Paifunn ปรึกษาแบบส่วนตัว • บรรยาย/Workshop สำหรับองค์กร
รายละเอียด: https://paifunn.com
(1)

ปลายฝัน
ให้คำปรึกษาเรื่องพฤติกรรม การตัดสินใจ และความสัมพันธ์
ในรูปแบบที่ปลอดภัย ใส่ใจ และจริงใจกับมนุษย์ทุกคน

🔗 หากคุณมีข้อเสนอแนะ หรืออยากบอกอะไรถึงปลายฝันแบบไม่เปิดเผยตัวตน
คุณสามารถใช้พื้นที่ลับนี้ได้เสมอค่ะ
👉 https://forms.gle/wjFWRkaUe6gaVVvv9

เวลาทำงาน เราไม่ได้ใช้แค่ความคิดและทักษะในการทำงานเท่านั้น แต่ยังต้องอยู่กับ “อารมณ์ของตัวเอง” ตลอดวันด้วยบางวันเราเจอสถ...
20/05/2026

เวลาทำงาน เราไม่ได้ใช้แค่ความคิดและทักษะในการทำงานเท่านั้น แต่ยังต้องอยู่กับ “อารมณ์ของตัวเอง” ตลอดวันด้วย

บางวันเราเจอสถานการณ์กดดัน บางวันมีเรื่องไม่พอใจ บางวันแค่เหตุการณ์เล็ก ๆ ก็ทำให้อารมณ์เปลี่ยนได้แล้ว

แล้วอารมณ์เหล่านั้นก็อาจส่งผลต่อวิธีสื่อสาร วิธีตัดสินใจ หรือวิธีทำงานของเราโดยไม่รู้ตัว

---

ในปี 2025 Zhu และคณะ ได้ศึกษาการฝึกที่เรียกว่า การตีความใหม่ทางความคิด (cognitive reappraisal) การฝึกนี้ คือ การกลับมาดูว่า

“เรากำลังมองสถานการณ์นี้จากมุมไหน”

และ

“ยังมีมุมอื่นที่เป็นไปได้ มีความหมาย หรือเป็นประโยชน์ต่อการตอบสนองมากกว่านี้ไหม”

ผู้เข้าร่วมทำกิจกรรมวันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 3 สัปดาห์ โดยทำเฉพาะวันจันทร์-ศุกร์ และรายงานอารมณ์กับผลลัพธ์การทำงานในแต่ละวัน

💡 ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มที่ได้ฝึกการตีความใหม่ทางความคิด มีอารมณ์ลบลดลง และมีอารมณ์บวกเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

โดยอารมณ์ลบที่ลดลง เชื่อมโยงกับพฤติกรรมการทำงานที่ส่งผลเสียต่องานลดลง และอารมณ์บวกที่เพิ่มขึ้น เชื่อมโยงกับผลการปฏิบัติงานโดยรวมที่ดีขึ้น

งานวิจัยนี้ไม่ได้บอกว่า “คิดใหม่แล้วผลงานจะดีขึ้นทันที” เลยนะคะ

แต่ชี้ให้เห็นว่า เมื่อคนมีเครื่องมือช่วยจัดการการตีความของตัวเองในช่วงเวลาทำงานจริง อารมณ์หลังการฝึกอาจเปลี่ยนไป และอารมณ์ที่เปลี่ยนไปนั้นเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมและผลการทำงานบางด้านได้ค่ะ

งานวิจัยนี้ยังเปรียบเทียบการตีความใหม่เป็น 2 แบบ คือ
1. การตีความสถานการณ์ใหม่ เช่น มองว่าเหตุการณ์นี้มีมุมไหนให้เรียนรู้ มีด้านไหนที่อาจเป็นประโยชน์ หรือมีความหมายอื่นที่ช่วยให้เราตอบสนองได้ดีขึ้น

2. การตีความอารมณ์ใหม่ เช่น มองว่าอารมณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติ เกิดขึ้นได้ และเป็นสิ่งที่ค่อย ๆ ผ่านไปได้

และผลพบว่า การตีความสถานการณ์ใหม่ ได้ผลชัดกว่า การตีความอารมณ์ใหม่ ค่ะ

---

จากงานวิจัยนี้ เราจึงสามารถประยุกต์เป็นเครื่องมือใช้ในชีวิตประจำวันได้ โดยลองใช้วันละ 2 ครั้ง เราอาจใช้เช็กตัวเองสั้น ๆ ช่วงกลางวัน หรือช่วงบ่ายก่อนเลิกงาน

ไม่ต้องเขียนยาว
ไม่ต้องทำให้สวย
ไม่บังคับตัวเองให้คิดบวก
ไม่หลอกตัวเองว่า “ไม่เป็นไร”
และไม่ฝืนทำใจให้ดีตลอดเวลา

แค่ถามตัวเอง 4 ข้อ

1. เกิดอะไรขึ้นจริง ๆ
- แยกข้อเท็จจริง ออกจากสิ่งที่เราคิดต่อเอง

2. ฉันกำลังมองเรื่องนี้จากมุมไหน
- ดูว่าใจเรากำลังให้ความหมายกับเหตุการณ์นี้อย่างไร

3. มีมุมอื่นที่เป็นไปได้ เป็นประโยชน์ หรือเรียนรู้ได้ไหม
- ลองมองให้กว้างขึ้น โดยไม่ต้องบังคับตัวเองให้คิดบวก

4. ถ้าฉันจะตอบแบบมืออาชีพที่สุด ฉันควรทำอะไร
– เลือกวิธีตอบที่ไม่ทำให้เรื่องบานปลาย และพาเรากลับมาแก้ปัญหาได้

