คลินิกแพทย์อนุสรณ์ ยโสธร

คลินิกแพทย์อนุสรณ์ ยโสธร คลินิก ฝากครรภ์ โรคทางนรีเวช

24/07/2026

คลินิกหยุดพิเศษ 5 วัน วันที่ 27-31 กค 69
เปิดทำการอีกทีวันจันทร์ที่ 3 สค 69 นะคะ

📌ที่ตั้งคลินิกแพทย์อนุสรณ์ สามารถกดที่ลิงค์เพื่อดูแผนที่มายังคลินิกได้เลยนะคะ
02/07/2026

📌ที่ตั้งคลินิกแพทย์อนุสรณ์ สามารถกดที่ลิงค์เพื่อดูแผนที่มายังคลินิกได้เลยนะคะ

4/1-2 Ruam Chai Rd, Tambon Nai Mueang, เมือง Yasothon 35000, Thailand

17/06/2026

⚠️ “รังไข่บิดขั้ว”

ภาวะฉุกเฉินทางนรีเวชที่อยากให้ผู้หญิงทุกคนได้รู้จัก

คำว่า “ซีสต์รังไข่บิดขั้ว” ที่คนทั่วไปเรียกกัน
ทางการแพทย์มักหมายถึง

🌀 รังไข่บิดขั้ว
🌀 ปีกมดลูกบิดขั้ว
ซึ่งภาษาอังกฤษเรียกว่า ovarian torsion หรือ adnexal torsion

••••••••

ภาวะนี้ไม่ใช่แค่ “ปวดซีสต์” ธรรมดา
แต่เป็นภาวะที่รังไข่หรือท่อนำไข่ #หมุนบิดรอบขั้วของตัวเอง จนอาจทำให้เลือดไปเลี้ยงรังไข่ลดลง หากปล่อยไว้นาน อาจทำให้รังไข่เสียการทำงานได้

••••••••

🧬 บิดขั้ว อธิบายให้เห็นภาพว่ามันบิดแบบไหน?

ลองนึกภาพแบบนี้ครับ

🎈 รังไข่เหมือน “ลูกโป่ง”
🧵 ที่มี “สายยึด” ต่อกับอุ้งเชิงกรานและมดลูก

🥚 ถ้าพอมีซีสต์หรือก้อนรังไข่ รังไข่จะหนักขึ้นชัดเจน พอเมื่อรังไข่เคลื่อนหรือหมุนมากเกินไป ก็อาจ “พันรอบขั้วของตัวเอง” นะครับ

พอบิดแล้วจะเกิดอะไรขึ้น?

1️⃣ เส้นเลือดดำถูกกดก่อน
เลือดไหลกลับไม่สะดวก รังไข่จึงบวมและปวดมากขึ้น

2️⃣ ถ้ายังบิดต่อ
เลือดแดงที่ไปเลี้ยงรังไข่อาจลดลง

3️⃣ ถ้าปล่อยไว้นาน
รังไข่อาจขาดเลือดและเสียการทำงานได้

📌 ดังนั้น ภาวะนี้จึงเป็น “เวลาเป็นเรื่องสำคัญ” ยิ่งวินิจฉัยและรักษาเร็ว โอกาสรักษารังไข่ไว้ได้ยิ่งดีขึ้น

••••••••

📊 ตัวเลขสำคัญที่ควรรู้

🔹 ภาวะรังไข่/ปีกมดลูกบิดขั้ว พบประมาณ 2–3% ของภาวะฉุกเฉินทางนรีเวชที่ต้องผ่าตัด

🔹 ในผู้ที่มีก้อนหรือซีสต์รังไข่และต้องผ่าตัด พบภาวะบิดขั้วได้ประมาณ 2–15%

🔹 ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเมื่อมีก้อนหรือซีสต์รังไข่ขนาดมากกว่า 5 ซม.

🔹 ขนาดที่พบบิดขั้วได้บ่อยคือประมาณ 5–10 ซม.

🔹 พบได้บ่อยในวัยเจริญพันธุ์ เพราะมี functional cyst หรือ corpus luteum cyst ได้บ่อย

🔹 ในหญิงตั้งครรภ์ ภาวะนี้พบได้บ่อยในไตรมาสแรกมากที่สุด โดยเฉพาะถ้ามี corpus luteum cyst หรือก้อนรังไข่ร่วมด้วย

••••••••

👩‍⚕️ ใครบ้างที่เสี่ยง?

