำนาจไม่สมดุล ควรขยับจากการรับมือคนเดียว ไปสู่ระบบหรือคนกลางที่เหมาะสมค่ะ

—-
อ้างอิง: Hershcovis, M. S., Cameron, A. F., Gervais, L., & Bozeman, J. (2018). The effects of confrontation and avoidance coping in response to workplace incivility. Journal of Occupational Health Psychology, 23(2), 163–174.

เวลาทำงาน เราไม่ได้ใช้แค่ความคิดและทักษะในการทำงานเท่านั้น แต่ยังต้องอยู่กับ “อารมณ์ของตัวเอง” ตลอดวันด้วยบางวันเราเจอสถ...
20/05/2026

เวลาทำงาน เราไม่ได้ใช้แค่ความคิดและทักษะในการทำงานเท่านั้น แต่ยังต้องอยู่กับ “อารมณ์ของตัวเอง” ตลอดวันด้วย

บางวันเราเจอสถานการณ์กดดัน บางวันมีเรื่องไม่พอใจ บางวันแค่เหตุการณ์เล็ก ๆ ก็ทำให้อารมณ์เปลี่ยนได้แล้ว

แล้วอารมณ์เหล่านั้นก็อาจส่งผลต่อวิธีสื่อสาร วิธีตัดสินใจ หรือวิธีทำงานของเราโดยไม่รู้ตัว

---

ในปี 2025 Zhu และคณะ ได้ศึกษาการฝึกที่เรียกว่า การตีความใหม่ทางความคิด (cognitive reappraisal) การฝึกนี้ คือ การกลับมาดูว่า

“เรากำลังมองสถานการณ์นี้จากมุมไหน”

และ

“ยังมีมุมอื่นที่เป็นไปได้ มีความหมาย หรือเป็นประโยชน์ต่อการตอบสนองมากกว่านี้ไหม”

ผู้เข้าร่วมทำกิจกรรมวันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 3 สัปดาห์ โดยทำเฉพาะวันจันทร์-ศุกร์ และรายงานอารมณ์กับผลลัพธ์การทำงานในแต่ละวัน

💡 ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มที่ได้ฝึกการตีความใหม่ทางความคิด มีอารมณ์ลบลดลง และมีอารมณ์บวกเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

โดยอารมณ์ลบที่ลดลง เชื่อมโยงกับพฤติกรรมการทำงานที่ส่งผลเสียต่องานลดลง และอารมณ์บวกที่เพิ่มขึ้น เชื่อมโยงกับผลการปฏิบัติงานโดยรวมที่ดีขึ้น

งานวิจัยนี้ไม่ได้บอกว่า “คิดใหม่แล้วผลงานจะดีขึ้นทันที” เลยนะคะ

แต่ชี้ให้เห็นว่า เมื่อคนมีเครื่องมือช่วยจัดการการตีความของตัวเองในช่วงเวลาทำงานจริง อารมณ์หลังการฝึกอาจเปลี่ยนไป และอารมณ์ที่เปลี่ยนไปนั้นเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมและผลการทำงานบางด้านได้ค่ะ

งานวิจัยนี้ยังเปรียบเทียบการตีความใหม่เป็น 2 แบบ คือ
1. การตีความสถานการณ์ใหม่ เช่น มองว่าเหตุการณ์นี้มีมุมไหนให้เรียนรู้ มีด้านไหนที่อาจเป็นประโยชน์ หรือมีความหมายอื่นที่ช่วยให้เราตอบสนองได้ดีขึ้น

2. การตีความอารมณ์ใหม่ เช่น มองว่าอารมณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติ เกิดขึ้นได้ และเป็นสิ่งที่ค่อย ๆ ผ่านไปได้

และผลพบว่า การตีความสถานการณ์ใหม่ ได้ผลชัดกว่า การตีความอารมณ์ใหม่ ค่ะ

---

จากงานวิจัยนี้ เราจึงสามารถประยุกต์เป็นเครื่องมือใช้ในชีวิตประจำวันได้ โดยลองใช้วันละ 2 ครั้ง เราอาจใช้เช็กตัวเองสั้น ๆ ช่วงกลางวัน หรือช่วงบ่ายก่อนเลิกงาน