---

ลองดูจากตัวอย่างกันนะคะ

สถานการณ์ที่ 1: เพื่อนร่วมงานตอบแชทช้า
เวลาเราส่งข้อความไปแล้วเขายังไม่ตอบ ใจเราอาจเริ่มคิดว่า
“เขาไม่สนใจ”
“เขาไม่รับผิดชอบ”
“เขาไม่เห็นความสำคัญของงานเรา”

ถ้าปล่อยให้อารมณ์พาไป เราอาจพิมพ์กลับไปด้วยความหงุดหงิดว่า

“ทำไมไม่ตอบเลย”

แต่ถ้าหยุดอ่านสถานการณ์ใหม่สักนิด เราจะมองเห็น ข้อเท็จจริง คือ เพื่อนร่วมงานยังไม่ตอบแชท แต่เรายังไม่รู้แน่ชัดว่าเพราะอะไร

เขาอาจอยู่ในประชุม กำลังจัดลำดับงานอื่น ไม่รู้ว่าเรื่องนี้เร่งด่วน หรือช่องทางที่เราใช้สื่อสารอาจไม่ชัดพอ ดังนั้น แทนที่จะพิมพ์ด้วยอารมณ์ เราอาจเปลี่ยนเป็น

“ขอเช็กเรื่องนี้อีกครั้งนะคะ งานส่วนนี้ต้องใช้ข้อมูลจากคุณภายในวันนี้ ถ้าสะดวก รบกวนตอบก่อน 15.00 น. ได้ไหมคะ”

จะเห็นว่าประโยคนี้ไม่ได้อ่อนแอ
และไม่ได้ปลอบใจตัวเองด้วย
แต่เปลี่ยนจากการ “ระบายอารมณ์”
เป็นการ “ทำให้การทำงานยังคงไปต่อได้” ค่ะ

สถานการณ์ที่ 2: ถูกวิจารณ์งาน

อีกสถานการณ์หนึ่งที่เจอบ่อยคือ งานถูกเสนอให้แก้ แล้วบางทีอีกฝ่ายอาจพูดแค่ไม่กี่ประโยค แต่ใจเรานี่ คิดไปไกลมากแล้ว เช่น

“ฉันไม่ดีพอ”
“เขาไม่เห็นคุณค่าฉัน”
“ฉันล้มเหลว”

เราอาจรีบพูดป้องกันตัวเอง
เงียบไปด้วยความเสียหน้า
หรือไม่กล้าถามต่อ เพราะกลัวได้ยินคำตอบที่กระทบใจ

แต่ถ้าหยุดอ่านสถานการณ์ใหม่ เราจะเห็นว่า

ข้อเท็จจริงคือ งานชิ้นนี้ถูกเสนอให้แก้ หรือมีบางส่วนที่อีกฝ่ายยังไม่พอใจ และคำวิจารณ์นี้ไม่ได้กำลังตัดสินคุณค่าของเราทั้งหมด แต่อาจบอกว่า

• งานชิ้นนี้ยังมีจุดที่ต้องปรับ
• ฉันได้รู้มาตรฐานของผู้รับงานมากขึ้น
• คำวิจารณ์บางส่วนอาจใช้พัฒนางานครั้งต่อไปได้
• ความผิดพลาดครั้งนี้ไม่ได้เท่ากับตัวตนทั้งหมดของฉัน

ดังนั้น เราอาจตอบว่า
“เข้าใจค่ะ ขอถามเพิ่มนิดหนึ่งว่า จุดที่อยากให้ปรับที่สุดคือส่วน….ถูกต้องไหมคะ”

ตัวอย่างประโยคนี้ช่วยพาเราออกจากโหมด “ป้องกันตัวเอง” ไปสู่โหมด “หาข้อมูลเพื่อแก้ปัญหา” ได้

——

❌ ข้อควรระวังสำคัญ

เครื่องมือนี้ไม่ใช่การบอกให้ทนทุกอย่างนะคะ
ถ้าสถานการณ์นั้นเกี่ยวกับการถูกเอาเปรียบ ถูกคุกคาม ความไม่ปลอดภัย หรือความไม่ยุติธรรมที่เกิดซ้ำ

การตีความใหม่ไม่ควรถูกใช้เพื่อบอกตัวเองว่า “ไม่เป็นไร ฉันคิดมากไปเอง” แต่ควรใช้เพื่อถามให้ชัดขึ้นว่า

“นี่คือเรื่องที่ฉันควรปรับมุมมอง หรือ เป็นเรื่องที่ฉันควรตั้งขอบเขต” ค่ะ

---

อ้างอิง: Zhu, Z., Aitken, J. A., Kim, J., Baines, J. I., Kaplan, S. A., Dalal, R. S., & Hassani, J. (2025). Cognitive reappraisal emotion regulation interventions in the workplace and their impact on job performance: An ecological momentary intervention approach. Journal of Occupational and Organizational Psychology, 98, e70020.

เวลาอารมณ์แรง สิ่งที่ทำแล้วได้ผลทันที มักดูน่าเลือกขึ้น ทั้งที่บางครั้ง ผลระยะยาวอาจไม่คุ้ม---งานวิจัยของ Elliott และคณะ...
13/05/2026

เวลาอารมณ์แรง สิ่งที่ทำแล้วได้ผลทันที มักดูน่าเลือกขึ้น

ทั้งที่บางครั้ง ผลระยะยาวอาจไม่คุ้ม

---

งานวิจัยของ Elliott และคณะ (2023) ได้ทบทวนงานวิจัย 51 ชิ้น รวมผู้เข้าร่วม 14,957 คน เพื่อศึกษาว่า “คนที่มีแนวโน้มทำอะไรหุนหันตอนอารมณ์แรง มีความเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจเสี่ยงมากขึ้นไหม?”