1️⃣ ผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์
วัยนี้รังไข่ยังทำงาน มีการตกไข่ และอาจเกิดถุงน้ำรังไข่ตามรอบเดือนได้ เช่น functional cyst หรือ corpus luteum cyst

📌 เหตุผล
ถุงน้ำบางชนิดทำให้รังไข่โตและเคลื่อนไหวมากขึ้น จึงมีโอกาสหมุนบิดได้ง่ายขึ้น

2️⃣ ผู้ที่มีซีสต์หรือก้อนรังไข่ขนาด ≥5 ซม.
ขนาดนี้เป็นจุดที่ความเสี่ยงเริ่มเพิ่มขึ้นชัดเจน

📌 เหตุผล
ก้อนที่โตขึ้นทำให้รังไข่หนักขึ้น คล้ายลูกตุ้มที่มีน้ำหนัก เมื่อเคลื่อนไหวจึงอาจหมุนรอบขั้วของตัวเองได้

3️⃣ ผู้ที่มีก้อนรังไข่ขนาด 5–10 ซม.
เป็นช่วงขนาดที่พบสัมพันธ์กับการบิดขั้วได้บ่อย

📌 เหตุผล
ก้อนเล็กมากอาจไม่ถ่วงน้ำหนักมากพอ ส่วนก้อนใหญ่มากบางครั้งเคลื่อนที่ได้น้อยลง แต่ก้อนขนาดกลางประมาณ 5–10 ซม. อาจยังเคลื่อนไหวได้และมีน้ำหนักพอที่จะทำให้รังไข่หมุน

4️⃣ สตรีตั้งครรภ์ช่วง 3 เดือนแรก
โดยเฉพาะถ้ามี corpus luteum cyst หรือก้อนรังไข่ร่วมด้วย

📌 เหตุผล
ช่วงต้นของการตั้งครรภ์ corpus luteum ยังทำหน้าที่สร้างฮอร์โมนช่วยพยุงการตั้งครรภ์ บางรายอาจมีถุงน้ำขนาดโต ทำให้เพิ่มโอกาสบิดขั้ว

5️⃣ ผู้ที่ได้รับยากระตุ้นไข่ หรือทำเด็กหลอดแก้ว
เช่น การกระตุ้นไข่เพื่อรักษาภาวะมีบุตรยาก

📌 เหตุผล
รังไข่อาจโตขึ้น มีหลาย follicle และเคลื่อนไหวมากขึ้น จึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการบิดขั้ว

6️⃣ ผู้ที่เคยมีรังไข่บิดขั้วมาก่อน
แม้เคยรักษาแล้ว หากมีอาการปวดท้องน้อยเฉียบพลันซ้ำ ควรระวังเป็นพิเศษ

••••••••

🚨 อาการเตือนที่ควรรีบไปโรงพยาบาล

อาการของรังไข่บิดขั้วมักเกิดแบบเฉียบพลัน

⚡ ปวดท้องน้อยทันที
⚡ มักปวดข้างเดียว
⚡ ปวดมากจนยืน เดิน หรือนอนนิ่งๆ ได้ลำบาก
⚡ ปวดเป็นๆ หายๆ ได้ เพราะบางครั้งรังไข่อาจบิดแล้วคลายตัว
⚡ คลื่นไส้หรืออาเจียนร่วมด้วย
⚡ เคยมีก้อนหรือซีสต์รังไข่อยู่แล้ว แล้วเกิดอาการปวดเฉียบพลัน

📌
“ปวดท้องน้อยเฉียบพลันข้างเดียว + คลื่นไส้/อาเจียน” โดยเฉพาะในคนที่ทราบว่ามีซีสต์รังไข่ควรรีบพบแพทย์ ไม่ควรรอดูอาการนานนะครับ

•••••••••

🩺 อัลตราซาวนด์ช่วยได้ แต่ไม่ได้ 100%

การอัลตราซาวนด์ช่วยดูได้ว่า….

🔍 รังไข่โตหรือไม่
🔍 มีก้อนหรือซีสต์หรือไม่
🔍 ขนาดก้อนเท่าไร
🔍 ตำแหน่งรังไข่อยู่ผิดที่หรือไม่
🔍 มีสัญญาณการบิดหรือไม่
🔍 Doppler เห็นการไหลเวียนเลือดหรือไม่

⚠️ แม้ Doppler ยังเห็นเลือดไหล ก็ไม่ได้แปลว่า “ไม่บิดขั้ว” เสมอไปนะครับเพราะรังไข่มีเลือดมาเลี้ยงได้หลายทางและบางครั้งเป็นลักษณะบิดๆ คลายๆ ทำให้ช่วงที่ตรวจยังเห็นเลือดไหลได้

ดังนั้น การวินิจฉัยต้องดูภาพรวม
🩺 อาการ
🩺 การตรวจร่างกาย
🩺 ประวัติก้อนรังไข่
🩺 ผลอัลตราซาวนด์
🩺 ดุลยพินิจของสูตินรีแพทย์

••••••••

🔧 การรักษา ต้องตัดรังไข่ทิ้งทุกรายไหม?

คำตอบคือ
❌ ไม่จำเป็นต้องตัดทิ้งทุกราย

แนวทางการรักษาในปัจจุบัน โดยเฉพาะในวัยเจริญพันธุ์ จะพยายาม “รักษารังไข่ไว้” ให้มากที่สุด หากทำได้

การรักษาหลักมักเป็นการผ่าตัด โดยเฉพาะผ่าตัดส่องกล้องในรายที่เหมาะสม

เป้าหมายของการรักษาหลักคือ

✅ คลายการบิดของรังไข่
เรียกว่า detorsion

✅ ประเมินว่ารังไข่ฟื้นตัวได้หรือไม่
แม้รังไข่ดูบวม สีคล้ำ หรือดูน่ากังวลในตอนแรก ก็ยังอาจฟื้นตัวได้หลังคลายการบิด

✅ รักษารังไข่ไว้ ถ้าไม่มีข้อบ่งชี้ชัดเจนว่าต้องตัดโดยเฉพาะในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ เด็ก วัยรุ่น หรือผู้ที่ยังต้องการมีบุตร

✅ จัดการซีสต์หรือก้อนที่เป็นสาเหตุ
บางรายอาจทำ cystectomy คือเลาะซีสต์ออก แต่เก็บเนื้อรังไข่ไว้

✅ ส่งตรวจชิ้นเนื้อเมื่อจำเป็น
หากลักษณะก้อนน่าสงสัย หรือมีความเสี่ยงต่อมะเร็ง

🧠 แล้วเมื่อไรอาจจำเป็นต้องตัดรังไข่?