ไม่ต้องเขียนยาว
ไม่ต้องทำให้สวย
ไม่บังคับตัวเองให้คิดบวก
ไม่หลอกตัวเองว่า “ไม่เป็นไร”
และไม่ฝืนทำใจให้ดีตลอดเวลา

แค่ถามตัวเอง 4 ข้อ

1. เกิดอะไรขึ้นจริง ๆ
- แยกข้อเท็จจริง ออกจากสิ่งที่เราคิดต่อเอง

2. ฉันกำลังมองเรื่องนี้จากมุมไหน
- ดูว่าใจเรากำลังให้ความหมายกับเหตุการณ์นี้อย่างไร

3. มีมุมอื่นที่เป็นไปได้ เป็นประโยชน์ หรือเรียนรู้ได้ไหม
- ลองมองให้กว้างขึ้น โดยไม่ต้องบังคับตัวเองให้คิดบวก

4. ถ้าฉันจะตอบแบบมืออาชีพที่สุด ฉันควรทำอะไร
– เลือกวิธีตอบที่ไม่ทำให้เรื่องบานปลาย และพาเรากลับมาแก้ปัญหาได้

---

ลองดูจากตัวอย่างกันนะคะ

สถานการณ์ที่ 1: เพื่อนร่วมงานตอบแชทช้า
เวลาเราส่งข้อความไปแล้วเขายังไม่ตอบ ใจเราอาจเริ่มคิดว่า
“เขาไม่สนใจ”
“เขาไม่รับผิดชอบ”
“เขาไม่เห็นความสำคัญของงานเรา”

ถ้าปล่อยให้อารมณ์พาไป เราอาจพิมพ์กลับไปด้วยความหงุดหงิดว่า

“ทำไมไม่ตอบเลย”

แต่ถ้าหยุดอ่านสถานการณ์ใหม่สักนิด เราจะมองเห็น ข้อเท็จจริง คือ เพื่อนร่วมงานยังไม่ตอบแชท แต่เรายังไม่รู้แน่ชัดว่าเพราะอะไร

เขาอาจอยู่ในประชุม กำลังจัดลำดับงานอื่น ไม่รู้ว่าเรื่องนี้เร่งด่วน หรือช่องทางที่เราใช้สื่อสารอาจไม่ชัดพอ ดังนั้น แทนที่จะพิมพ์ด้วยอารมณ์ เราอาจเปลี่ยนเป็น

“ขอเช็กเรื่องนี้อีกครั้งนะคะ งานส่วนนี้ต้องใช้ข้อมูลจากคุณภายในวันนี้ ถ้าสะดวก รบกวนตอบก่อน 15.00 น. ได้ไหมคะ”

จะเห็นว่าประโยคนี้ไม่ได้อ่อนแอ
และไม่ได้ปลอบใจตัวเองด้วย
แต่เปลี่ยนจากการ “ระบายอารมณ์”
เป็นการ “ทำให้การทำงานยังคงไปต่อได้” ค่ะ

สถานการณ์ที่ 2: ถูกวิจารณ์งาน

อีกสถานการณ์หนึ่งที่เจอบ่อยคือ งานถูกเสนอให้แก้ แล้วบางทีอีกฝ่ายอาจพูดแค่ไม่กี่ประโยค แต่ใจเรานี่ คิดไปไกลมากแล้ว เช่น

“ฉันไม่ดีพอ”
“เขาไม่เห็นคุณค่าฉัน”
“ฉันล้มเหลว”

เราอาจรีบพูดป้องกันตัวเอง
เงียบไปด้วยความเสียหน้า
หรือไม่กล้าถามต่อ เพราะกลัวได้ยินคำตอบที่กระทบใจ