ผลที่พบคือ มีความเกี่ยวข้องกันจริง ๆ ค่ะ
แต่เป็นความเกี่ยวข้อง “ขนาดเล็ก”

แปลว่า คนที่มีอารมณ์แรง ไม่ได้จะตัดสินใจผิดเสมอ
และคนที่มีแนวโน้มทำอะไรเร็วตอนอารมณ์แรง ก็ใช่ว่าจะเลือกพลาดทุกครั้ง

ความน่าสนใจ คือ แนวโน้มนี้พบได้ข้ามช่วงอายุ
พบได้ทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย
พบได้ทั้งในกลุ่มคนทั่วไป และกลุ่มตัวอย่างทางคลินิก (ผู้ป่วย)

เพียงแต่ระดับความรุนแรง ผลกระทบ และบริบทชีวิตอาจแตกต่างกัน

งานวิจัยนี้จึงช่วยบอกเราว่า ในบางจังหวะที่อารมณ์ขึ้นสูงมาก เราอาจมีแนวโน้มตัดสินใจเร็วขึ้น เสี่ยงขึ้น หรือเอนเข้าหาสิ่งที่ให้ผลทันทีมากขึ้นกว่าเดิม เช่น

ได้ระบายทันที
ได้ตอบโต้ทันที
ได้ตัดจบทันที
ได้รู้สึกดีขึ้นทันที

ปัญหา คือ สิ่งที่ทำให้เรารู้สึกดีขึ้นทันที
อาจไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับชีวิตในวันพรุ่งนี้…

และอารมณ์แรงที่ปลายกำลังพูดถึง ไม่ได้หมายถึงอารมณ์แง่ลบอย่างเดียวนะคะ

อารมณ์ดีที่ขึ้นสูงมาก ๆ
ก็อาจเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจเร็วขึ้นได้เหมือนกัน

ดีใจหรือตื่นเต้นมาก
อาจรับปากเร็ว ลงทุนเร็ว ใช้เงินเร็ว หรือเสี่ยงเร็ว

โกรธมาก
อาจด่าคน ลาออก โพสต์แรง หรือตัดความสัมพันธ์ทันที

เครียดมาก
อาจซื้อของ ใช้เงิน กินมากกว่าที่ตั้งใจ หรือทำบางอย่างเพื่อระบายทันที

เสียใจมาก
อาจส่งข้อความประชด ทำร้ายความสัมพันธ์ หรือตัดสินใจหนีปัญหา

แต่การมีอารมณ์เหล่านี้ไม่ใช่เรื่องผิดนะ

อารมณ์เป็นข้อมูลชนิดหนึ่ง มันบอกว่า มีบางอย่างกำลังสำคัญกับเรา บางอย่างกำลังเกินขอบเขต หรือบางอย่างกำลังทำให้เรารู้สึกไม่ปลอดภัย

แต่ในบางจังหวะ อารมณ์อาจดังมากกกก จนข้อมูลส่วนอื่นๆเบาลง…

ตอนโกรธ
เราอาจเห็นความไม่ยุติธรรมชัดกว่าส่วนอื่น

ตอนน้อยใจ
เราอาจเห็นความไม่สำคัญของตัวเองชัดกว่าข้อมูลอื่น

ตอนเหนื่อยมาก
เราอาจเห็นแต่ว่า “ฉันไม่ไหวแล้ว”

ตอนเสียหน้า
เราอาจเห็นความจำเป็นที่จะต้องรีบปกป้องตัวเองชัดมากเป็นพิเศษ

และในจังหวะนั้น เราอาจยังไม่เห็นข้อมูลอีกด้าน เช่น

อีกฝ่ายตั้งใจจริงไหม?

เรื่องนี้มีวิธีแก้ที่เบากว่าการตัดขาดหรือไม่?

สิ่งที่อยากทำตอนนี้ จะทำให้ตัวเราในวันพรุ่งนี้ต้องรับผลอะไรต่อ?

———

งานวิจัยนี้จึงช่วยให้เราเห็นจุดที่ควรระวังว่า เมื่ออารมณ์ขึ้นสูง บางคนอาจเอนเข้าหาสิ่งที่ให้ผลทันทีมากขึ้น โดยเฉพาะสิ่งที่ทำให้รู้สึกโล่งขึ้นเร็ว ได้ตอบโต้เร็ว ได้จบเร็ว หรือได้รู้สึกว่าตัวเองควบคุมสถานการณ์ได้เร็ว

ดังนั้น เวลารู้สึกว่าอารมณ์เริ่มแรง ลองใช้เครื่องมือนี้ค่ะ

1. ให้คะแนนอารมณ์ก่อน

ก่อนตัดสินใจเรื่องสำคัญ ลองถามตัวเองว่า
“ตอนนี้อารมณ์ฉันกี่คะแนน หากคะแนนเต็ม 10?”