การตัดรังไข่ หรือ oophorectomy อาจพิจารณาในบางสถานการณ์

⚠️ รังไข่เสียหายรุนแรงมากจนไม่สามารถเก็บไว้ได้
⚠️ เนื้อรังไข่เปื่อยยุ่ย แตกง่าย หรือไม่สามารถเย็บซ่อมได้
⚠️ สงสัยมะเร็งรังไข่จากภาพตรวจหรือระหว่างผ่าตัด
⚠️ คนไข้หมดวัยเจริญพันธุ์ และมีข้อบ่งชี้เหมาะสมเฉพาะราย
⚠️ มีภาวะแทรกซ้อนอื่นที่ทำให้การเก็บรังไข่ไม่ปลอดภัย

บทความดีๆจาก หมอสูติคู่มือถือคุณ

13/06/2026

คลินิกหยุดทำการพิเศษ 5 วัน
เปิดอีกที วันจันทร์ที่ื 22 มิถุนายน
ต้องขออภัยนะคะ

06/06/2026

“ถ้ากินพาราเซตามอลตอนตั้งครรภ์ ลูกจะเสี่ยงเป็น autism หรือ ADHD ไหม?” 🧩🧠

คำตอบจากหลักฐานล่าสุดนี้คือ
✅ ยังใช้ได้
✅ ยังเป็นยาลดไข้–แก้ปวดตัวเลือกแรกในหญิงตั้งครรภ์
✅ และยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าเป็น “สาเหตุ” ของ autism หรือ ADHD

ล่าสุด SMFM หรือ Society for Maternal-Fetal Medicine ล่าสุดออก statement ปี 2026 ยืนยันว่า จากข้อมูลปัจจุบัน ยังไม่พบว่าพาราเซตามอลเป็นสาเหตุของ autism หรือ ADHD ในลูก

📌 ตัวเลขที่น่าสนใจ

มีงานวิจัยขนาดใหญ่จากสวีเดน
👶 ติดตามเด็กมากกว่า 2.48 ล้านคน
🤰 ในจำนวนนี้ มีเด็กที่คุณแม่ใช้พาราเซตามอลระหว่างตั้งครรภ์ประมาณ 185,000 คน

ตอนแรกเมื่อดูข้อมูลแบบรวม ๆ อาจเหมือนมีความสัมพันธ์บางอย่าง แต่เมื่อวิเคราะห์ละเอียดขึ้น โดยเปรียบเทียบ “พี่น้องในครอบครัวเดียวกัน” เพื่อลดผลรบกวนจากพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม พบว่า

🧩 Autism — ไม่พบความเสี่ยงเพิ่ม
🧠 ADHD — ไม่พบความเสี่ยงเพิ่ม
👶 Intellectual disability — ไม่พบความเสี่ยงเพิ่ม

ดังนั้น

✨ หลักฐานที่ดีที่สุดในตอนนี้ ยังไม่สนับสนุนว่าพาราเซตามอลทำให้ลูกเป็น autism หรือ ADHD

แต่สิ่งที่อยากให้คนท้องระวังไม่แพ้กันคือ…

🌡️ ไข้สูงในช่วงตั้งครรภ์ ไม่ใช่เรื่องที่ควรปล่อยไว้ โดยเฉพาะในช่วงตั้งครรภ์อ่อน ๆ เพราะไข้สูงอาจส่งผลต่อแม่และทารกได้

ดังนั้น ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่ “ห้ามกินยาเด็ดขาด” แต่คือ
💡 กินเมื่อจำเป็น
💡 กินให้ถูกขนาด
💡 และไม่กินเกินความจำเป็น

🟢 จำง่าย ๆ สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์

🌡️ มีไข้ หรือปวดมากจนรบกวนชีวิตประจำวัน → ใช้พาราเซตามอลได้
💊 ใช้ขนาดต่ำที่สุดที่ช่วยให้อาการดีขึ้น
⏱️ ใช้ช่วงสั้น ๆ เท่าที่จำเป็น
📦 อ่านฉลากยาแก้หวัดทุกครั้ง เพราะบางตัวมีพาราเซตามอลผสมอยู่แล้ว
💧 ดื่มน้ำ พักผ่อน เช็ดตัวลดไข้ร่วมด้วย
👩‍⚕️ ถ้าไข้สูง หนาวสั่น ปวดมาก หรืออาการไม่ดีขึ้น ควรพบแพทย์