แต่ถ้าหยุดอ่านสถานการณ์ใหม่ เราจะเห็นว่า

ข้อเท็จจริงคือ งานชิ้นนี้ถูกเสนอให้แก้ หรือมีบางส่วนที่อีกฝ่ายยังไม่พอใจ และคำวิจารณ์นี้ไม่ได้กำลังตัดสินคุณค่าของเราทั้งหมด แต่อาจบอกว่า

• งานชิ้นนี้ยังมีจุดที่ต้องปรับ
• ฉันได้รู้มาตรฐานของผู้รับงานมากขึ้น
• คำวิจารณ์บางส่วนอาจใช้พัฒนางานครั้งต่อไปได้
• ความผิดพลาดครั้งนี้ไม่ได้เท่ากับตัวตนทั้งหมดของฉัน

ดังนั้น เราอาจตอบว่า
“เข้าใจค่ะ ขอถามเพิ่มนิดหนึ่งว่า จุดที่อยากให้ปรับที่สุดคือส่วน….ถูกต้องไหมคะ”

ตัวอย่างประโยคนี้ช่วยพาเราออกจากโหมด “ป้องกันตัวเอง” ไปสู่โหมด “หาข้อมูลเพื่อแก้ปัญหา” ได้

——

❌ ข้อควรระวังสำคัญ

เครื่องมือนี้ไม่ใช่การบอกให้ทนทุกอย่างนะคะ
ถ้าสถานการณ์นั้นเกี่ยวกับการถูกเอาเปรียบ ถูกคุกคาม ความไม่ปลอดภัย หรือความไม่ยุติธรรมที่เกิดซ้ำ

การตีความใหม่ไม่ควรถูกใช้เพื่อบอกตัวเองว่า “ไม่เป็นไร ฉันคิดมากไปเอง” แต่ควรใช้เพื่อถามให้ชัดขึ้นว่า

“นี่คือเรื่องที่ฉันควรปรับมุมมอง หรือ เป็นเรื่องที่ฉันควรตั้งขอบเขต” ค่ะ

---

อ้างอิง: Zhu, Z., Aitken, J. A., Kim, J., Baines, J. I., Kaplan, S. A., Dalal, R. S., & Hassani, J. (2025). Cognitive reappraisal emotion regulation interventions in the workplace and their impact on job performance: An ecological momentary intervention approach. Journal of Occupational and Organizational Psychology, 98, e70020.

เวลาอารมณ์แรง สิ่งที่ทำแล้วได้ผลทันที มักดูน่าเลือกขึ้น ทั้งที่บางครั้ง ผลระยะยาวอาจไม่คุ้ม---งานวิจัยของ Elliott และคณะ...
13/05/2026

เวลาอารมณ์แรง สิ่งที่ทำแล้วได้ผลทันที มักดูน่าเลือกขึ้น

ทั้งที่บางครั้ง ผลระยะยาวอาจไม่คุ้ม

---

งานวิจัยของ Elliott และคณะ (2023) ได้ทบทวนงานวิจัย 51 ชิ้น รวมผู้เข้าร่วม 14,957 คน เพื่อศึกษาว่า “คนที่มีแนวโน้มทำอะไรหุนหันตอนอารมณ์แรง มีความเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจเสี่ยงมากขึ้นไหม?”

ผลที่พบคือ มีความเกี่ยวข้องกันจริง ๆ ค่ะ
แต่เป็นความเกี่ยวข้อง “ขนาดเล็ก”

แปลว่า คนที่มีอารมณ์แรง ไม่ได้จะตัดสินใจผิดเสมอ
และคนที่มีแนวโน้มทำอะไรเร็วตอนอารมณ์แรง ก็ใช่ว่าจะเลือกพลาดทุกครั้ง

ความน่าสนใจ คือ แนวโน้มนี้พบได้ข้ามช่วงอายุ
พบได้ทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย
พบได้ทั้งในกลุ่มคนทั่วไป และกลุ่มตัวอย่างทางคลินิก (ผู้ป่วย)