ถ้าโกรธ น้อยใจ กลัว ดีใจ เสียหน้า หรือเหนื่อย อยู่ที่ประมาณ 7/10 ขึ้นไป
ให้ถือว่านี่ คือ “ช่วงที่ต้องระวัง”

บางคนอาจสังเกตได้จากร่างกาย เช่น ใจเต้นแรง หน้าร้อน ตัวร้อน หายใจเร็ว อยากพิมพ์อยากพูดทันที อยากทำอะไรบางอย่างเดี๋ยวนั้น

สัญญาณเหล่านี้ไม่ได้แปลว่าเราผิดนะคะ
แต่มันบอกว่า ตอนนี้อารมณ์อาจกำลังมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ มากกว่าที่เรารู้ตัวค่ะ

2. เลื่อนการตัดสินใจเรื่องใหญ่

ถ้าอารมณ์เกิน 7/10 อย่าเพิ่งตัดสินใจเรื่องใหญ่ในตอนนั้น
โดยเฉพาะเรื่องที่ย้อนกลับมาแก้ไขยาก เช่น การลาออก การตัดความสัมพันธ์ การส่งข้อความสำคัญ การใช้เงินก้อน การตอบโต้ในที่ประชุม การตัดสินใจทางธุรกิจ

ให้เลื่อนไปก่อนตามน้ำหนักของเรื่อง

บางเรื่องอาจรอได้ 20 นาที
บางข้อความอาจรอได้ 1 ชั่วโมง
บางเรื่องควรรอ 1 คืน
บางเรื่องใหญ่ควรรอ 1 สัปดาห์

ไม่ใช่เพราะความรู้สึกของเราไม่น่าเชื่อถือนะ
แต่เพราะในตอนนั้น ใจอาจกำลังต้องการ “การดูแล”
มากกว่า “การตัดสินใจ” ค่ะ

3. ทำให้ร่างกายกลับมานิ่งก่อน

ก่อนถามว่า “ฉันควรตัดสินใจยังไงดี?”
ลองถามก่อนว่า “ตอนนี้ฉันอยู่ในระดับที่ตัดสินใจได้หรือยัง?”

ถ้ายัง ให้กลับมาดูแลระบบร่างกายก่อน

หายใจให้ช้าลง
เดินออกจากจุดกระตุ้น
ดื่มน้ำ
ล้างหน้า
พักจากหน้าจอ
หรือเว้นระยะจากบทสนทนานั้นชั่วคราว

แล้วค่อยกลับมาคิด ตอนคะแนนอารมณ์ลดลงเหลือประมาณ 4–5/10
เพราะเมื่อใจเบาลง ข้อมูลที่เคยถูกอารมณ์กลบไว้ มักกลับมามีน้ำหนักอีกครั้งค่ะ

4. แยก “อยากแก้ปัญหา” ออกจาก “อยากระบาย”

บางครั้งเราไม่ได้ทำบางอย่าง เพราะอยากได้ผลลัพธ์นั้นจริง ๆ นะคะ แต่ทำเพราะ…

อยากให้ความรู้สึกตอนนี้หายไปเร็ว ๆ
อยากให้ความโกรธเบาลง
อยากให้ความอึดอัดหายไป
อยากให้ความน้อยใจมีทางออก
อยากให้ตัวเองไม่ต้องทนกับความรู้สึกนี้ต่อ

ในจังหวะแบบนั้น ลองถามตัวเอง 2 คำถามนี้ค่ะ

หนึ่ง
ฉันต้องการแก้ปัญหาจริง ๆ หรือแค่อยากให้อารมณ์นี้หายไปเร็ว ๆ?

สอง
ถ้าฉันยังไม่ทำอะไรในอีก 20 นาที จะเกิดอันตรายจริง หรือ แค่จะรู้สึกอึดอัดใจมาก?

เมื่อเราตอบคำถามสองข้อนี้
เราอาจเห็นชัดขึ้นว่า อะไรคือ “ปัญหาที่ต้องแก้”
และอะไรคือ “ความรู้สึกที่ต้องประคองก่อน” ค่ะ

อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกไม่ใช่ศัตรูของการตัดสินใจนะคะ เพียงแค่หากมันดังมาก อาจทำให้เราได้ยินข้อมูลบางด้านเบาลง

ดังนั้นเราไม่จำเป็นต้องกดความรู้สึกไว้
แต่ควรฝึก อ่านอารมณ์ให้เป็น ประคองตัวเองให้ทัน
และไม่ยกการตัดสินใจเรื่องใหญ่ให้กับช่วงเวลาที่ใจยังร้อนเกินไปค่ะ

การไม่รีบตอบ ไม่รีบตัดจบ ไม่รีบพิสูจน์ตัวเอง
ไม่รีบทำให้ความรู้สึกหายไปทันที
อาจเป็นการตัดสินใจที่ดูเมินเฉยมาก

แต่อาจช่วยปกป้องชีวิต ความสัมพันธ์
และอนาคตของเราได้มากกว่าที่คิดนะคะ 🤍

________

อ้างอิง: Elliott, M. V., Johnson, S. L., Pearlstein, J. G., Muñoz Lopez, D. E., & Keren, H. (2023). Emotion-related impulsivity and risky decision-making: A systematic review and meta-regression. Clinical Psychology Review, 100, 102232.

หัวหน้าแบบไหนทำให้พนักงานกล้าพูด กล้าเสนอและกล้าบอกปัญหาในที่ทำงานมากขึ้น?----งานวิจัยของ Fatoki (2024) ศึกษาพนักงานในธุ...
05/05/2026

หัวหน้าแบบไหน
ทำให้พนักงานกล้าพูด กล้าเสนอ
และกล้าบอกปัญหาในที่ทำงานมากขึ้น?