🚫 สิ่งที่ไม่ควรทำ

❌ กินยาซ้ำหลายตัวโดยไม่รู้ว่ามีพาราเซตามอลผสมอยู่
❌ เพิ่มขนาดยาเอง เพราะอยากให้หายเร็ว
❌ ใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs เช่น ibuprofen, diclofenac, naproxen เอง โดยเฉพาะหลังอายุครรภ์ 20 สัปดาห์
❌ ปล่อยให้ไข้สูงนาน ๆ โดยไม่หาสาเหตุ

🧡 สรุป

จากข้อมูล SMFM 2026 คนท้องไม่จำเป็นต้องกลัวพาราเซตามอลจนไม่กล้ารักษาไข้หรืออาการปวด แต่ก็ไม่ควรกินพร่ำเพรื่อโดยไม่จำเป็น

••••••

💊 ขนาดยาที่เหมาะสม

Paracetamol / Acetaminophen 500 mg

✅ กินครั้งละ 500–1,000 mg
= 1–2 เม็ด ขนาด 500 mg

✅ ทุก 6 ชั่วโมงเมื่อมีอาการ
เช่น มีไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อย

✅ ไม่ควรเกิน 3,000 mg/วัน เพื่อความปลอดภัย
= ไม่เกิน 6 เม็ด/วัน ถ้าเป็นเม็ดละ 500 mg

บางแหล่งระบุขนาดสูงสุดผู้ใหญ่ได้ถึง 4,000 mg/วัน แต่ในหญิงตั้งครรภ์ แนะนำให้ใช้แบบระมัดระวัง คือ ขนาดต่ำที่สุดที่ได้ผล และระยะเวลาสั้นที่สุด ตามคำแนะนำของ SMFM/ACOG

บทความดีดีจาก หมอสูติคู่มือถือคุณ

24/05/2026

คุณแม่หลายคนมาฝากครรภ์ช่วงแรก ๆ แล้วถามหมอบ่อยมากว่า…

“คุณหมอครับ/คะ อายุครรภ์เท่านี้ ทำไมยังไม่เห็นหัวใจลูกเต้น?”
“แบบนี้ผิดปกติไหมครับ/คะ?” 😟

จริง ๆ แล้ว ในช่วงตั้งครรภ์อ่อนมาก ๆ
บางครั้งยังไม่เห็นหัวใจเต้นได้ครับ โดยเฉพาะถ้าอายุครรภ์ยังน้อย หรือไข่ตกช้ากว่าที่คิด

💗 โดยทั่วไป หัวใจของตัวอ่อนเริ่มมีการเคลื่อนไหว ประมาณ

🗓️ 22–23 วันหลังการปฏิสนธิ
หรือประมาณ
🤰 อายุครรภ์ 5 สัปดาห์
เมื่อนับจากวันแรกของประจำเดือนครั้งสุดท้าย

แต่…
ถึงหัวใจจะเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว
ก็ไม่ได้แปลว่าอัลตราซาวด์จะเห็นได้ทันทีนะครับ 🔍

โดยมาก แพทย์มักเริ่มเห็นหัวใจเต้นจากการตรวจ 🩺 อัลตราซาวด์ทางช่องคลอด ประมาณเมื่อ….

✅ อายุครรภ์ 5 สัปดาห์ครึ่ง – 6 สัปดาห์
หรือเมื่อเห็นตัวอ่อนขนาดประมาณ
📏 2 มิลลิเมตรขึ้นไป

ดังนั้น ถ้าอายุครรภ์ยังน้อยมาก ๆ
แล้วตรวจยังไม่เห็นหัวใจเต้น
อย่าเพิ่งตกใจนะครับ 🧡

เพราะอายุครรภ์อาจคลาดเคลื่อนได้ เช่น

🌸 ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ
🌸 ไข่ตกช้ากว่าปกติ
🌸 จำวันประจำเดือนครั้งสุดท้ายไม่แม่น
🌸 ตั้งครรภ์ยังเล็กมากจริง ๆ

ในหลายกรณี หมอจะนัดตรวจซ้ำอีกครั้ง
เพื่อดูว่าถุงการตั้งครรภ์ ตัวอ่อน และหัวใจ มีการพัฒนาตามลำดับหรือไม่ครับ 👨‍⚕️🔍

📌

💓 หัวใจเริ่มเคลื่อนไหว: ประมาณอายุครรภ์ 5 สัปดาห์ แต่หลายๆๆๆครั้งเราจะยังไม่เห็นจาก ultrasound
🔍 มักเริ่มเห็นจากอัลตราซาวด์: ประมาณ 5.5–6 สัปดาห์
⏳ ถ้ายังไม่เห็นเร็วเกินไป: ยังไม่ควรรีบด่วนสรุป 🩺 ควรตรวจติดตามตามที่แพทย์นัด

⚠️ แต่ถ้าตัวอ่อนมีขนาดใหญ่พอแล้ว
เช่น CRL ตั้งแต่ 7 มิลลิเมตรขึ้นไป
แล้วยังไม่พบการเต้นของหัวใจ
จึงจะเข้าเกณฑ์ที่แพทย์ใช้วินิจฉัยภาวะแท้งระยะแรกอย่างระมัดระวังครับ