เพียงแต่ระดับความรุนแรง ผลกระทบ และบริบทชีวิตอาจแตกต่างกัน

งานวิจัยนี้จึงช่วยบอกเราว่า ในบางจังหวะที่อารมณ์ขึ้นสูงมาก เราอาจมีแนวโน้มตัดสินใจเร็วขึ้น เสี่ยงขึ้น หรือเอนเข้าหาสิ่งที่ให้ผลทันทีมากขึ้นกว่าเดิม เช่น

ได้ระบายทันที
ได้ตอบโต้ทันที
ได้ตัดจบทันที
ได้รู้สึกดีขึ้นทันที

ปัญหา คือ สิ่งที่ทำให้เรารู้สึกดีขึ้นทันที
อาจไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับชีวิตในวันพรุ่งนี้…

และอารมณ์แรงที่ปลายกำลังพูดถึง ไม่ได้หมายถึงอารมณ์แง่ลบอย่างเดียวนะคะ

อารมณ์ดีที่ขึ้นสูงมาก ๆ
ก็อาจเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจเร็วขึ้นได้เหมือนกัน

ดีใจหรือตื่นเต้นมาก
อาจรับปากเร็ว ลงทุนเร็ว ใช้เงินเร็ว หรือเสี่ยงเร็ว

โกรธมาก
อาจด่าคน ลาออก โพสต์แรง หรือตัดความสัมพันธ์ทันที

เครียดมาก
อาจซื้อของ ใช้เงิน กินมากกว่าที่ตั้งใจ หรือทำบางอย่างเพื่อระบายทันที

เสียใจมาก
อาจส่งข้อความประชด ทำร้ายความสัมพันธ์ หรือตัดสินใจหนีปัญหา

แต่การมีอารมณ์เหล่านี้ไม่ใช่เรื่องผิดนะ

อารมณ์เป็นข้อมูลชนิดหนึ่ง มันบอกว่า มีบางอย่างกำลังสำคัญกับเรา บางอย่างกำลังเกินขอบเขต หรือบางอย่างกำลังทำให้เรารู้สึกไม่ปลอดภัย

แต่ในบางจังหวะ อารมณ์อาจดังมากกกก จนข้อมูลส่วนอื่นๆเบาลง…

ตอนโกรธ
เราอาจเห็นความไม่ยุติธรรมชัดกว่าส่วนอื่น

ตอนน้อยใจ
เราอาจเห็นความไม่สำคัญของตัวเองชัดกว่าข้อมูลอื่น

ตอนเหนื่อยมาก
เราอาจเห็นแต่ว่า “ฉันไม่ไหวแล้ว”

ตอนเสียหน้า
เราอาจเห็นความจำเป็นที่จะต้องรีบปกป้องตัวเองชัดมากเป็นพิเศษ

และในจังหวะนั้น เราอาจยังไม่เห็นข้อมูลอีกด้าน เช่น

อีกฝ่ายตั้งใจจริงไหม?

เรื่องนี้มีวิธีแก้ที่เบากว่าการตัดขาดหรือไม่?

สิ่งที่อยากทำตอนนี้ จะทำให้ตัวเราในวันพรุ่งนี้ต้องรับผลอะไรต่อ?

———

งานวิจัยนี้จึงช่วยให้เราเห็นจุดที่ควรระวังว่า เมื่ออารมณ์ขึ้นสูง บางคนอาจเอนเข้าหาสิ่งที่ให้ผลทันทีมากขึ้น โดยเฉพาะสิ่งที่ทำให้รู้สึกโล่งขึ้นเร็ว ได้ตอบโต้เร็ว ได้จบเร็ว หรือได้รู้สึกว่าตัวเองควบคุมสถานการณ์ได้เร็ว

ดังนั้น เวลารู้สึกว่าอารมณ์เริ่มแรง ลองใช้เครื่องมือนี้ค่ะ

1. ให้คะแนนอารมณ์ก่อน

ก่อนตัดสินใจเรื่องสำคัญ ลองถามตัวเองว่า
“ตอนนี้อารมณ์ฉันกี่คะแนน หากคะแนนเต็ม 10?”