----

งานวิจัยของ Fatoki (2024) ศึกษาพนักงานในธุรกิจ hospitality ขนาดเล็กในแอฟริกาใต้ เช่น โรงแรม โมเทล ลอดจ์ และเกสต์เฮาส์

งานวิจัยนี้พบว่า ภาวะผู้นำแบบเปิดกว้าง รับฟัง เข้าถึงง่าย และพร้อมให้พื้นที่พนักงาน หรือที่เรียกว่า inclusive leadership มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการที่พนักงานกล้าพูด กล้าเสนอความคิดเห็น และกล้าบอกข้อกังวลในงานมากขึ้น

--

ผู้นำแบบเปิดกว้างนี้ไม่ได้หมายถึงหัวหน้าที่พูดบอกพนักงานว่า “พูดได้” เพียงอย่างเดียวนะคะ

แต่ยังเป็นหัวหน้าที่ทำให้พนักงานรู้สึกว่า “พูดแล้วไม่อันตรายจริง ๆ”

ไม่ถูกหักหน้า
ไม่ถูกหัวเราะเยาะ
ไม่ถูกมองว่าโง่
ไม่ถูกมองว่าเป็นตัวปัญหา

ในทางปฏิบัติ คำถามของหัวหน้าจึงควรทำให้คนรู้สึกว่า “การพูดเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยงาน” ไม่ใช่การหาเรื่องขัดแย้ง

ตัวอย่างคำพูด

“ก่อนตัดสินใจ ผมอยากฟังมุมที่เราอาจยังมองไม่เห็น ใครเห็นความเสี่ยงหรือข้อควรระวัง ช่วยเสนอได้เลยนะครับ”

หรือ

“ความเห็นที่แตกต่างมีประโยชน์กับงานนี้ เราจะใช้เพื่อปรับงาน ไม่ใช่เพื่อจับผิดกันนะ”

หรือเมื่อมีคนเตือนปัญหา อาจตอบว่า

“ขอบคุณที่เตือนเรื่องนี้นะคะ ประเด็นนี้ช่วยให้ทีมเห็นความเสี่ยงเร็วขึ้น”

และผู้นำแบบเปิดกว้าง ไม่ได้แสดงออกผ่านคำพูดเท่านั้น
สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ พฤติกรรมหลังจากมีคนพูดออกมาแล้ว

สายตา
น้ำเสียง
สีหน้า
ท่าทาง
การขอบคุณ
การไม่ประชด
และการทำให้เขาเห็นว่า สิ่งที่พูดไปไม่ได้หายไปเฉย ๆ

สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่พนักงานสังเกต เป็นหลักฐานที่บอกว่า คนที่พูดแล้ว ได้รับการปฏิบัติตอบกลับอย่างไร

เมื่อพนักงานเห็นการตอบกลับที่ปลอดภัย เขาจะเริ่มรู้สึกว่าพื้นที่นี้พูดได้จริงๆ สิ่งนี้เรียกว่า psychological safety หรือความปลอดภัยทางจิตใจ

เมื่อรู้สึกปลอดภัย พนักงานจะรู้สึกผูกพันกับองค์กรได้ง่ายขึ้น (affective commitment)

และเมื่อผูกพันกับองค์กร พนักงานจะรู้สึกว่า
“ที่นี่มีความหมายกับฉัน”

เขาจะอยากช่วยให้องค์กรดีขึ้น และหนึ่งในวิธีช่วย คือ
การกล้าพูด
กล้าเสนอ
และกล้าเตือน

งานวิจัยนี้จึงสรุปว่า ภาวะผู้นำแบบเปิดกว้างช่วยส่งเสริม employee voice ได้จริง โดยเฉพาะในงานที่มีลำดับชั้นชัด

ดังนั้น ถ้าเราอยากให้คนกล้าพูดถึงปัญหาที่ซ่อนอยู่ เพื่อป้องกัน พัฒนาทีมหรือองค์กร เราไม่ควรทำให้เขารู้สึกว่า “พูดแล้วจะเจ็บตัว” แต่ต้องทำให้เขารู้สึกว่า

“พื้นที่นี้ปลอดภัยพอ” และ “เสียงของเขามีความหมายจริง” ค่ะ

*หมายเหตุ: งานวิจัยนี้ศึกษาในธุรกิจ hospitality ขนาดเล็กในแอฟริกาใต้ และเป็นการศึกษาแบบเก็บข้อมูล ณ ช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่ง จึงควรนำผลวิจัยไปปรับใช้โดยคำนึงถึงบริบทของแต่ละองค์กรนะคะ

☘️☘️☘️☘️☘️☘️☘️☘️

อ้างอิง: Fatoki, O. (2024). Inclusive leadership and employee voice behaviour: Serial mediating effects of psychological safety and affective commitment. Administrative Sciences, 14(199), 1–18. https://doi.org/10.3390/admsci14090199

เคยไหม… มีเรื่องอยากพูดในที่ประชุม แต่สุดท้ายเลือกเก็บไว้ ไม่ใช่เพราะไม่รู้ แต่เพราะรู้มากพอว่า บางคำพูดอาจย้อนกลับมาหาเ...
28/04/2026

เคยไหม… มีเรื่องอยากพูดในที่ประชุม
แต่สุดท้ายเลือกเก็บไว้

ไม่ใช่เพราะไม่รู้
แต่เพราะรู้มากพอว่า บางคำพูดอาจย้อนกลับมาหาเรา…

————

ในที่ทำงาน เราอาจเคยเห็นคนบางคนเงียบในห้องประชุม ไม่เสนอความเห็น ไม่แย้งไม่ถาม ทั้งที่ดูเหมือนเขาน่าจะมีอะไรอยู่ในใจ

ถ้ามองผิวเผิน เราอาจตีความว่า
“เขาไม่กล้า”
“เขาไม่มีไอเดีย”
“เขาไม่สนใจ”
“เขาไม่เป็นมืออาชีพพอ”

แต่ในโลกจริง ความเงียบไม่ได้แปลว่าไม่มีความคิดเสมอไป

บางครั้ง คนเงียบเพราะเขากำลังประเมินอยู่เงียบ ๆ ว่า…
พูดแล้วจะมีใครฟังไหม?
พูดแล้วจะถูกมองว่าเรื่องมากไหม?
พูดแล้วหัวหน้าจะเปิดใจจริงหรือเปล่า?
พูดแล้วจะกระทบความสัมพันธ์ในทีมไหม?
พูดแล้วปัญหาจะถูกแก้หรือคนพูดจะกลายเป็นปัญหาแทน?