💬
ตั้งครรภ์ช่วงแรก ถ้ายังไม่เห็นหัวใจเต้น ไม่ได้แปลว่าไม่ดีเสมอไปนะครับ
บางครั้งแค่ “ยังเร็วเกินไป” เท่านั้นเองครับ

บทความดีๆจากเพจ หมอสูติคู่มือถือคุณ

16/05/2026

💉 ยากระตุ้นปอดทารก เรื่องราวในอีกมุมที่หลายคนลืมนึกถึงมันไปทั้งที่มันอาจสำคัญกว่าด้วยซ้ำไป

ยากระตุ้นปอดทารก หรือ antenatal corticosteroids เป็นยาที่สูติแพทย์รู้จักประโยชน์กันมานาน เพราะเป็นที่ยอมรับว่ายานี้ช่วยให้ปอดทารกถูกกระตุ้นให้เจริญขึ้น ลดภาวะหายใจลำบาก และช่วยลดภาวะแทรกซ้อนสำคัญในทารกคลอดก่อนกำหนดได้จริงๆ

แต่รู้หรือไม่ว่ามีอีกบางมุมที่เราหลายๆคนอาจเคยได้ยิน เคยรู้ แต่อาจค่อยๆลืมความสำคัญของเรื่องราวด้านนี้ไป …

เพราะหากให้ยานี้กับทารกในครรภ์ โดยไม่จำเป็น ให้เร็วเกินไป ให้ในคนที่โอกาสคลอดก่อนกำหนดยังไม่ชัด หรือให้แล้วสุดท้ายเด็กไม่ได้คลอดก่อนกำหนด บางครั้งอาจกลายเป็น ผลเสียมากกว่าผลดีนะครับ ⚠️⚠️

เพราะสเตียรอยด์ไม่ได้ออกฤทธิ์เฉพาะที่ปอด
แต่เป็นฮอร์โมนที่มีผลต่อการเจริญของอวัยวะหลายระบบของทารกมากๆครับ

⚠️5 ผลเสียจากการให้ยากระตุ้นปอดทารก

1. 🩸 ทารกน้ำตาลต่ำหลังคลอด

หนึ่งในผลเสียที่พบได้ชัด โดยเฉพาะเมื่อให้ยาในช่วง late preterm (35-37 สัปดาห์) คือ
ภาวะน้ำตาลต่ำในทารกแรกเกิด

สาเหตุก็คือสเตียรอยด์ที่เราให้มีผลต่อการควบคุมระดับน้ำตาลและอินซูลินของทารกครับ ตอนอยู่ในครรภ์ ทารกได้รับน้ำตาลผ่านรกจากแม่ แต่หลังคลอด ทารกต้องปรับตัวและควบคุมน้ำตาลด้วยตัวเองทันที เมื่อได้รับสเตียรอยด์ใกล้คลอด ระบบนี้อาจแปรปรวนมากขึ้น ทำให้เกิด neonatal hypoglycemia ได้ง่ายขึ้นครับ

ข่าวดีคือภาวะนี้ส่วนใหญ่ดูแลได้ แต่ถ้าระดับน้ำตาลนั้นต่ำมาก หรือต่ำนานโดยไม่ถูกตรวจพบและรักษาได้ทันหลังคลอด ภาวะนี้อาจกระทบต่อสมองของทารกได้นะครับ

••••••••

2. ⏱️ ให้ยาแล้วเด็กไม่คลอดภายในช่วงเวลาที่ยาทำงานได้ดีสุดนั้น เด็กก็เสียโอกาสนั้นไปแต่ได้ผลข้างเคียงอื่นๆแทน

ยากระตุ้นปอดจะได้ประโยชน์ดีที่สุด เมื่อทารกมีโอกาสคลอดก่อนกำหนดจริง
โดยเฉพาะภายในประมาณ 7 วันหลังได้รับยานะครับ

ดังนั้นถ้าให้ยานี้เพราะ “กันไว้ก่อน” แต่สุดท้ายเด็กยังไม่คลอด และอยู่ในท้องต่ออีกหลายสัปดาห์จากที่เราให้ยาระงับหรือได้พักแล้วการเจ็บก่อนกำหนดเบาลงไป กรณีนี้ประโยชน์ของยาด้านการลดภาวะปอดไม่สมบูรณ์อาจลดลงแต่ทารกได้รับผลของสเตียรอยด์สู่ระบบต่างๆของร่างกายไปแล้ว

พูดง่าย ๆ คือ
ยานี้ดีมากเมื่อ timing ถูก
แต่ถ้า timing ผิด ความคุ้มค่าด้านการกระตุ้นปอดอาจลดลงครับ

••••••••

3. 🧠 ผลต่อสมองและพัฒนาการของลูกในระยะยาวยังต้องติดตามใกล้ชิด

สเตียรอยด์เป็นฮอร์โมนที่มีบทบาทต่อการเจริญของอวัยวะหลายระบบมากกว่าแค่ปอดนะครับ ซึ่งในนั้นก็รวมถึงสมองและระบบประสาทด้วย

ในทารกคลอดก่อนกำหนดที่มีข้อบ่งชี้ชัดเจนเช่นอายุครรภ์น้อยกว่า 34 สัปดาห์ ประโยชน์ของยานี้มีมากกว่าความเสี่ยงครับ

แต่คำถามสำคัญในกรณีนี้คือ
ถ้าเด็กได้รับยาแล้วแต่ ไม่ได้คลอดก่อนกำหนดจริง ผลระยะยาวต่อระบบอื่นๆในร่างกายเช่นระบบสมองและพัฒนาการจะคุ้มค่าหรือไม่?