ถ้าโกรธ น้อยใจ กลัว ดีใจ เสียหน้า หรือเหนื่อย อยู่ที่ประมาณ 7/10 ขึ้นไป
ให้ถือว่านี่ คือ “ช่วงที่ต้องระวัง”

บางคนอาจสังเกตได้จากร่างกาย เช่น ใจเต้นแรง หน้าร้อน ตัวร้อน หายใจเร็ว อยากพิมพ์อยากพูดทันที อยากทำอะไรบางอย่างเดี๋ยวนั้น

สัญญาณเหล่านี้ไม่ได้แปลว่าเราผิดนะคะ
แต่มันบอกว่า ตอนนี้อารมณ์อาจกำลังมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ มากกว่าที่เรารู้ตัวค่ะ

2. เลื่อนการตัดสินใจเรื่องใหญ่

ถ้าอารมณ์เกิน 7/10 อย่าเพิ่งตัดสินใจเรื่องใหญ่ในตอนนั้น
โดยเฉพาะเรื่องที่ย้อนกลับมาแก้ไขยาก เช่น การลาออก การตัดความสัมพันธ์ การส่งข้อความสำคัญ การใช้เงินก้อน การตอบโต้ในที่ประชุม การตัดสินใจทางธุรกิจ

ให้เลื่อนไปก่อนตามน้ำหนักของเรื่อง

บางเรื่องอาจรอได้ 20 นาที
บางข้อความอาจรอได้ 1 ชั่วโมง
บางเรื่องควรรอ 1 คืน
บางเรื่องใหญ่ควรรอ 1 สัปดาห์

ไม่ใช่เพราะความรู้สึกของเราไม่น่าเชื่อถือนะ
แต่เพราะในตอนนั้น ใจอาจกำลังต้องการ “การดูแล”
มากกว่า “การตัดสินใจ” ค่ะ

3. ทำให้ร่างกายกลับมานิ่งก่อน

ก่อนถามว่า “ฉันควรตัดสินใจยังไงดี?”
ลองถามก่อนว่า “ตอนนี้ฉันอยู่ในระดับที่ตัดสินใจได้หรือยัง?”

ถ้ายัง ให้กลับมาดูแลระบบร่างกายก่อน

หายใจให้ช้าลง
เดินออกจากจุดกระตุ้น
ดื่มน้ำ
ล้างหน้า
พักจากหน้าจอ
หรือเว้นระยะจากบทสนทนานั้นชั่วคราว

แล้วค่อยกลับมาคิด ตอนคะแนนอารมณ์ลดลงเหลือประมาณ 4–5/10
เพราะเมื่อใจเบาลง ข้อมูลที่เคยถูกอารมณ์กลบไว้ มักกลับมามีน้ำหนักอีกครั้งค่ะ

4. แยก “อยากแก้ปัญหา” ออกจาก “อยากระบาย”

บางครั้งเราไม่ได้ทำบางอย่าง เพราะอยากได้ผลลัพธ์นั้นจริง ๆ นะคะ แต่ทำเพราะ…

อยากให้ความรู้สึกตอนนี้หายไปเร็ว ๆ
อยากให้ความโกรธเบาลง
อยากให้ความอึดอัดหายไป
อยากให้ความน้อยใจมีทางออก
อยากให้ตัวเองไม่ต้องทนกับความรู้สึกนี้ต่อ

ในจังหวะแบบนั้น ลองถามตัวเอง 2 คำถามนี้ค่ะ

หนึ่ง
ฉันต้องการแก้ปัญหาจริง ๆ หรือแค่อยากให้อารมณ์นี้หายไปเร็ว ๆ?

สอง
ถ้าฉันยังไม่ทำอะไรในอีก 20 นาที จะเกิดอันตรายจริง หรือ แค่จะรู้สึกอึดอัดใจมาก?