ในงานวิจัยด้านพฤติกรรมองค์กร เรื่องนี้ถูกศึกษาในแนวคิด employee voice และ employee silence

voice คือ การที่พนักงานเลือกพูดความคิด ข้อเสนอ ความกังวล หรือปัญหาเรื่องงาน เพื่อให้เกิดการปรับปรุง

ส่วน silence คือ การที่พนักงานมีข้อมูล ความเห็น หรือความกังวล แต่เลือกไม่พูดออกไป

ประเด็นสำคัญคือ คนไม่ได้ตัดสินใจพูดจากแค่ว่า “มีความคิดหรือไม่มีความคิด” แต่เขามักประเมินด้วยว่า การพูดนั้นปลอดภัยพอไหม และ มีโอกาสทำให้เกิดผลจริงไหม

งานทบทวนของ Morrison (2023) พบว่า คนมีแนวโน้มจะพูดมากขึ้น เมื่อรู้สึกว่าการพูดนั้นค่อนข้างปลอดภัย และน่าจะมีผล ไม่ใช่พูดแล้วถูกเพิกเฉย ถูกลงโทษทางสังคม หรือถูกมองแย่กว่าเดิม

นี่คือเหตุผลที่บางองค์กรมีคนเก่งจำนวนมาก แต่ไอเดียดี ๆ ไม่ค่อยมีโผล่ขึ้นมาในที่ประชุม

ไม่ใช่เพราะคนไม่มีอะไรจะเสนอ แต่เพราะเขาเรียนรู้แล้วว่า

“พูดไปก็ไม่คุ้ม”

และบางครั้งความเงียบไม่ได้เกิดจากคนคนเดียว มันเกิดจากบรรยากาศรอบตัวด้วย เช่น
-หัวหน้าที่รับฟังหรือไม่รับฟัง
-เพื่อนร่วมงานที่สนับสนุนหรือรอซ้ำเติม
-วัฒนธรรมทีมที่เปิดให้ถาม หรือทำให้คนรู้สึกว่าถามแล้วดูไม่ฉลาด

ทั้งหมดนี้ค่อย ๆ สอนคนในทีมว่า อะไรพูดได้ อะไรไม่ควรพูด และเรื่องไหนพูดไปก็อาจไม่มีอะไรดีขึ้น

ดังนั้น บางครั้งปัญหาของทีมไม่ได้อยู่ที่ “คนไม่กล้าพูด”
แต่อาจอยู่ที่ระบบรอบตัวเขา
ทำให้การพูดดูมีราคาที่ต้องจ่ายแพงเกินไป….

☘️☘️☘️☘️☘️☘️

อ้างอิง
Morrison, E. W. (2023). Employee voice and silence: Taking stock a decade later. Annual Review of Organizational Psychology and Organizational Behavior, 10, 79–107. https://doi.org/10.1146/annurev-orgpsych-120920-054654

การตอบที่ดีไม่ใช่การตอบได้ทันที ____หลายครั้งคนเราตอบเร็วไม่ใช่เพราะคิดชัด แต่อาจเป็นเพราะกำลังเครียด กดดัน งานทบทวนวรรณ...
22/04/2026

การตอบที่ดี
ไม่ใช่การตอบได้ทันที

____

หลายครั้งคนเราตอบเร็วไม่ใช่เพราะคิดชัด แต่อาจเป็นเพราะกำลังเครียด กดดัน

งานทบทวนวรรณกรรมของคุณ Sarmiento และคณะ (2024) อธิบายว่า เมื่อเราอยู่ภายใต้ความเครียด การทำงานของสมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลอาจลดลง

ผลที่ตามมาคือ เรามีแนวโน้มจะตัดสินใจแบบ
- รีบ
- ใช้ทางลัดทางความคิด
- หรือเลือกสิ่งที่ทำให้จบเร็วในระยะสั้น มากกว่าคิดถึงผลระยะยาว

พูดอีกแบบคือ บางคำตอบที่ออกไปเร็วมาก อาจไม่ได้แปลว่าเด็ดขาดหรือมืออาชีพ แต่อาจแปลว่า สมองกำลังพยายามเอาตัวรอดจากแรงกดดัน

ดังนั้น การตอบที่ดี จึงไม่ใช่การตอบทุกเรื่อง ”ทันที”

แต่คือการรู้ว่า
ตอนนี้เรากำลังตอบจากความชัดเจน หรือ กำลังตอบจากความเครียด

___

📚ตัวอย่างที่เอาไปใช้ได้จริง

1) ถ้ารู้ว่าตอนนี้ตัวเองเครียด
อย่าเพิ่งรีบตอบเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะเรื่องที่มีผลต่อความสัมพันธ์ งาน หรือภาพลักษณ์