ซึ่งประเด็นที่ยังต้องติดตามในระยะยาวเพราะข้อมูลที่อาจส่งผลกระทบในด้านด้อยนั้นมีรายงานอยู่บ้าง ได้แก่

🧠 พัฒนาการทางระบบประสาท
📈 การเจริญเติบโต
⚖️ ระบบเมตาบอลิซึม
🩸 การควบคุมน้ำตาล
🛡️ ระบบภูมิคุ้มกัน

เรื่องนี้ไม่ได้แปลว่ายาอันตรายจนไม่ควรใช้ กลับกันคือควรใช้ควรให้เมื่อมีข้อบ่งชี้ชัดเจน
แต่ไม่ควรใช้โดยไม่มีเหตุผลที่หนักแน่นเพียงพอ และควรใช้เมื่อได้พูดคุยให้เข้าใจแล้วทั้งทีมแพทย์และคนท้องตลอดจนครอบครัว

••••••••

4. 🛡️ อาจมีผลต่อภูมิคุ้มกันของทารก

สเตียรอยด์มีฤทธิ์ลดการอักเสบและปรับการทำงานของภูมิคุ้มกันในร่างกาย นี่คือเหตุผลที่ยากลุ่มนี้มีประโยชน์ในหลายโรค

แต่ในทารกแรกเกิดที่กำลังพัฒนาในหลายๆอย่างนั้น ระบบภูมิคุ้มกันยังอยู่ในช่วงสร้างและปรับตัว การได้รับสเตียรอยด์ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ โดยเฉพาะถ้าไม่ได้มีความจำเป็นชัดเจน จึงทำให้เกิดคำถามว่าอาจมีผลต่อภูมิคุ้มกันในระยะสั้นหรือระยะยาวหรือไม่ครับ

หลักการสำคัญจะคล้ายกับเรื่องก่อนหน้า …
ยากระตุ้นปอดที่มีฤทธิ์ต่อระบบภูมิคุ้มกัน จึงไม่ควรถูกใช้แบบ routine ให้ทุกรายโดยไม่มีข้อบ่งชี้ที่ชัดเจนครับ

•••••••

5. 🔁 การให้ครั้งแรกไปแล้วไม่คลอด ต่อมาการให้ซ้ำอาจเพิ่ม steroid exposure โดยไม่จำเป็น

บางครั้งให้ยาครบ course แล้ว และด้วยยาระงับการหดรัดตัวของมดลูกได้ผล ผู้ป่วยจึงยังไม่คลอดแล้วท้องต่อได้

เมื่อเวลาผ่านไป จึงเกิดคำถามว่า
“ควรให้ซ้ำไหม?” ถ้าเกิดมีท้องแข็งหรือมีภาวะเจ็บท้องก่อนกำหนดมาอีก

ข้อมูลปัจจุบันคือการให้ rescue course อาจเหมาะสมในบางรายเช่น มีความเสี่ยงคลอดก่อนกำหนดสูงจริง และอยู่ในช่วงอายุครรภ์ที่เหมาะสม แต่การให้ซ้ำโดยไม่มีเกณฑ์ชัดเจนหรือประเมินแล้วน่าจะยังไม่เข้าสู่ภาวะเจ็บท้องก่อนกำหนดจริงๆอาจทำให้ทารกได้รับสเตียรอยด์มากครั้งครับ

••••••••

🔍 recap …

ยากระตุ้นปอด “ไม่ใช่ยากระตุ้นปอดทารกที่ไม่มีอันตรายใดๆจนสามารถให้เผื่อไว้ก่อนในทุกกรณี” แต่เป็นยาที่ควรใช้เมื่อประเมินแล้วจริงจังหรือประเมินติดตามใกล้ชิดแล้วพบว่ามีโอกาสคลอดก่อนกำหนดจริงสูงครับ

และก่อนการให้ยา ควรถามตัวเองเสมอว่า

🔹 อายุครรภ์แม่นยำหรือไม่? และอยู่ในช่วงที่เป็นข้อบ่งชี้จริงใช่ไหม
🔹 มีโอกาสคลอดภายใน 7 วันสูงจริงไหม?
🔹 เป็น early preterm หรือ late preterm? เพราะกรณี late preterm เป็นช่วงที่ต้องคิดถึงประโยชน์และผลกระทบ
🔹 เคยได้รับยามาก่อนหรือยัง? และจำเป็นแค่ไหน เสี่ยงแค่ไหนที่จะให้ซ้ำอีกครั้ง เพราะการให้ซ้ำครั้งนี้คือโอกาสการให้ครั้งสุดท้ายนะครับ เราจะไม่ให้เกิน 2 คอร์สกันแล้ว