เมื่อเราตอบคำถามสองข้อนี้
เราอาจเห็นชัดขึ้นว่า อะไรคือ “ปัญหาที่ต้องแก้”
และอะไรคือ “ความรู้สึกที่ต้องประคองก่อน” ค่ะ

อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกไม่ใช่ศัตรูของการตัดสินใจนะคะ เพียงแค่หากมันดังมาก อาจทำให้เราได้ยินข้อมูลบางด้านเบาลง

ดังนั้นเราไม่จำเป็นต้องกดความรู้สึกไว้
แต่ควรฝึก อ่านอารมณ์ให้เป็น ประคองตัวเองให้ทัน
และไม่ยกการตัดสินใจเรื่องใหญ่ให้กับช่วงเวลาที่ใจยังร้อนเกินไปค่ะ

การไม่รีบตอบ ไม่รีบตัดจบ ไม่รีบพิสูจน์ตัวเอง
ไม่รีบทำให้ความรู้สึกหายไปทันที
อาจเป็นการตัดสินใจที่ดูเมินเฉยมาก

แต่อาจช่วยปกป้องชีวิต ความสัมพันธ์
และอนาคตของเราได้มากกว่าที่คิดนะคะ 🤍

________

อ้างอิง: Elliott, M. V., Johnson, S. L., Pearlstein, J. G., Muñoz Lopez, D. E., & Keren, H. (2023). Emotion-related impulsivity and risky decision-making: A systematic review and meta-regression. Clinical Psychology Review, 100, 102232.

หัวหน้าแบบไหนทำให้พนักงานกล้าพูด กล้าเสนอและกล้าบอกปัญหาในที่ทำงานมากขึ้น?----งานวิจัยของ Fatoki (2024) ศึกษาพนักงานในธุ...
05/05/2026

หัวหน้าแบบไหน
ทำให้พนักงานกล้าพูด กล้าเสนอ
และกล้าบอกปัญหาในที่ทำงานมากขึ้น?

----

งานวิจัยของ Fatoki (2024) ศึกษาพนักงานในธุรกิจ hospitality ขนาดเล็กในแอฟริกาใต้ เช่น โรงแรม โมเทล ลอดจ์ และเกสต์เฮาส์

งานวิจัยนี้พบว่า ภาวะผู้นำแบบเปิดกว้าง รับฟัง เข้าถึงง่าย และพร้อมให้พื้นที่พนักงาน หรือที่เรียกว่า inclusive leadership มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการที่พนักงานกล้าพูด กล้าเสนอความคิดเห็น และกล้าบอกข้อกังวลในงานมากขึ้น

--

ผู้นำแบบเปิดกว้างนี้ไม่ได้หมายถึงหัวหน้าที่พูดบอกพนักงานว่า “พูดได้” เพียงอย่างเดียวนะคะ

แต่ยังเป็นหัวหน้าที่ทำให้พนักงานรู้สึกว่า “พูดแล้วไม่อันตรายจริง ๆ”

ไม่ถูกหักหน้า
ไม่ถูกหัวเราะเยาะ
ไม่ถูกมองว่าโง่
ไม่ถูกมองว่าเป็นตัวปัญหา

ในทางปฏิบัติ คำถามของหัวหน้าจึงควรทำให้คนรู้สึกว่า “การพูดเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยงาน” ไม่ใช่การหาเรื่องขัดแย้ง

ตัวอย่างคำพูด

“ก่อนตัดสินใจ ผมอยากฟังมุมที่เราอาจยังมองไม่เห็น ใครเห็นความเสี่ยงหรือข้อควรระวัง ช่วยเสนอได้เลยนะครับ”

หรือ

“ความเห็นที่แตกต่างมีประโยชน์กับงานนี้ เราจะใช้เพื่อปรับงาน ไม่ใช่เพื่อจับผิดกันนะ”

หรือเมื่อมีคนเตือนปัญหา อาจตอบว่า

“ขอบคุณที่เตือนเรื่องนี้นะคะ ประเด็นนี้ช่วยให้ทีมเห็นความเสี่ยงเร็วขึ้น”

และผู้นำแบบเปิดกว้าง ไม่ได้แสดงออกผ่านคำพูดเท่านั้น
สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ พฤติกรรมหลังจากมีคนพูดออกมาแล้ว