2) ถ้าต้องตอบ แต่ยังคิดไม่ครบ
ใช้ประโยคกันพลาด เช่น “ขอเวลาเช็กข้อมูล แล้วจะกลับมาตอบอีกครั้งค่ะ”

3) ถ้าเริ่มรู้สึกอยากตอบให้จบ ๆ ไป
ลองหยุดถามตัวเองสั้น ๆ ว่า “คำตอบนี้ดีในระยะยาวไหม หรือแค่ช่วยให้พ้นความอึดอัดตรงนี้”

___

💡งานวิจัยชิ้นนี้เตือนเราไว้ชัดเจนว่า ภายใต้ความเครียด มนุษย์ไม่ได้คิดเหมือนตอนที่ใจนิ่งเสมอไป

เพราะฉะนั้น ก่อนตอบอะไรที่สำคัญ บางครั้งสิ่งที่ควรทำที่สุดอาจไม่ใช่ “การรีบตอบ”
แต่อาจเป็น หยุดให้สมองกลับมาคิดได้เต็มที่ก่อน

_______

อ้างอิง
Sarmiento, L. F., Medina, D. A., & Naranjo, J. D. (2024). Decision-making under stress: A psychological and neuroscientific review. Cureus, 16(4), e58071. https://doi.org/10.7759/cureus.58071

การวางตัวที่ดี ไม่ใช่การฝืนยิ้มตลอดเวลาหลายคนเข้าใจว่า การวางตัวในที่ทำงานคือการเก็บทุกอย่างไว้แล้วทำให้ตัวเองดูโอเค ดูน...
19/04/2026

การวางตัวที่ดี ไม่ใช่การฝืนยิ้มตลอดเวลา

หลายคนเข้าใจว่า การวางตัวในที่ทำงาน
คือการเก็บทุกอย่างไว้
แล้วทำให้ตัวเองดูโอเค ดูนิ่ง หรือดูสดใส

แต่ในความเป็นจริง
การฝืนอารมณ์ของตัวเองอยู่เรื่อย ๆ
อาจไม่ใช่ทางที่ดีเสมอไปค่ะ

มีงานวิจัยพบว่า การแสดงออกทางอารมณ์แบบ
“ฝืนให้ดูโอเค” ตลอดเวลา
มีความสัมพันธ์กับความเหนื่อยล้า
และผลกระทบต่อสุขภาวะโดยรวมได้มากกว่า

ขณะที่การค่อย ๆ ปรับอารมณ์และมุมมองภายใน
ให้สอดคล้องกับบทบาทและสถานการณ์
อาจเป็นแนวทางที่ดีกว่าในระยะยาว

การวางตัวจึงไม่ได้แปลว่า
ต้องกดทุกอย่างไว้จนตัวเองหายไปจากสถานการณ์

แต่มันแปลว่า
เรารู้ว่าในใจตัวเองกำลังรู้สึกอะไร
รู้ว่าสถานการณ์ตรงหน้าต้องการอะไร
และเลือกแสดงออกให้เหมาะ
โดยไม่ปล่อยให้อารมณ์พาเราไปทั้งหมด

รวมถึงมีพื้นที่กลับมาจัดการอารมณ์ของตัวเอง
อย่างถูกที่หลังจากนั้นด้วย

ยกตัวอย่างนะคะ

ถ้าคุณกำลังทำหน้าที่พิธีกร
แล้วมีแขกพูดจาไม่ดี
หรือทำให้คุณรู้สึกเสียหน้า

การวางตัวที่ดี
ไม่ใช่การฝืนยิ้มหวานเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ทั้งที่ในใจเจ็บ
และก็ไม่ใช่การแสดงสีหน้าไม่พอใจออกมาทันที
จนบรรยากาศเสีย

แต่คือการประคองสีหน้าและน้ำเสียง
ให้เหมาะกับบทบาท
พางานไปต่อให้ได้
แล้วค่อยกลับมาจัดการอารมณ์ของตัวเอง
ในพื้นที่ที่เหมาะสมหลังจากนั้น

บางครั้ง ความเป็นมืออาชีพ
ไม่ได้แปลว่าไม่รู้สึกอะไรเลย
แต่แปลว่า
เรารู้สึกได้
และยังวางตัวได้อย่างเหมาะสมค่ะ
___________________________

อ้างอิง
1.Hülsheger, U. R., Lang, J. W. B., Schewe, A. F., & Zijlstra, F. R. H. (2011). On the costs and benefits of emotional labor: A meta-analysis of three decades of research. Journal of Occupational Health Psychology.
2.Arnold, K. A., Connelly, C. E., Gellatly, I. R., Walsh, M. M., & Withey, M. J. (2015). Leadership styles, emotion regulation, and burnout. Journal of Occupational Health Psychology.

สวัสดีปีใหม่ไทยย้อนหลังนะคะต่อจากนี้ ปลายจะโฟกัสงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง พฤติกรรมมนุษย์การอ่านสถานการณ์การวางตัวและการต...
16/04/2026

สวัสดีปีใหม่ไทยย้อนหลังนะคะ

ต่อจากนี้ ปลายจะโฟกัสงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง
พฤติกรรมมนุษย์
การอ่านสถานการณ์
การวางตัว
และการตัดสินใจในเรื่องที่ซับซ้อน

หวังว่าเพจนี้จะเป็นอีกพื้นที่หนึ่ง
ที่ช่วยให้หลายคนคิดได้ชัดขึ้น
มองสถานการณ์ได้ละเอียดขึ้น
และวางตัวกับสิ่งที่เจอได้ดีขึ้นนะคะ

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามกันมาตลอด
ตั้งแต่ในช่วงแรกของการทำงานจนมาถึงวันนี้ค่ะ

ในวันที่เราเหงา เบื่อหน่าย ทุกข์ใจ เหนื่อยล้าทุกคนล้วนต้องการใครสักคนที่รับฟัง...การฟัง สิ่งง่ายๆ ที่ช่วยให้อีกฝ่ายรู้สึ...
01/11/2025

ในวันที่เราเหงา เบื่อหน่าย ทุกข์ใจ เหนื่อยล้า
ทุกคนล้วนต้องการใครสักคนที่รับฟัง...