🎯

Antenatal corticosteroids เป็นยาที่ช่วยชีวิตทารกคลอดก่อนกำหนดมาได้มากมายได้แล้วจริงๆ แต่การให้ไม่ได้ให้ได้ทันทีในทุกราย บางรายอาจไม่จำเป็นต้องให้ถ้าเราติดตามเขาได้ใกล้ชิดและประเมินแล้วพบว่าเสี่ยงคลอดน้อยหรือคำที่เข้าใจง่ายคือ ”เอาอยู่“ ครับ

การให้ที่มากไปหรือไม่จำเป็น ยาอาจมีผลกระทบต่อร่างกายและอวัยวะอื่นๆของทารกนะครับ

บทความดีๆจาก หมอสูติ คู่มือถือคุณ

07/05/2026

แจ้งคลินิกหยุดช่วงเทศกาลหบุญบั้งไฟ 8-10 พฤษภาคม

เปิดทำการอีกทีวันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม 69 ค่ะ

01/05/2026

🩺 ก่อนคลอดต้องโกนขนไหม?
คำถามที่หลายคนสงสัย โดยเฉพาะเวลาจะคลอดธรรมชาติหรือผ่าตัดคลอดใช่ไหมครับ

คำตอบคือ
✅ ไม่จำเป็นต้องโกนขนเป็นประจำครับ

ในอดีต บางโรงพยาบาลอาจมีการโกนขนก่อนคลอด เพราะเชื่อว่าจะช่วยให้สะอาด ลดการติดเชื้อ หรือทำให้เย็บแผลง่ายขึ้น

แต่ปัจจุบัน หลักฐานทางการแพทย์พบว่า
📌 การโกนขนเป็นประจำทุกรายนั้นไม่ได้ช่วยลดการติดเชื้ออย่างชัดเจน

และที่สำคัญ การโกนด้วยใบมีดอาจทำให้เกิดแผลถลอกเล็ก ๆ บนผิวหนัง ซึ่งบางครั้งมองไม่เห็น แผลเล็ก ๆ เหล่านี้อาจทำให้ผิวระคายเคือง คัน รูขุมขนอักเสบ หรือเพิ่มโอกาสให้เชื้อเข้าสู่ผิวหนังได้ง่ายขึ้น

🌿 ถ้าคลอดทางช่องคลอด

✅ ไม่ต้องโกนขนหัวหน่าวหรือขนบริเวณฝีเย็บครับ

เพราะขนไม่ได้เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการคลอด การตรวจภายใน การตัดฝีเย็บ หรือการเย็บซ่อมแผลหลังคลอด

ดังนั้น คุณแม่ไม่จำเป็นต้องเตรียมตัวด้วยการโกนขนก่อนมาโรงพยาบาลครับ

🏥 ถ้าผ่าตัดคลอด

ก็ไม่จำเป็นต้องโกนขนทั้งหมดเช่นกันครับ

แนวทางการป้องกันการติดเชื้อแผลผ่าตัดแนะนำว่า 📌 ไม่ควรกำจัดขนก่อนผ่าตัด ถ้าไม่ได้รบกวนบริเวณที่จะผ่าตัด

แต่ถ้าขนอยู่ในตำแหน่งที่อาจรบกวนแผลผ่าตัดจริง ๆ เช่น บริเวณแนวแผลผ่าตัดคลอด ทีมดูแลอาจตัดออกเฉพาะบริเวณที่จำเป็น โดยใช้ ✂️ เครื่องตัดขนไฟฟ้า หรือ clipper

โดยไม่แนะนำให้ใช้ใบมีดโกน เพราะเสี่ยงต่อการเกิดแผลถลอกและการระคายเคืองมากกว่า

🤰 แล้วคุณแม่ท้องควรทำอย่างไร?

✅ ไม่ต้องโกนเองก่อนมาคลอดครับ

โดยเฉพาะคุณแม่ที่มีนัดผ่าตัดคลอด ควรหลีกเลี่ยงการโกนหรือแว็กซ์บริเวณหัวหน่าวในช่วงใกล้วันผ่าตัด เพราะอาจทำให้ผิวหนังระคายเคืองหรือมีแผลเล็ก ๆ ได้เสี่ยงต่อการติดเชื้อไปมากกว่า ถ้ามีความจำเป็นจริง ๆ โรงพยาบาลจะดูแลให้ด้วยวิธีที่เหมาะสมกว่าครับ

📝 สรุป

✅ คลอดธรรมชาติ: ไม่จำเป็นต้องโกนทุกราย

✅ ผ่าตัดคลอด: ไม่ต้องโกนทั้งหมดก็ได้

✅ ถ้าจำเป็นจริง ๆ: ตัดเฉพาะจุดด้วย clipper

❌ ไม่ควรโกนเองด้วยใบมีดก่อนมาคลอดเลย

บทความดีๆ จากเพจหมอสูติ คู่มือถือคุณ

12/04/2026

🔬 ท้องลม คืออะไร?