สายตา
น้ำเสียง
สีหน้า
ท่าทาง
การขอบคุณ
การไม่ประชด
และการทำให้เขาเห็นว่า สิ่งที่พูดไปไม่ได้หายไปเฉย ๆ

สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่พนักงานสังเกต เป็นหลักฐานที่บอกว่า คนที่พูดแล้ว ได้รับการปฏิบัติตอบกลับอย่างไร

เมื่อพนักงานเห็นการตอบกลับที่ปลอดภัย เขาจะเริ่มรู้สึกว่าพื้นที่นี้พูดได้จริงๆ สิ่งนี้เรียกว่า psychological safety หรือความปลอดภัยทางจิตใจ

เมื่อรู้สึกปลอดภัย พนักงานจะรู้สึกผูกพันกับองค์กรได้ง่ายขึ้น (affective commitment)

และเมื่อผูกพันกับองค์กร พนักงานจะรู้สึกว่า
“ที่นี่มีความหมายกับฉัน”

เขาจะอยากช่วยให้องค์กรดีขึ้น และหนึ่งในวิธีช่วย คือ
การกล้าพูด
กล้าเสนอ
และกล้าเตือน

งานวิจัยนี้จึงสรุปว่า ภาวะผู้นำแบบเปิดกว้างช่วยส่งเสริม employee voice ได้จริง โดยเฉพาะในงานที่มีลำดับชั้นชัด

ดังนั้น ถ้าเราอยากให้คนกล้าพูดถึงปัญหาที่ซ่อนอยู่ เพื่อป้องกัน พัฒนาทีมหรือองค์กร เราไม่ควรทำให้เขารู้สึกว่า “พูดแล้วจะเจ็บตัว” แต่ต้องทำให้เขารู้สึกว่า

“พื้นที่นี้ปลอดภัยพอ” และ “เสียงของเขามีความหมายจริง” ค่ะ

*หมายเหตุ: งานวิจัยนี้ศึกษาในธุรกิจ hospitality ขนาดเล็กในแอฟริกาใต้ และเป็นการศึกษาแบบเก็บข้อมูล ณ ช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่ง จึงควรนำผลวิจัยไปปรับใช้โดยคำนึงถึงบริบทของแต่ละองค์กรนะคะ

☘️☘️☘️☘️☘️☘️☘️☘️

อ้างอิง: Fatoki, O. (2024). Inclusive leadership and employee voice behaviour: Serial mediating effects of psychological safety and affective commitment. Administrative Sciences, 14(199), 1–18. https://doi.org/10.3390/admsci14090199

สวัสดีปีใหม่ไทยย้อนหลังนะคะต่อจากนี้ ปลายจะโฟกัสงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง พฤติกรรมมนุษย์การอ่านสถานการณ์การวางตัวและการต...
16/04/2026

สวัสดีปีใหม่ไทยย้อนหลังนะคะ

ต่อจากนี้ ปลายจะโฟกัสงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง
พฤติกรรมมนุษย์
การอ่านสถานการณ์
การวางตัว
และการตัดสินใจในเรื่องที่ซับซ้อน

หวังว่าเพจนี้จะเป็นอีกพื้นที่หนึ่ง
ที่ช่วยให้หลายคนคิดได้ชัดขึ้น
มองสถานการณ์ได้ละเอียดขึ้น
และวางตัวกับสิ่งที่เจอได้ดีขึ้นนะคะ

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามกันมาตลอด
ตั้งแต่ในช่วงแรกของการทำงานจนมาถึงวันนี้ค่ะ

ที่อยู่

Thanyaburi

เวลาทำการ

จันทร์ 10:00 - 15:15
19:00 - 21:15
อังคาร 10:00 - 15:30
20:00 - 21:30
พุธ 10:00 - 15:30
20:00 - 21:30
พฤหัสบดี 10:30 - 15:30
20:00 - 21:30
ศุกร์ 10:00 - 15:30

เบอร์โทรศัพท์

+66826690928

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Paifunnผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์