การฟัง สิ่งง่ายๆ ที่ช่วยให้อีกฝ่ายรู้สึกดีขึ้น
การฟังอย่างลึกซึ้ง ยังช่วยเยียวยาจิตใจ ช่วยสร้างความเข้าใจ ลดความขัดแย้ง

ในวาระเดือนการฟังแห่งชาติ พฤศจิกายนนี้ ขอชวนทุกคนมารับฟังซึ่งกันและกัน มาเรียนรู้ทักษะการเป็นผู้ฟังที่ดี ได้ที่ https://listen.happinessisthailand.com/
#เดือนการฟังแห่งชาติ #ทุกปัญหาดีขึ้นได้ด้วยการฟัง #ฟังด้วยหูดูด้วยใจ

เรียนจบ Conflict Management Specializationจาก University of California, Irvine (ผ่าน Coursera) แล้วค่ะในทุก ๆ วันปลายฝัน...
01/08/2025

เรียนจบ Conflict Management Specialization
จาก University of California, Irvine (ผ่าน Coursera) แล้วค่ะ

ในทุก ๆ วัน
ปลายฝันยังคงเรียนรู้ วิเคราะห์ และฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง
จากหลากหลายแหล่งความรู้ระดับโลก

เพื่อมองให้ชัด ลึก และรอบด้านในทุกมิติของมนุษย์
เพื่อสิ่งที่ดีที่สุด… สำหรับทุกคนที่ไว้ใจให้ปลายฝันดูแล 🤍

วันอาทิตย์ที่ 22 มิถุนายน 2568ปลายฝันได้เข้าร่วมประชุมใหญ่สามัญประจำปี สมาคมจิตวิทยาแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2568กราบขอขอบพระค...
26/06/2025

วันอาทิตย์ที่ 22 มิถุนายน 2568
ปลายฝันได้เข้าร่วมประชุมใหญ่สามัญประจำปี สมาคมจิตวิทยาแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2568

กราบขอขอบพระคุณนักจิตวิทยารุ่นบุกเบิกทุกๆท่านที่ทำให้พวกเราได้มีวันนี้ 🙏🏻

และขอแสดงความยินดีกับ
- นายกสมาคมจิตวิทยาแห่งประเทศไทยคนใหม่
- คณะกรรมการอำนวยการชุดใหม่
- และคณะกรรมการกลาง วาระ พ.ศ. 2568–2571

บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่น เป็นกันเอง และเปิดกว้าง ได้พบเจอ แลกเปลี่ยน และเรียนรู้กับนักจิตวิทยาหลากหลายสายงาน

เพราะแม้จิตวิทยาจะมีแขนงย่อยมากมายจนเกือบร้อยสาขา แต่สิ่งที่เรามีร่วมกันคือ…

“ความสนใจในมนุษย์” และ “ความตั้งใจใช้จิตวิทยาให้เกิดประโยชน์”

ไม่ว่าจะเป็นเพื่อตนเอง ผู้คนรอบข้าง หรือสังคม
ผ่านบทบาทที่แต่ละคนถนัดและเลือกเดิน

และปัจจุบัน….

…..จิตวิทยาไทยกำลังเดินหน้าไปสู่การพัฒนาเป็น “วิชาชีพ” ที่มีระบบรองรับ มีมาตรฐาน และเป็นชุมชนที่เปิดพื้นที่ให้ผู้ปฏิบัติงานทุกสาย ได้เติบโตไปด้วยกันค่ะ !! 👏🏻

ระหว่างพิมตอนนี้ก็ยังตื่นเต้นอยู่เลย 🥹

รวมทั้งยังตื่นเต้นตอนเจอคนในสายงานอื่นๆด้วย ทุกคนเอาศาสตร์จิตวิทยาไปใช้ในแต่ละบทบาท แบบเท่มากๆเลย ทุกๆสาขา ในทุกๆอาชีพเลย

รู้ว่าศาสตร์นี้กว้าง แต่พบเจอคนทำงานจริงๆก็ ว้าว ว้าว ว้าว ตลอด >/////<

จิตวิทยาสุดยอดจริงๆ 🤩🤩

รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ร่วมเป็นพยานแห่งการขับเคลื่อนนี้
และขอส่งต่อพลังบวกจากวันนั้นที่ได้จากรุ่นพี่ทุกๆคน
ให้ถึงทุกคนที่เชื่อในพลังของจิตวิทยาเช่นกันค่ะ 🫶🏻❤️

//ขอบคุณภาพจากเพจ สมาคมจิตวิทยาแห่งประเทศไทยนะคะ 💕

ที่อยู่

Thanyaburi

เวลาทำการ

จันทร์ 10:00 - 15:15
19:00 - 21:15
อังคาร 10:00 - 15:30
20:00 - 21:30
พุธ 10:00 - 15:30
20:00 - 21:30
พฤหัสบดี 10:30 - 15:30
20:00 - 21:30
ศุกร์ 10:00 - 15:30

เบอร์โทรศัพท์

+66826690928

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Paifunnผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์