ท้องลม (Blighted o**m / Anembryonic pregnancy) คือ
ภาวะที่มีการตั้งครรภ์เกิดขึ้นแล้ว แต่ ตัวอ่อนไม่พัฒนา หรือหยุดพัฒนาในระยะเริ่มต้นมาก

➡️ กล่าวง่าย ๆ คือ
“มีถุงการตั้งครรภ์ แต่ไม่มีตัวเด็ก”

โดยมักตรวจพบจากอัลตราซาวด์ เช่น
• เห็นถุงการตั้งครรภ์ (gestational sac)
• แต่ไม่พบตัวอ่อน (embryo) หรือหัวใจเต้น

📊 โอกาสเกิด “ท้องลม” มากแค่ไหน?
• ท้องลมเป็นหนึ่งใน สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของการแท้งในไตรมาสแรก
• พบได้ประมาณ 10–20% ของการตั้งครรภ์ที่ทราบผลแล้ว
• และในกลุ่มแท้งระยะแรก “ท้องลม” อาจคิดเป็นสัดส่วนถึง ~50%

👉 กล่าวคือ
ไม่ใช่เรื่องแปลก และพบได้บ่อยกว่าที่คิด

🧬 สาเหตุสำคัญ (ที่คุณแม่ควรรู้)

สาเหตุหลักคือ
➡️ ความผิดปกติของโครโมโซม (chromosomal abnormalities)

เช่น
• ตัวอ่อนมีจำนวนโครโมโซมผิดปกติ
• เกิดจากความผิดพลาดตั้งแต่การปฏิสนธิ

📌 ประเด็นสำคัญ:
• ไม่เกี่ยวกับการใช้ชีวิตของคุณแม่
• ไม่ได้เกิดจากการเดินเยอะ ทำงานหนัก หรืออาหารบางอย่าง
• เป็น “กลไกธรรมชาติ” ที่ร่างกายคัดเลือกตัวอ่อนที่ไม่สมบูรณ์

💔 แล้วโอกาสเกิดซ้ำล่ะ?

นี่คือคำถามที่คุณแม่กังวลมากที่สุด

✔️ คำตอบตามหลักวิชาการ:
• หากเคยท้องลม 1 ครั้ง
👉 โอกาสตั้งครรภ์ปกติครั้งต่อไปยังสูงมาก
• โอกาสเกิดซ้ำโดยรวม
👉 ประมาณ 15–20% (ใกล้เคียงกับคนทั่วไปที่เสี่ยงแท้ง)

✔️ หากเกิดซ้ำ ≥2–3 ครั้ง:

แพทย์อาจพิจารณาตรวจเพิ่มเติม เช่น
• โครโมโซมพ่อแม่
• ฮอร์โมน
• ภูมิคุ้มกันบางชนิด

🤍 มุมมองจากแพทย์: สิ่งที่อยากให้คุณแม่รู้

ในฐานะแพทย์ สิ่งที่อยากบอกคือ

“ท้องลม ไม่ใช่ความผิดของคุณแม่”

หลายคนโทษตัวเอง เช่น
• “ฉันทำอะไรผิดหรือเปล่า”
• “ฉันดูแลตัวเองไม่ดีพอใช่ไหม”

🔎 แต่ในความเป็นจริง:
• ส่วนใหญ่ ป้องกันไม่ได้
• และ ไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้

🌱 ความหวังในการตั้งครรภ์ครั้งต่อไป

ข่าวดีคือ
👉 มากกว่า 80–90% ของคุณแม่ที่เคยท้องลม
สามารถมีการตั้งครรภ์ที่ปกติในครั้งถัดไป

❓ มียาป้องกันไหม

👉 ปัจจุบัน “ยังไม่มีวิธีหรือยาใดที่ป้องกันได้โดยตรง”

เหตุผล:
• สาเหตุหลักคือ chromosomal abnormality (random error)
• ไม่ได้เกิดจากพฤติกรรมแม่เป็นหลัก
• วิตามินหรือยาบำรุง (เช่น folic acid) ช่วยลด neural tube defect แต่ ไม่ป้องกันท้องลมโดยเฉพาะ

📌 แต่สามารถ “ลดความเสี่ยงโดยรวม” ได้ เช่น:
• ควบคุมโรคประจำตัว (DM, thyroid)
• งดบุหรี่ แอลกอฮอล์
• ทาน folic acid ก่อนตั้งครรภ์
• ตรวจสุขภาพก่อนตั้งครรภ์ (preconception care)

บทความดีๆจาก หมอสูติคู่มือถือคุณ

ที่อยู่

4/1-2 ถ. ร่วมใจ อ. เมืองฯ
Yasotorn
35000(ตลาดไนท์บาซ่าเดิม)

เวลาทำการ

จันทร์ 08:00 - 13:00
17:30 - 20:00
อังคาร 08:00 - 13:00
17:30 - 20:00
พุธ 08:00 - 13:00
17:30 - 20:00
พฤหัสบดี 08:00 - 13:00
17:30 - 20:00
ศุกร์ 08:00 - 13:00
17:30 - 20:00

เบอร์โทรศัพท์

0852416229

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ คลินิกแพทย์อนุสรณ์ ยโสธรผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง คลินิกแพทย์อนุสรณ์ ยโสธร:

ทางลัด

แชร์